View Full Version : รวบรวมรายชื่อสถานที่ปลอดภัยในช่วงภัยพิบัติในภาคเหนือตอนบน
Narinwet
26-12-2006, 01:55 PM
สาเหตุที่กระผมตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาก็เพื่อการง่ายต่อการรวบรวมสถานที่หลบภัยพิบัติ เพื่อความสะดวกในการจดจำสถานที่หลบภัยพิบัติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านเองที่อยู่ ณ ที่ต่างๆในประเทศไทย
ผมขอให้ท่านที่มีข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่ปลอดภัยในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ ที่ได้รับการยืนยันจาก พระนักปฏิบัติที่ดีจริงๆ หรือนักปฏิบัติธรรมที่ดีจริงๆ เท่านั้น ว่าสถานที่แห่งนี้ ในภาคเหนือตอนบน สามารถป้องกันภัยพิบัติได้จริง ซึ่งข้อมูลสถานที่ทั้งหมดที่ท่านนำมาเผยแพร่ในกระทู้นี้ ผมขอให้เป็นข้อมูลของทุกท่าน ผมขอให้กระทู้นี้เป็นกระทู้ของทุกท่าน ที่จะนำเนื้อหาจากกระทู้นี้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป แต่ถ้าท่านลังเล หรือ ไม่แน่ใจว่า สถานที่แห่งนี้สามารถหลบภัยพิบัติได้จริง ก็ขออย่าให้นำมาเผยแพร่
ซึ่งท่านทั้งหลายสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่หลบภัยพิบัติได้จากกระทู้นี้
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=42069
และ
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=63707
ส่วนสถานที่ในลิงค์ด้านบนนั้น จะปลอดภัยจริง หรือไม่จริง ก็ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาด้วยปัญญาดูครับ
ซึ่งในภาคเหนือตอนบนมีจังหวัดดังต่อไปนี้คือ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์
ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยเจ้าทุกๆพระองค์ ตลอดจน เทพเทวาทั้งปวง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง โปรดดลบันดาลให้ข้าพเจ้า ท่านผู้ทำงานช่วยเรื่องภัยพิบัติทุกท่าน และท่านผู้อ่านกระทู้นี้ จงปลอดภัยจากอุปัทวะทั้งหลายทั้งปวง ขอบุญกุศลของข้าพเจ้าตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบันชาติจงมีแด่ท่านผู้ทำงานช่วยเรื่องภัยพิบัติทุกท่าน และท่านผู้อ่านกระทู้นี้ทุกท่าน และขอให้บุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้ตั้งกระทู้นี้ก็ดี บุญกุศลของผู้ที่นำมาเผยแพร่ ณ กระทู้นี้ก็ดี จงมีแด่ ท่านผู้ทำงานช่วยเรื่องภัยพิบัติทุกท่าน และท่านผู้อ่านกระทู้นี้ทุกท่าน เทอญ..
ภาคเหนือตอนบน
วัดพระพุทธบาทสี่รอย ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
วัดชมพู ตำบลช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
สำนักปฏิบัติธรรมอารามประทานพร ตำบลทุ่งปี อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
วัดท่าช้าง ตำบลทุ่งบิ๊ อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
พระพุทธบาทสี่รอย
http://www.buddhapoem.com/images/1121827860/_4RoyBdSBata1-47k.jpg
รอยพระพุทธบาท 4 รอย
คำบูชาพระพุทธบาทสี่รอย
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (ว่า 3 จบ)
สาธุ สาธุ โกสัมพิยัง อะวิทูเร เวภาระ ปัพพะเต กกุสันโธ โกนาคะมะโน
กัสสะโป โคตะโม ปาทะ เจติยัง ชินะธาตุ จะฐะ เปตวา อะหัง วันทามิ ทูระโต
คำแปล
สาธุ สาธุ ข้าพเจ้าขอวันทา นมัสการเจดีย์ คือรอยพระพุทธบาท และพระชินธาตุเจ้าทั้งหลายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า พระกกุสันโธ โกนาคะมะโน กัสสะโป และพระสิทธัตถะ โคตะโม ที่ประดิษฐานตั้งไว้ ณ. ภูเขาเวภารบรรพตนี้ ตลอดกาลนานเทอญ
ตำนานพระพุทธบาท 4 รอย
เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาสนาปัจจุบันนี้ได้เสด็จจารึกประกาศธรรม และโปรดเวไนยสัตว์มายังปัจจัยตะประเทศ (ประเทศไทยในปัจจุบัน) จนกระทั่งมาถึงเทือกเขาทางตอนเหนือของประเทศ ชื่อเขา เวภารบรรพตซึ่งขณะนั้นได้เสด็จพร้อมกับพุทธสาวก 500 องค์ และได้แวะฉันจังหันอยู่บนเขา เวภารบรรพตแห่งนี้
เมื่อพระพุทธองค์ฉันจังหันเสร็จ ขณะประทับอยู่ที่นั้น ก็ได้ทราบด้วยญาณสมาบัติว่าบนเทือกเขาแห่งนี้ ได้มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ามาประทับอยู่บนก้อนหินก้อนใหญ่ คือ พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ภัทรกัลป์นี้ แล้วพระพุทธองค์ ก็ทรงเล็งดูรอยพระพุทธบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ , พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ ,พระพุทธเจ้ากัสสปะ อันมีในที่นี้พุทธสาวกทั้งหลาย มีพระสารีบุตรเป็นประธานเมื่อเห็นเช่นนี้จึงทูลถามว่า พระพุทธองค์ทรงเล็งดูด้วยเหตุใด พระพุทธองค์จึงตรัสตอบว่า ดูก่อนท่านทั้งหลาย
สถานที่แห่งนี้แม้นว่าพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ ที่ล่วงมาแล้วในอดีตกาล ก็มาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี่ทุกๆ พระองค์ และแม้นว่าพระศรีอริยเมตไตรย ก็จักเสด็จมาประทับรอย พระบาทไว้ ณ ที่นี่ และจักประทับรอยพระบาท 4 รอยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ( คือประทับลบรอยทั้ง 4 ให้เหลือรอยเดียว )
เมื่อพุทธองค์ตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จไปประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ จึงมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ จึงเกิดเป็นพระพุทธบาท 4 รอย เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้นแล้วก็ทรงอธิษฐานว่า...
ในเมื่อ (เรา) ตถาคตนิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็จักนำเอาพระธาตุของตถาคต มาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทที่นี่ ในเมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว 2,000 ปี พระพุทธบาท 4 รอยนี้ก็จักปรากฏแก่ปวงชนและเทวดาทั้งหลาย ก็จักได้มาไหว้และบูชา
เมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้ว พระพุทธองค์ก็เสด็จไปเชตุวันอารามอันมีในเมืองสาวัตถีนั้นแล เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็นำเอาพระธาตุของพระพุทธองค์มาบรรจุไว้ที่พระพุทธบาท 4 รอย
เมื่อพระพุทธองค์นิพพานล่วงมาแล้วประมาณ 2,000 วัสสา เทวดาทั้งหลายต้องการอยากให้ พระพุทธบาท 4 รอย ปรากฏแก่คนทั้งหลายตามที่พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานไว้ ก็จึงเนรมิตเป็นรุ้งตัวใหญ่ (เหยี่ยว) ก็บินลงจากภูเขาเวภารบรรพต อันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้
เพื่อบินลงไปเอาลูกไก่ของชาวบ้าน ( คนป่า ) ที่อยู่ตีนเขาเวภารบรรพต แล้วก็บินกลับขึ้นไปสู่ยอดเขา มันก็โกรธมากจึงตามขึ้นไปคิดว่าจะยิงเสียให้ตาย มันก็คิดตามไปค้นหาดู แต่ก็ไม่เห็นรุ้งตัวนั้น แต่เห็นรอยพระพุทธบาท 4 รอยอันอยู่พื้นต้นไม้และเถาวัลย์ พรานป่าผู้นั้นก็ทำการสักการะบูชาเสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา พอมาถึงหมู่บ้านก็เล่าบอกแก่ชาวบ้านทั้งหลายฟัง ข้อความอันนั้นก็ปรากฏสืบๆ กันไปแรกแต่นั้น คนทั้งหลายที่ทราบก็พากันไปสักการะบูชามาก แต่นั้นมาจึงได้ชื่อว่า"พระบาทรังรุ้ง (รังเหยี่ยว)"
ในสมัยนั้นมีพระยาคนหนึ่งชื่อว่า พระยาเม็งราย เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ได้ทราบข่าวจึงมีพระราชศรัทธาอยากเสด็จขึ้นไปกราบบูชาพระพุทธบาท 4 รอย ก็นำเอาราชเทวีและเสนาพร้อมกับบริวารทั้งหลาย
เมื่อพระยาเม็งรายกราบนมัสการเสร็จแล้ว ก็นำเอาบริวารของตนกลับสู่งเมืองเชียงใหม่ ก็ตั้งอยู่เสวยราชสมบัติตราบเมี้ยนอายุขัย แล้วลูกหลายที่สืบราชสมบัติก็เจริญรอยตามและได้ขึ้นมากราบพระพุทธบาท 4 รอย ทุกๆ พระองค์
หลังจากนั้นมาพระบาทรังรุ้ง หรือรังเหยี่ยวนี้ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น พระพุทธบาทสี่รอย เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึง 4 รอย มาในสมัยยุคหลังคนทั้งหลายจึงเรียกขานกันว่าพระพุทธบาทสี่รอย คือมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ ที่ล่วงมาแล้วในภัทรกัลป์นี้ คือ
1 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ รอยแรก เป็นรอยใหญ่ยาว 12 ศอก
2 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ เป็นรอยที่ 2 ยาว 9 ศอก
3 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากัสสปะ เป็นรอยที่ 3 ยาว 9 ศอก
4 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้าโคตะมะ (ศาสนาปัจจุบันนี้) เป็นรอยที่ 4 รอยเล็กสุดยาว 4 ศอก
เมื่อมาถึงสมัยพระยาธรรมช้างเผือก ผู้ครองนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยบริวาร 500 คน ก็ขึ้นไปกราบสักการะบูชาพระพุทธบาท 4 รอย และได้สร้างพระวิหารครอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้ชั่วคราว โดยแต่เดิมถ้าใครจะดูรอยพระพุทธบาทบนยอดหินก้อนใหญ่ ต้องใช้บันไดพาดขึ้นไป หรือปืนขึ้นไปดู ซึ่งก็คงจะขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ดังนั้นพระยาธรรมช้างเผือกจึงตรัสสร้างแท่นยืนคล้ายๆนั่งร้านรอบๆ ก้อนหินที่มีพระพุทธบาท สี่ รอย เพื่อที่ผู้หญิงจะได้เห็นรอยพระพุทธบาทด้วย และได้สร้างหลังคาชั่วคราวมุงไว้
ต่อมาในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ก็ได้ขึ้นไปกราบนมันสการพระพุทธบาท 4 รอย และได้มีพระราชศรัทธาก่อสร้างวิหาร เป็นการกราบบูชารอยพระพุทธบาทไว้ 1 หลัง หลักเล็ก
ปัจจุบันได้บูรณะปฏิสังขรณ์แล้วทั้งหลัง จะเหลือไว้แค่ผนังวิหาร พื้นวิหารและแท่นพระซื่งยังเป็นของเดิมอยู่ พอมาสมัยเมื่อปี พ.ศ. 2472 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยก็ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้รื้อพระวิหารที่เจ้าพระยาธรรมช้างเผือกสร้างไว้ชั่วคราว และได้สร้างพระวิหารครอบรอยพระพุทธบาทไว้ใหม่และได้ลาบปูนครอบรอยพระพุทธบาทไว้ เพื่อรักษาให้อยู่ค้ำชูพุทธศาสนาไปตลอดกาลนาน
พระพุทธบาทสี่รอย
ภาพโดย แม่โสม และ เพื่อน
kengbangprakong
และ dhammatip
วัดพระพุทธบาทสี่รอย
วัดพระพุทธบาทสี่รอย ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
http://www.tat.or.th/images/spacer.gif
http://www.tat.or.th/my_documents/2006228BEAC_chiangmai-02.gif (http://www.tat.or.th/my_documents/2006228A323_chiangmai-02big.gif)
ข้อมูลการเดินทางของ จ. เชียงใหม่
รถยนต์
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=2 width="95%" align=center border=0><TBODY><TR><TD>จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 (สายเอเซีย) ผ่านอยุธยา อ่างทอง นครสวรรค์ หลังจากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 117 ไปยังพิษณุโลก ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านลำปาง ลำพูน ถึงเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 695 กิโลเมตร อีกทางหนึ่งคือจากนครสวรรค์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านกำแพงเพชร ตาก และลำปาง ถึงเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 696 กิโลเมตร </TD></TR></TBODY></TABLE>
รถไฟ
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=2 width="95%" align=center border=0><TBODY><TR><TD>มีรถด่วน และรถเร็ว ออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ทุกวัน สอบถามรายละเอียดได้ที่หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 0 2223 7010, 0 2223 7020, 1690 สถานีรถไฟเชียงใหม่ โทร. 0 5324 2094 และ www.railway.co.th (http://www.railway.co.th/)
นอกจากนี้ ขบวนรถไฟ Orient-Express มีบริการเส้นทาง กรุงเทพ-เชียงใหม่ เป็นครั้งคราว สามารถสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ บริษัท ซีทัวร์ จำกัด โทร. 0 2216 5783 หรือที่ www.orient-express.com (http://www.orient-express.com/)</TD></TR></TBODY></TABLE>
รถโดยสารประจำทาง
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=2 width="95%" align=center border=0><TBODY><TR><TD>มีรถประจำทางปรับอากาศสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) ถนนกำแพงเพชร 2 ทุกวันๆละหลายเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดได้ที่ บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร. 0 2936 2852 66 และที่เชียงใหม่ โทร. 0 5324 1449, 0 5324 2664 หรือดูใน www.transport.co.th (http://www.transport.co.th/) บริษัทที่มีบริการเดินรถ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ได้แก่ ทันจิตต์ทัวร์ โทร. 0 2936 3210, นครชัยแอร์ โทร. 0 2936 3901, 0 2936 3355 นิววิริยะยานยนต์ทัวร์ โทร. 0 2936 2207, สมบัติทัวร์ โทร. 0 2936 3355, สหชาญทัวร์ โทร. 0 2936 2762, สยามเฟิสท์ทัวร์ โทร. 0 2954 3601-7 </TD></TR></TBODY></TABLE>
เครื่องบิน
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=2 width="95%" align=center border=0><TBODY><TR><TD>บริษัทการบินไทย จำกัด บินประจำระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง สำรองที่นั่ง โทร. 0 2280 0060, 0 2628 2000, 0 2356 1111 สอบถามรายละเอียด โทร. 1566 สำนักงานเชียงใหม่ โทร. 0 5321 0043-4 และ www.thaiairways.com (http://www.thaiairways.com/) และบริษัทบางกอกแอร์เวย์ จำกัด บริการเที่ยวบิน กรุงเทพฯ-สุโขทัย-เชียงใหม่ โทร. 0 2265 5555, 0 2265 5678 และ www.bangkokair.com (http://www.bangkokair.com/) นอกจากนี้ สายการบินวันทูโก มีบริการเที่ยวบินกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ทุกวันสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 1126 หรือ www.fly12go.com (http://www.fly12go.com/) สายการบินนกแอร์ เปิดบริการเที่ยวบินกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และ เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ทุกวัน และ กรุงเทพ-เลย-อุดรธานี-เชียงใหม่ ทุกวันศุกร์และวันอาทิตย์ รายละเอียดสอบถามศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1318 หรือ www.nokair.com (http://www.nokair.com/) นอกจากนี้บริษัท ไทยแอร์เอเชีย มีบริการเที่ยวบินระหว่าง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ สอบถามรายละเอียด โทร.0 2515 9999 หรือ www.airasia.com (http://www.airasia.com/) </TD></TR></TBODY></TABLE>
Specialized
05-01-2007, 06:56 AM
แหม่ คนที่ผมกำลังจีบอยู่เป็นคนแม่ริมซะด้วย พึ่งรู้ว่าพระพุทธบาท 4 รอยอยู่ อ.แม่ริม โอ้ -_-'
มีอีกที่ ครูบาเหนือชัย บอกว่าเกิดอะไรขึ้นให้มาที่วัดถ้ำป่าอาชาทองอ่ะครับ บอกว่าที่นี่จะเป็นบ้านที่ปลอดภัยแก่ลูกๆทุกคน ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริงๆผมคงขึ้นดอยอาชาทองนี่แหละครับ
วัดชมพู
วัดชมพู ตำบลช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
http://www.bloggang.com/data/kawaka/picture/1166749323.jpg
ประวัติวัดครับ
วัดใหม่พิมพาได้ถูกเปลี่ยนมาเป็น วัดชมพู นั้นเริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้ากาวิละบรมราชาธิบดีฯ พระเจ้าประเทศราชแห่งนครเชียงใหม่ที่ 1 สมัยรัตนโกสินทร์ได้ทรงปราบศัตรู หมู่พม่าข้าศึกออกจากเมืองแล้วจึงเสด็จเข้าเสวยเมือง ครั้งนั้นได้เชิญพระอาจารย์ผู้ฉมังเวทชื่อครูบาชมพู ติดตามมาในครั้งนั้นแต่พระอาจารย์ไม่ยอมเข้าเมืองขอพำนักรักษาพระนครอยู่ ณ วัดใหม่พิมพา
ซึ่งวัดนี้เคยเป็นที่ตั้งกองบัญชาการรบของแม่ทัพพม่ามาแต่เดิม เป็นการข่มขวัญพวกพม่าข้าศึก ต่อมาผู้คนเรียกขานว่า วัดครูบาชมพู และในที่สุดกลายเป็นวัดชมพูมาจนทุกวันนี้ ครูบาแฮดอดีตเจ้าอาวาสเคยเล่าให้ฟังว่าพวกพม่าข้าศึกเอาไม้พาดระหว่างพระนาสา(บ่า)พระพุทธรูปในวิหารหลวงกับขอบขันเรือนธาตุ ใช้เป็นที่ตั้งปืนใหญ่ยิงทำลายกำแพงเมือง เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้พระธาตุเอียงทรุด กล่าวกันว่าเมื่อประมาณ 100 ปีเศษ มานี้ยังมีคนเคยเห็นร่องรอยแนวกำแพงแก้วและที่ตั้งเสาฉัตร 4 มุม พระธาตุเช่นเดียวกับพระธาตุดอยสุเทพ ถึงแม้จะได้รับการบูรณะซ่อมแซมเป็นบางครั้งแต่ก็เป็นแต่เพียงเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าจะแข็งแรงมั่นคงต่อไปในวันข้างหน้า เช่น ศูนย์กลางยอดเริ่มเอียง และบางส่วนทรุดเล็กน้อย ทั้งนี้ด้วยแกนในพระธาตุเจดีย์ทำด้วยดินเหนียว ทำให้ข้างในบางแห่งเป็นโพรงลึก เสี่ยงแก่การพังทลายโดยง่าย ดังนั้น ทางคณะกรรมการวัดโดยมีพระครูพิพัฒน์สมาจาร
เจ้าอาวาสเป็นประธานลงมติ ที่จะทำการบูรณะ ปฏิสังขรณ์โดยรีบด่วน งานบูรณะปฏิสังขรณ์เจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ขอยืมตัวนายนัฎจักร ณ เชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญการสอนศิลปไทยระดับ 9 โดยผ่านกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง มาควบคุมดูแลและออกแบบเขียนแบบมีทั้งงานซ่อมและสร้างเสริมเพิ่มส่วนที่ขาดหายไปให้ครบบริบูรณ์ตามรูปแบบอย่างมีหลักวิชาการและเหตุผลร่วมกับช่างฝีมือพื้นบ้านล้านนา ใช้เวลาทั้งหมด 9 ปีจึงแล้วเสร็จ
ข้อมูลจากเอกสารในงานฉลองพระธาตุ
ขอขอบพระคุณยายบุญ ผู้ให้ข้อมูล
ข้อมูลจาก http://www.geocities.com/lanna_thai/html/boran/watchompoo.htm
http://www.bloggang.com/data/kawaka/picture/1166749990.jpg
http://www.bloggang.com/data/kawaka/picture/1166750022.jpg
http://www.bloggang.com/data/kawaka/picture/1166750100.jpg
http://www.bloggang.com/data/kawaka/picture/1166750133.jpg
http://www.bloggang.com/data/kawaka/picture/1166750237.jpg
http://www.bloggang.com/data/kawaka/picture/1166750355.jpg (http://www.bloggang.com/data/kawaka/picture/1166750355.jpg)
http://www.bloggang.com/data/kawaka/picture/1166750448.jpg (http://www.bloggang.com/data/kawaka/picture/1166750448.jpg)
http://www.bloggang.com/data/kawaka/picture/1166750508.jpg
<!--End Main-->
<CENTER>อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย</CENTER>
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 border=0><TBODY><TR><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/a25.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE>
ข้อมูลทั่วไป
<CENTER><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 border=0><TBODY><TR><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/a93.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER><DD><DD> <DD>ดอยสุเทพ เดิมชื่อว่า "ดอยอ้อยช้าง" สำหรับดอยสุเทพที่เรียกกันในปัจจุบันนี้ เป็นชื่อที่ได้มาจาก "พระฤาษีวาสุเทพ" ซึ่งเคยบำเพ็ญตบะอยู่ที่เขาลูกนี้เมื่อพันกว่าปีมาแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ทางราชการได้กำหนดป่าดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ และป่าอื่น ๆ ในท้องที่จังหวัดต่าง ๆ รวม ๑๔ ป่า ให้เป็นเป็นอุทยานแห่งชาติ กำหนดบริเวณที่ดินป่าดอยสุเทพ ในท้องที่ ต.โป่งแยง ต.แม่แรม ต.แม่สา ต.ดอกแก้ว อ.แม่ริม ต.แม่ปิง ต.หนองควาย อ.หางดง และ ต.ช้างเผือก ต.สุเทพ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๔ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ นับเป็นอุทยานแห่งที่ 7 ของภาคเหนือ และแห่งที่ 24 ของประเทศ พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ขยายขอบเขตอุทยาน ครอบคลุมบริเวณน้ำตกแม่สา น้ำตกตาดหมอก-วังฮาง น้ำตกตาดหมอกฟ้า และพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร โดยรอบของน้ำตกทั้งสามแห่งในพื้นที่ ต.สบเปิง อ.แม่แตง และ ต.แม่แรม ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เนื้อที่ ๖๒,๕๐๐ ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ ๑๖๓,๐๐๐ ไร่ หรือประมาณ ๒๖๒ ตารางกิโลเมตร
สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ
<DD>
<DD><DD><CENTER><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 border=0><TBODY><TR><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/d25.jpg</TD><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/b36.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER><DD><DD> <DD>สภาพพื้นที่โดยทั่วไป เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนของเทือกเขาผีปันน้ำตอนบน ยอดเขาที่สำคัญ ดอยสุเทพ ดอยปุย และดอยบวกห้า มีดอยปุยเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดคือ ๑,๖๕๘ เมตร จากระดับน้ำทะเล ยอดเขาเหล่านี้จึงเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำปิง ได้แก่ ห้วยแก้ว ห้วยช่างเคี่ยน และห้วยแม่เหียะ เป็นต้น และเนื่องจากพื้นที่ป่าเป็นยอดเขาสูง อากาศจึงเย็นตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ ๑๖ องศาเซลเซียส ฤดูหนาวอากาศหนาวจัด ในฤดูฝนอากาศเย็นและชื้น ฝนตกมากที่สุดในเดือนสิงหาคม และกันยายน ในเดือนกุมภาพันธ์อากาศปลอดโปร่งท้องฟ้าแจ่มใส ทำให้มองเห็นภูมิประเทศโดยรอบได้ชัดเจน
พรรณไม้ <CENTER><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 border=0><TBODY><TR><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/b02.jpg</TD><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/a91.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER><DD><DD> <DD>สภาพป่าประกอบไปด้วยป่าดิบเขา ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าสนเขา มีพรรณไม้นานาชนิด ได้แก่ ไม้เต็ง รัง เหียง ประดู่ เสลา เก็ดดำ เก็ดแดง ก่อ ยางแดง ตาเสือ ตาดำ ตะเคียน กระบาก มะม่วงป่า และสนเขา เป็นต้น
สัตว์ป่า <CENTER><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 border=0><TBODY><TR><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/c33.jpg</TD><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/c37.jpg</TD><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/c32.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER><CENTER><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 border=0><TBODY><TR><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/c07.jpg</TD><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/c19.jpg</TD><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/c27.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER><DD>
<DD> <DD>สัตว์ป่าส่วนใหญ่ถูกรบกวนจากชาวเขาและชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง ที่พบเห็นบ่อย ๆ ได้แก่ เก้ง กวาง ลิง ค่าง และนกนานาชนิดกว่า ๒๐๐ ชนิด เช่น พวกเหยี่ยว ไก่ป่า ไก้ฟ้า นกขมิ้น นกหัวขวาน นกแก้ว และนกพญาไฟ เป็นต้น
สถานที่ท่องเที่ยว
<CENTER><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 border=0><TBODY><TR><TD></TD><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/d26.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER><DD><DD> <DD>พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ เป็นที่ประทับแปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ บริเวณใกล้ดอยบวกห้า ลักษณะเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทย ภายในบริเวณพระตำหนักได้รักษาสภาพธรรมชาติไว้ รวมทั้งมีการปลูกพันธุ์ไม้ดอกชนิดต่าง ๆ ไว้อย่างสวยงาม จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมเฉพาะในวันศุกร์และวันหยุดราชการ<DD> <DD><DD><CENTER><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 border=0><TBODY><TR><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/a92.jpg</TD><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/a90.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER><DD><DD> <DD>วัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญทางศาสนาและทางประวัติศาสตร์ของนครเชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๗ มีบันไดนาคทอดยาวขึ้นไปสู่วัดเกือบ ๓๐๐ ขั้น ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานขององค์เจดีย์ทรงมอญ ที่ใต้ฐานพระเจดีย์มี พระบรมสารีริกธาตุ เป็นปูชนียสถานที่แสดงออกถึงศิลปกรรมล้านนาไทยที่สำคัญคู่เมืองเชียงใหม่ <DD><DD> <DD>อนุสาวรีย์พระครูบาศรีวิชัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ พระครูบาศรีวิชัย ชักชวนประชาชนสร้างทางจากเชิงดอยถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ รวมระยะทางประมาณ ๑๒ กม. โดยใช้เวลาสร้างประมาณ ๖ เดือน ชาวเชียงใหม่จึงได้สร้างอนุสาวรีย์พระครูบาศรีวิชัย ไว้เป็นอนุสรณ์สถาน <DD><DD> <DD>น้ำตกห้วยแก้ว เกิดจากลำน้ำห้วยแก้ว อยู่บริเวณเชิงดอยใกล้ทางขึ้นดอยสุเทพ เหนือน้ำตกห้วยแก้วขึ้นไปเล็กน้อยจะเป็น "วังบัวบาน" เป็นสถานที่ที่กล่าวถึงตำนานรักอันอมตะที่ลือชื่อของสาวเหนือ<DD> <DD><DD><CENTER><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 border=0><TBODY><TR><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/b35.jpg</TD><TD>http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/nationalpark/b23.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER><DD><DD> <DD>น้ำตกมณฑาธาร หรือ น้ำตกสันป่ายาง เป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุดในเขตอุทยานมีทั้งหมด ๓ ชั้น ไหลลดหลั่นจากหน้าผาเป็นชั้น ๆ อยู่ห่างจากน้ำตกห้วยแก้วประมาณ ๓ กม. <DD><DD> <DD>น้ำตกแม่สา เป็นน้ำตกที่สวยงามมีน้ำไหลตลอดปี มีทั้งหมด ๘ ชั้น แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๑๐๐-๕๐๐ เมตร เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของ จ.เชียงใหม่ น้ำตกอื่น ๆ ที่อยู่ในลำธารเดียวกันได้แก่ น้ำตกผาลาด น้ำตก ปปป. น้ำตกที่อยู่ห่างออกไปได้แก่ น้ำตกศรีสังวาลย์ น้ำตกมหิดล น้ำตกตาดหมอก-วังฮาง และน้ำตกตาดหมอกฟ้า นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งได้แก่ ผาเงิบ ผาลาดผาดำ ยอดดอยปุย และหมู่บ้านชาวเขา
</DD>
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=4 width="80%" align=center border=0><TBODY><TR><TD height=37>ถ้ำเชียงดาว
http://www.thaitourzone.com/north/chiangmai/cavedao.JPG
ทันทีที่เดินเข้าถ้ำ เราจะพบกับความหนาวเย็น สบายอย่างบอกไม่ถูก ผู้นำทางผู้ช่วยนักวิจัยหนุ่มคนเดิมบอกกับเราว่า ที่ถ้ำเชียงดาวแห่งนี้มีความพิเศษในช่วงหนาวถ้าคุณเดินเข้าถ้ำ จะรู้สึกอุ่น แต่ถ้าในช่วงหน้าร้อนเข้ามาในถ้ำจะเย็นสบาย
<TABLE width="20%" align=right border=0><TBODY><TR><TD>http://www.sakulthai.com/images/sakulthai/2591/032-4.jpg
</B>
</TD></TR><TR><TD>วัดถ้ำเชียงดาว</B>
</TD></TR></TBODY></TABLE>
มีผู้ค้นพบและเข้ามาในถ้ำเชียงดาวครั้งแรกเมื่อปี ๒๒๐๐ ถึงบัดนี้ ปี ๒๕๔๗ เวลาผ่านไป ๓๔๗ ปี ผู้ค้นพบได้สร้างระฆังไว้ใบหนึ่ง ซึ่งแขวนไว้ใต้ปล่องสว่าง สลักชื่อไว้ที่ข้างระฆังว่าพ่อแสนกับพระประธรรมมะปัญโญ ส่วนรายละเอียดอื่นๆอ่านไม่ออกเพราะถูกเคาะถูกตีลงบนตัวอักษรจนเกิดร่องรอยข้อความไม่ประติดประต่อกัน มีผู้รู้ภาษาไทเขินโบราณและอักษรธรรมล้านนาพยายามอ่านแต่ก็อ่านไม่ได้
พบปล่องสว่าง ใครก็ต้องหยุดเงยขึ้นมอง ปล่องสว่าง ช่างอัศจรรย์แท้ แสงสว่างส่องลงมาจากฟากฟ้า มองเห็นพระพุทธรูป ผู้ที่เข้าไปในถ้ำจะเริ่มจากกราบไหว้พระพุทธรูปที่นี่ก่อน
เราเดินไปทางถ้ำพระนอน เดินไปได้เรื่อยๆ ที่โปร่งและเย็นสบาย เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบผจญภัย ผ่านปากทางถ้ำแก้ว มีสะพานทอดข้ามเหว เดินไปเรื่อยๆ พบพระนอน เพิ่งเคยเห็นพระนอนจริงๆวันนี้เอง
ไม่ได้พูดเกินจริงเพราะพระนอนรูปนี้เป็นพระที่นอนหงาย ไม่ใช่นอนตะแคงเหมือนที่เคยพบเห็นมาก่อน เหมือนหนึ่งนอนอยู่ในห้องโถง พระนอนองค์นี้มีนามว่า พระกัสสปะ
<TABLE width="20%" align=left border=0><TBODY><TR><TD>http://www.sakulthai.com/images/sakulthai/2591/032-3.jpg
</B>
</TD></TR><TR><TD>พระพุทธรูปภายในถ้ำเชียงดาว</B>
</TD></TR></TBODY></TABLE>
นอกจากพระนอนแล้วเราได้พบยักษ์นอนอีกตนหนึ่งด้วย ยักษ์ที่นอนอยู่นี้ดูเหมือนจะท้องแก่ใกล้คลอด ผู้นำทางบอกเราว่า แรกเริ่มเดิมทีไม่มีส่วนหัวของยักษ์ ส่วนหัวนี้เพิ่งสร้างขึ้น ธรรมชาติให้มามีแต่ตัวกับท้องคนก็จินตนาการเพิ่มทำหัวขึ้นมา บางคนว่าไม่จำเป็นต้องมีหัวจะดีกว่า เป็นไปตามธรรมชาติ หัวที่สร้างขึ้นเป็นความพยายามเกินไป
ภายในถ้ำมีเรื่องราวมากมาย จากจินตนาการ เช่น เราจะดูหินย้อยลงมาเหมือนน้ำตกพลิ้วไหว บางแห่งเหมือนช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ห้อยลง บางแห่งเหมือนม่านที่เปิดออกไปสู่ประตูโค้ง
วันนี้เราจะไปได้แค่นี้ แค่ถ้ำสว่าง ถ้ำจะไปถ้ำมืดต้องเตรียมพร้อมกว่านี้ ถ้ำมืดต้องใช้ตะเกียงเข้าไปและเดินด้วยความยากลำบากกว่านี้มาก เขาบอกว่าบางแห่งต้องตะแคงตัวเข้าไป บางแห่งต้องก้มหัวมุดลอด
ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะเที่ยวชมถ้ำสว่าง พวกที่ต้องเข้าถ้ำมืด มีชาวบ้านแถบนี้จะเป็นผู้นำทาง เป็นผู้ส่องไฟให้ เป็นรายได้ส่วนหนึ่งของคนบ้านถ้ำ
ที่ถ้ำเชียงดาวนี่แหละที่เจ้าชายสุวรรณคำแดงตามนางอินเหลามาอยู่ด้วยกันในถ้ำ ส่วนจะอยู่ตรงไหนของถ้ำก็ไม่แน่ชัด เพราะเขาบอกว่าภายในถ้ำเชียงดาวนี้ ไกลสุดที่จะเดินถึง ไม่รู้ว่าไปสิ้นสุดที่ไหน
<TABLE width="20%" align=right border=0><TBODY><TR><TD>
</TD></TR><TR><TD></B>
</TD></TR></TBODY></TABLE>
</B>
</TD></TR><TR><TD class=detail>ถ้ำเชียงดาว หน้าถ้ำมีธารน้ำไหลผ่านเต็มไปด้วยปลาหลายชนิด ด้านขวามือตรงกลางสระเป็นเรือสำเภาหินเสียค่าเข้าชมคนละ 5 บาท หรือหากต้องการชมบริเวณถ้ำทั้งหมด ติดต่อคนนำทางได้บริเวณหน้าถ้ำโดยเสียค่าบริการพิเศษ
ดอยเชียงดาว อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อ.เชียงดาวยอดสูงสุดของดอยเชียงดาว (เพี้ยนมาจากคำที่ชาวบ้านเปรียบเทียบดอยนี้ว่าสูง"เพียงดาว")มีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนรูปกรวยคว่ำสูง 2,195 เมตร จากระดับน้ำทะเล นับเป็นยอดดอยที่สูงอันดับ 3 ของประเทศรองจากดอยอินทนนท์และผ้าห่มปก จากบนยอดดอยซึ่งเป็นที่ราบแคบๆ สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามรอบด้าน คือ ทะเลหมอกด้านอำเภอเชียงดาว ดอยสามพี่น้อง เทือกดอยเชียงดาว ตลอดจนถึงยอดดอยอินทนนท์อันไกลลิบอากาศเย็น ลมแรง และสมบูรณ์ด้วยดอกไม้ป่าภูเขาที่หาชมได้ยากมากมายรวมทั้งนกและผีเสื้อด้วย (ไม่เหมาะที่จะขึ้นไปยืนบนยอดดอยทีละกลุ่มใหญ่ๆเพราะจะไปเหยียบย่ำทำลายพรรณไม้บนนั้นได้แม้จะโดยไม่ตั้งใจก็ตาม)
การเข้าไปใช้พื้นที่ต้องทำหนังสือขออนุญาตถึงผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ อย่างน้อย 2 อาทิตย์ก่อนการเดินทาง รายละเอียดโทร. 561-2947
</TD></TR><TR><TD class=header>
ที่ตั้ง
</TD></TR><TR><TD>อยู่ในเขต อ.เชียงดาว
</TD></TR><TR><TD class=header>
การเดินทาง
</TD></TR><TR><TD>จากเชียงใหม่ไปยังอ.เชียงดาวระยะทาง 72 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายตรงทางแยกเข้าไปจนถึงถ้ำอีก 5 กม. หน้าถ้ำมีธารน้ำไหลผ่านเต็มไปด้วยปลาหลายชนิด ด้านขวามือตรงกลางสระเป็นเรือสำเภาหินเสียค่าเข้าชมคนละ 5 บาท หรือหากต้องการชมบริเวณถ้ำทั้งหมด ติดต่อคนนำทางได้บริเวณหน้าถ้ำโดยเสียค่าบริการพิเศษ
</TD></TR></TBODY></TABLE>
สำนักปฏิบัติธรรมอารามประทานพร
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>สำนักปฏิบัติธรรมอารามประทานพร
หมู่ 7 อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ 50360
พระมหาอินตา สีลสังวโร ประธานสงฆ์
</TD></TR><TR><TD>
http://www.tat.or.th/images/spacer.gif
http://www.tat.or.th/my_documents/2006228BEAC_chiangmai-02.gif (http://www.tat.or.th/my_documents/2006228A323_chiangmai-02big.gif)
</TD></TR></TBODY></TABLE>
วัดท่าช้าง
วัดท่าช้าง ตำบลทุ่งบิ๊ อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width="95%" align=center border=0><TBODY><TR><TD width="76%">ตำบลทุ่งบิ๊ ตั้งขึ้นเมื่อ 70 ปีล่วงมาแล้ว และได้ขึ้นอยู่กับอำเภอแม (ที่ว่าการตั้งอยู่ที่บ้านเปียง) จนกระทั่งวันที่ 4 มิถุนายน 2482 ทางราชการได้ย้ายที่ว่าการจากบ้านเปียงมาตั้งอยู่ที่เขตตำบลยุหว่า หมู่ 10 และเปลี่ยนชื่ออำเภอเป็นอำเภอสันป่าตอง ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2533 ได้แบ่งเขตการปกครองตำบลทุ่งบิ๊ขึ้นอยู่ในเขตการปกครองกิ่งอำเภอแม่วางมาจนถึงปัจจุบันนี้
</TD></TR><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=middle>http://www.thaitambon.com/thailand/Chiengmai/502202/General.JPG
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD width="76%">http://www.thaitambon.com/Tambon/images/icdocarr.gif สภาพทั่วไปของตำบล :</TD></TR><TR><TD width="76%">ลักษณะทั่วไปเป็นที่ราบสูง มีแม่น้ำไหลผ่าน พื้นที่เหมาะสมสำหรับการเกษตร ฤดูหนาวหนาวจัดฤดูร้อนร้อนจัด ที่ตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งบิ๊ ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่วางประมาณ 8 กิโลเมตร อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งยกฐานะจากสภาตำบลทุ่งปี้ขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2539 อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ </TD></TR><TR><TD width="76%">http://www.thaitambon.com/Tambon/images/icdocarr.gif อาณาเขตตำบล :</TD></TR><TR><TD width="76%">ทิศเหนือ ติดกับ ต.บ้านกาด อ.แม่วาง และ ต.ทุ่งสะโตก อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
ทิศใต้ ติดกับ ต.ยางคราม กิ่งอ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่
ทิศตะวันออก ติดกับ ต.ทุ่งรวงทอง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่
ทิศตะวันตก ติดกับ ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่
</TD></TR><TR><TD width="76%">http://www.thaitambon.com/Tambon/images/icdocarr.gif จำนวนประชากรของตำบล :</TD></TR><TR><TD width="76%">จำนวนประชากรในเขต อบต. 4,603 คน และจำนวนหลังคาเรือน 1,330 หลังคาเรือน </TD></TR><TR><TD width="76%">http://www.thaitambon.com/Tambon/images/icdocarr.gif ข้อมูลอาชีพของตำบล :</TD></TR><TR><TD width="76%">อาชีพหลัก
อาชีพเสริม ทำสวน ทำไร่
</TD></TR><TR><TD width="76%">http://www.thaitambon.com/Tambon/images/icdocarr.gif ข้อมูลสถานที่สำคัญของตำบล :</TD></TR><TR><TD width="76%">1. วัดท่าช้าง
2. วัดมะกับตองหลวง
3. วัดบุญยืน
4. วัดพันตน
5. วัดดอยจอมแจ้ง
6. วัดดอนแก้ว
7. สำนักปฏิบัติธรรมประทานพร
8. โรงเรียนบ้านพันตน
9. โรงเรียนวัดมะกับตองหลวง
10. โรงเรียนวัดดอนแก้ว
11. สถานีอนามัยทุ่งป่าคา
12. สถานีอนามัยนาทราย
</TD></TR></TBODY></TABLE>
piakgear24
07-01-2007, 08:50 AM
วัดพระธาตุผาเงา อ.เชียงแสน จ.เชียงราย น่าจะเป็นที่หลบภัยได้หรือเปล่าครับเพราะอยู่ที่สูง พอสมควร
piakgear24
07-01-2007, 09:22 AM
คุณเกษมครับ โมทนาด้วยครับกับข้อมูลที่รวบรวมมา
ที่จริงผมก็พอจะเล่นเป็นอยู่เหมือนกันโปรแกรม PointAsiaอยากจะช่วยมากครับแต่ผมไม่รู้ว่า
1.วัดที่ปลอดภัยน่าจะเป็นที่ใดผมต้องอาศัยข้อมูลที่ผู้รู้ได้ยืนยันครับ
2.หลายวัดผมยังไม่เคยไปอาจจะให้ข้อมูลผิดพลาดได้
ข้อเสนอแนะ...
1.คุณเกษมครับ ถ้าใส่พิกัด เส้นรุ้ง เส้นแวงให้กับสถานที่ด้วยน่าจะดีไหมครับเผื่อใครมีเครื่องมือ GPS เขาอาจจะไปถูก หากบังเอิญเขาอาจตามหาถนนที่อยู่ในภาพไม่เจอ ก็ยึดตามค่าพิกัดได้ เป็นอีกข้อมูลหนึ่งครับ
2.น่าจะแต้มเป็นสีหรือข้อสังเกตอะไรสักอย่างในภาพ ของPointAsia เพื่อให้คนได้รู้ว่าที่ตั้งของวัดหรือสถานที่อยู่ตรงไหนเพราะดูแล้วอาจจะใช้เวลาครับ
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.