PDA

View Full Version : ---> แก้ภัยพิบัติด้วยพุทธศาสนา


สัปเหร่อ
26-12-2006, 09:05 AM
วิพากย์ระบอบการปกครองและระบบเศรษฐกิจโลก


ปัจจุบันแม้นทั่วโลกจะทราบปัญหาและจุดอ่อนของระบบเศรษฐกิจ และระบอบการปกครองทั้งสองรูปแบบ คือ คอมมิวนิสตร์และประชาธิปไตยดีก็ตาม ต่างก็หาทางเลือกที่สาม เช่น ลาว เลือกที่จะเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ด้วยการรวมสองระบอบการปกครองเข้าด้วยกัน แล้วปกครองโดยกษัตริย์เป็นประธาณาธิบดี เพื่อเปิดโอกาสให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ หรือ ประเทศไทยที่ใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็ตาม ยังไม่สามารถก้าวสู่ระบอบการปกครองที่สมบูรณ์แบบ และระบบเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนพัฒนาประเทศได้แท้จริง

กรณีตัวอย่างของอเมริกา
การเชื่อมั่นประชาธิปไตยและทุนนิยม ด้วยการใช้กลยุทธปลาใหญ่ล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจกับปลาเล็ก เช่นบีบให้ประเทศโลกที่สามเปิดตลาดด้วยการเริ่มเปิดบัญชีหนี้กับไอเอ็มเอฟ ทำให้ประเทศเล็กตกเป็รอง เสียเปรียบด้านทุนทันที และนับจากนั้นมาการค้าขายก็ไม่เท่าเทียมตามคำโฆษณาที่ว่า "การค้าเสรี" อเมริกาจึงได้เปรียบประเทศเล็กในหลายวิธีการด้วยกัน ตราบจนผลกระทบจากต้มยำกุ้งไครซิส ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อเมริกาไม่สนใจให้ความช่วยเหลือเพราะคิดว่าไม่ส่งผลกระทบกับตน จนลุกลามเป็นไครซิส เพราะระบบเศรษฐกิจต้องพึ่งพากัน แล้วระบบเศรษฐกิจโลกก็ตกต่ำลงตั้งแต่นั้นมา

ดังนี้ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมีข้อเสียอย่างร้ายแรงคือ การใช้ระบบดอกเบี้ยเป็นต้นขับเคลื่อนกลใกลธุรกิจ กล่าวคือ นายทุนต้องทำกำไรให้มากขึ้นกว่าดอกเบี้ยที่ยืมมาลงทุน เช่นนี้ โครงสร้างด้านต้นทุนจึงอ่อนแอลงหากนายทุนไม่รักษาเสถียรภาพทางการเงิน กล่าวคือ หากกำไรน้อยจนขาดทุน เจ้าหนี้ก็จะฟ้องล้มละลายได้ง่าย เพื่อเอาเงินคืนก่อนบริษัทจะล่ม เหตุการเช่นนี้ กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แม้นนายทุนจะประคองความเชื่อด้วยการโฆษณาต่างๆ ยกตัวอย่างกรณี ทีพีไอ เป็นต้น

ข้อเสียที่ร้ายแรงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในภาคการผลิต แรงงานที่ต้องทำงานทั้งวันไม่มีอิสรภาพในชีวิต คือ ผลสะท้อนหนึ่ง ที่พ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก ทำให้คุณภาพของเยาวชนตกต่ำ มีความรุนแรง ผิดกฏหมาย ฯลฯ มากขึ้น ทั้งความสามารถและสติปัญญาก็ลดลง ทำให้แรงงานขาดการพัฒนาและต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้นด้วยประการฉะนี้ นอกจากนี้แรงงานที่ทำงานเหมือนทาสในคุกมากเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ ประสิทธิภาพการทำงานก็ลดลงด้วยเช่นกัน ระบบแรงงานในระบบทุนนิยมจึงเป็นระบบที่มีจุดอ่อนอย่างมาก โดยการเอาเปรียบแรงงานประเทศหนึ่งแล้วหนีไปเอาเปรียบแรงงานที่ใหม่
นอกจากนี้ทุนนิยมยังมีข้อเสียอย่างร้ายแรง ในภาคการบริโภค คือ "วัตถุนิยม" กระแสนี้ เกิดขึ้นจากกลไกลการปล่อยให้แข่งขันกันอย่างเสรี โดยไม่ควบคุมหรือพิจารณาความเหมาะสมและผลกระทบใดๆ เลย เรียกได้ว่าเป็นระบบที่วิ่งไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่งและสับเพร่า ทำให้ประชาชนบริโภคมากขึ้นตามการแข่งขันทางการตลาดและโฆษณา รัฐบาลไม่สามารถควบคุมทิศทางการบริโภคได้ จึงพบว่าอัตราการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าเลวเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจเสมอ เช่น บริมาณรถยนต์คันใหม่ของคนรวย, ปริมาณการบริโภคเหล้าของคนจน, ปริมาณการการใช้จ่ายในสถานบันเทิงของคนระดับกลาง โดยเฉพาะคนโสดวัยทำงานตอนต้น ฯลฯ การบริโภคที่ไร้ทิศทาง ไม่มีการจัดการที่ดี และไหลไปตามวัตถุนิยมนี้เอง เป็นตัวทำลายชาติประการหนึ่ง เพราะสุดท้ายแล้ว แรงดึงจากความต้องการของผู้บริโภคจะกำหนดทิศทางของสินค้าในตลาด (ภาวะ Customer leader by marketing uncontrolled) และจากการศึกษาทางจิตวิทยาสังคมพบว่า ความต้องการส่วนใหญ่ในระบบทุนนิยมจะเป็นไปเพื่อระบายความตึงเครียดที่ผิดทางในช่วงเวลาว่างสั้นๆ คือ การแสดงออกทางความโกรธและเพศ ดังนี้ จึงไม่แปลกที่สื่อทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา, ภาพยนต์ และเพลงทั้งหมดของอเมริกา ต้องมี เพศรสและความรุนแรง (โกรธและกาม) อยู่ด้วยเสมอในการทำการตลาด ในที่สุดปัจจัยกระตุ้นทั้งสองประการนี้ นำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะประเทศขาดวัฒนธรรมที่ดีนั่นเอง

นี่คือ จุดจบที่น่ากลัวของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในประเทศอเมริกา

กรณีศึกษาในประเทศลาวและไทย
กรณีลาวระบบกษัตริย์เปลี่ยนมากุมอำนาจทางการเมือง แล้วปรับปรุงระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ช่วยคนจน แต่ไปเปิดโอกาสให้คนรวยฉวยโอกาส (Capitalist power bad cover) แต่ความไม่พร้อมทั้งระดับบนและระดับล่าง ทำให้เกิดความไม่มั่นคงของระบอบการปกครองเรื่อยมา เกิดปัญหาระหว่างรัฐบาลที่มาจากอำนาจเก่าของระบบกษัตริย์ และอำนาจใหม่จากชนชั้นกลาง ส่วนในประเทศไทยนั้น ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อรัฐฐาลอ่อนแอและไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยใช้ทุนแสวงหากำไรจากชาติ หรือที่เรียกว่าคอรัปชั่น เป็นการลงทุนโดยเอาประเทศชาติเข้ามาเป็นต้นทุน แล้วผลักภาระต้นทุนให้กับประชาชน ทั้งนี้ สามเสาหลัก คือ ชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตริย์ ไม่สมดุล เมื่อชาตินั้นขาดความเข้าใจในระบอบการปกครองที่ดี (ประชาธิปไตยก็ยังไม่ดีนัก) จึงเดินตามหลังประเทศที่ตนคิดว่าปกครองได้ดี แต่แท้จริงแล้วปกครองได้ย่ำแย่มาก ผลที่เกิดตามมาคือ ไม่เป็นตัวของตัวเอง เข้ากับประชาชนในประเทศไม่ได้ และล่มสลายตามประเทศที่ตนพึ่งพาไปในที่สุดดังที่เริ่มเห็นในปัจจุบัน

กลไกลของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น เปิดโอกาสให้คนรวยและมีอำนาจในการเอาเปรียบผู้ที่ต่ำต้อยกว่าด้วยการโฆษณาความเจริญและความเท่าเทียม แล้วอาศัยความไม่รู้ของคนจนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ต่างๆ โดยเริ่มจากระบบการเลือกตั้ง ที่คนรวยและมีทุนเท่านั้น จะเข้ามาสมัครได้ ประชาชนไม่ได้มีสิทธิ์อย่างแท้จริงในการเลือกคนที่เขาอยากเลือก แต่เขาถูกมัดมือชกให้เลือกตามรายชื่อนายทุนที่เข้ามาเสนอหน้าสมัครหน้าซ้ำๆ เท่านั้น แบบนี้เองทำให้คนดีท้อแท้ และคนรวยครองอำนาจต่อไป จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นดารา, นายทุน, ฯลฯ เข้ามาปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งนับว่าเป็นการกลืนอำนาจและเปลี่ยนขั้วอำนาจของชนชั้นกลางที่อยากรวย โดยการปลดระบบกษัตริย์อันเป็นขั้วอำนาจเดิมลงไปอย่างแนบเนียนและสวยหรู โดยอาศัยจังหวะที่กษัตริย์ท่านนั้น ปกครองอ่อนแอ (ดังในประวัติการปฏิวัติประชาธิปไตยในหลายประเทศที่เคยมีระบบกษัตริย์)

กรณีศึกษาในสิงคโปรค์
สิงคโปรค์จัดว่ามีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ทั้งที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติน้อยมาก อีกทั้งประเทศยังมีขนาดเล็กและเป็นเกาะ แต่กลับประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจมากกว่าอเมริกา (เมื่อไม่ได้มองด้านปริมาณแต่พิจารณาด้านประสิทธิภาพในการบริหาร จากดัชนีชี้วัดด้วยผลความเจริญทางเศรษฐกิจหารด้วยทรัพยากรรวม)


ทั้งนี้ มิได้วิพากย์เพื่อก่อกบถต่อประชาธิปไตยแต่อย่างใด เพราะทราบถึงจุดอ่อนของระบบกษัตริย์ดั้งเดิม และระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสตร์ที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก เสี่ยงต่อการได้ผู้ปกครองไม่ดี และไม่เหมาะสมยิ่งกว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าระบอบการปกครองนี้ยังไม่ใช่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด และยังสามารถพัฒนาระบอบการปกครองที่เหนือกว่านี้ขึ้นมาได้นั่นเอง

การปกครองระบอบพุทธะและระบบเศรษฐกิจพอเพียง
ทางออกที่ดีกว่าคือระบอบการปกครองแบบพุทธะและระบบเศรษฐกิจพอเพียง การปกครองระบอบพุทธะนี้ มีรากฐานมายาวนานตั้งแต่สมัยพุทธกาล คือ กษัตริย์หนุนค้ำจุนพระพุทธศาสนา โดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นแกนหลักให้สังคม เป็นทั้งตัวสร้างวัฒนธรรม เป็นขุมความรู้ เป็นเครื่องป้องกันอาชญากรรม และเป็นเครื่องมือพัฒนาประชากรในชาติ ที่ครบถ้วยและสมบูรณ์แบบที่สุด จึงไม่แปลกเลยว่าเหตุใดในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อพระมหากษัตริย์สนับสนุนพระพุทธศาสนา ประเทศจึงเจริญรุ่งเรือง อาทิเช่น สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช หรือแม้นแต่พระนเรศวรมหาราช ที่รวบรวมประเทศภายหลังเกิดความแตกแยกและสูญเสียเอกราช ให้เข้ากันได้ด้วยพระพุทธศาสนา และเมื่อยามประเทศย่ำแย่ ก็มักพบว่าผู้ปกครองหรือกษัตริย์ขาดการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ดังนี้ หากผู้ปกครองมีจิตใจที่ชั่วช้าโลภโมโทสัน คอยแต่โกงกินชาติ ขาดการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเมื่อใด ประเทศก็ย่ำแย่ลงทันที การปกครองระบอบพุทธะนี้มีมานานแล้ว แต่การวิเคราะห์อันหยาบตื้นของชาวฝรั่งมังค่าหน้าโง่ใจหยาบมือบาปปากดีใจร้ายและมองอะไรไม่ลึกซึ้ง ทำให้ขาดการพิจารณาดัชนีความสุขของคนในชาติ จึงมองเพียงว่าประเทศไทยในอดีตนั้นเป็นเพียงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งเป็นระบอบที่เกิดขึ้นในแถบประเทศซีกโลกตะวันตก ทั้งๆ ที่ระบอบการปกครองของไทยในสมัยอดีตกาล ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชเลย แต่เป็นการปกครองระบอบพุทธะต่างหาก เหตุใดจึงกล่าวแย้งคนทั้งโลกเช่นนี้?

เนื่องเพราะการศึกษาที่ไม่ลึกซึ้ง โดยการเทียบเคียงเอาว่าประเทศไทยมีระบบกษัตริย์เหมือนในประเทศแถบยุโรปดั้งเดิม ที่กษัตริย์ไม่สนใจพุทธศาสนา เอาเปรียบประชาชน จนชนชั้นกลางต้องลุกฮือขึ้นมาก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยนี่เอง คือการปรามาสระบอบการปกครองที่ดีที่สุดในโลกและเก่าแก่ที่สุดในโลกมายายนาน และผิดอย่างมหันต์สิ้นเชิง

แท้แล้วการปกครองของดินแดนสุวรรณภูมิ คือ แถบประเทศไทย, ลาว, พม่า, กัมพูชา ล้วนเป็นระบอบพุทธะทั้งสิ้น และได้แพร่ขยายไปยังอินเดียอีกด้วย จากการเผยแพร่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม ผู้เป็นกษัตริย์ในแถบดินแดนแห่งนี้ แต่ได้สละราชบัลลังก์แล้วเดินทางไกลไปเรียนวิชากับสำนักศึกษาต่างๆ ในอินเดีย แล้วก่อให้เกิดพระพุทธศาสนาในอินเดีย ได้รับการยอมรับจากพระมหากษัตริย์ที่อินเดีย เป็นระยะเวลายาวนานก่อนที่จะเดินทางกลับมาโปรดพระราชวงค์ในดินแดนแถบนี้ และด้วยความยากจนในดินแดนแถบนี้ที่มีมาแต่ดังเดิม ทำให้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ในแถบอินเดียที่มีความศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม เช่น พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นต้น และหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันแสดงถึงเมืองเก่าแก่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมถูกเปลี่ยนแปลงไป ภายหลังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม ได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาในแถบนี้ ทั้งยังทำให้กษัตริย์ต่างๆ สยบด้วยพุทธศาสนา และหันมาปกครองระบอบพุทธะ อันมีหลักการที่ลึกซึ้งแยบยลมากมาย กษัตริย์ต่างๆ ได้รับการโปรดสั่งสอนให้ปกครองประเทศ ด้วยหลักธรรมที่ผสมผสานกันขึ้น มากน้อยตามแต่ละกษัตริย์ผู้นั้นจะสามารถเรียนรู้ได้ เช่น พรหมวิหารสี่, หลักกฏหมายตามกฏแห่งกรรม ซึ่งพบว่ามาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งในสมัยพ่อขุนรามคำแหง เป็นต้น ผลจากการปกครองระบอบนี้ ทำให้ประชาชนมีความสุข อาชญากรรมแทบไม่มี เพราะความเข้าใจและปัญญาที่เพิ่มขึ้นในด้านกฏแห่งกรรม หรือกฏหมายโดยธรรมชาติ ในขณะที่การปกครองแบบระบอบประชาธิปไตย กล่าวว่าประชาชนต้องรู้กฏหมาย โดยไม่ยอมสอนใดๆ เมื่อประชาชนไม่รู้กฏหมาย นายทุนจึงใช้ความไม่รู้เอาเปรียบเรื่อยมา โดยการครองอำนาจการปกครอง สร้างกฏหมายที่เอื้อต่อชนชั้นปกครอง กฏหมายการป้องกันทุจริตที่หย่อนยานเป็นต้น ซึ่งเมื่อเทียบกับหลักกฏแห่งกรรม ที่ใช้มายาวนานในประเทศสยามแล้วพบว่า คนสยามเข้าใจหลักกฏแห่งกรรมมากมาย และเชื่อถือปฏิบัติมายาวนาน จึงทำความดีพัฒนาชาติและไม่ก่ออาชญากรรม ได้ผลทั้งด้านวัฒนธรรมและกฏหมายไปในตัว เช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าประชาชนในยุคนั้นมีปัญญาสูงมาก มีความรู้ความเข้าใจในกฏหมายธรรมชาติที่เรียกว่ากฏแห่งกรรมมากมาย ในขณะที่ปัจจุบันประเทศประชาธิปไตย แทบไม่มีความรู้ความเข้าใจและความตระหนักในกฏหมายของระบอบประชาธิไตยเลย ดังนี้ จึงไม่แปลกที่กษัตริย์ต่างๆ ในดินแดนสุวรรณภูมิเรื่อยไปถึงอินเดีย จะส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอินเดียได้สร้างถาวรวัตถุต่างๆ มากมาย เพื่ออัญเชิญพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมประทับในประเทศของตนให้นานที่สุด บวกกับแดนดินในแถบอินเดียมีสำนักศึกษาพราหมณ์พรตต่างๆ มากมาย ซึ่งกษัตริย์ให้การสนับสนุนจนกลายเป็นวัฒนธรรมมายาวนานแล้ว ผลที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็น "การแย่งครองพระพุทธเจ้า" แม้นแต่อัฐิธาตุยังต้องมีพราหมณ์ทำหน้าที่แบ่งให้ครบแต่ละแว่นแคว้น หรือแม้นแต่กรณีอัฐธาตุพระอานนท์ที่เกือบก่อให้เกิดสงครามแย่งชิงระหว่างเคือญาติทั้งสองประเทศมาแล้ว เพราะความเจริญรุ่งเรืองของประเทศอันเกิดจากระบอบการปกครองพุทธะนี่เอง

ทว่าดินแดนแถบประเทศสยามในยุคนั้น แม้นแต่พระนางพิมพา, พระแม่น้า ฯลฯ ของพระพุทธเจ้าสมณโคดมต่างออกบวชกันหมด และไม่ได้สนใจความร่ำรวยเหมือนเมืองอื่นๆ ทำให้ถาวรวัตถุไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์การกำเนิดที่แท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม พระมหากษัตริย์ทางอินเดียจึงทรงสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เป็นที่ระลึกมากมายเพื่อบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม ทั้งนี้ได้วิเคราะห์ตามพุทธประวัติที่กล่าวว่าท่านทรงหนีออกนอกเมืองมาใกล เพื่อหาพระธรรม แล้วทรงโปรดประเทศอื่นๆ ก่อนกลับไปโปรดพระราชวงค์ภายหลัง อีกทั้งพระมหากษัตริย์ที่สนับสนุนพระองค์มากมายก็ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ในราชวงค์ของพระองค์ เช่น พระสารบุตร ฯลฯ ก็ไม่ใช่ราชวงค์เดียวกับพระองค์แต่ให้การสนับสนุนพระพุทธศาสนา เพื่อรั้งให้พระองค์ทรงโปรดสอนธรรมและสร้างความเจริญในดินแดนแถบอินเดียอยู่เป็นเวลานานมาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์จึงเปลี่ยนไปด้วยประการฉะนี้ ภายหลังคนจึงเข้าใจผิดว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมทรงประสูติในประเทศอินเดีย เป็นต้น

ความเจริญรุ่งเรืองของการปกครองระบอบพุทธนี้เริ่มแผ่ขยายไปยังประเทศจีน เมื่อพระธิดาเหมี่ยวซ่าน ได้ทรงออกผนวชและสำเร็จอรหันต์ ได้ทรงโปรดพระราชบิดา ซึ่งบ้าและกระหายสงครามให้กลับมาสนับสนุนพระพุทธศาสนา ซึ่งต่อมาทำให้ประเทศจีนในเวลานั้นยิ่งใหญ่และเป็นสุขหนึ่งเดียวได้ด้วยพระพุทธศาสนามหายาน ทำให้สามารถยับยั้งสงครามใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้ ทว่าในกาลต่อมาเมื่อพระราชาของจีนไม่ทรงสนับสนุนพระพุทธศาสนา ประเทศก็เข้าสู่วังวนสงครามทันที หรือแม้นแต่ในยุคพระถังซำจั๋ง ที่ประเทศจีนตกอยู่ในภาวะสงครามและทุกข์ยาก ภายหลังพระถังซำจั๋งได้อัญเชิญพระไตรปิฏกจากประเทศอินเดียมาสร้างความเจริญให้กับพระพุทธศาสนามหายานในจีนอีกครั้ง จึงทำให้ประเทศจีนกลับสู่ความสงบ ประวัติศาสตร์นี้ เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยของจีน เมื่อประเทศจีนไม่สนับสนุนพระพุทธศาสนาเมื่อใด ก็จะเกิดสงครามแตกแยกตามมา ไม่ว่าจะเป็นยุค เลียดก๊ก, สามก๊ก ฯลฯ ล้วนเกิดจากประเทศขาดพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ดังนี้ผู้ปกครองจีนทั้งหลาย อย่าได้สรรเสริญความยิ่งใหญ่ของนับรบที่มีจุดจบแบบไม่ตายดี แม้นจะเห็นความเก่งขนาดไหน แต่เต็มไปด้วยความเขลาเบาปัญญา เช่น กรณีการตายอย่างอนาถในสนามรบของเล่าปี่ ที่เหนื่อยยากลำบากรบทั้งชีวิตก็ไม่ได้อะไรเลย หรือกรณีโจโฉที่ว่ายิ่งใหญ่จุดจบสุดท้ายเป็นบ้าแล้วตาย ลูกชายฆ่ากันเอง แล้วโดยทรราชยึดราชวงค์ไปในที่สุด ดังนี้ หากคิดว่าฉลาดอ่านสามก๊กจบสามรอบ จึงจะไม่โง่เป็นคนที่คบไม่ได้ แต่จะเข้าใจปริศนาธรรมที่ "ล่อกวนตง" เขียนแฝงไว้เงียบๆ และแนบเนียบ เช่น ตอนที่มีนักปราชญ์เพื่อนของขงเบ้งมาขวางสามขุนพลเล่าปี่, กวนอู, เตียวหุย แล้วบอกให้หยุดทำสงคราม ทว่าทั้งสามก็ไม่เข้าใจ หรือตอนที่นักปราชญ์เพื่อนขงเบ้งร่ำสุราครื้นเครง ให้เห็นความสุขสงบในภาวะสงคราม ทว่าเล่าปี่ผู้โง่เขลาก็ยังไม่เข้าใจความหมายของ "สันติสุข" ที่เหล่านักปราชญ์อรหันต์นั้นแสดงธรรมทาง "ภาษากาย" ล่อกวนตง จำต้องสื่อออกมาในแนวสรรเสริญ อันเนื่องจากเขียนในภาวะถูกบีบคั้นด้วยผู้มีอำนาจคือเล่าปี่นั่นเอง ดังนี้ผู้โง่เขลาก็โง่เง่าเต่าตุนต่อไป คิดเอาว่า "ล่อกวนตง" ผู้มีปัญญาล้ำลึกสรรเสริญผู้ทำสงคราม ทว่าทุกจุดจบความตายอันน่าอนาถนั้น ล่อกวนตงได้แสดงให้เห็น "อนิจจัง" ไว้ทุกทั่วตัวตนที่คิดว่าเก่งเสมอ ไม่ว่าจะเป็น "กวนอู" ที่ตายอย่างอนาถในหลุมฝังดินด้วยปัญญาของเด็กเมื่อวานซืน จนวิญญาณไม่สงบก็ออกมาหลอกหลอนศรัตรู เป็นต้น ดังนั้น สงครามและผู้ก่อสงครามจึงมีจุดจบอนาถด้วยประการฉะนี้


ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าระบอบการปกครองแบบพุทธะนี้มีมานานแล้ว ทั้งยังได้รับการยอมรับจากหลายประเทศมากมาย ยังความเจริญมาให้ประเทศนั้นๆ ทั้งด้านความสุขและการพัฒนาคนในชาติอย่างยิ่งยวด ทว่าการวิพากย์ของชาวฝรั่งใจหยาบที่ไปสรุปเอาว่าพระมหากษัตริย์ในแถบนี้เป็นสมบูรณาญาสิทธิราช ตามพระมหากษัตริย์ในแถบประเทศตะวันตกจึงเป็นการวิเคราะห์ที่ตื้นเขินสิ้นเชิง