NoOTa
23-12-2006, 01:26 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="56%" border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=527 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top>สึนามิน้อยถล่มอ่าวไทย ! สัญญาณร้ายวิกฤติโลก</TD></TR><TR><TD class=Text_Story vAlign=top><!-- http://www.palungjit.com/board/<img src='images/23_copy17.jpg' border=0 align=left hspace=10 vspace=5 width=200> http://www.palungjit.com/board/images/23_copy17.jpg (http://www.palungjit.com/board/) เพียงแค่มวลอากาศเย็นสัมผัสกับผิวน้ำทะเล จนเกิดคลื่นใต้น้ำกระทบชายฝั่งเป็นคลื่นยักษ์ขนาดเท่าตึก 2 ชั้น ซัดทำลายชายฝั่งทะเลภาคใต้อ่าวไทยเสียยับเยิน ถึงเวลาหรือยังที่ชุมชนชายฝั่งต้องอพยพหนีถาวร !!!
คลื่นยักษ์ขนาดเกือบเท่าตึก 2 ชั้น ถาโถมซัดถล่มชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออกราบเป็นหน้ากลอง สร้างความแตกตื่นให้ชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ต้องอพยพขนย้ายข้าวของหนีคลื่นยักษ์กันโกลาหล ทั้งที่ปกติพวกเขาก็แสนจะคุ้นเคยกับคลื่นลมในทะเลเป็นอย่างดี
บางพื้นที่ถึงขั้นประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ต้องเร่งอพยพประชาชนนับพันไปยังพื้นที่ปลอดภัยโดยด่วน !
ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า...เพราะเหตุใด "คลื่นทะเล" ถึงมีความรุนแรงได้ถึงเพียงนี้
"แค่กำลังลมธรรมดา ลมมรสุมซื่อๆ นี่แหละ ไม่ใช่ลมพายุ แต่ที่ทำให้เกิดคลื่นสูง อาจสัมพันธ์กับแรงลม ตะกอนทรายที่หายไป เมื่อแรงลมมรสุมปะทะคลื่นทะเล ตามหลักฟิสิกส์ก็จะซัดเข้าชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออกเป็นปกติอยู่แล้ว อาจเป็นเพราะไม่มีตะกอนทรายช่วยลดความแรงของคลื่น" ดร.วัฒนา กันบัว นักอุตุนิยมวิทยา 7 ว. ฝ่ายอุตุนิยมวิทยาทะเล (การจำลองคลื่นมหาสมุทร) กรมอุตุนิยมวิทยา วิเคราะห์
ดร.วัฒนา ยังอธิบายปรากฏิการณ์เกิดคลื่นลมแรงในทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออกว่า พื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพร เรื่อยลงมาถึง จ.ปัตตานี เป็นพื้นที่รับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออยู่แล้ว ประกอบกับอ่าวไทยเป็นอ่าวเปิดและแคบ มีระดับความลึกประมาณ 60-70 เมตร พลังงานลมที่ซัดเข้ามาจึงมีความรุนแรงมากกว่าพื้นที่อื่นๆ รอบอ่าวไทย
"ลมทำให้เกิดคลื่นสูง เป็นลักษณะคลื่นใต้น้ำที่มีพลังงานสูง ทำให้เกิดการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่งสูงมาก คล้ายการเกิดสึนามิ แต่เดิมคลื่นสูงลักษณะเช่นนี้เกิดไม่ถี่ แต่ตอนนี้เกิดบ่อย และคลื่นสูงมักเข้าปะทะชายฝั่งทะเลที่มีลักษณะเป็นแหลมต่างๆ มากกว่าชายฝั่งทะเลที่มีลักษณะเป็นอ่าว ซึ่งชาวทะเลเขาจะรู้ และมักใช้อ่าวเป็นที่จอดเรือประมง หรือสร้างบ้านเรือนมากกว่าพื้นที่ชายทะเลที่มีลักษณะเป็นแหลม แต่ปัจจุบันเหมือนคนหลงลืม มีการปลูกสร้างบ้านเรือนชายฝั่งมากขึ้น เหมือนการใช้ชีวิตของคนเริ่มเปลี่ยนไป ขณะที่คลื่นลมยังแรงปกติ" ดร.วัฒนา ระบุ
อย่างไรก็ตาม ดร.วัฒนา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ปีนี้คลื่นลมแรงและระดับความสูงของคลื่นผิดปกติ ควรมีการวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพชายฝั่งทะเล ตะกอนทราย ลักษณะของอ่าว หรือแหลมต่างๆ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ แต่ที่สำคัญควรให้ความรู้เรื่องการสร้างเขื่อนกันคลื่น อาจสร้างผลกระทบที่มองไม่เห็นต่อชีวิตและทรัพย์สินได้
ด้าน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สันนิษฐานตามทฤษฎีการเกิดคลื่นว่า คลื่นสูงที่ซัดเข้าชายฝั่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก น่าจะเป็น คลื่นแบบสเวลล์ (swell) หรือคลื่นใต้น้ำกลางทะเลที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด พอเข้าใกล้ฝั่งความเร็วจะลดลง และเปลี่ยนจากพลังงานจลน์เป็นพลังงานศักย์ ทำให้เกิดคลื่นสูงหลายเมตร
คลื่นสเวลล์จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับกำลังลมที่ผิวน้ำทะเล ระยะทางที่ลมพัด และช่วงเวลาที่ลมพัด ซึ่งมีพฤติกรรมการเกิดคล้ายคลื่นสึนามิ แต่มีต้นกำเนิดจากลม โดยอาจเกิดกลางทะเลลึกเป็นคลื่นยาวเดินทางเร็วมาถึงฝั่งก่อน แล้วตามมาด้วยคลื่นสั้นๆ อีกหลายลูก
"ตอนนี้เรายังไม่มีฐานความรู้เรื่องตำแหน่งการเกิดคลื่นกลางทะเล แต่พอจะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นคลื่นลักษณะใด เกิดจากปัจจัยใด ถ้าเรามีความรู้เรื่องตำแหน่งการเกิดคลื่น อาจช่วยทำนายทิศทางการเกิดขึ้นได้ เพราะคลื่นมักจะเกิดที่เดิมๆ และมีทิศทางเดิมๆ ซึ่งยังมีความสัมพันธ์กับพื้นท้องทะเลด้วย" ดร.อานนท์ อธิบาย
เหตุการณ์คลื่นยักษ์ขนาดน้องๆ สึนามิ ซัดเข้าถล่มชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพร จนถึง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2549 ในสายตาของนักวิชาการกลับมองว่า ลมมรสุมฤดูหนาวยังไม่มีความรุนแรงเทียบเท่ามรสุมฤดูฝนที่จะพัดพายุผ่านเข้ามายังอ่าวไทย จึงทำให้ฐานข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการพยากรณ์การเกิดคลื่นไม่ค่อยมีความสำคัญมากนัก
แต่ผลกระทบที่แน่นอนหลังจากคลื่นยักษ์ซัดถล่มชายฝั่งทะเลอ่าวไทย คือ ปัญหาการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่ง ที่อาจส่งผลกระทบให้หลายชุมชนต้องไร้ที่อยู่ เพราะที่อยู่อาศัยดังเดิมกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อคลื่นสูงซัดถล่มซ้ำซากทุกปี
"ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่งที่เกิดสภาวะโลกร้อน และการกระทำของมนุษย์มานานแล้ว ผมเคยลงไปศึกษาชุมชนบ้านพอด จ.สุราษฎร์ธานี เรื่อยไปจนถึงปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช หลายพื้นที่กำลังเผชิญกับปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง" รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว
รศ.ดร.ธนวัฒน์ แนะนำว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการศึกษาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล เพื่อเป็นการคุ้มครองป้องกันภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการสร้างสะพานดักตะกอน ควรมีการศึกษาให้ลึกซึ้งถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย เพราะในหลายพื้นที่ชายฝั่งทะเลนิยมสร้างสะพานดักตะกอนกันมาก และส่วนปัจจัยการเกิดคลื่นสูงก็ควรมีการศึกษาเพิ่มเติม เพราะที่ผ่านมายังไม่ฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ควรมีการศึกษาวิจัยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อประกาศพื้นที่เสี่ยง หรือควรอพยพย้ายชาวได้อย่างทันท่วงที
ทุกๆ วันนี้ภัยธรรมชาติรูปแบบใหม่ ที่มนุษย์คาดไม่ถึงมักเกิดขึ้นได้เสมอ ขนาดแค่คลื่นที่เกิดจากลมมรสุมฤดูหนาวธรรมดาๆ ยังก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ซัดทำลายพื้นที่ชายฝั่งเสียยับเยิน แล้วถ้าเป็นคลื่นพายุฤดูฝนพัดเข้าชายฝั่งภาคใต้อ่าวไทยจะมีสภาพเป็นอย่างไร ? ฤา...ใกล้เวลาที่ "คลื่นใต้น้ำ" จะกลับมาทวงแผ่นดินคืนสู่ทะเลแล้ว !!!
----------------
เบิร์ฟ คลื่นสเวลล์จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับกำลังลมที่ผิวน้ำทะเล ระยะทางที่ลมพัด และช่วงเวลาที่ลมพัด ซึ่งมีพฤติกรรมการเกิดคล้ายคลื่นสึนามิ แต่มีต้นกำเนิดจากลม
--------------
บรรยายภาพ id : 6419479คลื่นจากอ่าวไทยซัดกระหน่ำชุมชนบ้านเก้าเส้ง เทศบาลนครสงขลา ได้รับความเสียหายกว่า 30 ครัวเรือน
-->http://www.komchadluek.net/2006/12/scoop/images/23_copy17.jpg (http://www.komchadluek.net/2006/12/scoop/photo_11944.php)
เพียงแค่มวลอากาศเย็นสัมผัสกับผิวน้ำทะเล จนเกิดคลื่นใต้น้ำกระทบชายฝั่งเป็นคลื่นยักษ์ขนาดเท่าตึก 2 ชั้น ซัดทำลายชายฝั่งทะเลภาคใต้อ่าวไทยเสียยับเยิน ถึงเวลาหรือยังที่ชุมชนชายฝั่งต้องอพยพหนีถาวร !!!
คลื่นยักษ์ขนาดเกือบเท่าตึก 2 ชั้น ถาโถมซัดถล่มชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออกราบเป็นหน้ากลอง สร้างความแตกตื่นให้ชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ต้องอพยพขนย้ายข้าวของหนีคลื่นยักษ์กันโกลาหล ทั้งที่ปกติพวกเขาก็แสนจะคุ้นเคยกับคลื่นลมในทะเลเป็นอย่างดี
บางพื้นที่ถึงขั้นประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ต้องเร่งอพยพประชาชนนับพันไปยังพื้นที่ปลอดภัยโดยด่วน !
ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า...เพราะเหตุใด "คลื่นทะเล" ถึงมีความรุนแรงได้ถึงเพียงนี้
"แค่กำลังลมธรรมดา ลมมรสุมซื่อๆ นี่แหละ ไม่ใช่ลมพายุ แต่ที่ทำให้เกิดคลื่นสูง อาจสัมพันธ์กับแรงลม ตะกอนทรายที่หายไป เมื่อแรงลมมรสุมปะทะคลื่นทะเล ตามหลักฟิสิกส์ก็จะซัดเข้าชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออกเป็นปกติอยู่แล้ว อาจเป็นเพราะไม่มีตะกอนทรายช่วยลดความแรงของคลื่น" ดร.วัฒนา กันบัว นักอุตุนิยมวิทยา 7 ว. ฝ่ายอุตุนิยมวิทยาทะเล (การจำลองคลื่นมหาสมุทร) กรมอุตุนิยมวิทยา วิเคราะห์
ดร.วัฒนา ยังอธิบายปรากฏิการณ์เกิดคลื่นลมแรงในทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออกว่า พื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพร เรื่อยลงมาถึง จ.ปัตตานี เป็นพื้นที่รับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออยู่แล้ว ประกอบกับอ่าวไทยเป็นอ่าวเปิดและแคบ มีระดับความลึกประมาณ 60-70 เมตร พลังงานลมที่ซัดเข้ามาจึงมีความรุนแรงมากกว่าพื้นที่อื่นๆ รอบอ่าวไทย
"ลมทำให้เกิดคลื่นสูง เป็นลักษณะคลื่นใต้น้ำที่มีพลังงานสูง ทำให้เกิดการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่งสูงมาก คล้ายการเกิดสึนามิ แต่เดิมคลื่นสูงลักษณะเช่นนี้เกิดไม่ถี่ แต่ตอนนี้เกิดบ่อย และคลื่นสูงมักเข้าปะทะชายฝั่งทะเลที่มีลักษณะเป็นแหลมต่างๆ มากกว่าชายฝั่งทะเลที่มีลักษณะเป็นอ่าว ซึ่งชาวทะเลเขาจะรู้ และมักใช้อ่าวเป็นที่จอดเรือประมง หรือสร้างบ้านเรือนมากกว่าพื้นที่ชายทะเลที่มีลักษณะเป็นแหลม แต่ปัจจุบันเหมือนคนหลงลืม มีการปลูกสร้างบ้านเรือนชายฝั่งมากขึ้น เหมือนการใช้ชีวิตของคนเริ่มเปลี่ยนไป ขณะที่คลื่นลมยังแรงปกติ" ดร.วัฒนา ระบุ
อย่างไรก็ตาม ดร.วัฒนา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ปีนี้คลื่นลมแรงและระดับความสูงของคลื่นผิดปกติ ควรมีการวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพชายฝั่งทะเล ตะกอนทราย ลักษณะของอ่าว หรือแหลมต่างๆ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ แต่ที่สำคัญควรให้ความรู้เรื่องการสร้างเขื่อนกันคลื่น อาจสร้างผลกระทบที่มองไม่เห็นต่อชีวิตและทรัพย์สินได้
ด้าน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สันนิษฐานตามทฤษฎีการเกิดคลื่นว่า คลื่นสูงที่ซัดเข้าชายฝั่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก น่าจะเป็น คลื่นแบบสเวลล์ (swell) หรือคลื่นใต้น้ำกลางทะเลที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด พอเข้าใกล้ฝั่งความเร็วจะลดลง และเปลี่ยนจากพลังงานจลน์เป็นพลังงานศักย์ ทำให้เกิดคลื่นสูงหลายเมตร
คลื่นสเวลล์จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับกำลังลมที่ผิวน้ำทะเล ระยะทางที่ลมพัด และช่วงเวลาที่ลมพัด ซึ่งมีพฤติกรรมการเกิดคล้ายคลื่นสึนามิ แต่มีต้นกำเนิดจากลม โดยอาจเกิดกลางทะเลลึกเป็นคลื่นยาวเดินทางเร็วมาถึงฝั่งก่อน แล้วตามมาด้วยคลื่นสั้นๆ อีกหลายลูก
"ตอนนี้เรายังไม่มีฐานความรู้เรื่องตำแหน่งการเกิดคลื่นกลางทะเล แต่พอจะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นคลื่นลักษณะใด เกิดจากปัจจัยใด ถ้าเรามีความรู้เรื่องตำแหน่งการเกิดคลื่น อาจช่วยทำนายทิศทางการเกิดขึ้นได้ เพราะคลื่นมักจะเกิดที่เดิมๆ และมีทิศทางเดิมๆ ซึ่งยังมีความสัมพันธ์กับพื้นท้องทะเลด้วย" ดร.อานนท์ อธิบาย
เหตุการณ์คลื่นยักษ์ขนาดน้องๆ สึนามิ ซัดเข้าถล่มชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพร จนถึง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2549 ในสายตาของนักวิชาการกลับมองว่า ลมมรสุมฤดูหนาวยังไม่มีความรุนแรงเทียบเท่ามรสุมฤดูฝนที่จะพัดพายุผ่านเข้ามายังอ่าวไทย จึงทำให้ฐานข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการพยากรณ์การเกิดคลื่นไม่ค่อยมีความสำคัญมากนัก
แต่ผลกระทบที่แน่นอนหลังจากคลื่นยักษ์ซัดถล่มชายฝั่งทะเลอ่าวไทย คือ ปัญหาการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่ง ที่อาจส่งผลกระทบให้หลายชุมชนต้องไร้ที่อยู่ เพราะที่อยู่อาศัยดังเดิมกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อคลื่นสูงซัดถล่มซ้ำซากทุกปี
"ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่งที่เกิดสภาวะโลกร้อน และการกระทำของมนุษย์มานานแล้ว ผมเคยลงไปศึกษาชุมชนบ้านพอด จ.สุราษฎร์ธานี เรื่อยไปจนถึงปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช หลายพื้นที่กำลังเผชิญกับปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง" รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว
รศ.ดร.ธนวัฒน์ แนะนำว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการศึกษาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล เพื่อเป็นการคุ้มครองป้องกันภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการสร้างสะพานดักตะกอน ควรมีการศึกษาให้ลึกซึ้งถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย เพราะในหลายพื้นที่ชายฝั่งทะเลนิยมสร้างสะพานดักตะกอนกันมาก และส่วนปัจจัยการเกิดคลื่นสูงก็ควรมีการศึกษาเพิ่มเติม เพราะที่ผ่านมายังไม่ฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ควรมีการศึกษาวิจัยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อประกาศพื้นที่เสี่ยง หรือควรอพยพย้ายชาวได้อย่างทันท่วงที
ทุกๆ วันนี้ภัยธรรมชาติรูปแบบใหม่ ที่มนุษย์คาดไม่ถึงมักเกิดขึ้นได้เสมอ ขนาดแค่คลื่นที่เกิดจากลมมรสุมฤดูหนาวธรรมดาๆ ยังก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ซัดทำลายพื้นที่ชายฝั่งเสียยับเยิน แล้วถ้าเป็นคลื่นพายุฤดูฝนพัดเข้าชายฝั่งภาคใต้อ่าวไทยจะมีสภาพเป็นอย่างไร ?
ฤา...ใกล้เวลาที่ "คลื่นใต้น้ำ" จะกลับมาทวงแผ่นดินคืนสู่ทะเลแล้ว !!!
----------------
เบิร์ฟ
คลื่นสเวลล์จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับกำลังลมที่ผิวน้ำทะเล ระยะทางที่ลมพัด และช่วงเวลาที่ลมพัด ซึ่งมีพฤติกรรมการเกิดคล้ายคลื่นสึนามิ แต่มีต้นกำเนิดจากลม --------------
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD>http://www.komchadluek.net/images2006/tran.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>
----------------
ที่มา:คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/2006/12/scoop/p001_76919.php?news_id=76919
คลื่นยักษ์ขนาดเกือบเท่าตึก 2 ชั้น ถาโถมซัดถล่มชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออกราบเป็นหน้ากลอง สร้างความแตกตื่นให้ชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ต้องอพยพขนย้ายข้าวของหนีคลื่นยักษ์กันโกลาหล ทั้งที่ปกติพวกเขาก็แสนจะคุ้นเคยกับคลื่นลมในทะเลเป็นอย่างดี
บางพื้นที่ถึงขั้นประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ต้องเร่งอพยพประชาชนนับพันไปยังพื้นที่ปลอดภัยโดยด่วน !
ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า...เพราะเหตุใด "คลื่นทะเล" ถึงมีความรุนแรงได้ถึงเพียงนี้
"แค่กำลังลมธรรมดา ลมมรสุมซื่อๆ นี่แหละ ไม่ใช่ลมพายุ แต่ที่ทำให้เกิดคลื่นสูง อาจสัมพันธ์กับแรงลม ตะกอนทรายที่หายไป เมื่อแรงลมมรสุมปะทะคลื่นทะเล ตามหลักฟิสิกส์ก็จะซัดเข้าชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออกเป็นปกติอยู่แล้ว อาจเป็นเพราะไม่มีตะกอนทรายช่วยลดความแรงของคลื่น" ดร.วัฒนา กันบัว นักอุตุนิยมวิทยา 7 ว. ฝ่ายอุตุนิยมวิทยาทะเล (การจำลองคลื่นมหาสมุทร) กรมอุตุนิยมวิทยา วิเคราะห์
ดร.วัฒนา ยังอธิบายปรากฏิการณ์เกิดคลื่นลมแรงในทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออกว่า พื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพร เรื่อยลงมาถึง จ.ปัตตานี เป็นพื้นที่รับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออยู่แล้ว ประกอบกับอ่าวไทยเป็นอ่าวเปิดและแคบ มีระดับความลึกประมาณ 60-70 เมตร พลังงานลมที่ซัดเข้ามาจึงมีความรุนแรงมากกว่าพื้นที่อื่นๆ รอบอ่าวไทย
"ลมทำให้เกิดคลื่นสูง เป็นลักษณะคลื่นใต้น้ำที่มีพลังงานสูง ทำให้เกิดการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่งสูงมาก คล้ายการเกิดสึนามิ แต่เดิมคลื่นสูงลักษณะเช่นนี้เกิดไม่ถี่ แต่ตอนนี้เกิดบ่อย และคลื่นสูงมักเข้าปะทะชายฝั่งทะเลที่มีลักษณะเป็นแหลมต่างๆ มากกว่าชายฝั่งทะเลที่มีลักษณะเป็นอ่าว ซึ่งชาวทะเลเขาจะรู้ และมักใช้อ่าวเป็นที่จอดเรือประมง หรือสร้างบ้านเรือนมากกว่าพื้นที่ชายทะเลที่มีลักษณะเป็นแหลม แต่ปัจจุบันเหมือนคนหลงลืม มีการปลูกสร้างบ้านเรือนชายฝั่งมากขึ้น เหมือนการใช้ชีวิตของคนเริ่มเปลี่ยนไป ขณะที่คลื่นลมยังแรงปกติ" ดร.วัฒนา ระบุ
อย่างไรก็ตาม ดร.วัฒนา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ปีนี้คลื่นลมแรงและระดับความสูงของคลื่นผิดปกติ ควรมีการวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพชายฝั่งทะเล ตะกอนทราย ลักษณะของอ่าว หรือแหลมต่างๆ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ แต่ที่สำคัญควรให้ความรู้เรื่องการสร้างเขื่อนกันคลื่น อาจสร้างผลกระทบที่มองไม่เห็นต่อชีวิตและทรัพย์สินได้
ด้าน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สันนิษฐานตามทฤษฎีการเกิดคลื่นว่า คลื่นสูงที่ซัดเข้าชายฝั่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก น่าจะเป็น คลื่นแบบสเวลล์ (swell) หรือคลื่นใต้น้ำกลางทะเลที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด พอเข้าใกล้ฝั่งความเร็วจะลดลง และเปลี่ยนจากพลังงานจลน์เป็นพลังงานศักย์ ทำให้เกิดคลื่นสูงหลายเมตร
คลื่นสเวลล์จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับกำลังลมที่ผิวน้ำทะเล ระยะทางที่ลมพัด และช่วงเวลาที่ลมพัด ซึ่งมีพฤติกรรมการเกิดคล้ายคลื่นสึนามิ แต่มีต้นกำเนิดจากลม โดยอาจเกิดกลางทะเลลึกเป็นคลื่นยาวเดินทางเร็วมาถึงฝั่งก่อน แล้วตามมาด้วยคลื่นสั้นๆ อีกหลายลูก
"ตอนนี้เรายังไม่มีฐานความรู้เรื่องตำแหน่งการเกิดคลื่นกลางทะเล แต่พอจะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นคลื่นลักษณะใด เกิดจากปัจจัยใด ถ้าเรามีความรู้เรื่องตำแหน่งการเกิดคลื่น อาจช่วยทำนายทิศทางการเกิดขึ้นได้ เพราะคลื่นมักจะเกิดที่เดิมๆ และมีทิศทางเดิมๆ ซึ่งยังมีความสัมพันธ์กับพื้นท้องทะเลด้วย" ดร.อานนท์ อธิบาย
เหตุการณ์คลื่นยักษ์ขนาดน้องๆ สึนามิ ซัดเข้าถล่มชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพร จนถึง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2549 ในสายตาของนักวิชาการกลับมองว่า ลมมรสุมฤดูหนาวยังไม่มีความรุนแรงเทียบเท่ามรสุมฤดูฝนที่จะพัดพายุผ่านเข้ามายังอ่าวไทย จึงทำให้ฐานข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการพยากรณ์การเกิดคลื่นไม่ค่อยมีความสำคัญมากนัก
แต่ผลกระทบที่แน่นอนหลังจากคลื่นยักษ์ซัดถล่มชายฝั่งทะเลอ่าวไทย คือ ปัญหาการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่ง ที่อาจส่งผลกระทบให้หลายชุมชนต้องไร้ที่อยู่ เพราะที่อยู่อาศัยดังเดิมกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อคลื่นสูงซัดถล่มซ้ำซากทุกปี
"ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่งที่เกิดสภาวะโลกร้อน และการกระทำของมนุษย์มานานแล้ว ผมเคยลงไปศึกษาชุมชนบ้านพอด จ.สุราษฎร์ธานี เรื่อยไปจนถึงปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช หลายพื้นที่กำลังเผชิญกับปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง" รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว
รศ.ดร.ธนวัฒน์ แนะนำว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการศึกษาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล เพื่อเป็นการคุ้มครองป้องกันภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการสร้างสะพานดักตะกอน ควรมีการศึกษาให้ลึกซึ้งถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย เพราะในหลายพื้นที่ชายฝั่งทะเลนิยมสร้างสะพานดักตะกอนกันมาก และส่วนปัจจัยการเกิดคลื่นสูงก็ควรมีการศึกษาเพิ่มเติม เพราะที่ผ่านมายังไม่ฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ควรมีการศึกษาวิจัยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อประกาศพื้นที่เสี่ยง หรือควรอพยพย้ายชาวได้อย่างทันท่วงที
ทุกๆ วันนี้ภัยธรรมชาติรูปแบบใหม่ ที่มนุษย์คาดไม่ถึงมักเกิดขึ้นได้เสมอ ขนาดแค่คลื่นที่เกิดจากลมมรสุมฤดูหนาวธรรมดาๆ ยังก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ซัดทำลายพื้นที่ชายฝั่งเสียยับเยิน แล้วถ้าเป็นคลื่นพายุฤดูฝนพัดเข้าชายฝั่งภาคใต้อ่าวไทยจะมีสภาพเป็นอย่างไร ? ฤา...ใกล้เวลาที่ "คลื่นใต้น้ำ" จะกลับมาทวงแผ่นดินคืนสู่ทะเลแล้ว !!!
----------------
เบิร์ฟ คลื่นสเวลล์จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับกำลังลมที่ผิวน้ำทะเล ระยะทางที่ลมพัด และช่วงเวลาที่ลมพัด ซึ่งมีพฤติกรรมการเกิดคล้ายคลื่นสึนามิ แต่มีต้นกำเนิดจากลม
--------------
บรรยายภาพ id : 6419479คลื่นจากอ่าวไทยซัดกระหน่ำชุมชนบ้านเก้าเส้ง เทศบาลนครสงขลา ได้รับความเสียหายกว่า 30 ครัวเรือน
-->http://www.komchadluek.net/2006/12/scoop/images/23_copy17.jpg (http://www.komchadluek.net/2006/12/scoop/photo_11944.php)
เพียงแค่มวลอากาศเย็นสัมผัสกับผิวน้ำทะเล จนเกิดคลื่นใต้น้ำกระทบชายฝั่งเป็นคลื่นยักษ์ขนาดเท่าตึก 2 ชั้น ซัดทำลายชายฝั่งทะเลภาคใต้อ่าวไทยเสียยับเยิน ถึงเวลาหรือยังที่ชุมชนชายฝั่งต้องอพยพหนีถาวร !!!
คลื่นยักษ์ขนาดเกือบเท่าตึก 2 ชั้น ถาโถมซัดถล่มชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออกราบเป็นหน้ากลอง สร้างความแตกตื่นให้ชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ต้องอพยพขนย้ายข้าวของหนีคลื่นยักษ์กันโกลาหล ทั้งที่ปกติพวกเขาก็แสนจะคุ้นเคยกับคลื่นลมในทะเลเป็นอย่างดี
บางพื้นที่ถึงขั้นประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ต้องเร่งอพยพประชาชนนับพันไปยังพื้นที่ปลอดภัยโดยด่วน !
ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า...เพราะเหตุใด "คลื่นทะเล" ถึงมีความรุนแรงได้ถึงเพียงนี้
"แค่กำลังลมธรรมดา ลมมรสุมซื่อๆ นี่แหละ ไม่ใช่ลมพายุ แต่ที่ทำให้เกิดคลื่นสูง อาจสัมพันธ์กับแรงลม ตะกอนทรายที่หายไป เมื่อแรงลมมรสุมปะทะคลื่นทะเล ตามหลักฟิสิกส์ก็จะซัดเข้าชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออกเป็นปกติอยู่แล้ว อาจเป็นเพราะไม่มีตะกอนทรายช่วยลดความแรงของคลื่น" ดร.วัฒนา กันบัว นักอุตุนิยมวิทยา 7 ว. ฝ่ายอุตุนิยมวิทยาทะเล (การจำลองคลื่นมหาสมุทร) กรมอุตุนิยมวิทยา วิเคราะห์
ดร.วัฒนา ยังอธิบายปรากฏิการณ์เกิดคลื่นลมแรงในทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออกว่า พื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพร เรื่อยลงมาถึง จ.ปัตตานี เป็นพื้นที่รับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออยู่แล้ว ประกอบกับอ่าวไทยเป็นอ่าวเปิดและแคบ มีระดับความลึกประมาณ 60-70 เมตร พลังงานลมที่ซัดเข้ามาจึงมีความรุนแรงมากกว่าพื้นที่อื่นๆ รอบอ่าวไทย
"ลมทำให้เกิดคลื่นสูง เป็นลักษณะคลื่นใต้น้ำที่มีพลังงานสูง ทำให้เกิดการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่งสูงมาก คล้ายการเกิดสึนามิ แต่เดิมคลื่นสูงลักษณะเช่นนี้เกิดไม่ถี่ แต่ตอนนี้เกิดบ่อย และคลื่นสูงมักเข้าปะทะชายฝั่งทะเลที่มีลักษณะเป็นแหลมต่างๆ มากกว่าชายฝั่งทะเลที่มีลักษณะเป็นอ่าว ซึ่งชาวทะเลเขาจะรู้ และมักใช้อ่าวเป็นที่จอดเรือประมง หรือสร้างบ้านเรือนมากกว่าพื้นที่ชายทะเลที่มีลักษณะเป็นแหลม แต่ปัจจุบันเหมือนคนหลงลืม มีการปลูกสร้างบ้านเรือนชายฝั่งมากขึ้น เหมือนการใช้ชีวิตของคนเริ่มเปลี่ยนไป ขณะที่คลื่นลมยังแรงปกติ" ดร.วัฒนา ระบุ
อย่างไรก็ตาม ดร.วัฒนา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ปีนี้คลื่นลมแรงและระดับความสูงของคลื่นผิดปกติ ควรมีการวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพชายฝั่งทะเล ตะกอนทราย ลักษณะของอ่าว หรือแหลมต่างๆ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ แต่ที่สำคัญควรให้ความรู้เรื่องการสร้างเขื่อนกันคลื่น อาจสร้างผลกระทบที่มองไม่เห็นต่อชีวิตและทรัพย์สินได้
ด้าน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สันนิษฐานตามทฤษฎีการเกิดคลื่นว่า คลื่นสูงที่ซัดเข้าชายฝั่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก น่าจะเป็น คลื่นแบบสเวลล์ (swell) หรือคลื่นใต้น้ำกลางทะเลที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด พอเข้าใกล้ฝั่งความเร็วจะลดลง และเปลี่ยนจากพลังงานจลน์เป็นพลังงานศักย์ ทำให้เกิดคลื่นสูงหลายเมตร
คลื่นสเวลล์จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับกำลังลมที่ผิวน้ำทะเล ระยะทางที่ลมพัด และช่วงเวลาที่ลมพัด ซึ่งมีพฤติกรรมการเกิดคล้ายคลื่นสึนามิ แต่มีต้นกำเนิดจากลม โดยอาจเกิดกลางทะเลลึกเป็นคลื่นยาวเดินทางเร็วมาถึงฝั่งก่อน แล้วตามมาด้วยคลื่นสั้นๆ อีกหลายลูก
"ตอนนี้เรายังไม่มีฐานความรู้เรื่องตำแหน่งการเกิดคลื่นกลางทะเล แต่พอจะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นคลื่นลักษณะใด เกิดจากปัจจัยใด ถ้าเรามีความรู้เรื่องตำแหน่งการเกิดคลื่น อาจช่วยทำนายทิศทางการเกิดขึ้นได้ เพราะคลื่นมักจะเกิดที่เดิมๆ และมีทิศทางเดิมๆ ซึ่งยังมีความสัมพันธ์กับพื้นท้องทะเลด้วย" ดร.อานนท์ อธิบาย
เหตุการณ์คลื่นยักษ์ขนาดน้องๆ สึนามิ ซัดเข้าถล่มชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพร จนถึง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2549 ในสายตาของนักวิชาการกลับมองว่า ลมมรสุมฤดูหนาวยังไม่มีความรุนแรงเทียบเท่ามรสุมฤดูฝนที่จะพัดพายุผ่านเข้ามายังอ่าวไทย จึงทำให้ฐานข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการพยากรณ์การเกิดคลื่นไม่ค่อยมีความสำคัญมากนัก
แต่ผลกระทบที่แน่นอนหลังจากคลื่นยักษ์ซัดถล่มชายฝั่งทะเลอ่าวไทย คือ ปัญหาการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่ง ที่อาจส่งผลกระทบให้หลายชุมชนต้องไร้ที่อยู่ เพราะที่อยู่อาศัยดังเดิมกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อคลื่นสูงซัดถล่มซ้ำซากทุกปี
"ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่งที่เกิดสภาวะโลกร้อน และการกระทำของมนุษย์มานานแล้ว ผมเคยลงไปศึกษาชุมชนบ้านพอด จ.สุราษฎร์ธานี เรื่อยไปจนถึงปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช หลายพื้นที่กำลังเผชิญกับปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง" รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว
รศ.ดร.ธนวัฒน์ แนะนำว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการศึกษาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล เพื่อเป็นการคุ้มครองป้องกันภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการสร้างสะพานดักตะกอน ควรมีการศึกษาให้ลึกซึ้งถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย เพราะในหลายพื้นที่ชายฝั่งทะเลนิยมสร้างสะพานดักตะกอนกันมาก และส่วนปัจจัยการเกิดคลื่นสูงก็ควรมีการศึกษาเพิ่มเติม เพราะที่ผ่านมายังไม่ฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ควรมีการศึกษาวิจัยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อประกาศพื้นที่เสี่ยง หรือควรอพยพย้ายชาวได้อย่างทันท่วงที
ทุกๆ วันนี้ภัยธรรมชาติรูปแบบใหม่ ที่มนุษย์คาดไม่ถึงมักเกิดขึ้นได้เสมอ ขนาดแค่คลื่นที่เกิดจากลมมรสุมฤดูหนาวธรรมดาๆ ยังก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ซัดทำลายพื้นที่ชายฝั่งเสียยับเยิน แล้วถ้าเป็นคลื่นพายุฤดูฝนพัดเข้าชายฝั่งภาคใต้อ่าวไทยจะมีสภาพเป็นอย่างไร ?
ฤา...ใกล้เวลาที่ "คลื่นใต้น้ำ" จะกลับมาทวงแผ่นดินคืนสู่ทะเลแล้ว !!!
----------------
เบิร์ฟ
คลื่นสเวลล์จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับกำลังลมที่ผิวน้ำทะเล ระยะทางที่ลมพัด และช่วงเวลาที่ลมพัด ซึ่งมีพฤติกรรมการเกิดคล้ายคลื่นสึนามิ แต่มีต้นกำเนิดจากลม --------------
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD>http://www.komchadluek.net/images2006/tran.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>
----------------
ที่มา:คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/2006/12/scoop/p001_76919.php?news_id=76919