PDA

View Full Version : ความเป็นมาของพระไตรปิฎก ตอน 62


guawn
27-11-2006, 04:18 AM
ความเป็นมาของพระไตรปิฎก ตอน 62

คอลัมน์ ธรรมะใต้ธรรมาสน์

ไต้ ตามทาง



ข. จุฬวรรค ที่ 2

(13) รตนสูตร พรรณนาคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ทำนองเดียวกับมารกล่าวมาแล้วในขุททกปาฐะ

(14) อามคันธสูตร สูตรว่าด้วยกลิ่นคาว กล่าวถึงความชั่วร้ายทางกาย วาจา ใจ เป็นกลิ่นดิบ กลิ่นคาว มิใช่ของดิบของคาวในความหมายธรรมดา และกล่าวว่าการประกอบคุณงามความดี ทำให้ปราศจากกลิ่นดิบกลิ่นคาว น่าสังเกตสูตรนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้านามว่ากัสสปะ ในอดีตพระสังคีติกาจารย์นำมาประมวลไว้

(15) หิริสูตร เป็นสูตรสั้นๆ ว่าด้วยคนที่ปราศจากหิริ ถึงจะกล่าวว่าเป็นเพื่อนก็ไม่ควรนับว่าเป็นเพื่อน หรือเพื่อนที่พูดจาไพเราะ แต่ไม่เกื้อกูลแก่เพื่อนไม่ทำตามพูด คอยหาความผิดเพื่อน หวังความแตกแยก ไม่ควรคบเพื่อนเช่นนั้น

(16) มงคลสูตร ว่าด้วยมงคลชีวิต 38 ประการ ข้อความซ้ำกับที่กล่าวไว้ในขุททกปาฐะ

(17) สูจิโลมสูตร สูจิโลมยักษ์ทูลถามปัญหาว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความยินดี ความไม่ยินดี ความกลัว ความตรึก เกิดจากอะไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ทั้งหมดเกิดจากอัตภาพร่างกายนี้ทั้งนั้น ผู้ใดรู้และบรรเทาได้ผู้นั้นข้ามโอฆสงสารได้

(18) ธัมมจริยสูตร ว่าด้วยการประพฤติธรรมและการประพฤติพรหมจรรย์ ว่าเป็นแก้วอันประเสริฐที่สุด คนที่มาบวชแล้วประพฤติตนไม่ดี เป็นมนุษย์แกลบ มนุษย์หยักเยื่อ มิใช่สมณะ ควรขจัดบุคคลเช่นนั้นออกไปเสีย ผู้ที่อยู่อย่างบริสุทธิ์ มีปัญญารักษาตน พึงทำที่สุดทุกข์ได้

(19) พราหมณธัมมิกสูตร ทรงแสดงธรรมแก่พราหมณ์มหาศาลหลายคน ชาวเมืองโกศลที่ไปสนทนากับพระองค์ ชี้แจงประเพณี ค่านิยม และธรรมะของพวกพราหมณ์ที่มีมาแต่โบราณนั้นดี ทำให้สังคมพราหมณ์มีความสงบร่มเย็น แต่ต่อมาความโลภได้ครอบงำจิตใจ พวกพราหมณ์จึงบัญญัติมหายัญ 5 อย่าง มีการฆ่าสัตว์บูชายัญ เป็นต้น ทำให้สังคมมีการเบียดเบียนกันทั่วไป ความเสื่อมก็มีมา

(20) นาวาสูตร ตรัสสอนว่า คนที่เป็นอาจารย์สอนคนอื่นต้องมีคุณสมบัติและคุณธรรม เช่น เป็นพหูสูต เป็นที่เคารพบูชาของอันเตวาสิก (ลูกศิษย์) มีวิจารณญาณ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ฉลาด รู้แจ้ง เป็นต้น เปรียบเหมือนคนที่ช่วยให้คนอื่นข้ามน้ำที่ไหลเชี่ยวได้ ตนเองต้องมีความฉลาดพร้อมมูล ในการพาย การถ่อ และรู้วิธีการนำเรือฝ่ากระแสน้ำ นำคนข้ามฝั่งได้ฉะนั้น

(21) กิงสีลสูตร ว่าด้วยการตอบปัญหา ที่พระสารีบุตรทูลถามว่า คนพึงประพฤติเช่นไร มีปกติอย่างไร พอกพูนกรรมชนิดใด จึงจะดำรงอยู่โดยชอบและบรรลุประโยชน์อันสูงสุด พระองค์ทรงแนะนำให้นอบน้อมต่อวุฒบุคคล เข้าหาครูฟังธรรมตามกาล ยินดีในธรรม ตั้งอยู่ในธรรม รู้การวินิจฉัยธรรม ละกิเลสต่างๆ เช่น ความกระซิบรำพัน (พูดเรื่องไม่เป็นประโยชน์) มารยา มานะ แข่งดี เป็นต้น

(22) อุฏฐานสูตร สอนให้ขยัน ลุกขึ้นหมั่นศึกษาเพื่อสันติ มิให้มัวนอนหลับ ประมาท ปล่อยโอกาสให้ล่วงเลยไปเปล่า

(23) ราหุลสูตร สูตรนี้แสดงแก่ราหุลหลังจากเธอได้อุปสมบทแล้วทรงสอบถามว่าราหุลเธอไม่ดูหมิ่นบัณฑิต ยังนอบน้อมต่อผู้ชูแสงสว่าง เพื่อมวลมนุษย์อยู่หรือไม่ พระราหุลกราบทูลว่า ได้ปฏิบัติเช่นนั้นอยู่เสมอ แล้วทรงประทานโอวาทให้เธอละกามคุณ คบกัลยาณมิตร รู้ประมาณในโภชนะ ละตัณหาในปัจจัย 4 สำรวมในพระปาติโมกข์ และอินทรีย์ 5 อย่าง มีสติในกาย เจริญอสุภสัญญา ละมานะ

(24) วังคีสสูตร พระนิโครธกัปปะพระอุปัชฌาย์ของพระวังคีสะนิพพาน พระวังคีสะทูลถามพระพุทธองค์ว่า พระองค์อุปัชฌาย์ของท่านนิพพานหรือไม่ พระพุทธองค์ยืนยันว่านิพพานแล้ว (พระวังคีสะ คงหมายความว่า อุปัชฌาย์ของตนมรณภาพอย่างคนหมดกิเลสสิ้นเชิงหรือไม่ คงไม่หมายถึงตาย หรือไม่ เพราะท่านก็รู้อยู่แล้วว่าอุปัชฌาย์ของท่านตายไปแล้ว)

(25) สัมมาปริพพานียสูตร สูตรว่าด้วยการเป็นปริพาชกที่ดี (ปริพาชกโดยพยัญชนะ หมายถึงผู้เที่ยวไป, ท่องไป) ต่อคำถามว่า ภิกษุทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นผู้ท่องเที่ยวไปโดยชอบ พระพุทธองค์ตรัสว่า ได้แก่ คนที่ละกาม ก้าวล่วงภพ (ความมี ความเป็น) กำจัดการส่อเสียด ความโกรธ และความตระหนี่ เป็นต้น

(26) ธัมมิกสูตร ตรัสแก่ธัมมิกอุบาสก อุบาสกทูลถามว่า บรรพชิตและคฤหัสถ์ทำอย่างไรจึงจะเป็นผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ พระองค์ตรัสว่า บรรพชิตต้องเสพอิริยาบถอันสมควรแก่บรรพชิต (คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ให้เหมาะสมแก่เพศบรรพชิต) เที่ยวบิณฑบาตในกาล กล่าวธรรมอันประณีต ไม่พึงกล่าววาจาส่อเสียด อันเป็นเหตุให้ชวนทะเลาะ เป็นต้น ส่วนคฤหัสถ์ต้องมีศีล 8 ครบถ้วน

ค. มหาวรรค ที่ 3

(27) ปัพพัชชาสูตร สูตรนี้พระอานนท์เป็นผู้กล่าวเป็นคาถา พรรณนาการเสด็จออกผนวชของพระพุทธเจ้า จนถึงตอนเสด็จผ่านไปยังเมืองราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารทอดพระเนตรเห็นทรงสนพระทัย เสด็จเข้าไปสนทนาด้วย แล้วทูลอาราธนาให้เสวยราชย์ด้วยกัน

(28) ปธานสูตร พระพุทธเจ้าเมื่อยังไม่ได้ตรัสรู้ ทรงบำเพ็ญเพียรใกล้แม่น้ำเนรัญชรา พญามารมาพูดเกลี้ยกล่อมให้เลิกความเพียร พระองค์ตรัสตอบว่า พระองค์ยอมตายดีกว่าจะยอมแพ้แก่กิเลส พญามารเสียใจที่ไม่สามารถเอาชนะพระองค์ได้

(29) สุภาสิตสูตร ว่าด้วยสุภาษิตต้องประกอบด้วยองค์ 4 คือ พูดดี, พูดเป็นธรรม, พูดเป็นที่รัก, พูดจริง

(30) สุนทริกสูตร พราหมณ์สุนทริกะภารทวาชะ ทูลถามว่า พระองค์เป็นชาติอะไร พระองค์ตรัสว่าอย่าถามถึงชาติเลย จงถามถึงความประพฤติเถิด ไฟไม่ว่าเกิดจากไม้ชนิดไหนก็มีเปลวเหมือนกัน คนเกิดในตระกูลต่ำ แต่มีปัญญา มีหิริ กีดกันจิตจากความชั่ว มีวิจารญาณก็เป็นคนดีได้

(31) มาฆสูตร มาฆมานพทูลถามว่า ผู้ต้องการบุญควรบูชายัญอย่างไร พระองค์ตรัสแนะให้ทำบุญแก่ผู้ที่มีคุณสมบัติที่ดีงาม เช่น ละสังโยชน์ได้

(32) สภิยสูตร สภิยมาณพ ไปถามปัญหากับครูทั้ง 6 ไม่พอใจในคำตอบจึงไปทูลถามพระพุทธเจ้าถึงคุณสมบัติของภิกษุว่ามีอะไรบ้าง พระองค์ทรงอธิบายให้ฟัง เช่น ผู้ที่ดับกิเลสได้ด้วยมรรค ข้ามพ้นความสงสัย ละความมีความเป็นได้ อยู่กับพรหมจรรย์ เรียกว่าภิกษุ

(33) เสลสูตร เนื้อความซ้ำกับเสลสูตร ในมัชฌิมนิกาย พระไตรปิฎกเล่มที่ 13

(34) สัลลสูตร สูตรว่าด้วยลูกศรคือความโศก พรรณนาว่าคนเราเกิดมาแล้วต้องตายทุกคน ความเศร้าโศกพิไร รำพัน ไม่มีประโยชน์อะไร ผู้รู้ธรรมดาของชีวิตอย่างนี้แล้ว ถึงถอนลูกศร คือกิเลสเสีย แล้วจะเป็นผู้ไม่เศร้าโศก

ref.http://www.matichon.co.th/khaosod/khaosod_detail.php?s_tag=03bud07061149&day=2006/11/06