NoOTa
25-11-2006, 09:37 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=3 width="95%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD height=40>http://modernine.mcot.net/images/art878.jpg
</TD></TR><TR vAlign=top><TD>http://modernine.mcot.net/images/i_redarrow.gif </TD></TR><TR vAlign=top><TD class=th_normal>หากจะมองย้อนไปในอดีต นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 มาจนปัจจุบัน อันเป็นปีที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาอันยาวนานนี้ ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเยือนต่างประเทศในช่วงต้นๆ รัชกาลเท่านั้น เช่น เสด็จเยือนประเทศสาธารณรัฐเวียดนาม อินโดนีเซีย และสหภาพพม่า อย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชกาล เมื่อปี 2502 จากนั้นในปี 2503-2504 ก็ได้เสด็จฯ เยือนประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศในทวีปยุโรป รวม 14 ประเทศ ครั้นในปี 2505 ก็ได้เสด็จฯ ไปเยือนปากีสถาน สหพันธรัฐมลายา (ขณะนั้นยังไม่ได้เป็นประเทศมาเลเซีย) นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ครั้น ปี 2506 ได้เสด็จฯ เยือนญี่ปุ่น จีน และฟิลิปปินส์ ต่อมาในปี 2510 จึงได้เสด็จไปเยือนประเทศอิหร่าน และสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง รวมถึงประเทศแคนาดาด้วย ครั้งล่าสุดคือการเสด็จเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เมื่อปี 2537 อาจกล่าวได้ว่า เวลาส่วนใหญ่ ในหลวง ของเราได้ทรงอุทิศพระองค์อยู่กับผืนแผ่นดินไทยและประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด อย่างไรก็ดี แต่ละครั้งที่ทรงเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถนั้น นอกจากจะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับมิตรประเทศแล้ว ทั้งสองพระองค์ยังได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ จนบังเกิดผลสำเร็จ นำผลประโยชน์มาสู่ประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยมากมาย ทรงเป็นที่กล่าวขานถึงพระบารมีเลืองลือขจรไกล ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงบันทึกเป็นพระราชนิพนธ์ ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ ไว้ และอ่านแล้วเหมือน แม่หลวงเล่าถึงพ่อหลวงของแผ่นดินให้ฟัง อีกทั้งยังมีหลายๆ เรื่องที่ได้แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันน่าประทับใจยิ่ง ดังนั้น เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม อันเป็น วันพ่อแห่งชาติ ด้วย กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำบางเรื่องมาเล่าต่อให้ทราบ ดังนี้
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ตั้งแต่แรกว่า ..เมื่อข้าพเจ้ามีอายุเพียง 19 ปี ได้ตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับมาอยู่เมืองไทย พร้อมด้วยลูกสาวคนโต ซึ่งอายุไม่ถึงขวบครั้นนั้นแล้ว จนมีอายุ 27 ปี ข้าพเจ้าก็ยังมิได้เคยย่างกราย ออกไปจากบ้านเกิดเมืองนอนอีกเลย ทั้งนี้ ก็เพราะพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระทัยไว้อย่างแน่วแน่ว่า จะไม่เสด็จออกนอกประเทศ ถ้าไม่ทรงมีเหตุที่สำคัญพอ ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของชาวไทย สมควรที่จะประทับอยู่ในบ้านเมือง เพื่ออยู่ใกล้ชิดกับราษฎรของท่านให้มากที่สุด ถึงแม้เมื่อเสด็จแปรพระราชฐาน ก็จะทรงแปรอยู่ในประเทศเรานี่เอง ทางเหนือบ้าง ทางใต้บ้าง แล้วแต่โอกาสจะอำนวย ไม่เคยทรงคิดที่จะเสด็จไปทรงสกีนอกประเทศตอนหน้าหนาว หรือเสด็จเมืองใกล้เคียง เพื่อทรงเที่ยวเตร่ ซื้อของ หรือเปลี่ยนบรรยากาศอย่างคนอื่น ในฐานะเดียวกันนี้เลย ส่วนข้าพเจ้าก็ไม่คิดที่จะไปไหน ถ้าท่านไม่เสด็จ..
- เมื่อคราวต้องเสด็จฯ ประเทศสหรัฐอเมริกาปี พ.ศ. 2503 ทรงเล่าว่า ...ครั้งแรกที่พระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกให้นักหนังสือพิมพ์เฝ้า ข้าพเจ้ายังจำได้ไม่มีวันลืมว่า ข้าพเจ้านั่งนิ่งไม่กระดุกกระดิกอยู่ข้างที่ประทับ มือเย็บเฉียบด้วยความกลัว เครื่องขยายเสียง เครื่องอัดเสียงเต็มไปหมด ไฟฉายตั้งส่องมาสว่างจ้าจนตาพร่า ทั้งมีแสงว้อบๆ แว้บๆ อยู่ไม่ขาดระยะ..เขามาทั้งถ่ายรูป ถ่ายหนัง ถ่ายโทรทัศน์ ทั้งถวายการสัมภาษณ์พร้อมกันไปหมด..ต่างก็เข้าไปรุมซักไซ้พระเจ้าอยู่หัวเป็นการใหญ่ พอทรงตอบคนนั้นเสร็จ คนนี้ก็ถาม...เป็นเวลา 40 นาทีเต็มๆ ที่ท่านถูกนักหนังสือพิมพ์อเมริกันรุม ดูๆ ก็คล้ายการซักซ้อมจำเลยมากกว่าการถวายสัมภาษณ์ ..เมื่อเสร็จสิ้นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์อเมริกัน ก็เข้ามาทูลว่าทรงหนักพระทัยไหม รับสั่งว่าตอนแรกๆ ก็เป็นบ้าง เพราะยังไม่ทรงเคยมาแต่ก่อนเลย เขากลับชมเปาะว่า ทรงเก่งมากสำหรับครั้งแรก ภาษาที่ทรงใช้ก็ไม่ใช่ภาษาของท่านเอง เขาไม่เห็นทรงมีท่าทางสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เขาเคยติดตามคนสำคัญๆ ของประเทศต่างๆ มาหลายราย..หลายครั้งที่เขาได้เห็นบางคนเหงื่อแตกท่วมตัว พูดติดอ่างจนพูดไม่รู้เรื่อง เสียบุคลิกลักษณะหมด...
- ครั้นเสด็จประเทศออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ปี 2505 นั้น ทรงเล่าว่า ...นอกจากพระเจ้าอยู่หัว จะทรงกระทำหน้าที่เป็นประมุขของประเทศเราแล้ว ยังต้องทรงอยู่ในบทบาท ของนักพูดที่ถึงใจพระเดชพระคุณคนฟัง โดยไม่ทันรู้พระองค์ล่วงหน้าอีกเล่า พระราชดำรัสที่เตรียมมาส่วนมาก ไม่เข้ากับคำและข้อความที่เขากราบบังคมทูลสดๆ บนเวที เพราะชาว 2 ประเทศนี้ ภาคภูมิใจในบทบาทของนักพูดที่คมคาย ไม่ใช่นักอ่านคำที่เตรียมมาล่วงหน้า พระเจ้าอยู่หัว จึงต้องทรงแต่งพระราชดำรัสขึ้นใหม่ ในทันทีทันใดนั้นเอง เพื่อจะได้โต้ตอบกับเขาได้ถูกเรื่องและทันท่วงที บางทีก็ทรงเย้าตอบเขาอย่างขำๆ...ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นผู้ฟังพอใจในพระราชดำรัสทุกแห่งที่เสด็จ นอกจากฟังอย่างสนใจที่สุดแล้ว บางทีก็มีการหัวเราะครื้นเครงขึ้นมากลางคัน ถึงต้องหยุดรับสั่งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงรับสั่งต่อไป..
- ในคราวเสด็จฯมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ออสเตรเลียในปีเดียวกันนี้ ทางมหาวิทยาลัยได้เตรียมถวาย ปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่พระเจ้าอยู่หัว ปรากฎว่าขณะที่อธิการบดีกำลังอ่านคำสดุดีพระเกียรติ พระเจ้าอยู่หัวก่อนที่จะถวายปริญญานั้น ก็ได้มีนักศึกษาที่อยู่ด้านนอกส่งเสียงเอะอะโห่ฮาป่า เนื่องจากมีบางกลุ่มเข้าใจผิด และมีแนวคิดต่อต้าน หาว่าประเทศไทยเป็นเผด็จการ จึงไม่ยินดีต้อนรับ ดังนั้น จึงมีการแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมต่างๆ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไป ซึ่งพวกอาจารย์ หรือกรรมการมหาวิทยาลัยก็ห้ามไม่ได้ จึงได้แต่นั่งกระสับกระส่าย หน้าจ๋อย หน้าซีดด้วยความละอายใจ ในมารยาทของกลุ่มปัญญาชนของประเทศ ครั้นเมื่อพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปพระราชทานพระราชดำรัสตอบ ก็มีเสียงโห่จากกลุ่มดังกล่าวขึ้นอีก สมเด็จพระนางเจ้าทรงเล่าว่า ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจก็หวิวๆ อย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวจนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่าน..ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไป เพื่อถวายกำลังพระทัย แต่แล้วข้าพเจ้านั่นเองแหละ ที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา เพราะมองดูท่านขณะทรงพระดำเนินไปยืนกลางเวที เห็นพระพักตร์สงบเฉย ทันใดนั้นเอง คนในหอประชุมทั้งหมดก็ปรบมือเสียงสนั่นหวั่นไหว คล้ายจะถวายกำลังพระทัยท่าน...พระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลา ที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ชุดครุย แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับ คนกลุ่มที่ส่งเสียงอยู่ข้างนอกอย่างงดงามน่าดูที่สุด พระพักตร์ยิ้มนิดๆ...พระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในการต้อนรับอันอบอุ่น และสุภาพเรียบร้อย ที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน รับสั่งเพียงเท่านั้นเอง แล้วก็หันมารับสั่งต่อผู้อยู่ในหอประชุม ก็ปรากฎว่า เสียงฮาเหล่านั้นเงียบสนิทราวกับปิดสวิช และหลังจากนั้นก็ไม่มีอีกเลย พระราชดำรัสวันนั้น ทรงรับสั่งสดๆ ไม่ทรงใช้กระดาษเลย ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทย และว่าเรามีภาษา และหนังสือซึ่งค้นคิดขึ้นใช้เอง มีตัวบทกฎหมาย...และว่าแต่ไหนแต่ไรมา คนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมจะให้โอกาสคนอื่น และฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิด ไตร่ตรองหาเหตุผลก่อน จึงจะตัดสินใจว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินใจอะไรตามใจชอบโดยไม่ใช้เหตุผล...หลังจากนั้น เมื่อเสด็จกลับผ่านกลุ่มเด็กดังกล่าว ทรงเล่าว่าอากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บางคนก็เฉยๆ เจื่อนๆ หลบตา ไม่มีการมองแบบประหลาดๆ อีก แต่บางคนก็มีน้ำใจนักกีฬาพอ ที่จะยิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือและปรบมือให้ตลอดทาง
- ในการเสด็จประเทศอเมริกาครั้งที่สองปี พ.ศ. 2510 นี้ ทางมหาวิทยาลัยวิลเลี่ยมส์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา จะถวายปริญญากิตติมศักดิ์แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะต้องมีพระราชดำรัสตอบ ท่ามกลางนักศึกษาที่มีทุกเพศ ทุกวัยและหลายชาติด้วยกัน ปรากฎว่าก่อนจะถึงงานหนึ่งวัน ได้มีกรรมการมหาวิทยาลัยมาทูลว่า อาจจะมีการแจกใบปลิวหรือเดินออกจากพิธีบ้าง ก็ขออย่าตกใจเพราะเป็นเรื่องธรรมดาในสหรัฐฯ ที่ทุกคนมีสิทธิจะทำได้ เขามาทูลไว้ก่อน เพราะได้ทราบว่าจะมีนักศึกษาบางคนเตรียมจะเดินออกจากที่ประชุม ในขณะที่ประมุขคนหนึ่งของประเทศเอเซียอาคเนย์รับปริญญา ซึ่งนักศึกษาว่าเขาไม่ได้เจาะจงโจมตีไทย แต่ในฐานะที่ไทยมีสัมพันธไมตรีกับรัฐบาลเขา และพวกเขาไม่เห็นด้วยกับนโยบายส่งทหารไปรบที่เวียดนาม จึงกะว่าจะเดินออกไปขณะที่มีพระราชดำรัส แต่ปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้น งานกลับเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ที่กลัวเกิดขึ้น ครั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ทรงสอบถามดู จึงทราบว่าเขามิได้ห้ามนักศึกษาของเขามิให้กระทำ แต่เป็นเพราะพวกเขาเห็นว่า พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงตบพระหัตถ์ให้เกียรติแก่นักศึกษาเกียรตินิยมอันดับสูง 3 คน ที่ออกไปอ่านบทความที่เขาแต่งขึ้นเพื่อประกวดรับรางวัล ซึ่งมีบทหนึ่งแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ ส่งทหารมารบที่เวียดนาม เมื่อเขาเห็นว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ยินยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่ว่าจะสบพระทัยหรือไม่ พวกเขาจึงอยากจะแสดงว่า เขาเองก็ยินดียอมรับฟังความคิดเห็นของพระองค์เช่นกัน ซึ่งกรรมการฯ ก็ได้บอกว่าทุกคนชอบพระราชดำรัสมาก จะเห็นได้จากการลุกขึ้นยืนพรึบไปหมด แล้วตบมือถวายเป็นเวลานาน ครั้นกลับมาแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้ทูลถามว่าทำไมจึงทรงตบพระหัตถ์ให้ ทั้งๆ ที่หลายคนก็ไม่ได้ตบมือ บางคนถึงกับบึ้งตึ้ง โดยเฉพาะบทความที่โจมตีเรื่องการส่งทหารไปเวียดนาม พระองค์ท่านทรงรับสั่งตอบว่า ไม่รู้ดอกหรือว่าบทความเหล่านั้น เป็นบทความที่เขาได้รับรางวัลทางด้านภาษา เขาพูดเก่ง ใช้ภาษาที่ถูกต้อง ไม่ใช่รางวัลด้านนโยบาย ก็น่าตบมือให้ เพราะว่าเขาเขียนภาษาได้ไพเราะเพราะพริ้งมากกว่า
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น ทรงรับสั่งได้ทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ทำให้การเสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดาเมื่อปี พ.ศ. 2510 นั้นเป็นที่ประทับใจแก่ชาวแคนาดามาก เนื่องพลเมืองของประเทศนี้จะใช้ 2 ภาษาคืออังกฤษ และฝรั่งเศส ในครั้งนั้นเมื่อเสด็จไปงาน Expo 67 นายกเทศมนตรีของมอนตรีออล ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานได้กราบทูล ขอให้รับสั่งเป็นภาษาฝรั่งเศส ในวันเสด็จเปิดศาลาไทย โดยอ้างว่าจะเป็นที่ยินดีแก่ผู้ไปงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศส แม้ว่าพระราชดำรัสเดิมจะทรงเตรียมไว้เป็นภาษาอังกฤษ และกว่าจะได้เสด็จกลับจากงานก็ดึกมากแล้ว แต่พระเจ้าอยู่หัวของเรา ก็ทรงใช้เวลาร่างพระราชดำรัส เป็นภาษาฝรั่งเศสด้วยพระองค์เอง เกือบตลอดคืนจนเกือบตี 4 และเมื่อรับสั่งแล้ว ผู้ฟังพอใจมากปรบมือถวายอยู่นาน หรือเมื่อเสด็จงานเลี้ยงรับรองของมหาวิทยาลัย Laval เมื่ออธิการบดีกราบบังคมทูลเป็นภาษาฝรั่งเศส ก็ทรงตอบเป็นภาษาฝรั่งเศส โดยไม่ได้ทรงเตรียมมาก่อนเลย ทำให้เขาจับใจมาก เพราะชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศส มักคิดว่าคนมีการศึกษาดีควรพูดได้ 2 ภาษา นอกเหนือไปจากภาษาของตนเอง และยังค่อนข้างมีความรู้สึกชาตินิยมรุนแรง
เรื่องราวข้างต้น แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดมาเนิ่นนาน กว่า 40 ปี แต่เชื่อว่าพสกนิกรชาวไทยทุกคน ที่ได้อ่านคงจะเกิดความปลื้มปิติในพระปรีชาสามารถ และพระปฏิภาณไหวพริบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ พ่อหลวง ของเราไม่น้อย โดยเฉพาะในสมัยก่อนนั้น อาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทย ไม่เป็นที่รู้จักในต่างประเทศเท่าไรนัก การที่ทรงตรากตรำ เหนื่อยยากเสด็จฯ ไปเยือนประเทศต่างๆ นอกจากจะทำให้ชาวต่างประเทศได้ประจักษ์ในพระอัจฉริยะ จากที่ทรงมีพระราชดำรัสโต้ตอบได้อย่างแตกฉานแล้ว ข้อสำคัญคือยังได้ทรงสร้างเกียรติศักดิ์ให้แก่ชาติไทย และทำให้ ประเทศไทย เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมาจนปัจจุบัน
ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
อัพเดทโดย : ศศิวิมล
</TD></TR></TBODY></TABLE>
------------------------
Ref.
http://modernine.mcot.net/view.php?news_id=878&tk=art
</TD></TR><TR vAlign=top><TD>http://modernine.mcot.net/images/i_redarrow.gif </TD></TR><TR vAlign=top><TD class=th_normal>หากจะมองย้อนไปในอดีต นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 มาจนปัจจุบัน อันเป็นปีที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาอันยาวนานนี้ ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเยือนต่างประเทศในช่วงต้นๆ รัชกาลเท่านั้น เช่น เสด็จเยือนประเทศสาธารณรัฐเวียดนาม อินโดนีเซีย และสหภาพพม่า อย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชกาล เมื่อปี 2502 จากนั้นในปี 2503-2504 ก็ได้เสด็จฯ เยือนประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศในทวีปยุโรป รวม 14 ประเทศ ครั้นในปี 2505 ก็ได้เสด็จฯ ไปเยือนปากีสถาน สหพันธรัฐมลายา (ขณะนั้นยังไม่ได้เป็นประเทศมาเลเซีย) นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ครั้น ปี 2506 ได้เสด็จฯ เยือนญี่ปุ่น จีน และฟิลิปปินส์ ต่อมาในปี 2510 จึงได้เสด็จไปเยือนประเทศอิหร่าน และสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง รวมถึงประเทศแคนาดาด้วย ครั้งล่าสุดคือการเสด็จเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เมื่อปี 2537 อาจกล่าวได้ว่า เวลาส่วนใหญ่ ในหลวง ของเราได้ทรงอุทิศพระองค์อยู่กับผืนแผ่นดินไทยและประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด อย่างไรก็ดี แต่ละครั้งที่ทรงเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถนั้น นอกจากจะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับมิตรประเทศแล้ว ทั้งสองพระองค์ยังได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ จนบังเกิดผลสำเร็จ นำผลประโยชน์มาสู่ประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยมากมาย ทรงเป็นที่กล่าวขานถึงพระบารมีเลืองลือขจรไกล ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงบันทึกเป็นพระราชนิพนธ์ ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ ไว้ และอ่านแล้วเหมือน แม่หลวงเล่าถึงพ่อหลวงของแผ่นดินให้ฟัง อีกทั้งยังมีหลายๆ เรื่องที่ได้แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันน่าประทับใจยิ่ง ดังนั้น เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม อันเป็น วันพ่อแห่งชาติ ด้วย กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำบางเรื่องมาเล่าต่อให้ทราบ ดังนี้
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ตั้งแต่แรกว่า ..เมื่อข้าพเจ้ามีอายุเพียง 19 ปี ได้ตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับมาอยู่เมืองไทย พร้อมด้วยลูกสาวคนโต ซึ่งอายุไม่ถึงขวบครั้นนั้นแล้ว จนมีอายุ 27 ปี ข้าพเจ้าก็ยังมิได้เคยย่างกราย ออกไปจากบ้านเกิดเมืองนอนอีกเลย ทั้งนี้ ก็เพราะพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระทัยไว้อย่างแน่วแน่ว่า จะไม่เสด็จออกนอกประเทศ ถ้าไม่ทรงมีเหตุที่สำคัญพอ ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของชาวไทย สมควรที่จะประทับอยู่ในบ้านเมือง เพื่ออยู่ใกล้ชิดกับราษฎรของท่านให้มากที่สุด ถึงแม้เมื่อเสด็จแปรพระราชฐาน ก็จะทรงแปรอยู่ในประเทศเรานี่เอง ทางเหนือบ้าง ทางใต้บ้าง แล้วแต่โอกาสจะอำนวย ไม่เคยทรงคิดที่จะเสด็จไปทรงสกีนอกประเทศตอนหน้าหนาว หรือเสด็จเมืองใกล้เคียง เพื่อทรงเที่ยวเตร่ ซื้อของ หรือเปลี่ยนบรรยากาศอย่างคนอื่น ในฐานะเดียวกันนี้เลย ส่วนข้าพเจ้าก็ไม่คิดที่จะไปไหน ถ้าท่านไม่เสด็จ..
- เมื่อคราวต้องเสด็จฯ ประเทศสหรัฐอเมริกาปี พ.ศ. 2503 ทรงเล่าว่า ...ครั้งแรกที่พระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกให้นักหนังสือพิมพ์เฝ้า ข้าพเจ้ายังจำได้ไม่มีวันลืมว่า ข้าพเจ้านั่งนิ่งไม่กระดุกกระดิกอยู่ข้างที่ประทับ มือเย็บเฉียบด้วยความกลัว เครื่องขยายเสียง เครื่องอัดเสียงเต็มไปหมด ไฟฉายตั้งส่องมาสว่างจ้าจนตาพร่า ทั้งมีแสงว้อบๆ แว้บๆ อยู่ไม่ขาดระยะ..เขามาทั้งถ่ายรูป ถ่ายหนัง ถ่ายโทรทัศน์ ทั้งถวายการสัมภาษณ์พร้อมกันไปหมด..ต่างก็เข้าไปรุมซักไซ้พระเจ้าอยู่หัวเป็นการใหญ่ พอทรงตอบคนนั้นเสร็จ คนนี้ก็ถาม...เป็นเวลา 40 นาทีเต็มๆ ที่ท่านถูกนักหนังสือพิมพ์อเมริกันรุม ดูๆ ก็คล้ายการซักซ้อมจำเลยมากกว่าการถวายสัมภาษณ์ ..เมื่อเสร็จสิ้นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์อเมริกัน ก็เข้ามาทูลว่าทรงหนักพระทัยไหม รับสั่งว่าตอนแรกๆ ก็เป็นบ้าง เพราะยังไม่ทรงเคยมาแต่ก่อนเลย เขากลับชมเปาะว่า ทรงเก่งมากสำหรับครั้งแรก ภาษาที่ทรงใช้ก็ไม่ใช่ภาษาของท่านเอง เขาไม่เห็นทรงมีท่าทางสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เขาเคยติดตามคนสำคัญๆ ของประเทศต่างๆ มาหลายราย..หลายครั้งที่เขาได้เห็นบางคนเหงื่อแตกท่วมตัว พูดติดอ่างจนพูดไม่รู้เรื่อง เสียบุคลิกลักษณะหมด...
- ครั้นเสด็จประเทศออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ปี 2505 นั้น ทรงเล่าว่า ...นอกจากพระเจ้าอยู่หัว จะทรงกระทำหน้าที่เป็นประมุขของประเทศเราแล้ว ยังต้องทรงอยู่ในบทบาท ของนักพูดที่ถึงใจพระเดชพระคุณคนฟัง โดยไม่ทันรู้พระองค์ล่วงหน้าอีกเล่า พระราชดำรัสที่เตรียมมาส่วนมาก ไม่เข้ากับคำและข้อความที่เขากราบบังคมทูลสดๆ บนเวที เพราะชาว 2 ประเทศนี้ ภาคภูมิใจในบทบาทของนักพูดที่คมคาย ไม่ใช่นักอ่านคำที่เตรียมมาล่วงหน้า พระเจ้าอยู่หัว จึงต้องทรงแต่งพระราชดำรัสขึ้นใหม่ ในทันทีทันใดนั้นเอง เพื่อจะได้โต้ตอบกับเขาได้ถูกเรื่องและทันท่วงที บางทีก็ทรงเย้าตอบเขาอย่างขำๆ...ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นผู้ฟังพอใจในพระราชดำรัสทุกแห่งที่เสด็จ นอกจากฟังอย่างสนใจที่สุดแล้ว บางทีก็มีการหัวเราะครื้นเครงขึ้นมากลางคัน ถึงต้องหยุดรับสั่งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงรับสั่งต่อไป..
- ในคราวเสด็จฯมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ออสเตรเลียในปีเดียวกันนี้ ทางมหาวิทยาลัยได้เตรียมถวาย ปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่พระเจ้าอยู่หัว ปรากฎว่าขณะที่อธิการบดีกำลังอ่านคำสดุดีพระเกียรติ พระเจ้าอยู่หัวก่อนที่จะถวายปริญญานั้น ก็ได้มีนักศึกษาที่อยู่ด้านนอกส่งเสียงเอะอะโห่ฮาป่า เนื่องจากมีบางกลุ่มเข้าใจผิด และมีแนวคิดต่อต้าน หาว่าประเทศไทยเป็นเผด็จการ จึงไม่ยินดีต้อนรับ ดังนั้น จึงมีการแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมต่างๆ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไป ซึ่งพวกอาจารย์ หรือกรรมการมหาวิทยาลัยก็ห้ามไม่ได้ จึงได้แต่นั่งกระสับกระส่าย หน้าจ๋อย หน้าซีดด้วยความละอายใจ ในมารยาทของกลุ่มปัญญาชนของประเทศ ครั้นเมื่อพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปพระราชทานพระราชดำรัสตอบ ก็มีเสียงโห่จากกลุ่มดังกล่าวขึ้นอีก สมเด็จพระนางเจ้าทรงเล่าว่า ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจก็หวิวๆ อย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวจนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่าน..ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไป เพื่อถวายกำลังพระทัย แต่แล้วข้าพเจ้านั่นเองแหละ ที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา เพราะมองดูท่านขณะทรงพระดำเนินไปยืนกลางเวที เห็นพระพักตร์สงบเฉย ทันใดนั้นเอง คนในหอประชุมทั้งหมดก็ปรบมือเสียงสนั่นหวั่นไหว คล้ายจะถวายกำลังพระทัยท่าน...พระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลา ที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ชุดครุย แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับ คนกลุ่มที่ส่งเสียงอยู่ข้างนอกอย่างงดงามน่าดูที่สุด พระพักตร์ยิ้มนิดๆ...พระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในการต้อนรับอันอบอุ่น และสุภาพเรียบร้อย ที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน รับสั่งเพียงเท่านั้นเอง แล้วก็หันมารับสั่งต่อผู้อยู่ในหอประชุม ก็ปรากฎว่า เสียงฮาเหล่านั้นเงียบสนิทราวกับปิดสวิช และหลังจากนั้นก็ไม่มีอีกเลย พระราชดำรัสวันนั้น ทรงรับสั่งสดๆ ไม่ทรงใช้กระดาษเลย ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทย และว่าเรามีภาษา และหนังสือซึ่งค้นคิดขึ้นใช้เอง มีตัวบทกฎหมาย...และว่าแต่ไหนแต่ไรมา คนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมจะให้โอกาสคนอื่น และฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิด ไตร่ตรองหาเหตุผลก่อน จึงจะตัดสินใจว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินใจอะไรตามใจชอบโดยไม่ใช้เหตุผล...หลังจากนั้น เมื่อเสด็จกลับผ่านกลุ่มเด็กดังกล่าว ทรงเล่าว่าอากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บางคนก็เฉยๆ เจื่อนๆ หลบตา ไม่มีการมองแบบประหลาดๆ อีก แต่บางคนก็มีน้ำใจนักกีฬาพอ ที่จะยิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือและปรบมือให้ตลอดทาง
- ในการเสด็จประเทศอเมริกาครั้งที่สองปี พ.ศ. 2510 นี้ ทางมหาวิทยาลัยวิลเลี่ยมส์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา จะถวายปริญญากิตติมศักดิ์แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะต้องมีพระราชดำรัสตอบ ท่ามกลางนักศึกษาที่มีทุกเพศ ทุกวัยและหลายชาติด้วยกัน ปรากฎว่าก่อนจะถึงงานหนึ่งวัน ได้มีกรรมการมหาวิทยาลัยมาทูลว่า อาจจะมีการแจกใบปลิวหรือเดินออกจากพิธีบ้าง ก็ขออย่าตกใจเพราะเป็นเรื่องธรรมดาในสหรัฐฯ ที่ทุกคนมีสิทธิจะทำได้ เขามาทูลไว้ก่อน เพราะได้ทราบว่าจะมีนักศึกษาบางคนเตรียมจะเดินออกจากที่ประชุม ในขณะที่ประมุขคนหนึ่งของประเทศเอเซียอาคเนย์รับปริญญา ซึ่งนักศึกษาว่าเขาไม่ได้เจาะจงโจมตีไทย แต่ในฐานะที่ไทยมีสัมพันธไมตรีกับรัฐบาลเขา และพวกเขาไม่เห็นด้วยกับนโยบายส่งทหารไปรบที่เวียดนาม จึงกะว่าจะเดินออกไปขณะที่มีพระราชดำรัส แต่ปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้น งานกลับเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ที่กลัวเกิดขึ้น ครั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ทรงสอบถามดู จึงทราบว่าเขามิได้ห้ามนักศึกษาของเขามิให้กระทำ แต่เป็นเพราะพวกเขาเห็นว่า พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงตบพระหัตถ์ให้เกียรติแก่นักศึกษาเกียรตินิยมอันดับสูง 3 คน ที่ออกไปอ่านบทความที่เขาแต่งขึ้นเพื่อประกวดรับรางวัล ซึ่งมีบทหนึ่งแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ ส่งทหารมารบที่เวียดนาม เมื่อเขาเห็นว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ยินยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่ว่าจะสบพระทัยหรือไม่ พวกเขาจึงอยากจะแสดงว่า เขาเองก็ยินดียอมรับฟังความคิดเห็นของพระองค์เช่นกัน ซึ่งกรรมการฯ ก็ได้บอกว่าทุกคนชอบพระราชดำรัสมาก จะเห็นได้จากการลุกขึ้นยืนพรึบไปหมด แล้วตบมือถวายเป็นเวลานาน ครั้นกลับมาแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้ทูลถามว่าทำไมจึงทรงตบพระหัตถ์ให้ ทั้งๆ ที่หลายคนก็ไม่ได้ตบมือ บางคนถึงกับบึ้งตึ้ง โดยเฉพาะบทความที่โจมตีเรื่องการส่งทหารไปเวียดนาม พระองค์ท่านทรงรับสั่งตอบว่า ไม่รู้ดอกหรือว่าบทความเหล่านั้น เป็นบทความที่เขาได้รับรางวัลทางด้านภาษา เขาพูดเก่ง ใช้ภาษาที่ถูกต้อง ไม่ใช่รางวัลด้านนโยบาย ก็น่าตบมือให้ เพราะว่าเขาเขียนภาษาได้ไพเราะเพราะพริ้งมากกว่า
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น ทรงรับสั่งได้ทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ทำให้การเสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดาเมื่อปี พ.ศ. 2510 นั้นเป็นที่ประทับใจแก่ชาวแคนาดามาก เนื่องพลเมืองของประเทศนี้จะใช้ 2 ภาษาคืออังกฤษ และฝรั่งเศส ในครั้งนั้นเมื่อเสด็จไปงาน Expo 67 นายกเทศมนตรีของมอนตรีออล ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานได้กราบทูล ขอให้รับสั่งเป็นภาษาฝรั่งเศส ในวันเสด็จเปิดศาลาไทย โดยอ้างว่าจะเป็นที่ยินดีแก่ผู้ไปงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศส แม้ว่าพระราชดำรัสเดิมจะทรงเตรียมไว้เป็นภาษาอังกฤษ และกว่าจะได้เสด็จกลับจากงานก็ดึกมากแล้ว แต่พระเจ้าอยู่หัวของเรา ก็ทรงใช้เวลาร่างพระราชดำรัส เป็นภาษาฝรั่งเศสด้วยพระองค์เอง เกือบตลอดคืนจนเกือบตี 4 และเมื่อรับสั่งแล้ว ผู้ฟังพอใจมากปรบมือถวายอยู่นาน หรือเมื่อเสด็จงานเลี้ยงรับรองของมหาวิทยาลัย Laval เมื่ออธิการบดีกราบบังคมทูลเป็นภาษาฝรั่งเศส ก็ทรงตอบเป็นภาษาฝรั่งเศส โดยไม่ได้ทรงเตรียมมาก่อนเลย ทำให้เขาจับใจมาก เพราะชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศส มักคิดว่าคนมีการศึกษาดีควรพูดได้ 2 ภาษา นอกเหนือไปจากภาษาของตนเอง และยังค่อนข้างมีความรู้สึกชาตินิยมรุนแรง
เรื่องราวข้างต้น แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดมาเนิ่นนาน กว่า 40 ปี แต่เชื่อว่าพสกนิกรชาวไทยทุกคน ที่ได้อ่านคงจะเกิดความปลื้มปิติในพระปรีชาสามารถ และพระปฏิภาณไหวพริบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ พ่อหลวง ของเราไม่น้อย โดยเฉพาะในสมัยก่อนนั้น อาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทย ไม่เป็นที่รู้จักในต่างประเทศเท่าไรนัก การที่ทรงตรากตรำ เหนื่อยยากเสด็จฯ ไปเยือนประเทศต่างๆ นอกจากจะทำให้ชาวต่างประเทศได้ประจักษ์ในพระอัจฉริยะ จากที่ทรงมีพระราชดำรัสโต้ตอบได้อย่างแตกฉานแล้ว ข้อสำคัญคือยังได้ทรงสร้างเกียรติศักดิ์ให้แก่ชาติไทย และทำให้ ประเทศไทย เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมาจนปัจจุบัน
ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
อัพเดทโดย : ศศิวิมล
</TD></TR></TBODY></TABLE>
------------------------
Ref.
http://modernine.mcot.net/view.php?news_id=878&tk=art