PDA

View Full Version : หลวงพี่เท่ง : เมื่อธรรมะกลายเป็นมุกตลก


Kamen rider
08-03-2005, 11:39 PM
http://pics.manager.co.th/Images/548000004086001.JPEG

mms://209.245.126.200/arch-lab-disk2/250K/Hot/03_05/383888_teng.wmv





ไม่ใช่เพียงแค่ภาพของความไม่น่าเชื่อถือของ "ตลกริทำหนัง" ที่แสดงอออกมาให้เห็นแล้วว่าหาดีได้ยากจริงๆ เท่านั้น หากแต่ความล้มเหลวจากหนังเรื่อง "ฅนปีมะ" นั่นเองที่กลายเป็นแรงบวกสองเท่าที่ "โน้ต เชิญยิ้ม" ต้องแบกรับอยู่บนบ่าในการการกำกับหนัง "หลวงพี่เท่ง" เรื่องนี้

ความผิดพลาดอย่างมากของการ "ฅนปีมะ" ของโน้ต เชิญยิ้ม ส่วนหนึ่งต้องบอกว่าเป็นเพราะการเป็นคนที่มีความมั่นใจจนเกินไปของเขาที่ไปจับเอาโปรเจ็กต์ใหญ่เกินตัว ไปจับเอากับความต้องการอลังการถึงขนาดที่เขาเองเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าจะทำหนังเรื่องนี้ให้เทียบชั้นกับหนังดังอย่าง "ชิคาโก้" เลยทีเดียว ซึ่งความล้มเหลวของหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่กับความไม่ประสบความสำเร็จในการทำวงดนตรีเพลงลูกทุ่งของเขานั่นเอง

คือเหมือนลูกโป่งที่พองแต่เปลือก ทว่าข้างในไม่มีอะไรเลย

การทำหนังเพลงให้ออกมาดูดีเป็นที่รู้กันอยู่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และอาจจะถึงขั้นยากที่สุดเลยก็ว่าได้

การมีเสื้อผ้าสวยๆ เริดหรูอลังการ มีจำนวนคนเยอะ การมีเพลงเพราะๆ เหล่านี้ใช่ว่าจะทำให้หนังประสบความสำเร็จแล้ว หากแต่การเล่าเรื่องและความสามารถเฉพาะของตัวละครแต่ละตัวต่างหากคือปัจจัยที่จะทำให้หนังเพลงเกิดความประทับใจและตราตรึงทว่าทั้งสองสิ่งที่ว่านั้น "ฅนปีมะ" ของเขาจะไม่มีเอาเสียเลย

แต่กับผลงานชิ้นที่สองของเขากลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จนราวกับว่าเป็นการ "คิดได้" ของตลกชื่อดังคนนี้

"หลวงพี่เท่ง" บอกเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มเกเรที่อยากจะกลับตัวกลับใจและสำนึกตัวเอง จึงได้เดินเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์บวชเป็นพระและเข้าไปจำวัดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง

ที่หมู่บ้านแห่งนี้เองนอกจากพระใหม่จะต้องปฏิบัติตนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของพระเก่าแล้ว พระหนุ่มยังจะต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะความงามงายของชาวบ้านที่มีต่อการทรงผีเข้าเจ้าต่างๆ และนั่นเองที่เป็นเหตุให้พระหนุ่มรูปนี้ต้องกลายเป็นเสี้ยนหนามของบรรดาคนที่หากินอยู่กับความเชื่อดังกล่าวต้องการกำจัด

การดำเนินเรื่อง แม้ช่วงต้นๆ จะอืดไปสักนิดและทั้งหมดอาจจะไม่ตลกชนิดหัวเราะกันจนปวดท้อง แต่โดยรวมต้องบอกว่าไม่มีอะไรเสียหายกับตัวหนังที่เน้นขายบรรยากาศแบบไทยๆ ขายอารมณ์ความเป็นชนบท การเล่นมุกมีจังหวะ และไม่หลุดไปจากเนื้อเรื่องชนิดที่ว่าเป็นการยัดๆ ใส่ๆ เข้าไป

ตัวละครแต่ละตัวทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นตัวเอกอย่าง "เท่ง เถิดเทิง" ในบทของพระหนุ่มที่แม้จะไม่ถึงขนาดที่จะน่าเลื่อมใสแต่ก็ดูสำรวมและแฝงไว้ด้วยการเป็นคนที่ไม่ยอมคน, ตัวละครที่สร้างปัญหาให้คิดได้ตลอดอย่าง "เพี้ยน" ที่รับบทโดยหนุ่ม "ทีน สราวุฒิ" ส่วนสาว "พิ้งค์กี้" ในบทของ "พะเนียง" ก็ดูน่ารักแบบสาวชาวบ้านๆ หรือแม้แต่ตัวของผู้กำกับเองในบทของมัคฑายค "ส่ง" รวมทั้งตัวโกงท่าน "เพิ่ม" ผู้หากินอยู่กับความเชื่อของชาวบ้านที่รับบทโดยสมชาย ศักดิกุล ที่รับประกันได้ในเรื่องของความฮา

นอกจากจะตัดเอาความอลังการงานสร้างต่างๆ ออกไปอย่างหมดเปลือกแล้ว เรื่องนี้ยังเป็นการเดินกลับไปหาสิ่งที่ตัวของผู้กำกับคุ้นเคยนั่นก็คือเรื่องของวัดเรื่องของพระ รวมไปถึงเรื่องของ "มุกตลก"

แม้จะไม่ใช่งานที่ง่ายนักกับการที่จะจับเอาความสำรวมของพระสงฆ์องค์เจ้ามาทำให้เป็นเรื่องขำขัน หรือจับเอา "ธรรมะ" มาเปลี่ยนเป็น "มุกตลก" แต่ก็ไม่ใช่งานที่ยากจนทำไม่ได้เลยเนื่องจากคนไทยเราล้วนแล้วแต่ผูกพันกับวัดกับพระมาตั้งแต่เด็กรวมทั้งเป็นที่รับรู้กันอยู่ว่า ภายในกำแพงแห่งศีลนี้มักจะมีเรื่องราวที่สนุกๆ แบบไม่มีพิษมีภัยอยู่เยอะแยะไปหมด อีกประการหนึ่งก็คงจะเป็นเพราะความสันทัดที่เกิดจากประสบการณ์การเป็นเด็กวัดและการทำอาชีพตลกของผู้กำกับคนนี้นั่นเองที่ทำให้งานชิ้นนี้ออกมาโดยไม่มีคำว่า "ลบหลู่" เข้ามายุ่งเกี่ยวแต่อย่างไร

ที่สำคัญในความเรียบง่ายและในความตลกนั้นใช่ว่าจะไม่มีอะไรเลย หากแต่เต็มไปด้วยแง่คิดต่างๆ มากมาย เอากันง่ายๆ แค่คำถามของลูกศิษย์เพี้ยนที่ถามหลวงพี่เท่งว่า..."ทำดีก็ได้ดี ปลูกทุเรียนก็ได้ลูกทุเรียน ปลูกเม็ดขนุนก็ได้ขนุน แต่ทำไมปลูกถั่วเขียว แล้วถึงได้ถั่วงอกล่ะ..." แค่นี้ก็เอาไปคิดกันได้ยาวชนิดที่ไม่แพ้ความฮิตของมุก...ผีแดง อาร์เซนอลที่บรรดาคอบอลทั้งหลายใช้ให้เกร่อกันแล้วในตอนนี้

ถามคนรุ่นเก่า แน่นอนว่าหลวงพี่เท่งอาจจะยังไม่ทำให้เกิดความประทับใจหรือว่าซาบซึ้งขึ้นไปถึงชั้นหนังอมตะอย่างเรื่อง "หลวงตา" แต่อย่างไร แต่ถ้าถามคนรุ่นใหม่แล้วละก็เชื่อว่าหลายคนจะต้องแอบปลื้มหลวงพี่รูปนี้อยู่เหมือนกัน

แม้ผู้คนบ้านเราอาจจะดูไกลวัดไปบ้างในสังคมปัจจุบัน แต่การที่กระแสของการตอบรับของหลวงพี่เท่งที่มีต่อหนังเรื่องนี้ชนิดที่เอาชนะตลกมุกควายของวัยรุ่นใน "ทวารยังหวานอยู่" รวมทั้งตลกเรตเอ็กซ์อย่าง "จี้" ได้อย่างสบายๆ นั้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าการห่างไกลดังกล่าวเป็นการไกลที่เกิดจากความจำเป็นทางการดำเนินชีวิตบีบบังคับเท่านั้น ทว่าโดยพื้นฐานทางจิตใจแล้วเชื่อว่าหลายคนพร้อมที่จะเดินกลับไปหาความเรียบง่าย ความสวยงามของวิถีชีวิตแบบชาวบ้านๆ อยู่ตลอดเวลา

กับรายได้กว่า 54.1 ล้านบาทภายในเวลา 4 วันแรกของการเปิดตัว (3 - 6 มีนาคม) ถ้าเป็นการฟลุ้คก็ต้องบอกว่าเป็นการฟลุ้คที่น่าทึ่งของ "หลวงพี่เท่ง" จริงๆ


จาก
http://www.thaiday.com/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9480000033492

ขุนศรี1972
09-03-2005, 06:17 AM
ดีใจจังค่ะ

A~MING
09-03-2005, 05:50 PM
ไปดูมาแล้วคะ สนุกมากคะ แต่เสียเรื่องการตัดต่อที่เหมือนกับเอามาแปะๆ ถ้าเรียงดีกว่านี้ก็ใช้ได้เลย ส่วนอื่นใช้ได้ๆ

บัวใต้น้ำ
09-03-2005, 06:24 PM
ผมไปดูมาแล้ว รู้สึกงั้นๆครับ
แต่ก็ดีน่ะครับทีได้ไปดูหนังเกี่ยวกับศาสนา
เพราะให้เข้าใจมุมมองของชาวบ้าน
หรือของคนธรรมดาที่มีต่อพระสงฆ์
ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้สะท้อนมุมมองตรงนี้ได้ดี

ส่วนหนังอีกเรื่องที่อยากดูคือหนังที่เป็นชีวประวัติของแม่ชี ศันสนีย์
อีกหน่อยคงมีให้บูชาทีเสถียรธรรมสถาน

zipper
09-03-2005, 10:45 PM
อ่า 50 กว่าล้านแล้วเหรอ ไปดูมาแล้วเหมือนกัน ฮาดี ก็รู้สึกว่าทำดีกว่าคนปีมะนะ

ดาวหางสีเงิน
10-03-2005, 03:06 AM
จะลองไปดูครับ

THE WORLD
10-03-2005, 08:40 AM
ไปดูมาแล้ว เป็นหนังไทยอีกเรื่องนึง ที่ตัดสินใจเข้าไปดูในโรงหนัง ดูแล้วไม่เสียใจครับ คุ้มกับเงินที่เสียไป ออกจะเกินคุ้มเสียด้วยซ้ำ (จากที่ไม่เคยดูหนังไทยในโรงหนังเลย ซื้อแต่แผ่นมาดู ถึงขนาดว่าซื้อแผ่นมาดูยังเสียดายตังค์เลย เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา "ดู") ใครที่ยังไม่ได้ดู ก็ไปดูเถอะครับ รับรองไม่เสียใจครับ

Kamen rider
11-03-2005, 02:27 AM
http://pics.manager.co.th/Images/548000003774601.JPEG


โดนด่ายับเมื่อครั้งกระโดดมานั่งแท่นผู้กำกับครั้งแรกใน "ฅนปีมะ" มาคราวนี้ตลกรุ่นลายคราม "โน้ต - เชิญยิ้ม" ออกมาแก้ตัวลบคำสบประมาทอีกครั้งด้วยการเข็นหนังเรื่องใหม่ "หลวงพี่เท่ง" โดยได้ตลกเงินล้าน ฝีมือดีอย่าง "เท่ง เถิดเทิง" เป็นตัวชูโรง

ครั้งนี้ดูจะมั่นอกมั่นใจเป็นพิเศษถึงส่วนหนึ่งก็มาจากความสดตลกของหนุ่ม "เท่ง เถิดเทิง" ที่มีแฟนคลับทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่คอยตามกรี๊ดอยู่แล้ว ประกอบกับพล็อตเรื่องที่ดูมีเนื้อหาสาระกว่าครั้งก่อนและก็ไม่ผิดหวังเพราะ "หลวงพี่เท่ง" เก็บไปแล้วกว่า 50 ล้านบาทเลยทีเดียว

"ผมเชื่อว่าไปได้ดี ถ้าไม่มั่นใจผมไม่กล้าให้ข่าวนี้ คำพูดเป็นนายเรานะ แล้วผมมั่นใจกระแสที่เราไปเช็ค ยกตัวอย่างโรงหนังเวลาสั่งก๊อปปี้จะก็อปปี้เดียวนี่บางโรงสั่งถึง 3 - 4 ก็อปปี้ หลายคนดูก็บอกว่าตลก ซึ่งตัวอย่างที่ฉายไปแค่แป๊บเดียว"

"อีกอย่าง เพราะเท่งเขาสดผมมั่นใจเพราะเท่ง เถิดเทิงเขามีแฟนประจำของเขาอยู่ นักเรียนนักศึกษาก็จะเป็นแฟนเท่งเขาเยอะมาก แล้วทีน พิ้งค์กี้ก็เล่นหนังเรื่องแรก เขาสามคนเล่นดีมาก ที่มั่นใจผมกับเท่งไม่เคยทำงานร่วมกันแต่รักกันมาร่วม 20 ปี คบกันมา รู้จักกันมา"

เหมือนเป็นการชี้ชะตา การเป็นผู้กำกับในอนาคตด้วยหรือเปล่า?

"ผมก็ลุ้นๆ อยู่เหมือนกัน แต่คิดแล้วว่าไม่น่าจะมีปัญหา คนที่เขาตัดต่อเท่าที่ผมดูผมว่าเขาทำดีมาก อย่างพี่ปึ๊ด ธนิตย์เขาดูก็ยังบอกเลยว่าไอ้โน้ตหนังเรื่องนี้ของมึงดีมาก คิดว่าคนดูเขาก็น่าจะชอบด้วย"

ถึงกระนั้นเจ้าตัวก็อยากให้มาดูพัฒนาการในการทำหนังของตัวเองมากกว่า
"ผมอยากให้มาดูพัฒนาการการทำงานของผมมากกว่า จริงๆ แล้วภาษาฟิล์มมันจะยากกว่าอะไรทั้งหมดเป็นงานศิลป์ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนเยอะ บางคนก็บอกว่าเป็นหนังที่ทำขึ้นเพื่อการแก้ตัวหรือเปล่า ผมอยากให้คนที่จับจ้องดูผมมาดูพัฒนาการของการทำงานมากกว่า"

"คนเราทำไมต้องมี ม.1 ม.2 ม.3 ม4 ม.5 ผมก็มีการพัฒนาบังเอิญว่าทำสะดวกกว่าเรื่องที่แล้วเราเริ่มรู้ขึ้น บริษัทก็เริ่มเปิดกว้างมากขึ้นที่จะที่จะเอาใครมาเล่น ก็เรื่องที่แล้วมันต่างกัน ผมมั่นใจในเรื่องของภาพอย่างพล็อตเรื่องมันก็ตลกอยู่แล้ว คราวที่แล้วบังเอิญเราไปนึกถึงเพลงมากไปนิดนึง มุกก็เลยหาย เพราะนั้นเรื่องนี้ก็เลยกระหน่ำซะจนเบรกแรกยันเลิกเลย"

โดนด่ามาเยอะ คราวนี้เลยเก็บทุกรายละเอียดข้อผิดพลาดมาแก้ไข หนังเรื่องนี้จึงมีทั้งสาระ ความรู้ คติสอนใจแทรกอยู่เพียบ

"มันไม่ใช่เรื่องผิดพลาดแต่เป็นการมองอีกมุมนึง ไม่ได้โกรธแต่มีน้อยใจที่กับบางข้อความที่มันดูแรงไปหน่อย ศิลปะมันมีหลายมุม เราไปมองว่าเอ๊ะมันมีเพลง มันมีเต้นรำน่าจะดี พอดูวัยรุ่นไม่รู้จักเพลง เรารู้จักอยู่คนเดียว ก็เลยคิดว่าเอ๊ะเราบ้าหรือเปล่าก็เลยมีการปรับมันขึ้นมานอกจากเรื่องนี้เป็นผู้กำกับให้เท่งเล่นแล้ว ผมยังลงไปเล่นเต็มตัว เหมือนเรื่องที่แล้วออกมานิดเดียวก็มีคนว่า คนดูแฟนๆ ผมว่าทำไมผมไม่ลงไปทำงานตรงนี้ ดังนั้นเรื่องนี้ก็เลยได้ลงไปเต็มที่"


"หนังเรื่องนี้ไม่มีการสูบบุหรี่ ไม่มีลามกมันมีแต่ธรรมมะที่มีรอยยิ้มทำให้ยิ้มได้ในตัวตรงนี้ ให้คติสอนใจโดยเนื้อหาจะผ่านตัวพระคือหลวงพี่เท่ง มีคติสอนใจแฝงอยู่แนวตลกนิดๆ ไม่ซีเรียส ผมรับรองว่าไม่ใช่แค่ความสนุกเท่านั้นยังมีอะไรดีดีอีกเยอะ"

ไม่ใช่แค่มุกตลกที่จะได้ฮากันตลอดทั้งเรื่อง ฉากเศร้าเคล้าน้ำตาก็มีให้ดูกันเหมือนกัน

"ฉากที่หลวงพี่โดนไล่ออกจากวัดนั้นผมจะใช้อดีตของหลวงพี่เข้ามาด้วย แล้วมันจะมีเพลงกล่อมลูกแว่วๆ มาระหว่างที่แม่ไปเยี่ยมหลวงพี่เท่งที่ติดคุกอยู่ ผมว่ามันเรียกน้ำตาได้ ผมไปดูเป็น 10 ครั้ง ใส่เพลงไป ดูที่เขาตัดต่อแล้วขนลุก"