PDA

View Full Version : ผมหลุดมิติ จากการเดินทางไปจักรวาลคู่ขนาน


WebSnow
08-10-2004, 05:55 PM
เวลา 1:30 26 ธันวาคม 2545

ผมจูนจิตเดินทางไปโลกขนาน
1 มองเห็นผาบ้านโลกขนาน(ที่เป็นอดีต) ขนาดเท่าของจริง
2 ผมถอดจิตเดินทางไปโลกขนาน ตามที่เห็น
3 ช่วงนั้นรู้สึกว่าร่างกายมีพลัง
4 พอถึงโลกขนาน ผมเอามือเปิิดประิิิิิิิิิิตูบ้าน แสงสว่างจ้า เวลานี้ และออกไปข้างนอกบ้าน
5 ผมมองเท้าตัวเอง เห็นขาตัวเองชัดเจน
6 แปลก ผมยกแขนตัวเอง มองเห็นแขนตัวเองแบบจางๆ แทบมองไม่เห็นเลย แต่ผมมองเห็นทุกสิ่งรอบข้าง แขนเกือบจะโปร่งแสง
7 ผมเดินเข้ามาในบ้านยกแขนมาดูอีก รู้สึกว่ามองแขนได้ชัดขึ้นนิดนึง
8 ผมดึงจิตกลับร่าง

--- หลุดมิติ ---
9 ถอดจิตออกอีกคั้ง แต่ไม่เห็นโลกคู่ขนานก่อน ผมรู้สึกว่าผมลอยไปไหนก็ไม่รู้อย่างเร็ว จนเสียว ลอยขึ้นและลง ผมดึงจิตกลับร่าง เข้าออก หลายครั้ง รู้สึกว่าลอยผ่านโลกอะไรก็ไม่รู้
10 ผมไปตกที่นึง เป็นสถานที่ให_่อลังการมากๆ เป็นแอ่งเหล็ก
11 ผมลอยเข้าไปพบพระกำลังนั่งสวด เป็นภาษาบาลี เห็นประมาณ4รูป วัดให_่อลังการมากๆ ผมก็นั่งพนมมือไหว้
12 ผมเหาะไปอีกที่นึงเร็วมาก เสียวจนกลัว ผมเรียกให้เทวดามาช่วย ท่านมาช่วย2องค์ ท่านยื่นมือเข้ามาผมเกาะแขนท่าน แขนเล็กๆ เทวดานี่ใจดีจริงๆ พอผมเกาะแขนท่านทั้ง2ผมรู้สึกไม่ค่อยกลัวเหมือนแต่ก่อน
ผมก็ไม่รู้ว่าเหาะไปไหน เพราะว่าเหาะไปตามแรงดึง
ดึงจิตกลับร่าง
------------------------------------------------------------

ครั้งนี้ ระหว่างการเดินทาง ผมรับสัมผัส เป็นเสียงต่างๆ นี่ไม่ใช่ภาษา ไม่ได้ยินจากหู เป็นสัมผัสการรับรู้

++++++++++++++++++++++++++++++++

การทดลองครั้งนี้ บอกว่า

+ เวลาเดินทางไปโลกขนาน ถ้าผมไม่กำหนด ปลายทาง ผมจะลอยแคว้งคว้าง หลุดไปเลย

+ การหาปลายทางเหมือนเป็นการปรับค่าต่างๆ ถ้าปรับค่าแบบไม่เห็นปลายทาง ผมจะลอยไไปแบบไม่มีทิศทาง

+หลักการเดินทางไปโลกขนานได้น่าจะเป็นความจริง เดินทางแบบ7มิติ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ประมาณ 40 กว่าๆ


************************************
เขียนเมื่อ 26/12/2545... 13:59

editor
11-09-2005, 02:08 PM
ทำอย่างงั้นได้จิงหรอ แล้วมันเปนไงอ่ะอยากรู้

ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5
11-09-2005, 02:38 PM
โลกคู่ขนานที่คุณพูดถึงนี่ เท่าที่ผมเข้ามาในเวปนี้มาเกือบ 3 ปี ผมเห็นคุณพูดถึงมาตลอด แต่ผมก็ไม่ค่อยได้สนใจ แต่ตอนนี้ผมชักสนใจแล้วสิ เพราะเห็นคุณพูดถึงมันถี่มากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านนี่ ที่ผมอยากรู้คือ
1. นิยามของโลกคู่ขนานคืออะไร (ขอแบบวิทยาศาสตร์นะครับ เพราะฟังแล้วเชื่อถือได้สูง)
2. มีกฎทางฟิสิกส์อะไรที่สามารถยืนยันการมีอยู่จริงของโลกคู่ขนาน
3. การไปโลกคู่ขนานนอกจากการไปแบบฝันหรือการกำหนดจิตไป มีวิธีไปทางคณิตศาสตร์หรือไม่ ถ้ามีข้อมูล ให้ลิงค์ไว้จะขอบคุณมากเลย เพราะวิธีการไปแบบฝันหรือไปด้วยจิต มันเป็นปัจจัตตังเกินไปครับ อยากให้ได้ผลออกมาในรูปแบบปรนัย คือใครๆก็สามารถเข้าถึงโลกคู่ขนานได้ ถ้าเข้าใจกฎคณิตศาสตร์และฟิสิกส์

WebSnow
13-09-2005, 12:29 AM
โลกคู่ขนานที่คุณพูดถึงนี่ เท่าที่ผมเข้ามาในเวปนี้มาเกือบ 3 ปี ผมเห็นคุณพูดถึงมาตลอด แต่ผมก็ไม่ค่อยได้สนใจ แต่ตอนนี้ผมชักสนใจแล้วสิ เพราะเห็นคุณพูดถึงมันถี่มากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านนี่ ที่ผมอยากรู้คือ
1. นิยามของโลกคู่ขนานคืออะไร (ขอแบบวิทยาศาสตร์นะครับ เพราะฟังแล้วเชื่อถือได้สูง)
2. มีกฎทางฟิสิกส์อะไรที่สามารถยืนยันการมีอยู่จริงของโลกคู่ขนาน
3. การไปโลกคู่ขนานนอกจากการไปแบบฝันหรือการกำหนดจิตไป มีวิธีไปทางคณิตศาสตร์หรือไม่ ถ้ามีข้อมูล ให้ลิงค์ไว้จะขอบคุณมากเลย เพราะวิธีการไปแบบฝันหรือไปด้วยจิต มันเป็นปัจจัตตังเกินไปครับ อยากให้ได้ผลออกมาในรูปแบบปรนัย คือใครๆก็สามารถเข้าถึงโลกคู่ขนานได้ ถ้าเข้าใจกฎคณิตศาสตร์และฟิสิกส์

1. นิยามของโลกคู่ขนานคืออะไร (ขอแบบวิทยาศาสตร์นะครับ เพราะฟังแล้วเชื่อถือได้สูง)

ถ้าจะให้ตรงแปะๆต้องเปิดหนังสืออ้างอิง...
ที่ผมพอจำได้คร่าวๆ
- จักรวาลคู่ขนานเป็นจักรวาลที่อยู่ซ้อนกับจักรวาลเรา มีสิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ และมีโลกอดีตและปัจจุบันกำลังดำเนินชีวิตอยู่ในอีกจักรวาล ** มีคนหน้าตาเหมือนเรา**
- เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
- ระยะห่างกับจักรวาลเราไม่กี่มิลิเมตร มีจำนวณเป็นอนันต์


2. มีกฎทางฟิสิกส์อะไรที่สามารถยืนยันการมีอยู่จริงของโลกคู่ขนาน

ที่ทราบว่ามีจักรวาลคู่ขนาน เนื่องจาก
มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์เมื่อหลายสิบปีก่อน ชื่อ การทดลอง double slit experiment


การทดลองโดยการยิงอนุภาคของ electron 1 ตัว ผ่านไปที่กระดาษที่เจาะรูไว้2รู
แล้วหลังกระดาษมีฉากกั้น

ผลออกมาคือ อนุภาคของeletron 1 ตัวเมื่อยิงไป จะวิ่งผ่าน รูของกระดาษทั้ง2รูในเวลาเดียวกันพร้อมกัน จึงทำให้ทราบว่า electron มีคุณสมบัติเป็นคลื่นและอนุภาค

แล้วการทดลองเรื่องของแสง ยิงแสงไปที่ รูปคู่ แสงจะวิ่งผ่านูคู่นั้นแล้วไปปรากฏที่ฉากรับ จำนวณมาก ไม่ใช่สอง..เกิดจากการสอดแทรกของคลื่น

ทำให้สันฐานว่า สิงที่อยู่บนโลกเรา 1 อันจะมีจำนวณมากซ้อนอยู่ ดั่งการทดลอง
รวมๆกันแล้วจักรวาล จักรวาลแบบนั้นเรียกว่าจักรวาลคู่ขนาน คล้ายๆกับการทดลองเรื่องของแสง

อ่านต่อเรื่องการทดลอง
http://www.google.com/search?hl=th&q=double+slit+experiment++parallel+universe


3. การไปโลกคู่ขนานนอกจากการไปแบบฝันหรือการกำหนดจิตไป มีวิธีไปทางคณิตศาสตร์หรือไม่ ถ้ามีข้อมูล ให้ลิงค์ไว้จะขอบคุณมากเลย เพราะวิธีการไปแบบฝันหรือไปด้วยจิต มันเป็นปัจจัตตังเกินไปครับ อยากให้ได้ผลออกมาในรูปแบบปรนัย คือใครๆก็สามารถเข้าถึงโลกคู่ขนานได้ ถ้าเข้าใจกฎคณิตศาสตร์และฟิสิกส์

มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ต่างประเทศคำนวณและคิดค้นการเดินทางไปจักรวาลคู่ขนานและสามารถไปอนาคตและโลกอดีตได้ คือ ยิงแสงแล้วเดินทางผ่านมิติ......แต่ไม่สามารถทำได้....ผมเคยเห็นเว็ป ตอนนี้หาไม่เจอ....


***************

ตอนไอสไตน์มีชีวิตอยู่ก็เชื่อ ว่า มีจักรวาลคู่ขนาน

Banpong
22-09-2005, 07:28 PM
พี่ครับพี่ทำไงกันอยากรู้จิงเห็นเเล้วอยาก

surapong2you
22-09-2005, 07:53 PM
อยากคุยกับคุณ websnow เป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ
คุณ websnow ช่วยแนะสถานที่ฝึกกรรมฐานหน่อยได้ไหมครับ

ธรณี
30-09-2005, 03:20 PM
ผู้ที่จะไปจักรวาลคู่ขนานได้จะต้องถือศีลขั้นต่ำคือ ศีล 5 มีจิตใจบริสุทธิ์ ตั้งจิตให้เกิดสมาธิภาวนา กำหนดจิตอยู่กับคำภาวนาจะเกิดปัญญา และได้ญาณสามารถรู้ได้ในสิ่งที่ตนเองอยากรู้ สงสัย บางคนมีจิตที่โลดโผน ชอบกำหนดไปโน่นไปนี่ เหาะเหินเดินอากาศแล้วแต่จะไป แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ต้องทำ คือต้องไปให้ถึงนิพพานฯ ไม่ใช้มัวแต่เล่นจิตไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ จะทำให้เสียเวลาปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งสู่นิพพานฯ จะได้หลุดพ้นจากการเวียน ว่ายตายเกิดเสียที

พ่อมดโลจิ
08-11-2005, 12:59 AM
ผมสนับสนุนความคิดของเว็บสโนว์นะ เพราะไม่ได้มีแค่เว็บโนว์ที่เคยไปมิติแบบนี้ ผมเองก็เคยถูกดึงเข้าไปในต่างมิติหลายครั้ง แต่ไม่ได้ไปเที่ยวนะครับ ไปเพื่อกำจัดอวิชาหรือความไม่รุ้ เพราะไม่รู้จึงกลัว แต่ในที่สุดเมื่อผมกลับออกมาจากมิตินั้นได้ผมก็ไม่รู้สึกว่ากลัวอะไรอีกเลย และมีคนมาบอกด้วยว่า ผมผ่านการทดสอบ ล่าสุดนี่เกือบจะถูกดูดเข้าไปในหลุมดำที่มีพลังดึงดูดมหาศาลครับ แต่ว่านั่นทำให้ผมสามารถดึงพลังจิตออกมาได้ครับ ผมไม่รู้ว่าเป็นพลังจิตชนิดไหนนะ แต่ตอนที่กำลังจะถูกดูดไป ผมตะโกนอย่างสุดเสียงว่าหยุด แล้วมันก็หยุดจริงๆ หลุมดำหายไป แต่ผมยังจำตำแหน่งของประตูมิตินั้นได้ครับ 45 องศา เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า ทางทิศใต้ ผมคิดว่าประตูมิติแบบนี้มีอยู่ทั่วไปในจักรวาล เพียงแต่จะมีใครเห็นมันรึเปล่าแค่นั้นเอง และที่ที่ผมรู้ว่ามีประตูมิติอยู่นะ วันแค่เส้นผมบังภูเขาครับ มันเป็นผลดีกับคนที่สามารถเข้าไปในต่างมิติได้นะครับ เพราะอย่างน้อยเมื่อกลับออกมาก็จะได้อะไรบางอย่างหรือหลายอย่างติดตัวมาครับ แต่ของผมต่างจากคนอื่นก้คือ ไม่ได้ฝึกเองครับ แต่มีเทพมาช่วยเหลือในการทดสอบแต่ละอย่าง อีกอย่างหนึ่งครับ เวลาซ้อนกันเป็นแผ่นนะครับ ไม่ได้เป็นเส้นตรง เพราะถ้าเวลาเป็นเส้นตรงอย่างที่คนทั่วำแข้ใจ การบรรลุต่างๆยังอยู่ข้างหน้าไม่สามารถไปถึงได้ แต่คนที่สามารุมองเห็นเวลาเป็นแผ่นซ้อนกันได้ ก็คือ มองเห็นความสำเร็จอยู่ข้างหน้าครับ มันเป็นคำสอนที่มีทั้งทางพุทธและของเชนครับหรือซ็อกเจนของทางธิเบตนั่นเอง มันก็คือจันทร์ในบ่อ คือ จิตที่สงบนิ่ง ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าเรามองดูที่แม่น้ำแล้วเห็นดวงจันทร์กลมๆอยู่ คุณคิดว่าเป้นเพราะอะไร ระหว่างดวงจันทร์กับแม่น้ำ คำตอบก้คือ การที่เรามองเห็นดวงจันทร์กลมๆได้นั้นเพราะ น้ำมีความสงบนิ่งครับ อีกนัยหนึ่งก้คือ น้ำก็เปรียบเสมือนแผ่นโปรเจคเตอร์หรือจอหนัง เมือเวลาเราฉายหนังไปกระทบและทำให้เกิดภาพขึ้นมานั่นเองครับ มันคือเชนหรือฌาน นั่นเองครับผม แล้วคุณจะเห็นตัวคุณเองถ้าคุณอยู่ในสภาวะจันทร์ในบ่อ ส่วนการสัมผัสต่างๆของผมในต่างมิตินั้นเป็นมัลติมีเดียครับ เห็นภาพ ได้ยินเสียง มีความรู้สึก แต่ไม่สามารถแก้ไขหรือจับต้องได้ครับ แต่การใช้อำนาจจิตนั้นทำได้ครับเช่นไปไหนไหนได้ ทำอะไรก็ได้แต่เฉพาะกับตัวเราเท่านั้นนะครับ พลังจิตของเราไม่มีผลกับสิ่งที่อยู่ในมิติคู่ขนานครับ และนี่ก็เป้นอีกเหตุผลว่าทำไมไปในอดีตหรืออนาคตได้แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้นั่นเองครับ

มีบ้านแต่ไร้กุญแจ
10-12-2005, 12:07 AM
...

stefa
11-12-2005, 04:40 PM
มนุษย์ไม่สามารถเดินทางไปในมิติคู่ขนานได้ด้วยตัวเอง

จะต้องถูกกำหนดและมีผู้นำพาไป

หลุมดำก็คืองวงช้างหรือประตูแห่งมิติ

การเปิดใช้ก็เพื่อภารกิจโดยเฉพาะ

stefa
11-12-2005, 04:42 PM
มิติคู่ขนานไม่มีอดีตและอนาคต

มีแต่ปัจจุบัน

stefa
11-12-2005, 04:44 PM
การเห็นภาพอนาคตและอดีตไม่ใช่อยู่ในมิติคู่ขนาน

แต่เป็นเสมือนภาพยนตร์ที่มีมิติมากกว่าหนังทีวี

stefa
11-12-2005, 04:46 PM
กฎเหล็กของมิติแห่งผู้สร้างก็คือ

stefa
11-12-2005, 04:47 PM
ห้ามนำสิ่งของเคลื่อนย้ายข้ามมิติ

มาตัวเปล่ากลับตัวเปล่า

ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5
12-12-2005, 10:45 AM
ไปรู้มาจากไหนครับ มีตำราอะไรไว้เหรอครับ กรุณาแนะนำด้วย อ้อ ผมขอสมการคณิตศาสตร์เกี่ยวเรื่องนี้ซักสมการจะได้มั๊ยครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

stefa
12-12-2005, 02:06 PM
stefaมาจากมิติคู่ขนาน

เข้าๆออกๆ

stefaเริ่มเปิดเผยจากwebsideนี้

ความภาคภูมิใจนี้ให้เกียรติแก่ประเทศไทยจริงๆ

stefa
12-12-2005, 02:17 PM
ให้มนุษย์คอยสังเกตจับตาดูการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างให้ดี

การเปลี่ยนแปลงจะค่อนข้างรวดเร็ว

ให้สังเกตุดูข่าว รายละเอียด และสรุปภาพรวม

สูตรสมการคณิตศาสตร์แบบไม่รู้จบ

เหลือเชื่อเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้

ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5
12-12-2005, 02:35 PM
มีหรือป่าวครับ ระบบหรือรูปแบบชีวิต ที่มีตัวตนอยู่ในภาวะเหนือกาลเวลาหรือไม่มีเวลาเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้ามีขอตัวอย่างด้วยครับ

stefa
12-12-2005, 02:43 PM
ข้างบนและข้างล่างเวลาจะตรงกันเป๊ะ

เพื่อการควบคุมข้างล่าง

ข้างบนจะเป็นระบบแอนนิเมชั่น

รวดเร็วทันใจ

24ชั่วโมงทำงานได้มากมาย

เติมบุญ
20-12-2005, 09:25 PM
(bb-flower (b-inlove) (b-hmm) อยากรู้จังว่าวิธีใดที่จะรวมจิตได้เร็วแล้วสามารถเดินทางไปยังโลกคู่ขนานได้เร็ว เคยทำได้แล้วเจอหลุมดำครั้งหนึ่งตอนนั้นอายุ 11 ขวบแต่ก็ต้องหยุดเพราะกลัวไม่ได้กลับมาอีก ตอนนั้นไม่มีอาจารย์สอบอารมณ์เพราะฝึกเองจากการอ่านหนังสือของพระแล้วลองทำตามโดยใช้พุทโธกำหนดลมหายใจ หยุดไปนานเพิ่งกลับมาเริ่มไม่กี่ปีกิเลสก็หนาซะแล้วแต่ก็พยายามนะ

stefa
21-12-2005, 04:51 PM
ตั้งใจทำคุณงามความดีด้วยจิตที่บริสุทธิ์จริงๆ

เมื่อความดีอิ่มตัว จิตก็สามารถตั้งจิตอธิษฐานขอเบื้องบน

ประทานอนุญาตผู้นำพาและจัดเตรียมสถานที่เพื่อการเที่ยวชมมิติคู่ขนาน

แต่ถ้าความดียังไม่ถึงจุดอิ่มตัว การตั้งจิตก็ยากที่จะทำได้

การไปเที่ยวมิติคู่ขนานจะต้องดูscaleวัดความดีงามของแต่ละคนด้วย

stefa
21-12-2005, 04:53 PM
มิติคู่ขนานกับโลก

stefa
21-12-2005, 05:03 PM
คือมิติแห่งพระผู้สร้างมีมิติเดียว

มนุษย์ไม่สามารถล่วงล้ำเข้าไปได้ด้วยพลังจิตอย่างเดียว

การถอดจิตทำให้จิตล่องลอยไม่ได้เข้าไปในมิติคู่ขนาน

แต่เป็นมิติของโลกปัจจุบัน

โลกคู่ขนานไม่มีพระวัดการสวดมนต์

โลกคู่ขนานไม่มีสิ่งใดๆเหมือนโลกมิติปัจจุบันของเรา

เด็กคนแก่ไม่มี

มีแต่วัยหนุ่มสาวล้วนๆ

ทุกคนไม่ได้อยู่เสวยสุข

แต่ทุกคนเท่าเทียมกัน

ทำงานเพื่อมนุษย์ชาติเท่านั้น

ไม่มีเงินทองเป็นของตอบแทน

stefa
21-12-2005, 05:16 PM
เพราะฉะนั้นมนุษย์ไม่สามารถใช้อภิญญาหรือพลังจิตเจาะทะลุมิติได้หรอก

การทำงานเป็นความลับและละเอียดทุกขั้นตอน

จิตวิทยาดิบๆสดๆใช้เป็นพื้นฐานในการทำงานทุกขั้นตอนทุกรูปแบบ

เพราะฉะนั้นศาสนาทุกศาสนา

หนังสือธรรมมะ พระไตรปิฎก คัมภีร์ไบเบิล คัมภีร์อัลกุรอ่านทั้งหลาย

จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ในการสร้างสรรค์งานทุกขั้นตอน

อุปสรรคที่เกิดจากศาสนามีมากมายนับไม่ถ้วน

มิติที่อยู่เหนือจะมองเห็นความผิดพลาดมากมาย

มนุษย์ตัวเล็กตัวน้อยมองภาพรวมมุมมองรวมไม่ออก

ภาพกว้างจะชัดเจนกว่า

stefa
21-12-2005, 05:26 PM
มีคนโพสต์ให้stefaตกนรกหลายคน

เหมือนกับว่าstefaเป็นคนไม่มีศาสนาลบหลู่ครูบาอาจารย์

จริงๆแล้วstefaตั้งใจจะเสนอความจริงให้มนุษย์รู้

ใครเข้าใจstefaจริงๆ

แสดงให้เห็นว่าคนผู้นั้นเข้าใจและรู้สถานะของstefaดี

สถานะของstefaจริงๆแล้ว

ไม่มีมนุษย์คนใดเข้าถึงตัวได้

ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5
21-12-2005, 06:03 PM
ความรู้ที่ควรค่าแก่การได้รู้ คือควรจะถ่ายทอดออกมาเป็นสายให้จบๆไปเลยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นี่คุณพี่เล่นกั๊กไว้ แล้วก็หว่านนิดหว่านหน่อย ขาดช่วงไม่ต่อเนื่องกันเลย แล้วที่คุณพี่ถูกคนอื่นเค้าหมั่นไส้สาเหตุก็น่าจะมาจากการ พูดทีละส่วนไม่ต่อเนื่องนี่แหละ คิดดูสิคับ คนที่รับเอาเพียงส่วนๆหนึ่ง และไม่ได้รับรู้ส่วนที่อยู่ก่อนหน้านั้น จึงไม่รู้ว่าคุณพี่จะสื่ออะไร เค้าก็ตัดสินคุณพี่ทั้งหมดจากส่วนที่เค้ารับมาเพียงส่วนเดียว
เห่ะๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ถึงการแสดงออกของความรู้สึกชอบหรือชังของคน ให้สังเกตุการกดรีโมทย์เปลี่ยนช่องดูทีวี สมมติว่าคาบของการกดรีโมทย์ในการเปลี่ยนช่อง 1 ช่อง เท่ากับ 30 วินาที ซึ่งช่วงเวลา 30 วินาทีนี้ จะเป็นช่วงเวลาการตัดสินใจว่าชอบหรือไม่ (ชอบก็ดูต่อ ไม่ชอบก็เปลี่ยน) ซึ่งจริงๆแล้วการกระทำเยี่ยงนี้จะทำให้พลาดในสิ่งที่ตนเองอยากรู้ไปมากโขเอาการ สาเหตุเพราะไม่ได้ดูมาตั้งแต่ต้น ผ่านตาแวบเดียว ก็ตัดสินรายการนั้นว่าไม่ถูกใจเอาซะแล้ว(อย่างเช่นหนังสนุกๆ แต่มีช่วงที่น่าเบื่อแต่เราดันไปเปิดเจอช่วงนั้นพอดี)
เอาล่ะ ! ท่านอยากเสนอสิ่งใหม่ให้ ก็เสนอมาเป็นฉากๆเลยดีกว่าละกัน เอาแบบทิดอุทัย สามจ้อย ยิ่งดีมาก โพสต์ทีนึงอ่านกันตาลายเลย

stefa
22-12-2005, 01:29 PM
stefa จะถ่ายทอดความรู้ให้เรื่อยๆแต่ว่าต้องค่อยๆปล่อย

คลื่นแห่งความคิดต้องค่อยๆรู้ทีละเรื่องทีละเรื่องไป

จะทับถมลงไปทีเดียวมนุษย์จะไม่เข้าใจ

ต้องมีเหตุผลที่ทยอยไหลเข้ามาแบบธรรมชาติตามกระทู้ในแต่ละวัน

เหมือนข่าวหรือโฆษณาในทีวีวิทยุหนังสือพิมพ์ที่ไหลเข้ามาตามเหตุการณ์

คลื่นแห่งจิตจักรวาลจะส่งคลื่นตามเหตุผล

stefaก็จะอธิบายตามสมควรแห่งเวลาด้วย

stefa
22-12-2005, 01:42 PM
มนุษย์ต้องศึกษาให้ละเอียดพิจารณาให้ดีก่อนที่จะว่ากล่าวใคร

stefaไม่โกรธและโทษใครหรอก

stefaเคยบอกแล้วว่าศึกษาstefaให้ดี

คุณผู้พ่ายแพ้ขันธ์5นี่ก็ดีรู้จักถาม อธิบาย

จากการที่คุณโพสต์มาข้างบนนี่

เรื่องกดรีโมททีวีแสดงให้เห็นชัดเจนมากขึ้นว่า

คุณรู้จักวิธีอธิบายเรื่องราวได้ง่ายและละเอียดดีขึ้น

รู้จักเปรียบเทียบการกระทำเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อความเข้าใจ

โดยใช้วิธีการกระทำของมนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวันของทุกคนอธิบาย

stefaชอบมาก

อยากให้ทุกคนใช้วิธีการนี้ในการโพสต์

แสดงความคิดเห็นที่ดีบ้างเพื่อสื่อให้เห็นถึงตัวตนของตนเอง

ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5
22-12-2005, 06:36 PM
หรือว่าเป็นลูกศิษย์ของท่าน ข้าพเจ้าเคยผ่านตามานิดหนึ่ง ในเรื่องจิตจักรวาล ไม่ค่อยเข้าใจอะไรลึกซื้งเท่าไหร่นัก เพราะไม่ได้ใช้ความคิดเพ่งพิจารณาเท่าที่ควรจะทำ อ่านผ่านๆเท่านั้น ตอนนั้นข้าพเจ้าชื่นชมแนวคิดของท่านอยู่เหมือนกัน ข้าพเจ้าเข้าใจเอาเองว่าท่านผู้นี้ต้องการที่จะสื่อว่า
ทุกสรรพสิ่งมีความเป็นเอกภาพ และอาศัยซึ่งกันและกัน
เป็นแนวคิดเชิงบูรณาการที่มองทุกสิ่งทุกอย่างไม่ต่างกัน โดยใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์เข้าไปจับ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ยังล้วงไปถึงก็มีซึ่งอันนี้ขอยกไว้ไม่กล่าวถึง แต่เมื่อข้าพเจ้ากลับมาพิจารณาด้วยกำลังสติปัญญาตัวเองที่มีเท่าหางอึ่งนั้น ข้าพเจ้ามองเช่นนี้...
แม้ว่าแนวคิดนี้จะเป็นจริง นั่นหมายถึงภาวะจิตทุกภาวะ จะต้องพัฒนาตัวเองให้สูงขึ้น เพื่อเข้าไปรวมกับจิตจักรวาลนั้น อันนี้ข้าพเจ้าว่าเป็นไปได้เพียงในความคิดเท่านั้น การกระทำจริงๆของในการพัฒนาภาวะจิตให้สูงขึ้น แล้วไปรวมกับจิตจักรวาลนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะการจิตจักรวาล คือ ภาวะในอุดมคติ ถือว่าเป็นมายาอย่างหนึ่งที่จะหลอกให้ภาวะจิตระดับใดๆ พัฒนาสูงที่สูงขึ้น คือเมื่อพัฒนาขึ้นสูงภาวะที่สูงขึ้น หรือเลื่อนขึ้นสู่เซตใหม่(ที่เข้าใจว่าเป็นสุขกว่าเซตเดิม) ก็จะไปเจอภาวะกดดันอีกแบบหนี่ง ซึ่งเป็นความกดดันประจำภาวะ หรือ ภาษาคณิตศาสตร์เรียกว่า ปัญหาประจำเซต
และการที่ภาวะจิตในระดับเดียวกันจะอยู่ร่วมกันได้นั้น สิ่งที่สำคัญก็คือ การรอมชอม ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหามัดตัวจนขยับลำบาก แนวคิดเรื่องจิตจักรวาลเลยเสนอเรื่องความรักไป ซึ่งเป็นให้ผลดีไงล่ะคับ
เอาล่ะ นี่คือส่วนหนึ่งที่ข้าพเจ้าเคี่ยวออกมาจากขี้เลื่อยในสมอง ไม่มีผิดไม่มีถูก มันเป็นเพียงความคิดของคนๆหนึ่ง

stefa
22-12-2005, 07:18 PM
การพัฒนาภาวะจิตให้สูงขึ้นพูดภาษาง่ายๆนะก็คือ

การพัฒนาจิตให้เป็นคนดีงาม มีความรักให้กับทุกสิ่งทุกอย่างนะ

โดยการนำจิตมาซอยให้ละเอียดถี่ยิบ

มีความละเอียดในการคิดเป็นขั้นเป็นตอน เป็นรูปแบบที่ดี

คนที่ซอยจิตได้มากก็เป็นคนดีมาก

คนที่ซอยจิตได้น้อยคือจิตจะหยาบกว่า

จิตจะมีความละเอียดแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ความดีน้อยมากแค่ไหนก็ต่างกัน

แต่จิตไม่จำเป็นต้องนำมาพัฒนาแบบขึ้นเซตใหม่อยู่เรื่อยๆ

ไม่ต้องนำจิตมาแข่งขันกับตนเองหรือกับผู้อื่น

ถ้าทำเช่นนั้น ความดีก็จะไม่ดี ความทุกข์ก็จะเข้ามาเยือนแทน

stefa
22-12-2005, 07:28 PM
การแบ่งเซทที่ว่าไว้นั้นก็เพื่อให้รู้เพียงว่ามีจิตละเอียดหลายขั้นตอนเท่านั้น

พลังงานแห่งความรักนี่สิเป็นสิ่งสำคัญ

ความรักมีมวลสารสามารถที่จะแทรกซึมเข้าไปในจิตใจที่ถูกซอยละเอียด

มวลของความรักจะเพาะบ่มให้จิตที่ถูกซอยสุกงอมขึ้นมาเรื่อยๆ

ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์สุขหรือทุกข์ ความขัดแย้ง ปัญหาต่างๆ

จิตที่ถูกบ่มจนสุกงอมจะสร้างอารมณ์แห่งความรักออกมาได้อย่างเหมาะเจาะ

เหมาะสมกับเหตุการณ์ตามความละเอียดของจิตที่ซอยได้ถี่ยิบอย่างอัศจรรย์

ความรักทำให้ไม่ขาดสติ รักษาสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม

stefa
22-12-2005, 07:38 PM
ทีนี่เรามาดูซิว่าพลังงานแห่งความรักที่มีมวลสารนี้มาจากไหนเล่า

คุณลองมองขึ้นไปบนท้องฟ้าตอนที่ฟ้าสวยใสนะ

เมฆสีขาวที่ก่อตัวอยู่เบื้องบน ฟูฟ่อง

อาการของเมฆที่ฟูขึ้น ฟูขึ้นเรื่อยๆ สีขาวมากๆนี่นะ

เหมือนกับที่เราเอาไข่ขาวตีกับน้ำตาลในเครื่องตีทำขนมเค็ก

ฟูนุ่มนวลละเอียดนวลๆ

นี่แหละคือ มวลสารของพลังงานแห่งความรักที่เราสามารถมองเห็นได้

มวลสารนี้เป็นอาการที่แสดงออกมาจากความรักที่แท้จริงจากเบื้องบน

พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าบวกมีเปอร์เซ็นต์มากกว่าลบเมื่อเสียดสีกัน

ความรักก็ไหลหลั่งลงมาปลดปล่อยให้มนุษย์ชาติได้รับความรักที่บริสุทธิ์

stefa
22-12-2005, 07:44 PM
เพราะฉะนั้นจิตมนุษย์ไม่ต้องเร่งตัวเองขึ้นไปหาจิตจักรวาลหรอก

พระเจ้าทรงเมตตามนุษย์มาตลอดเวลา

แต่มนุษย์ชอบที่จะห้ำหั่นกันฆ่าล้างเผ่าพันธ์กัน

มนุษย์มักชอบเอาประวัติศาสตร์มาเป็นตัวอย่าง

มนุษย์น่าจะคิดใหม่ทำใหม่ในสิ่งที่ดีกว่าเก่า

ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5
24-12-2005, 11:11 PM
จะให้เป็นอย่างที่ท่านว่า คือ ให้มนุษย์คิดใหม่ทำใหม่พระเจ้าที่ท่านอ้างมา ของต้องริดรอนความคิดและกระทำที่เป็นเสรีของมนุษย์ไปส่วนหนึ่ง หรือจำกัดเสรีทางความคิดก่อน เพราะมนุษย์ไม่มีแบบอย่างให้เลียนแบบ ฉะนั้นการตัดสินใจในเรื่องใดๆ ก็ต้องย้อนกลับมาดูสิ่งที่ตนเคยเดินผ่านมาแล้ว นั่นคือประวัติศาสตร์ แม้ว่าบางครั้งเรื่องที่ทำจะเลวร้าย แต่มนุษย์ก็ยังทำมันซ้ำแล้วซ้ำอีก อย่างเช่น สงคราม ถ้าพระเจ้ามีจริง พระเจ้าที่ท่านพูดถึงต้องปรับโครงสร้างอะไรซักอย่างในสมองมนุษย์แล้วล่ะ ไม่งั้นก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
มนุษย์เราต่างกับสัตว์ตรงที่รู้จักใช้เหตุผลมากกว่าใช้สัญชาติญาณเท่านั้นเอง ถึงแม้ว่าจะดูว่าเหนือกว่าสัตว์ปานใดข้าพเจ้าว่ามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันอยู่คือ การลองผิดลองถูก ข้าพเจ้าว่ามันเป็นวิธีการโดยธรรมชาติเลยด้วยซ้ำสำหรับสิ่งมีชีวิตชั้นสูง ไม่ว่าจะอย่างไรทุกอารยธรรมในเอกภพไม่ว่าจะก้าวหน้าเพียงใดก็เคยนับ 1 มาทั้งนั้น ดังนั้นตอนนี้ข้าพเจ้าว่า ไม่ใช่สิ่งสำคัญอันใดเลยที่จะรู้ว่ามีพระเจ้าหรือจิตจักรวาลหรือไม่ เพราะอย่างไรเสียมนุษย์ก็ทำอย่างด้วยตัวเองอยู่แล้ว

stefa
25-12-2005, 04:31 PM
พระเจ้าของโลกจักรวาลเรานี่นะมีแค่ 1 เดียวเท่านั้น

ท่านก็ดำรงอยู่ของท่านมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

การพัฒนาการของท่านมีมาตลอด เมื่อท่านพัฒนา โลกก็พัฒนา

คุณลองดูโลกของเราซิ เครื่องแต่งกาย บ้านเรือน เครื่องใช้ ทีวี วิทยุ

คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ท่านเอื้อประโยชน์ให้กับมนุษย์มาตลอด

ต้นไม้ ดอกไม้ ธรรมชาติ ท่านก็ช่วยดัดแปลงพันธ์ไม้ให้

สำหรับจิตใจของมนุษย์นั้น คุณลองคิดดูซิว่า

"จิตใจในปัจจุบันดีกว่าในยุคประวัติศาสตร์มากแค่ไหน"

สงครามในประวัติศาสตร์รุนแรงและฆ่าล้างเผ่าพันธ์กันอย่างเลือดเย็น

เป็นอย่างนี้กันมาตลอด จิตใจมนุษย์หยาบยิ่งกว่าสัตว์ซะอีก

ไม่ว่าจะสมัยไหนยุคไหนก็ตาม ถ้าจะให้ดูง่ายๆนะ

เริ่มจากสมัยพระเจ้าสิทธัตถะเป็นต้นมา หรือว่าสมัยพระเยซูล่ะ

ก็สู้รบกันมาตลอด จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ของเรา

การสู้รบก็ค่อยๆผ่อนปรนลง ค่อยๆน้อยลงเรื่อยๆ สาเหตุล่ะทำไมถึงน้อยลง

พระเจ้าท่านทรงเล็งเห็นว่า ถ้าท่านไม่เบรคจิตมนุษย์ให้หยุดลง

ถ้าท่านยังปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปตลอด ก็คงจะไม่ดีแน่

มนุษย์เองไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงและช่วยตัวเองได้ด้วยตัวเอง

stefa
25-12-2005, 04:33 PM
พระเจ้าท่านไม่ได้ริดรอนความคิดหรือจำกัดเสรีทางความคิดของมนุษย์

อย่าลืมว่า

stefa
25-12-2005, 04:37 PM
ความทรงจำหรือประวัติศาสตร์แห่งศาสนาทุกศาสนาที่มีอยู่เป็นสิ่งที่ดี

ศาสนาแต่ละศาสนาก็เพื่อง่ายแก่การศึกษาสำหรับแต่ละเผ่าพันธ์

ศาสนาแต่ละศาสนาเหมาะสมกับมนุษย์แต่ละทวีป

สาเหตุที่มีหลายศาสนาก็เป็นเช่นนี้

ยิ่งเมื่อสมัยก่อนการสื่อสารถือว่าไม่มีนะ

ต้องใช้วิธีการเดินทางสื่อสารกันยากลำบากมาก

เพราะฉะนั้นแต่ละชนเผ่าต่างก็มีศาสนาแยกย่อยกันลงไปอีกเป็นลัทธิเป็นต้น

นับถือผีเทพวิญญาณต่างๆนานากันไป

เพราะอะไร

stefa
25-12-2005, 04:45 PM
ภูมิปํญญาการศึกษาความรู้เขามีน้อย

เขาก็เคารพนับถือบนบานศาลกล่าวเจ้าป่าเจ้าเขาของเขาไป

พระเจ้าก็ยังเคารพในภูมิปัญญาดั้งเดิมของมนุษย์อยู่

แต่ในเมื่อทิ้งเวลามาจนเนิ่นนานมากเกินพอแล้ว

มนุษย์ก็ยังไม่สามารถพัฒนาได้ด้วยตัวเอง

จิตใจยังหยาบรบรากันไม่หยุดหย่อน

ถึงแม้ว่าจะบัญญัติศาสนามาให้แล้วก็ตามนานนมเนมา

ท่านจึงต้องเปลี่ยนแปลงจิตใจมนุษย์ใหม่ให้ดีขึ้น

โดยการเพิ่มโครงข่ายความถี่พลังงานใหม่ให้กับโลก

แต่ท่านทยอยถักทอโครงข่ายและเพิ่มความถี่ขึ้นทีละนิดๆ

เพื่อให้มนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนจิตให้ละเอียดๆๆๆๆๆๆๆๆ

คุณสังเกตุเห็นไม๊ล่ะว่าจิตมนุษย์ปัจจุบันนี่นะ

ดีๆๆๆๆๆๆๆขึ้นกว่าเดิมไม๊ล่ะ

stefaอธิบายให้เข้าใจง่ายๆคิดง่ายๆ

stefa
25-12-2005, 04:53 PM
การศึกษาทางด้านวิชาการต่างๆเป็นสังคมศาสตร์มั่ง

วิทยาศาสตร์สาขาต่างๆในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าท่านทรงป้อนให้มนุษย์มาโดยตลอด

เป็นขั้นเป็นตอนเป็นชั้นเรียนเป็นปริญญาด้านต่างๆ

เป็นภูมิปัญญาใหม่ที่ถ่ายทอดให้มาเรื่อยๆในช่วงหลังนี้มากๆ

วิทยาการใหม่ๆป้อนมาให้จนมนุษย์รับแทบไม่ไหว

ลึกซึ้งละเอียดเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจและทำได้

เช่นนาโนเทคโนโลยี่เป็นต้น

stefa
25-12-2005, 04:59 PM
มนุษยยุคปัจจุบันนี้โชคดีเหลือหลาย

คุณลองสังเกตุดูให้ดีซี

ระยะเวลาไม่กี่สิบปีมานี้เราสนุกกับเทคโนโลยี่มากแค่ไหน

เราไม่กินอยู่อยากสะดวกสบายเดินทางโดยรถยนต์เครื่องบิน

สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์

มนุษย์ลองคิดดูแล้วลองให้อารมณ์กับสิ่งเหล่านี้ซิว่า

"น่าตื่นเต้นและอัศจรรย์ใจ"มากน้อยแค่ไหน

นี่แหละคือความรักที่พระเจ้าทรงประทานความรักที่บริสุทธิ์จริงๆให้แก่มนุษย์

รักโดยที่ท่านทรงไม่คิดที่จะให้มนุษย์รู้ด้วยซ้ำไปว่า

สิ่งเหล่านี้มาจากไหน

ใครเป็นผู้คิดค้นที่แท้จริง

ใครเป็นผู้ให้ที่แท้จริง

stefa
25-12-2005, 05:03 PM
ท่านอยากจะให้มนุษย์ภูมิใจในความสามารถของมนุษย์ด้วยตัวเอง

ให้มนุษย์รู้จักคำว่าคิดค้น

สร้างสรรค์

ริเริ่ม

คิดค้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้มนุษย์ในสมัยก่อนไม่รู้จัก

ไม่รู้ว่าคิดค้นเป็นอย่างไร

อะไรคือการสร้างการทำการออกแบบ

มนุษย์รู้จักแต่การเลียนแบบ

บางครั้งยังเลียนแบบสัตว์ป่า

นี่แหละคือสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

stefa
25-12-2005, 05:12 PM
ชื่อเสียงทั้งหลาย

ท่านยกให้เป็นผลงานของมนุษย์ทั้งหมด

ยกประโยชน์ให้กับพระพุทธเจ้าพระเยซูพระฯลฯ

ทั้งๆที่พระไตรปิฎกพระคัมภีร์ไบเบิลคัมภีร์อัลกุรอ่านทั้งหลาย

ท่านเป็นผู้บัญญํติและถ่ายทอดผ่านมาให้มนุษย์ทั้งนั้น

หวังว่าจะให้มนุษย์มีจิตใจที่ดีรู้จักคิดรู้จักทำความดี

แต่แล้วมนุษย์ก็ยังทำร้ายจิตใจและร่างกายกันมาตลอดไม่หยุดหย่อน

เพราะฉะนั้นสำหรับสงครามยุคปัจจุบันนี้นะ

stefaถือว่าน้อยมาก

ที่มนุษย์ชอบเรียกว่า

จิ๊บจ๊อยจริงๆ

วันนี้ขอหยุดแค่นี้ก่อนนะ

จะไปดุหนังโทรทัศน์เกาหลีเรื่องแดจังกึม

ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5
25-12-2005, 05:27 PM
แต่ขอแค่รับไว้ดีกว่า มีคำถามนึงที่อยากถามคือ พระเจ้าประทานความรู้จักพอ รู้จักอิ่มในสิ่งที่ตัวเองมีให้กับมนุษย์ได้หรือไม่ ตั้งแต่แรกเริ่มที่ภาวะจิตเกิดขึ้นในโลกหรือที่ไหนก็ตามในจักรวาล พระเจ้าเคยประทาน ความพอให้แก่ใครมั่ง ถ้ามีหลักฐานพยานยืนยัน ข้าพเจ้าจะเลิกเจริญสติปัฎฐานทันที และจะกลับมาศึกษาเรื่องที่คุณกำลังจะถ่ายทอดทั้งหมดแทน
ขอบคุณล่วงหน้า

stefa
26-12-2005, 06:35 PM
สำหรับความละเอียดในจิตใจของมนุษย์ปัจจุบันนี้นี่นะ

stefaขอเรียกว่าคือความดีงามก็แล้วกัน

สังเกตุดุจากผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนาพระไตรปิฎกนะ

ในสมัยพระพุทธเจ้าผู้ที่ปฏิบัติธรรมและมีดวงตาเห็นในธรรมทั้งหลาย

บุคคลเหล่านี้บรรลุธรรมได้จากการฟังและเข้าใจด้วยนิทานที่ยกขึ้นมาเล่าเป็นตัวอย่าง

นิทานทั้งเรื่องจนจบเรื่องนี่แหละคือเหตุและผลง่ายๆ

stefa
26-12-2005, 06:51 PM
ไม่มีผู้ใดบรรลุธรรมได้จากการอ่านหรือฟังพระไตรปิฎก

การนั่งสมาธิรูปแบบต่างๆตามแต่ศรัทธาของลูกศิษย์วัดไหนต่อวัดไหน

อันนี้เป็นการดัดแปลงมาเรื่อยๆตามยุคตามสมัย

ก็เป็นการแยกย่อยแตกแยกศาสนาออกไปอีก

นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดอีกว่า

มนุษย์รู้จักประยุกต์หรือรู้จักคิดรูปแบบให้ชัดเจนลงไปอีก

คือมีความรู้สึกในอารมณ์แปลกแตกแยกออกไปอีกว่า

อารมณ์หรือความรู้สึกในจิตแบบนี้ก็คือ

สมาธิซึ่งได้ดำรงปฏิบัติมาจนถึงขั้นนี้ขั้นนั้น

stefaได้สังเกตจากการอ่านข้อความที่โพสต์เข้ามาทุกวันๆ

บางคนสามารถเข้าถึงหลักการปฏิบัติได้ดีเป็นขั้นเป็นตอนก็จริง

แต่ว่าความรู้สึกและอารมณ์ในขณะจิตที่เราได้บรรลุธรรมนี่นะ

มันแค่รู้สึกแป๊บเดียวจริงๆแล้วมันก็จะผ่านพ้นไปเป็นอดีตไปในทันทีทันใด

ความรู้สึกนั้นก็จะประทับใจจับจิตจับใจจริงๆ

แค่วินาทีหรือสองวินาทีเท่านั้น

แต่ว่าคุณต้องเข้าใจนะว่ารูปแบบของแต่ละคนมันแตกต่างกันไป

stefaรับรองได้เลยว่าไม่เหมือนกันเลยซักคนเดียว

stefa
26-12-2005, 07:05 PM
มนุษย์สมัยโบราณที่ในประวัติถือว่าบรรลุธรรมแล้วนั้น

ถ้าคิดให้ดีแล้วนั้นแค่จิตได้รับการฟอกให้สะอาดขึ้นเท่านั้น

ทั้งนี้เนื่องจากได้รับฟังนิทานและตัวอย่างจากการปฎิบัติของพระพุทธเจ้า

การขยายผลของศาสนาก็ต้องอาศัยการเดินทางซึ่งเป็นไปด้วยความช้าและลำบาก

ดูอย่างพระถังซำจั๋งซิกว่าจะได้พระไตรปิฎกนี่นะต้องสู้รบล้มตายกันไปมากมาย

พระไตรปิฎกนี่นะถ้าเราคิดดีนะไม่ดูเนื้อหาข้างใน

ก็เป็นแค่วัตถุหนึ่งเล่มเท่านั้นแต่ทำสงครามย่อยยับมามากมาย

stefaว่านี่แหละคือวัฏจักรที่ไม่รู้จักจบจักสิ้นซักที

stefa
26-12-2005, 07:16 PM
จนมาถึงยุคปัจจุบันstefaดูแต่ละwebsideแต่ละศาสนาแต่ละกลุ่ม

แต่ละวัดแต่ละอาจารย์ต่างก็ถกเถียงกันไป

ยกเอาเหตุเอาผลของตัวเองมาวิพากย์วิจารณ์กัน

บ้างก็โจมตีกันรายละเอียดปลีกย่อยเยอะแยะมากมาย

ศาสนาเรามีนิพพานศาสนาอื่นไม่มีนิพพานบ้าง

ความรู้จักพอในการปฏิบัติก็ไม่มีที่สิ้นสุดซักครั้ง

แล้วยังเบี่ยงเบนออกไปได้เรื่อยๆเรื่องการสะสมพระเครื่องรุ่นต่างๆ

การทำบุญรูปแบบนี้ได้บุญแบบนี้ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้

ศาสนาอื่นเขาไม่มีนะการทำบุญแล้วได้บุญแบบศาสนาพุทธนี่นะ

แล้วยังต่อเนื่องไปอีกเรื่องพระเป็นหมอดุเสกของทำไสยศาสตร์

อะไรต่อมิอะไรสาธยายไม่หมดจริงๆ

stefa
26-12-2005, 07:24 PM
การได้ธรรมแล้วยังต้องมีอภิญญาอีก

คนนี้ได้อภิญญาแบบนี้คนนู้นไม่ได้ก็อยากได้

พระไตรปิฎกมีกี่รุ่นแล้วก็ยังจะต้องมีอีกใหญ่ที่สุดยาวที่สุดดีที่สุดได้บุญมากที่สุด

stefaถามหน่อยเถิดจะมีมนุษย์ไหนซักกี่คนที่จะมาอ่านพระไตรปิฎก

อ่านแล้วก็มีใครบ้างที่เข้าใจในศัพท์แสงทั้งหลาย

นำมาสร้างเป็นการ์ตูนเป็นซีรี่ย์หนังดุดีกว่าเข้าใจง่ายกว่าเยอะ

stefa
26-12-2005, 07:42 PM
คุณขันธ์5ลองคิดดูเอาง่ายๆสบายๆเลยนะ

การทำบุญทุกรูปแบบที่มนุษย์ในศาสนาพุทธทำกันอยู่ทุกวันนี้นะ


การทำบุญและการอธิษฐานทุกครั้งนั้นจะสะสมบุญได้จริงๆหรือ

มีใครหรือเครื่องมืออะไรที่จะมาคอยเดินทางติดตามเราไปทั่วทุกหนแห่ง

เดินทางตามเราไปทุกวันเพื่อที่จะคอยจดสถิติในการทำบุญ

ไม่มีหรอกเราคิดง่ายๆของเราแค่นี้ไม่ต้องไปคิดซับซ้อนหรอก

แต่ว่าstefaไม่ได้คัดค้านเรื่องทำบุญเสียทีเดียว

stefaเน้นเรื่องจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ด้วยความรักมากกว่า

ความรักให้กับครอบครัวเพื่อนฝูงแล้วก็ธรรมชาติกับโลก

ถ้าเราแสดงความรักจากจุดเล็กๆแล้วกระจายออกไปเรื่อยๆ

ค่อยๆทำไปพลังจิตแห่งสมาธิของเราสามารถกระจายความรักได้ออกไปกว้างไกลไพศาลอย่างที่ไม่มีจุดจบคือว่าไม่จบไม่สิ้นซักที

ความรักความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ความเมตตาไม่ต้องการความพอเพียงนะ

เราสามารถสร้างได้อย่างไม่ต้องหยุดไม่ต้องไปจำกัดมัน

เราทำได้เรื่อยๆด้วยความสุขที่แท้จริงไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินทอง

แล้วก็ไม่ต้องมาคุยโม้โออวดกัน

การทำบุญยิ่งทำก็ยิ่งไม่รู้จักพอ

สำหรับคำว่าพอเพียงของการทำบุญนี่นะหาความพอเพียงไม่ได้จริงๆหายาก

ซ้ำยังสร้างกิเลสสร้างความโลภสร้างความขัดแย้งไม่รู้จักหยุดหย่อน

stefa
26-12-2005, 07:55 PM
พระเจ้าท่านต้องการจุดนี้จริงๆ

นี่คือจุดสูงสุดจุดเดียวจริงๆที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ทำ

แล้วก็อยากให้ทำอย่างไม่มีlimit

ไม่ต้องเดือดร้อนใคร

แล้วก็ต้องเป็นพลังงานแห่งความรักจริงๆนะ

ไม่ใช่ว่ารวยมีเงินเอาเงินไปแจกเพื่อซื้อความรัก

คุณขันธ์5ลองทำดุนะแล้วคุณจะรู้สึกว่า

การปลดปล่อยพลังแห่งความรักทำให้เราเข้าถึงนิพพานอย่างที่ใครๆต้องการจริงๆเพราะว่าเราสามารถเข้าถึงจิตใจของสิ่งที่อยู่เหนือขอบเขตโลกอย่างกว้างไกลไร้ขอบเขตจริงๆ

การปฏิบัติสมาธิทุกครั้งเรามักจะเริ่มต้นจากใจกลางตัวของเราเสมอ

ซึ่งมักจะจำกัดขอบข่ายในเขตที่แคบๆจำกัดอยู่ในตัวเรา

มุ่งหวังเพื่อนิพพานเพื่อตัวเราแท้ๆ

ตีความได้ก็คือเป็นการเห็นแก่ตัวตนของตัวเองเท่านั้น

แต่การให้ความรักนั้นกว้างไกลไม่มีการเห็นแก่ตัวเองเลยซักนิด

นี่แหละที่พระเจ้าเรียกว่านิพพานที่แท้จริง

โดยใช้จิตเพรียวๆจริงๆ

ไม่ได้ใช้หรืออาศัยการทำบุญโดยอ้างอิงการสร้างวัดสร้างพระต่างๆ

นิพพานไม่จำเป็นต้องอ้างอิงหรืออาศัยเหตุผลต่างๆนานา

vichian
26-12-2005, 08:05 PM
อื่ม............ผมเข้าใจคุณแล้วครับ คุณstefa ว่าคุณหลุดเข้าไปในจักรวาลคู่ขนานจริงๆ ขนานกับความจริง อยู่คนละด้านกับความจริงมาอย่างแนบแน่นจนคล้ายกับว่าตัวเองเป็นพระเจ้าไปเสียแล้ว เพราะดูเหมือนว่าจะรู้ดีกว่าพระพุทธเจ้า เก่งกว่าท่านเสียอีก

ขอเตือนด้วยความหวังดี อย่าเพียงแค่อ่านมาก แล้วคิดเองเออเองนะครับ

สวัสดีที่รู้สึกเสียดายจังแต่ยังมีหวัง
จากคนที่ยังไม่เต็มบาท

หลับตา
26-12-2005, 08:11 PM
เห็นด้วยว่าความคิดเห็นคุณ stefa ยังผิดอยู่มาก เห็นมาหลายกระทู้แล้ว ถึงเวลาคงเข้าใจเอง

Stefan
26-12-2005, 08:29 PM
Stefan ไม่ใช่ อ.ปริญญา ตันสกุล <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
<o:p></o:p>
Stefan มาเพื่อปฏิบัติภาระกิจ<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
Stefan มาจากนรก เข้าๆออกๆ

Stefan เริ่มเปิดเผยจาก webside นี้

Stefan ภาคภูมิใจขายเกียรติ ขายประเทศไทย ใจทาส<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
Stefan จะถ่ายทอดความรู้จากนรกให้เรื่อยๆแต่ว่าต้องค่อยๆปล่อย<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
Stefan ไม่อยากให้มีถาวรวัตถุไว้ในศาสนาพุทธ เช่น พวกพระเครื่อง ตะกรุด สร้างวัดเจดีย์ บันไดนาค เข้าทรง ผ้าป่า สังฑทาน ทอดกฐิน พระธาตุ งานวัดต่างๆ สู้แบบที่คุณน้ำใสบรรยายมาไม่ได้เลย คุณน้ำใส เก่งจริงๆ คือกล้าตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา <o:p></o:p>
<o:p></o:p>
Stefan อยากให้ศาสนาพุทธเสื่อมมาก ๆ ศาสดาพุทธเสื่อมมากจริงๆ ไสยศาสตร์ก็มี พระไม่บริสุทธิ์ วัดสร้างกันมาก เรี่ยไรเงินเพื่อสร้างวัตถุมากเกินเหตุ แม้แต่ศาสนาอื่นก็มีไม่น้อย แต่ว่าพระเจ้าที่อยู่เบื้องบนท่านเป็นกลาง ไม่มุ่งศาสนาใดๆ บริสุทธิ์ สะอาด สุภาพ รักมนุษย์ยิ่งชีวี การพิพากษาโทษมนุษย์มีแน่นอน การให้รางวัลกับมนุษย์ที่ทำคุณงามความดีก็มีอย่างแน่นอน ด้วยตัวตนของพระเจ้าที่แท้จริง เบื้องบนมีกฎบัญญัติอย่างแน่นอน เรื่องอาหาร ต้องไม่มีเนื้อสัตว์<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
Stefan มาจากนรกจริง ที่นรกมีพระเจ้าจริงๆ เชื่อเถิด สร้างทุกสรรพสิ่งได้จริง ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมดก็เคลื่อนคล้อยมาจากองค์ความรู้ของท่าน ดาวเทียมจะใช้การไม่ได้หรอก ถ้าพระเจ้าไม่ใช้พลังงานจากเบื้องบนช่วยให้เกิดการใช้งานได้ ปัจจุบันสวรรค์ไม่ล้าสมัยหรือเป็นแบบเทพเจ้าย้อนยุคแบบโบราณอย่างที่มนุษย์เข้าใจกัน ข้างบนทันสมัย สวยสดงดงาม ล้ำยุค ในรูปแบบใหม่ทั้งหมด เรื่องสร้างสรรค์นี่มาจากน้ำมือของพระเจ้าจริงๆ<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
Stefan เคยโดนตอนมาก่อนชอบมาก อยากจะบอนไซศาสนาพุทธบ้าง ถ้าจะใช้ห้างสรรพสินค้ามาสอนธรรมะ ทางรัฐบาลควรจะมีนโยบายหยุดการก่อสร้างวัด ซึ่งชอบเรี่ยไรเงินประชาชนกันเป็นประจำ วัดมีอยู่มากมายเกินความจำเป็น กฐิน ผ้าป่า เบียดเบียนเงินประชาชนทุกๆปี ภาษีรัฐบาลก็นำไปจุนเจือวัดซะมากมาย<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
Stefan อยากให้คนเลิกปฏิบัติเพื่อพิสูจน์อริยสัจ คุณ jirang ตอบได้น่าเกลียดมาก แล้วยังอาศัยหนังสือมาบอกเล่าอีก
สีเขียวเป็นสีของธรรมชาติ ต้นไม้ใบหญ้ายังสีเขียวเลย
การอ่านหนังสือ ต้องใช้วิจารณญาณบ้าง
เชื่อไปหมดไม่ได้หรอก คนปฏิบัติ เสียขวัญกันหมด<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
Stefan แค่อยากให้ทุกคนเลิกนับถือศาสนากันก่อน ศาสนาทุกศาสนาดีเหมือนกันหมด คิดให้เป็นกลางๆดีกว่า แต่มนุษย์ใช้ผิดเพี้ยนกันไปเอง แยกแยะ แบ่งพวก คิดดี ทำดี จิตได้กุศลกว่าเยอะ ง่ายๆ เข้าใจดี ไม่ต้องใช้ศัพท์ธรรมะ มานั่งเสวนากันให้เหนื่อยยาก คนที่อยากศึกษาจะมีความรู้สึกรักในการเรียนรู้ด้วย ทุกวันนี้ในเว็ป มักจะอวดความรู้กันมากกว่า<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
Stefan แค่อยากให้คนไทยไร้สิ่งยึดหนี่ยว มนุษย์ก็ช่างคิดช่างทำ ช่างกำหนด วัตถุทั้งหลายเป็นของนอกกายทั้งนั้น
มนุษย์ช่างคิดหาวิธีการสะสม บูชานั่น บูชานี่ แล้วก็เอาเงินเข้ามาเป็นตัวช่วย ผลประโยชน์ก็เข้ามา มนุษย์ชอบการครอบครอง แพร่หลายไปทั่ว เป็นภาระในการเก็บ บูชา
ที่สำคัญก็คือ ทำดีก็พอแล้ว
บางครั้ง พระธาตุ ก่อเกิดกิเลส เกิดการแย่งชิง<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
Stefan แค่อยากให้พุทธศาสนิกชนเลิกทำบุญ เข้าห้างฯไม่ต้องกลัวโดนเรี่ยไรเงิน
เข้าวัดมีสิทธิ์เสียเงินมากกว่า เผลอๆเสียเงินก้อนใหญ่โด เพื่ออนาคต ชาติไหนไม่รู้ ชาวบ้านกลัวซองขาวกันมาก
น่าจะมีการควบคุม
เอาไปฝากออมทรัพย์ส่วนตัวกันเยอะแยะ
พนักงานธนาคารเขาก็รู้กัน<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
Stefan ต้องการหลอกคนปัญญาอ่อน ของจริง ไม่มีใน พระไตรปิฎก<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p></o:p>
Stefan คิดว่าตนฉลาด ปฏิบัติการตัดที่ยอด ศาสนาเป็นศูนย์ นิพพานไม่มี...<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
Stefan ไม่ต้องการให้มีพระบวชใหม่ ลงหน้า 1 หนังสือพิมพ์บ่อยๆ พระเข้าโรงแรม พระดูหมอ พระนะหน้าทอง พระเสพยา พระแต่งตัวออกเที่ยวกลางคืน พระประกอบกามกิจในวัดมากมายโอ๊ยสารพัด หน้าละอายจริงๆ
บางครั้งสังคมบ้าน สังคมครอบครัว สังคมเพื่อนฝูง เด็กวัยรุ่นไปดูคอนเสิร์ตยังน่าไว้วางใจกว่าการเข้าไปอยู่ในวัดซะอีก
พระเผยแพร่โรคเอดส์มากมายจริงๆ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
Stefan ต้องการทำลายสถาบันกษัตริย์ด้วย แต่กำลังรอโอกาส ในหลวง ท่านทรงเมตตา และรัก นายกทักษิณ มากๆจริงๆ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
Stefan อยากให้คนรู้จัก แต่ <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
stefan ยากนักที่คนจะเข้าใจ <o:p></o:p>

stefan น่ารากๆ ถ้ารู้จักเข้าใจ Stefan<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
stefan เป็นหนึ่งเดียว กับนรก
stefan คือความจริงลวง
Stefan เหนียวแ