View Full Version : ใครเคยมีทุกข์เกี่ยวกับความรักบ้างครับ?
แบบว่าคนส่วนมากเขาจะนิยมเป็นกิ๊กเป็นเกิ๊ก หรือเป็นแฟนกันเนี่ยแล้วก็ไม่ค่อยรักกันจริงแล้วเลิกรากัน บ้างก็ไปรักใครชอบใครเขาก็ไม่รักไม่ชอบตอบบ้างอย่างนี้ แต่คนที่ปราถนาจะเป็นคู่บารมีเป็นเนื้อคู่กันนี่ไม่ค่อยมี เลยทำให้คนส่วนมากเป็นทุกข์กันมากเลยอยากทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับคนที่มีความรักว่าเขา เป็นทุกข์หรือสุขอะไรยังไงบ้างขนาดไหนน่ะครับ แล้วคนที่ประพฤติพรหมจันทร์ร่วมกันเพื่อสร้างบารมีเป็นคู่กันน่ะมีหรือเปล่าครับ อยากฟังความคิดเห็นหน่อย
Catwater
07-10-2004, 11:24 PM
คุณจะไปประพฤติพรหมจรรย์เพื่อเป็นคู่ใครได้ไง ถ้าคุณเป็นคู่ใครมันก็หมายถึงทั้งคุณทั้งคู่คุณต้องไม่ประพฤติพรหมจรรย์
จริงๆแล้วเมียซักคนน่ะหาไม่ยากหรอก ไม่ต้องสร้างบุ_บารมีอะไรมากมายเลย บุ_นิดๆหน่อยๆก็ได้แล้ว การมีเมียหรือมีผัวไม่ได้ถือว่ามีบุ_ แต่ถ้าเมียสวยหรือผัวหล่ออะไรแบบนั้นก็ถือว่ามีบุ_นะ ( ถ้าแค่มีเฉยๆนี่ถือว่าไม่มี มีเมียเหมือนไม่มี ไม่ต้องมีบุ_ก็ได้ แต่ถ้ามีอะไรดีๆในตัวเค้าด้วยนี่ ถือว่ามีเมียดี แบบนี้มีเมียก็เหมือนมีสิ่งดีๆในชีวิต ก็ต้องทำบุ_ทำอะไรนิดๆหน่อยๆน่ะ )
ส่วนเรื่องที่คนเรามักไม่สมหวังในรักนั้น เป็นเพราะว่าเรามองเรื่องความรักเป็นเรื่องเล็ก มีก็ได้ไม่มีก็ได้ หรือต้องมีแต่เป็นใครก็ได้ไม่เจาะจงว่าต้องเป็นคนนี้ เรื่องที่เรามองเห็นว่าสำคั_กว่าเรื่องความรักนั้นมีอยู่หลายเรื่องเหลือเกิน ทั้งเรื่องการงาน เรื่องเรียน เรื่องที่บ้าน ฯลฯ และเมื่อเกิดสถานะการณ์ที่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างเรื่องอื่นๆที่กล่าวมานี้กับเรื่องความรัก เราจึงมักจะเลือกเรื่องอื่นๆก่อนเสมอ เรื่องความรักนั้นเรามักจะให้ความสำคั_น้อยที่สุดและจะคิดถึงเป็นเรื่องหลังสุด และด้วยสติปั__าของมนุษย์นั้นไม่สามารถทำให้ชีวิตตนเองประสพความสำเร็จในทุกๆเรื่องได้ เรื่องที่เราให้ความสำคั_น้อยที่สุดและคิดเป็นเรื่องหลังสุดนั้น เราจึงมักจะล้มเหลวเสมอ ดังนั้นจึงทำให้เรื่องความรักนั้นมักจะจบลงด้วยความล้มเหลวอยู่ตลอดเวลา นอกเสียจากว่าจะมีสติปั__าขนาดที่ว่าสามารถบริหารทุกๆเรื่องของชีวิตได้ ( นั่นหมายความว่าคุณต้องเข้าใจทุกเรื่องในชีวิต และมีอำนาจที่จะควบคุมทุกเรื่องในชีวิต ) หรือสามารถทำให้เรื่องความรักนั้นเป็นเรื่องที่สำคั_ในชีวิตได้เช่น หาคู่ครองที่ให้ความสำคั_กับความรักมากกว่าเรื่องอื่น หรือทำให้เรื่องความรักกลายเป็นเรื่องอื่น ( ทำให้เรื่องความรักกับเรื่องผลประโยชน์เป็นเรื่องเดียวกัน ) ซึ่งรายละเอียดอื่นๆก็ยังมีอีกเยอะ แต่หลักๆก็เป็นแบบนี้แหล่ะ ถ้าสงสัยอีกก็ถามได้ เรื่องนี้เราคงเก่งสุดแล้วมั้ง คิดว่าเรื่องนี้คงไม่มีมนุษย์บนโลกคนไหนเก่งกว่าเราอีกแล้วล่ะ เราคงเก่งสุดสุดแล้วเรื่องนี้ ( ก็เกิดมาเพื่อหาเมียนี่หว่า เหอะ เหอะ เหอะ )
บัวใต้น้ำ
09-10-2004, 12:29 PM
การเดินพรหมจรรย์ หมายถึง การทำตัวให้เหนือจากอาสวะทั้งปวง หลุดจากความอาฆาตพยาบาทต่างๆนาๆ
ถ้าเราคิดจะเดินก็ลองทำได้เลย
ส่วนตัวผมเองก็ลองเดินพรหมจรรย์ มา สักพักแล้ว
บอกตรงๆว่ายังไม่เชื่อกำลังใจตัวเอง ไม่รู้จะทำได้นานแค่ไหน
เพราะงานต่อสู้กับกิเลส โดยเฉพาะเรี่องความต้องการทางเพศมันยาก
ถ้าไม่ยาก พระพุทธองค์คงไม่ทรงตรัสสรรเสริ_คนถือพรหมจรรย์หรอกครับ
"งานทวนกระแส " ชื่อก็บอกแล้ว ว่าหนักเพียงใด
เคยน่ะทุกข์เพราะความรักเจ็บใจดี เกลียดมากด้วย
ตอนนี้ทำใจเป็นกลางเอาไว้ ถ้าคบใครชอบใครทำใจเป็นกลาง เพื่อ ตอนเขาขอเลิกจะได้เฉยไม่ทุกข์ไม่ร้อน รักเขาเขาไม่รักก็หาใหม่ ดูที่ใจของเราพอ
poysian
20-11-2004, 03:31 PM
เคยมี..บ่อยด้วย..และบางทีก็มหาทุกข์เลย.....ไอ้ตอนที่เป็นมหาทุกข์จะเล่าให้ฟัง ..(ความโง่ของตัวเอง) ==> เจอผู้ห_ิงคนนึงรู้จักกันไปดูหนังกินข้าวแค่ 2ครั้งเท่านั้น..กลับมาบ้านตอน นอน รู้สึกนอนไม่หลับ..พอหลับตาก็มีภาพผู้ห_ิงคนนี้ปรากฏ.แล้วรู้สึกจิตใจกระวนกระวาย..เครียดที่หัว.ซึงไม่เหมือนคนอื่นๆที่เคยคบมา..เป็นอย่างนี้จนทนไม่ไหว.และรู้สึกเหมือนไม่สบาย..ใจหนึ่งให้อยากเจอเขา..อีกใจหนึ่งไม่อยากยุ่งด้วย...เป็นอย่างนี้ทุกวัน พอได้โทรศัพท์คุยจะรู้สึกคลายตัว..พอเลิกคุยไปได้ซักพักรู้สึกเหมือนถูกบังคับอะไรซักอย่าง รู้สึกไม่สบาย..เครียด..กระสับกระสาย และมีอาการไม่อยากได้ผู้ห_ิงคนนี้..แต่เหมือนจิตใจถูกบังคับกระสับกระส่าย..จนไม่สบายมากประมาณ 10วันที่อาการหนักมากทำงานไม่ได้รู้สึกหนาวไปทั้งตัวและเหมือนกับร่างกายมานกระจายแตกกระสานซ่านเซ็น เป็นทุกข์ทรมานมาก......จนต้องไปหาครูบาอาจารย์โดยครูบาอาจารย์ก็อาบน้ำมนให้และบอกว่าให้ใช้สติดูอย่างเดียว...กว่าจะพ้นจากทุกข์เวทนามาได้..เล่นเอาหนัก....มาทราบทีหลังจากป้าว่าผู้ห_ิงคนนั้นเขาทำของมาใส่..เลยทำให้ทราบว่าอ๋อคนโดนของเสน่เป็นอาการอย่างนี้..(จะไม่เหมือนกับอกหักนะรู้สึกอาการโคม่ากว่าเยอะ)
KomAon11
29-11-2004, 08:20 PM
***เต็มๆครับ ..... ก็ยังไงก็แสดงให้เขารู้ว่ารักเขาจริงไหม ...และรักพระธรรมจริงไหม ...อิอิ
พูดเล่นนะครับ .... คิดยังไม่ตกเลย ... ก็เอาเป็นว่า เรารักนายและธรรมะ แล้วกันครับ
thanan
29-11-2004, 09:50 PM
<font color=blue>พบคู่วาสนา</font>
...พอค่ำวันนั้นประมาณ ๗ ทุ่มก็จำวัด ฝันเห็นพระหลวงตาแก่ ๆ มาบอกว่า จงระวัง เณร มาอยู่ที่นี้ แล้วอีก ๔ วัน เณรจะเห็นคู่วาสนา แล้วเณรจะร้อน เพราะผู้ห_ิงคนนั้น ก็พอดีตื่นนอน ต่อนั้น อาตมาภาพก็ลุกขึ้นทำความเพียร เดินจงกรมไปตามเรื่อง อีก ๔ วันพอดี บิณฑบาตกลับมา เผอิ_ผู้ให_่บ้านคิ้วมาทำบุ_กับลูกสาวคนหนึ่งอายุ ๒๐ ปี พอมานั่งลงเท่านั้นมองเห็นหน้าห_ิงคนนั้นยังไม่ได้พูดอะไร เกิดประหม่าใจขึ้น ดูเหมือนรักก็ไม่ใช่ เกลียดก็ไม่เชิง ใจคอว้าเหว่จนรู้สึกว่า หายใจไม่รู้อิ่ม ใจคอก็ไม่หนักแน่นอย่างแต่ก่อน อาตมาภาพก็นั่งพิจารณาอยู่ จะเป็นนี้กระมัง ตรงความฝันของเราเมื่อวันที่แล้วมานี้ ว่าจะพบคู่วาสนา ต่อนั้นโยมผู้ให_่บ้านคนนั้นก็ถามหาบ้านเกิดเมืองเกิด ถามทั้งบิดามารดา แล้วแกก็ปรารภว่า ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ผมเห็นคุณเณรไปเที่ยวบิณฑบาตแต่วันมา ถึงทีแรกจนบัดนี้รู้สึกคิดรักคุณเณรคล้ายกับบุตรของตนจริง ๆ ดังนี้
ส่วนห_ิงหนุ่ม (หมายถึงรุ่นสาว) ลูกสาวคนนั้นพูดว่า ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร นับแต่วันได้เห็นท่านเข้าไปบิณฑบาต จนบัดนี้รู้สึกคิดรักท่าน ยิ่งกว่าพี่ชายน้องชายของตน ท่านก็เป็นคนหนุ่ม ๆ ทำไมเที่ยวกรรมฐาน นอนตามถ้ำตามเขาคนเดียว ข้อนี้เองยิ่งเป็นเหตุให้ดิฉันคิดสงสารมากขึ้น แทบน้ำตาจะร่วงออก ดังนี้
ต่อนี้ อาตมาภาพก็นั่งพิจารณาในใจว่า นับแต่วันเราเกิดเป็นมนุษย์มา ไม่มีเลยที่เราจะมาคิดชอบคิดรักกับคน จนหายใจไม่อิ่มอย่างนี้ ไม่มีเลย แต่ไม่พูดอันนี้ เป็นแต่คิดในใจเท่านั้น แล้วพิจารณาต่อไปว่า เราจะหาคำพูดอันหนึ่งอันใด มิให้เป็นที่พอใจรักใคร่กันต่อไปอีก จึงนึกได้ขึ้นมา แล้วก็ข่มใจพูด ดูประหนึ่งว่า ไม่มีความยินดีสักนิดเดียว พูดว่าโยมผู้ให_่พร้อมทั้งนางสาวนั้น เป็นคนโง่หาปั__ามิได้ ทำไมจะมารักของทิ้ง คือรูปโฉมทั้งสาระร่างกายนี้ ทั้งของโยมทั้งสอง ทั้งของอาตมานี้ ต่างก็จะพากันเอาไปฝังดินทิ้งอยู่แล้ว ก็ประโยชน์อะไรมาคิดรักของทิ้งกันเล่นเปล่า ๆ ใครก็อยู่ไปจนกว่าจะเอาไปทิ้งเท่านั้น สิ่งที่ควรรักก็คือศีลธรรมเท่านั้น ไม่ควรรักร่างกายกระดูก คือรูปโฉมอันเป็นของจะทิ้งลงสู่แผ่นดินทุกคนไป ว่าแล้วอาตมาภาพก็ฉันบิณฑบาตนั้นเรื่อยไป
พออิ่มเสร็จแล้ว แกจึงถามว่า คุณเณรดูเหมือนจะไม่สึกสักทีแหละหรือ อาตมาภาพจึงตอบขึ้นในทันใดว่า อาตมาภาพไม่ได้บวชเพื่อจะสึก บวชเพื่อจะบำเพ็_กุศลบารมีเท่านั้น คืออาการของสึกยังไม่ได้คิดไว้เสียแล้ว อาตมาได้คิดไว้แต่เพียงว่าการบวชของเรามีประโยชน์ และธุระจะบำเพ็_ส่วนกุศลเท่านั้น ธุระหรืออะไรนอกนั้นไม่ใช่การงานของนักบวชจึงมิได้คิดไว้ ว่าแล้วอาตมาภาพก็ให้พรยถาสัพพี
พอเสร็จห_ิงหนุ่มคนนั้นพูดสอดขึ้นว่า คุณเณรมัวแต่จะสร้างบารมีนานเข้าจะลืมคิดสึก เดี๋ยวจะแก่เสียก่อน ดังนี้
ต่อนั้น อาตมาภาพนึกขึ้นได้ว่าพูดในเรื่องเช่นนี้ จะเป็นอันตรายแก่ความสงบ ต่อนั้นก็นั่งสมาธิเรื่อยไปไม่พูด คนทั้งสองพ่อลูกเห็นอาการเช่นนั้น ก็ชวนกันกลับบ้าน
<font color=blue>ตัดความรักด้วยการอดข้าว</font>
ฝ่ายว่าอาตมาภาพ ทั้งนี้พอคนทั้งสองหลีกไปแล้ว ก็รู้สึกคิดถึงห_ิงคนนั้นจนรู้สึกหายใจไม่อิ่ม และใจคอว้าเหว่มากนั่งไม่นาน นอนก็ไม่หลับ ฉันข้าวก็ไม่ได้ เพราะปรากฏว่าลูกหัวใจแขวนเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เป็นอยู่เช่นนี้ ๒ วัน รู้สึกเป็นทุกข์มาก อาตมาภาพจึงดำริว่า ประโยชน์อะไร เราจะอยู่ด้วยความเป็นทุกข์เช่นนี้ เราตายเสียในเร็ว ๆ นี้จะไม่ดีกว่าหรือ หากเราจะสึกไปมีครอบครัวของฆราวาส ต้องทำปาณาติบาตเป็นอาชีพ เราก็จะสร้างบาปกรรมขึ้นอีก ไม่ใช่เล่น สู้ว่าเราตายเสียก่อน อย่าให้ทันได้ทำบาปเลย ฉวยเอาศีลธรรมที่เราได้ประพฤติมาแล้วนี้ เป็นที่อาศัย ไปเสียก่อนดีกว่า เราจะสึกออกไป สร้างเอาบาปกรรมต่อไปอีกตั้งหลายปีหลายเดือนไปอีก
เมื่อพิจารณาตกลงเช่นนี้แล้ว จึงตั้งสัจอธิษฐานว่า หากความรักกับห_ิงคนนี้ ไม่ตายไปจากจิตจากใจของข้าพเจ้าแล้ว ขอให้ข้าพเจ้า จงได้ตายไปเสียก่อนภายใน ๑๐ วันนี้ ข้าพเจ้าจงอย่าทันได้สึก ไปทำบาปทั้งหลายเหล่าอื่น ต่อไปอีก เมื่ออธิษฐานเสร็จแล้วก็ตั้งใจว่า หากไม่หาย จากความรักห_ิงคนนี้ เราจะไม่ฉันข้าวแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าให้ชีวิตนี้ตายไปเสียก่อน
ต่อนั้น อาตมาภาพก็ตั้งหน้าไม่ฉันข้าวไปได้ ๕ วัน แต่ฉันน้ำอยู่ถึง ๕ วัน จึงสังเกตภายในจิตว่า ความรักและคิดถึงเช่นนั้น เบาลงแล้วหรือยัง รู้สึกว่าหนักแน่นอยู่เสมอเก่า จึงนึกขึ้นมาว่า เมื่อเรายังฉันน้ำอยู่ ชีวิตนี้ก็จะตั้งอยู่ได้นาน ความรักอันนี้จะกำเริบเรื่อยไป มิฉะนั้นอย่าเลย ต่อแต่นี้ไป เราจะไม่ฉันทั้งข้าวทั้งน้ำ ให้ชีวิตนี้ตายไปเสียเร็ว ๆ หากความรักอันนี้ยังไม่เบาลง หรือหายไปจากสันดานของเราเมื่อไร เราก็จะไม่ฉันทั้งน้ำทั้งข้าว จนกว่าจะถึงวันตาย หรือจนกว่าความรักจะหายไปจากสันดาน ต่อไปเมื่ออดทั้งข้าวทั้งน้ำอยู่อีกภายใน ๒ วัน รู้สึกว่าเมื่อนอนหลับไป หายใจเข้าออก ลำคอแห้ง เสียงหายใจดังโวด ๆ ตื่นนอนขึ้นจึงพิจารณาต่อไปว่า แม้ความรักใคร่และความกระสันอันนี้ จะมีรากลึกลงไปแค่กับชีวิตนี้แหละหรือ ตกลงว่าเอาเถิด ชีวิตกับความรักอันนี้ จะถอนจากความเป็นอยู่ในชีวิตนี้พร้อมกัน แล้วตายไปก็ตาม ขอแต่อย่าทันได้สึกออกไปทำบาปกรรมเหล่าอื่นอีก หากเราตายไปเสียเวลานี้ยังดี เพราะเราเกิดมาในชาตินี้เรายังมิได้สร้างบาป บาปก็จะมิได้มีแต่เรา เราได้สร้างแต่ส่วนเป็นกุศลคือศีลธรรม ก็บุ_กุศลคือธรรมที่เราสร้างไว้นี้ จะเป็นของเรา เพราะเราได้สร้างไว้แล้ว สู้ว่าเราตายไปแล้ว ฉวยเอาบุ_ไปสู่สุคติก่อน อย่าให้ทันให้ดึงเอาเราไปสร้างวัตถุที่เป็นบาปเลย
เมื่อพิจารณาเช่นนั้นแล้ว ก็ตั้งหน้าอดทนต่อความหิวนั้นอีกวันหนึ่ง จวนค่ำรู้สึกหายใจไม่ไหวติงถึงสะดือเลย แต่อย่างนั้นความกระสัน ก็ปรากฏอยู่บ้าง แต่บางลง ที่สุดต่อไปตอนกลางคืนประมาณ ๕ ทุ่ม รู้สึกหายใจขัดไหล่ทั้งสอง หอบขึ้นด้วย คือ สูบเอาลมหายใจแรง ๆ ก็ไม่ปรากฏว่า มีลมเข้าไป ปรากฏแต่ลมออกเป็นส่วนมาก ขณะนั้นจึงรู้สึกว่าความกระสันหายไป เป็นเย็นขึ้นตามเนื้อตามตัว สวิงสวายเป็นที่วิง ๆ เวียน ๆ คล้ายกับ จะอาเจียน แต่ไม่อาเจียน เป็นแต่เย็นขึ้นมา ไม่ช้ารู้สึกหายใจสูบลมเข้าไปทั้งแรง รู้สึกถึงแค่หน้าอกขึ้นมาลำคอ ไม่ถึงท้องอย่างแต่ก่อน หนักเข้า หายใจเข้าออกทั้งแรงก็ปรากฏว่ามีลมเข้าออกด้วย รู้สึกปลายจมูกตึง แล้วก็เหงื่อไหลออกที่ริมสบง และทั่วไปทั้งศีรษะรู้สึกว่า ความรักความกระสัน เช่นนั้น ขาดไปจากสันดาน คือความเป็นอยู่ในขณะนั้น ไม่ช้าปรากฏมีแสงคล้ายกับแสงหิ่งห้อยออกจากตา และลืมตาอยู่ก็ไม่เห็นอันอื่น เห็นแต่แสง ชนิดนั้น หลั่งไหลออกจากลูกตา มีทั้งสีแสด สีแดง, ดำ, ขาว, เขียว ครบทุกชนิดลอย ขึ้นข้างบนลูกตาก็เหลือกขึ้นข้างบน ตามแสงอันนั้น รู้สึกว่า อันนี้ไม่ใช่อื่น วิ__าณทางตาของเราออกไปแล้ว ไม่ช้าวิ__าณทางหูก็จะดับ ก็เป็นอันว่าเราตายไปเท่านั้น ที่นี้ความกระสันยิ่งไม่ปรากฏ จึงนึกทดลองน้ำใจดูว่าสึกไปเอานางสาวนั้นเถิด รู้สึกขณะนั้นจิตใจไม่เกี่ยวข้องด้วยเลยเป็นอันขาด เป็นแต่สวิงสวายไปเท่านั้น จึงกำหนดได้ว่า เรายังไม่ตาย ความรักความกระสันเช่นนั้น ตายไปก่อนแล้ว ฉะนั้น เราควรจะฉันน้ำเสียในเวลานี้ พอให้ชีวิตนี้ตั้งอยู่ กว่าจะถึงเวลาเช้า จึงไป บิณฑบาตมาฉัน นึกแล้วก็คว้าเอาน้ำอยู่ในกระบอกไม้ไผ่มาฉัน เมื่อฉันน้ำลงไปในท้องรู้สึกท้องสั่นดังวุบวับ ปรากฏลำไส้ข้างในครู้ยเป็นขด ๆ ขึ้นมา แล้วเรอออก ๒-๓ พัก รู้สึกหายใจสะดวกดี ลงถึงที่สะดือเมื่อหายใจสูบลงแรง ๆ ก็ดูเหมือนที่สะดือพุ่งออกและหยุดเข้า รู้สึกมีกำลังพอ ที่จะดำรงชีวิตอยู่ ต่อไปได้ ต่อนั้นก็คลานไปที่บ่อน้ำฉันน้ำให้อิ่ม สรงน้ำพร้อมเสร็จแล้วแต่เช้าตรู่ยิ่งรู้สึกสบายขึ้น เดินได้แข็งแรงพอสมควรก็ไปบิณฑบาตวันนั้น ต่อนั้นฉันข้าววันละ ๗ คำ อยู่ ๑๕ วัน รู้สึกเบากายเบาใจ หายจากความอาลัยในความกระสันรักใคร่...
scorp
01-12-2004, 12:11 PM
เคยมีความรักค่ะ
แต่...ไม่เป็นไรค่ะ ถือว่าคู่กันแล้วไม่แคล้วกัน (||) (||) (||)
เป็นรสชาติชีวิติดีค่ะ และตอนนี้ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าใช่เดี๋ยวก็มาเอง(จิงม้า) (f) (f) (kiss)
aimmy
22-12-2004, 09:05 AM
ความรักก็มีค่ะ แต่ตอนนี้เริ่มจาง ๆ ไปแล้ว มันเป็นความเฉย ๆ คิดอย่างเพื่อนร่วมโลกเท่านั้น ไม่ได้ยึดติดอะไร..เพราะเราปฏิบัติมาก ๆ ขึ้นมันจะเป็นอัตโนมัติไปเลยว่าการอยู่คนเดียวดีกว่า แบกขันธ์ 5 ของตนเองให้ได้ตลอดรอดฝั่ง..จูงพ่อกับแม่ไปด้วย ตอนนนี้ชีวิตมีแต่พ่อแม่เป็นอันกับหนึ่ง ส่วนคนรักนั้นยังไม่ได้กำหนดลำดับไว้เลยว่าที่เท่าไร
zipper
22-12-2004, 10:35 AM
เพลงประกอบกระทู้ อิอิ
http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=3916
aimmy
22-12-2004, 02:37 PM
เลือกเพลงได้เหมาะเหมงมากเลย...ฟังแล้วโดนใจดี[b-wai] คารวะ
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.