ฝั่งแห่งภพ
06-10-2006, 04:58 PM
5 ตุลาคม 2549
พอรู้สึกตัวก็จับ นิพพาน สุขัง ทันที วันนี้ตื่นขึ้นแต่เช้าสดชื่นดี รีบอาบน้ำแต่งตัวบูชาพระ อาราธนาพระกรรมฐานเสร็จ ก็กราบพระศรีอาริยเมตไตรว่าวันนี้จะปฏิบัติบูชาถวายท่าน จะให้ปฏิบัติอย่างไร ท่านสั่งว่าให้นึกถึงพระพุทธเจ้าองค์ก่อน 4 พระองค์ และนึกถึงท่าน ภาวนาว่า นะโมพุทธายะ พร้อมลมหายใจพอเริ่มภาวนาเห็นพระทั้ง 4 พระองค์กลายเป็นปางพระนิพพานเพชร ประทับที่หัวบ้าง บ่าบ้าง พระศรีอาริยเมตไตรท่านประทับที่กลางอก เมื่อใจสบายพอสมควรแล้ว ท่านให้พิจารณาแบบเดียวกับที่ฟังเทปอสุภเมื่อวาน ไล่เรียงเป็นลำดับ เห็นร่างกายนี้เป็นของสกปรกน่ารังเกียจ จนไปสุดที่ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่มีเราในร่างกาย ไม่มีร่างกายในเรา ครสวนี้รู้ว่าไม่ยาก
เสร็จแล้วพระศรีอาริยเมตไตรท่านพาไปเที่ยววิมานท่านที่พระนิพพาน สวยมาก ถามที่ว่า ตรงไหนของวิมานที่ลูกมีส่วนช่ายสร้างกองกุศลนั้นบ้าง ท่านชี้ แล้วถามท่านต่อไปว่าแล้วระยะเวลาที่ได้ร่วมทำกุศลกับท่านกี่ชาติ ทีแรกเห็นเลข 2 เข้าใจว่า 2 ชาติ ต่อมาเห็นเลข 0 แต่ไม่ชัด คิดว่า 20 หรือ 200 ชาติหว่า ขอท่านได้โปรดแสดงเป็นตัวเลขให้ชัดเจน ท่านก็ให้เห็นเลขชัดๆ 20 แต่ไม่ใช่ 20 ชาติ ท่านบอกว่า 20 กัป
เมื่อสมควรแก่เวลาแล้วพระศรีอาริย์ท่านโปรดให้เข้าไปกราบที่ตักท่าน รู้สึกมีความสุข (แต่ก็ละอายใจที่ชอบซบตัก เหมือนลูกแหง่ ท่านและ ท่านแม่ บอกว่า กำลังใจยังไม่เข้มแข็งก็อาศัยวิธีนี้ไปก่อน) จากนั้นท่านให้พร ขอเธอจงเป็นผู้มีความสุข คิดการใดสมความปรารถนา (ขอพรนี้สำเร็จแก่ท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยกันเทอญ)
เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องพระท่านจะเลิกมาสอนเรา(ผู้เขียน) ไม่ใช่เพราะบรรลุแต่เป็นเพราะอาจจะเอาดีไม่ได้<TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>
6 ตุลาคม 2549<O:p</O:p
วันนี้ตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกโทรศัพท์ที่ตั้งลืมไว้ รีบลุกขึ้นไปปิด แล้วกลับมานอนแบบงัวเงีย นึกกราบพระแล้วลุกไปทำกิจส่วนตัว เสร็จแล้วบูชาพระอาราธนาพระกรรมฐานตามปกติ จับลมหายใจพอสบายดีแล้วก็ขึ้นไปแผ่นส่วนกุศลให้ท่านผู้มีพระคุณที่พระจุฬามณีฯ หลวงพ่อฯมาโปรดบอกว่านับแต่นี้ไปให้จับที่ความรู้สึก รู้ รู้แล้ววาง จากนั้นพระท่านมาโปรดให้พิจารณาเหมือนทุกวันว่า เธอจงใคร่ครวญทุกวันอย่างนี้ว่า ร่างกายของเรานี้ไม่มี ของบุคคลอื่นไม่มี วัตถุสิ่งของทั้งหลายไม่มี เพราะทุกอย่างมีสภาพพังไปทั้งหมด แต่วันนี้ท่านให้พิจารณาความไม่มีที่ร่างกายของเราอย่างละเอียด เห็นความสกปรก เป็นซากศพ แต่ไม่นานความสกปรก ซากศพนี้มันก็ไม่เหลือ <O:p></O:p>
- คิดถึงโน๊ตบุคที่หวงมาก ก็เห็นว่ามันก็มีสภาพพัง <O:p></O:p>
- รถ เดี๋ยวมันก็พัง<O:p></O:p>
- สิ่งของในชีวิตประจำวัน มันก็พัง<O:p></O:p>
- คิดถึงแม่ พี่น้อง เพื่อน เดี๋ยวร่างกายเขาก็พัง<O:p></O:p>
- คิดถึงคนที่โกรธ ร่างกายเราพังแล้ว ความโกรธเขาก็ไม่มีประโยชน์ เพราะความโกรธต้องอาศัยการ<O:p></O:p>
มีร่างกาย มันถึงจะแก้แค้นได้ ร่างกายของเขาก็จะมีสภาพอย่างเดียวกับเราคือมันพัง คิดได้แบบนี้ก็คลายอารมณ์ไม่พอใจทั้งหมดที่มีต่อเขา เห็นว่าเราต่างอยุ่ในสภาพอย่างเดียวกัน <O:p></O:p>
แล้วพระท่านก็ตรัสว่า นับแต่นี้ต่อไป 3 วัน หากเธอเว้นจากการพิจารณาความ ไม่มี นี้ ตถาคตจะไม่มาสอนเธออีก เอาแล้ว! สงสัยจะไม่รอดแน่แล้ว นึกทูลถามท่านว่าคำสั่งที่ว่า เว้น หมายความว่าอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า<O:p></O:p>
ทรงโปรดว่า ไม่พิจารณาเลย<O:p></O:p>
ทูลถามว่า ถ้าพิจารณาวันละครั้ง ถือว่าเว้นหรือไม่พระพุทธเจ้าข้า<O:p></O:p>
ทรงโปรดว่า ถือว่าไม่เว้น<O:p></O:p>
แม้จะทรงตอบแล้วก็ยังไม่วายกังวลว่าจะไม่ทรงมาโปรดอีก หรืออาจจะพลาดจากพระนิพพาน<O:p></O:p>
ทรงตรัสว่า เธอเองก็มิได้ผูกพันพระนิพพานอะไรมากขนาดนั้น มิใช่หรือ<O:p></O:p>
ทรางตรัสตรงโดนใจเต็มๆ เพราะว่าเรานั่นเองที่ยังเป็นผู้คบความเลวอยู่ เรามิได้กระทำปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพานให้สมบูรณ์ <O:p></O:p>
ตกลงว่าวันนี้ไม่ได้ขึ้นไปพระนิพพาน เมื่อโดนอย่างนี้ถึงรู้ว่าพระนิพพานมีค่าขนาดไหน จะโทษใครก็ไม่ได้เลยนอกจากตนเอง <O:p></O:p>
กราบพระเสร็จแล้วออกจากสมาธิด้วยอาการกลุ้มใจ<O:p></O:p>
เฮ้อ! เราจะทำได้หรือไม่เนี่ยะ <O:p></O:p>
<O:p></O:p>
7 ตุลาคม 2549<O:p></O:p>
วันนี้ตื่นก่อนนาฬิกาปลุก ไม่รู้สึกงัวเงีย อาบน้ำไหว้พระตามปกติ อาราธนาพระกรรมฐานแล้วจับลมหายใจ รู้สึกใจไม่ค่อยนิ่ง คิดนู่นคิดนี่ แต่กำหนดรู้ไว้ตลอดว่าคิด หยิบเอาคำสั่งพระที่คาดโทษไว้ว่าอาจจะไม่มาสอนอีกขึ้นมาเตือนใจตนเอง ทำใจว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะทำตามพุทธบัญชา พิจารณาความ ไม่มี ตามกำลังพระพุทธเจ้าข้า หากพระพุทธองค์จะไม่ทรงเสด็จมาแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็จะยังคงคอยนึกถึงพระพุทธองค์อยู่เสมอ จากนั้นขึ้นไปพระจุฬามณีฯเห็นแต่ความว่างเปล่า นึกสะท้อนใจขึ้นมาอีกว่า หากพระพุทธองค์จะไม่โปรดข้าพพระพุทธเจ้าเสียแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็รู้แต่ว่าหากชีวิตนี้ตายแล้วจะไม่กลับมาเกิดอีก เราจะมีร่างกายอย่างนี้อีกเป็นครั้งสุดท้าย<O:p></O:p>
ตอนเย็นทำสมาธิอีกครั้ง นึกถึงที่พระท่านให้พิจารณาว่า ร่างกายของเรานี้ไม่มี ของบุคคลอื่นไม่มี เพราะทุกอย่างมีสภาพพังไปทั้งหมด เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย จงดีใจว่าเราใกล้ถึงพระนิพพานแล้ว เราเป็นหวัดมา 5 วันแล้ว พึ่งจะนึกขึ้นได้ว่าอาการหวัดนี้มันก็พาเราตายได้เหมือนกัน สมแล้วที่พระท่านจะไม่มาโปรด นึกใคร่ครวญอยู่ทุกวันแต่เวลาผ่านไป 5 วันพึ่งจะเห็นว่าไอ้น้ำมูกที่มันอยู่ที่จมูกนี้ มันจะมาอุดจมูกตายได้ โง่ขนาดนี้นี่เอง พอเริ่มรู้ตัวก็ทำใจทันทีว่าไอ้น้ำมูกนี้มันอาจจะทำพิษเราถึงตายใน 3 ลมหายใจนี้ ตัดสินใจแบบนี้แล้วก็ไม่พบเหตุผลอื่นใดที่จะอาศัยในร่างกายนี้ต่อไป ตัดสินใจไปพระนิพพาน พอดีไปโผล่ที่วิมานของตนเอง เห็นสมเด็จฯองค์ปฐมท่านแย้มพระโอษฐ์อยู่ พร้อมด้วยพระอริยเจ้า<O:p></O:p>
แยกกายกราบครั้งที่ 1 ข้าพระพุทธเจ้าบูชาพระพุทธองค์ยิ่งแล้วด้วยชีวิต<O:p></O:p>
กราบครั้งที่ 2 ข้าพระพุทธเจ้าบูชาพระธรรมยิ่งแล้วด้วยชีวิต<O:p></O:p>
กราบครั้งที่ 3 ข้าพระพุทธเจ้าบูชาพระสงฆ์ยิ่งแล้วด้วยชีวิต<O:p></O:p>
ทรงตรัสถามว่า เป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร ดูสับสันนะ<O:p></O:p>
ทูลฯว่า รู้สึกปนกันพระพุทธเจ้าข้า ใจหนึ่งหดหู่และกลัวที่พระพุทธองค์อาจจะไม่ทรงโปรด แล้วข้าพระพุทธเจ้าจะพลาดจากความดี ใจหนึ่งก็น้อมเห็นความไม่มีของร่างกายตนเอง และของบุคคลอื่น และวัตถุทั้งหลายว่าไม่มี บ้างเป็นครั้งคราว รู้สึกอึดอัดที่เมื่อพบความไม่มีแล้วแต่ยังต้องทนอยู่พระพุทธเจ้าข้า<O:p></O:p>
ทรงตรัสตอบสั้นๆว่า ดี ให้พิจารณาต่อไป<O:p></O:p>
น้อมรับแล้วลาพระ <O:p></O:p>
วันนี้ไม่รู้เป็นไง จะนั่งจะนอนก็ไม่ติดที่ รู้สึกเบื่อไปหมด แม้เต่สมาธิก็ไม่อยากนั่ง ไอ้ความรู้สึกเบื่อนี้มันเบื่อจริงๆ มันคล้ายกับอารมณ์ของคนบ้า ดูทีวีดีๆกำลังชอบใจก็กลับเห็นดาราไม่สวยไม่หล่อขึ้นมา ประเดี๋ยวก็กลับไปเพลินใหม่ แล้วก็กลับมานึกขึ้นได้ว่าถ้าเขาไม่ทุกข์นี้เขาคงไม่มาออกทีวีกิน เมื่อวันก่อนได้อารมณ์โกรธเพราะทุกอย่างไม่มี คนโกรธตาย คนถูกโกรธตาย สาเหตุของการโกรธสลายตัว (ขอนอกเรื่องนิดนึง ลืมเล่าไปว่าวันก่อนนู้นเทวดาท่านมาบอกว่ายินดีช่วยกิจการงาน แต่ต้องไม่โกรธ ถ้าคนอื่นเขาขัดใจยังไงก็ห้ามโกรธ พอตกดึกตอนนอน ท่านมาแกล้งให้ฝันว่ามีคนมาทุบรถเรา ฝันว่าโกรธ จับอารมณ์โกรธทัน ดับไม่ได้ แต่ดีที่ไม่ได้ต่อยไอ้คนที่ทุบรถ ตื่นขึ้นมาถึงรู้ว่าโดนลองเสียแล้ว ไม่รู้ว่าจะสอบผ่านไหมเนี่ยะ) วันนี้พบว่าไม่มีเหตุผลอันใดที่เราจะมานั่งพอใจคนนั้นคนนี้ เพราะในที่สุดเราก็ตาย เขาตาย วัตถุสลายตัวทุกอย่างไม่มี พังไปทั้งหมดเช่นกัน<O:p></O:p>
ท่านผู้อ่านพอเข้าใจไหม ถ้าเข้าใจยินดีด้วย แล้วมาสอนผู้เขียนด้วยนะ เพราะบัดนี้ผู้เขียนยังงงๆอยู่เลย<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
8 ตุลาคม 2549<O:p></O:p>
วันนี้อยู่แบบจ๋อยๆ พิจารณาความไม่มีไปตามกำลัง เอาเทปอสุภกรรมฐานของหลวงพ่อมาแกะพิมพ์ ตอนนอนนึกไปว่าหากเราได้คนมากอดนอนก็จะดี อยากได้ผิวเนียนๆ ขาวอมชมพู แต่ว่าหากไอ้คนนั้นมันตาย ความอบอุ่นในร่างกายหายไป สัมผัสนี้มันก็ชืด จากขาวอมชมพูก็กลายเป็นขาวซีด ไอ้ที่กอดอยู่ก็ต้องปล่อย ความเศร้าความอาลัยอาวรณ์ก็ปรากฏ อะไรเนี่ย นี่แค่นึกอยากได้คนมากอดนอนเล่นๆ ให้หายเหนื่อย กลับกลายเป็นหาความทุกข์มาใส่ตัวเสียอย่างนั้น หลับดีกว่า
<O:p></O:p>
บันทึกวันอื่นๆอ่านต่อที่
http://livewithmeaning.blogspot.com/ (http://livewithmeaning.blogspot.com/)
โปรดแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพนะครับ
ฝั่งแห่งภพ
</TD></TR></TBODY></TABLE>
พอรู้สึกตัวก็จับ นิพพาน สุขัง ทันที วันนี้ตื่นขึ้นแต่เช้าสดชื่นดี รีบอาบน้ำแต่งตัวบูชาพระ อาราธนาพระกรรมฐานเสร็จ ก็กราบพระศรีอาริยเมตไตรว่าวันนี้จะปฏิบัติบูชาถวายท่าน จะให้ปฏิบัติอย่างไร ท่านสั่งว่าให้นึกถึงพระพุทธเจ้าองค์ก่อน 4 พระองค์ และนึกถึงท่าน ภาวนาว่า นะโมพุทธายะ พร้อมลมหายใจพอเริ่มภาวนาเห็นพระทั้ง 4 พระองค์กลายเป็นปางพระนิพพานเพชร ประทับที่หัวบ้าง บ่าบ้าง พระศรีอาริยเมตไตรท่านประทับที่กลางอก เมื่อใจสบายพอสมควรแล้ว ท่านให้พิจารณาแบบเดียวกับที่ฟังเทปอสุภเมื่อวาน ไล่เรียงเป็นลำดับ เห็นร่างกายนี้เป็นของสกปรกน่ารังเกียจ จนไปสุดที่ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่มีเราในร่างกาย ไม่มีร่างกายในเรา ครสวนี้รู้ว่าไม่ยาก
เสร็จแล้วพระศรีอาริยเมตไตรท่านพาไปเที่ยววิมานท่านที่พระนิพพาน สวยมาก ถามที่ว่า ตรงไหนของวิมานที่ลูกมีส่วนช่ายสร้างกองกุศลนั้นบ้าง ท่านชี้ แล้วถามท่านต่อไปว่าแล้วระยะเวลาที่ได้ร่วมทำกุศลกับท่านกี่ชาติ ทีแรกเห็นเลข 2 เข้าใจว่า 2 ชาติ ต่อมาเห็นเลข 0 แต่ไม่ชัด คิดว่า 20 หรือ 200 ชาติหว่า ขอท่านได้โปรดแสดงเป็นตัวเลขให้ชัดเจน ท่านก็ให้เห็นเลขชัดๆ 20 แต่ไม่ใช่ 20 ชาติ ท่านบอกว่า 20 กัป
เมื่อสมควรแก่เวลาแล้วพระศรีอาริย์ท่านโปรดให้เข้าไปกราบที่ตักท่าน รู้สึกมีความสุข (แต่ก็ละอายใจที่ชอบซบตัก เหมือนลูกแหง่ ท่านและ ท่านแม่ บอกว่า กำลังใจยังไม่เข้มแข็งก็อาศัยวิธีนี้ไปก่อน) จากนั้นท่านให้พร ขอเธอจงเป็นผู้มีความสุข คิดการใดสมความปรารถนา (ขอพรนี้สำเร็จแก่ท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยกันเทอญ)
เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องพระท่านจะเลิกมาสอนเรา(ผู้เขียน) ไม่ใช่เพราะบรรลุแต่เป็นเพราะอาจจะเอาดีไม่ได้<TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>
6 ตุลาคม 2549<O:p</O:p
วันนี้ตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกโทรศัพท์ที่ตั้งลืมไว้ รีบลุกขึ้นไปปิด แล้วกลับมานอนแบบงัวเงีย นึกกราบพระแล้วลุกไปทำกิจส่วนตัว เสร็จแล้วบูชาพระอาราธนาพระกรรมฐานตามปกติ จับลมหายใจพอสบายดีแล้วก็ขึ้นไปแผ่นส่วนกุศลให้ท่านผู้มีพระคุณที่พระจุฬามณีฯ หลวงพ่อฯมาโปรดบอกว่านับแต่นี้ไปให้จับที่ความรู้สึก รู้ รู้แล้ววาง จากนั้นพระท่านมาโปรดให้พิจารณาเหมือนทุกวันว่า เธอจงใคร่ครวญทุกวันอย่างนี้ว่า ร่างกายของเรานี้ไม่มี ของบุคคลอื่นไม่มี วัตถุสิ่งของทั้งหลายไม่มี เพราะทุกอย่างมีสภาพพังไปทั้งหมด แต่วันนี้ท่านให้พิจารณาความไม่มีที่ร่างกายของเราอย่างละเอียด เห็นความสกปรก เป็นซากศพ แต่ไม่นานความสกปรก ซากศพนี้มันก็ไม่เหลือ <O:p></O:p>
- คิดถึงโน๊ตบุคที่หวงมาก ก็เห็นว่ามันก็มีสภาพพัง <O:p></O:p>
- รถ เดี๋ยวมันก็พัง<O:p></O:p>
- สิ่งของในชีวิตประจำวัน มันก็พัง<O:p></O:p>
- คิดถึงแม่ พี่น้อง เพื่อน เดี๋ยวร่างกายเขาก็พัง<O:p></O:p>
- คิดถึงคนที่โกรธ ร่างกายเราพังแล้ว ความโกรธเขาก็ไม่มีประโยชน์ เพราะความโกรธต้องอาศัยการ<O:p></O:p>
มีร่างกาย มันถึงจะแก้แค้นได้ ร่างกายของเขาก็จะมีสภาพอย่างเดียวกับเราคือมันพัง คิดได้แบบนี้ก็คลายอารมณ์ไม่พอใจทั้งหมดที่มีต่อเขา เห็นว่าเราต่างอยุ่ในสภาพอย่างเดียวกัน <O:p></O:p>
แล้วพระท่านก็ตรัสว่า นับแต่นี้ต่อไป 3 วัน หากเธอเว้นจากการพิจารณาความ ไม่มี นี้ ตถาคตจะไม่มาสอนเธออีก เอาแล้ว! สงสัยจะไม่รอดแน่แล้ว นึกทูลถามท่านว่าคำสั่งที่ว่า เว้น หมายความว่าอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า<O:p></O:p>
ทรงโปรดว่า ไม่พิจารณาเลย<O:p></O:p>
ทูลถามว่า ถ้าพิจารณาวันละครั้ง ถือว่าเว้นหรือไม่พระพุทธเจ้าข้า<O:p></O:p>
ทรงโปรดว่า ถือว่าไม่เว้น<O:p></O:p>
แม้จะทรงตอบแล้วก็ยังไม่วายกังวลว่าจะไม่ทรงมาโปรดอีก หรืออาจจะพลาดจากพระนิพพาน<O:p></O:p>
ทรงตรัสว่า เธอเองก็มิได้ผูกพันพระนิพพานอะไรมากขนาดนั้น มิใช่หรือ<O:p></O:p>
ทรางตรัสตรงโดนใจเต็มๆ เพราะว่าเรานั่นเองที่ยังเป็นผู้คบความเลวอยู่ เรามิได้กระทำปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพานให้สมบูรณ์ <O:p></O:p>
ตกลงว่าวันนี้ไม่ได้ขึ้นไปพระนิพพาน เมื่อโดนอย่างนี้ถึงรู้ว่าพระนิพพานมีค่าขนาดไหน จะโทษใครก็ไม่ได้เลยนอกจากตนเอง <O:p></O:p>
กราบพระเสร็จแล้วออกจากสมาธิด้วยอาการกลุ้มใจ<O:p></O:p>
เฮ้อ! เราจะทำได้หรือไม่เนี่ยะ <O:p></O:p>
<O:p></O:p>
7 ตุลาคม 2549<O:p></O:p>
วันนี้ตื่นก่อนนาฬิกาปลุก ไม่รู้สึกงัวเงีย อาบน้ำไหว้พระตามปกติ อาราธนาพระกรรมฐานแล้วจับลมหายใจ รู้สึกใจไม่ค่อยนิ่ง คิดนู่นคิดนี่ แต่กำหนดรู้ไว้ตลอดว่าคิด หยิบเอาคำสั่งพระที่คาดโทษไว้ว่าอาจจะไม่มาสอนอีกขึ้นมาเตือนใจตนเอง ทำใจว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะทำตามพุทธบัญชา พิจารณาความ ไม่มี ตามกำลังพระพุทธเจ้าข้า หากพระพุทธองค์จะไม่ทรงเสด็จมาแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็จะยังคงคอยนึกถึงพระพุทธองค์อยู่เสมอ จากนั้นขึ้นไปพระจุฬามณีฯเห็นแต่ความว่างเปล่า นึกสะท้อนใจขึ้นมาอีกว่า หากพระพุทธองค์จะไม่โปรดข้าพพระพุทธเจ้าเสียแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็รู้แต่ว่าหากชีวิตนี้ตายแล้วจะไม่กลับมาเกิดอีก เราจะมีร่างกายอย่างนี้อีกเป็นครั้งสุดท้าย<O:p></O:p>
ตอนเย็นทำสมาธิอีกครั้ง นึกถึงที่พระท่านให้พิจารณาว่า ร่างกายของเรานี้ไม่มี ของบุคคลอื่นไม่มี เพราะทุกอย่างมีสภาพพังไปทั้งหมด เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย จงดีใจว่าเราใกล้ถึงพระนิพพานแล้ว เราเป็นหวัดมา 5 วันแล้ว พึ่งจะนึกขึ้นได้ว่าอาการหวัดนี้มันก็พาเราตายได้เหมือนกัน สมแล้วที่พระท่านจะไม่มาโปรด นึกใคร่ครวญอยู่ทุกวันแต่เวลาผ่านไป 5 วันพึ่งจะเห็นว่าไอ้น้ำมูกที่มันอยู่ที่จมูกนี้ มันจะมาอุดจมูกตายได้ โง่ขนาดนี้นี่เอง พอเริ่มรู้ตัวก็ทำใจทันทีว่าไอ้น้ำมูกนี้มันอาจจะทำพิษเราถึงตายใน 3 ลมหายใจนี้ ตัดสินใจแบบนี้แล้วก็ไม่พบเหตุผลอื่นใดที่จะอาศัยในร่างกายนี้ต่อไป ตัดสินใจไปพระนิพพาน พอดีไปโผล่ที่วิมานของตนเอง เห็นสมเด็จฯองค์ปฐมท่านแย้มพระโอษฐ์อยู่ พร้อมด้วยพระอริยเจ้า<O:p></O:p>
แยกกายกราบครั้งที่ 1 ข้าพระพุทธเจ้าบูชาพระพุทธองค์ยิ่งแล้วด้วยชีวิต<O:p></O:p>
กราบครั้งที่ 2 ข้าพระพุทธเจ้าบูชาพระธรรมยิ่งแล้วด้วยชีวิต<O:p></O:p>
กราบครั้งที่ 3 ข้าพระพุทธเจ้าบูชาพระสงฆ์ยิ่งแล้วด้วยชีวิต<O:p></O:p>
ทรงตรัสถามว่า เป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร ดูสับสันนะ<O:p></O:p>
ทูลฯว่า รู้สึกปนกันพระพุทธเจ้าข้า ใจหนึ่งหดหู่และกลัวที่พระพุทธองค์อาจจะไม่ทรงโปรด แล้วข้าพระพุทธเจ้าจะพลาดจากความดี ใจหนึ่งก็น้อมเห็นความไม่มีของร่างกายตนเอง และของบุคคลอื่น และวัตถุทั้งหลายว่าไม่มี บ้างเป็นครั้งคราว รู้สึกอึดอัดที่เมื่อพบความไม่มีแล้วแต่ยังต้องทนอยู่พระพุทธเจ้าข้า<O:p></O:p>
ทรงตรัสตอบสั้นๆว่า ดี ให้พิจารณาต่อไป<O:p></O:p>
น้อมรับแล้วลาพระ <O:p></O:p>
วันนี้ไม่รู้เป็นไง จะนั่งจะนอนก็ไม่ติดที่ รู้สึกเบื่อไปหมด แม้เต่สมาธิก็ไม่อยากนั่ง ไอ้ความรู้สึกเบื่อนี้มันเบื่อจริงๆ มันคล้ายกับอารมณ์ของคนบ้า ดูทีวีดีๆกำลังชอบใจก็กลับเห็นดาราไม่สวยไม่หล่อขึ้นมา ประเดี๋ยวก็กลับไปเพลินใหม่ แล้วก็กลับมานึกขึ้นได้ว่าถ้าเขาไม่ทุกข์นี้เขาคงไม่มาออกทีวีกิน เมื่อวันก่อนได้อารมณ์โกรธเพราะทุกอย่างไม่มี คนโกรธตาย คนถูกโกรธตาย สาเหตุของการโกรธสลายตัว (ขอนอกเรื่องนิดนึง ลืมเล่าไปว่าวันก่อนนู้นเทวดาท่านมาบอกว่ายินดีช่วยกิจการงาน แต่ต้องไม่โกรธ ถ้าคนอื่นเขาขัดใจยังไงก็ห้ามโกรธ พอตกดึกตอนนอน ท่านมาแกล้งให้ฝันว่ามีคนมาทุบรถเรา ฝันว่าโกรธ จับอารมณ์โกรธทัน ดับไม่ได้ แต่ดีที่ไม่ได้ต่อยไอ้คนที่ทุบรถ ตื่นขึ้นมาถึงรู้ว่าโดนลองเสียแล้ว ไม่รู้ว่าจะสอบผ่านไหมเนี่ยะ) วันนี้พบว่าไม่มีเหตุผลอันใดที่เราจะมานั่งพอใจคนนั้นคนนี้ เพราะในที่สุดเราก็ตาย เขาตาย วัตถุสลายตัวทุกอย่างไม่มี พังไปทั้งหมดเช่นกัน<O:p></O:p>
ท่านผู้อ่านพอเข้าใจไหม ถ้าเข้าใจยินดีด้วย แล้วมาสอนผู้เขียนด้วยนะ เพราะบัดนี้ผู้เขียนยังงงๆอยู่เลย<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
8 ตุลาคม 2549<O:p></O:p>
วันนี้อยู่แบบจ๋อยๆ พิจารณาความไม่มีไปตามกำลัง เอาเทปอสุภกรรมฐานของหลวงพ่อมาแกะพิมพ์ ตอนนอนนึกไปว่าหากเราได้คนมากอดนอนก็จะดี อยากได้ผิวเนียนๆ ขาวอมชมพู แต่ว่าหากไอ้คนนั้นมันตาย ความอบอุ่นในร่างกายหายไป สัมผัสนี้มันก็ชืด จากขาวอมชมพูก็กลายเป็นขาวซีด ไอ้ที่กอดอยู่ก็ต้องปล่อย ความเศร้าความอาลัยอาวรณ์ก็ปรากฏ อะไรเนี่ย นี่แค่นึกอยากได้คนมากอดนอนเล่นๆ ให้หายเหนื่อย กลับกลายเป็นหาความทุกข์มาใส่ตัวเสียอย่างนั้น หลับดีกว่า
<O:p></O:p>
บันทึกวันอื่นๆอ่านต่อที่
http://livewithmeaning.blogspot.com/ (http://livewithmeaning.blogspot.com/)
โปรดแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพนะครับ
ฝั่งแห่งภพ
</TD></TR></TBODY></TABLE>