View Full Version : การวัดผลของสมาธิ
บัวใต้น้ำ
07-10-2004, 12:28 AM
ธรรมของหลวงพ่อ วิริยังค์ สิรินธฺโร แห่งวัดธรรมมงคล
ท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกท่านนึงที่มีส่วนสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาและเป็นพระสงฆ์องค์ที่ผมศรัทธามากที่สุดรูปนึงเหมือนกัน
ท่านได้กล่าวแบ่ง การวัดผลของสมาธิที่ทำให้เราสามารถสังเกตรู้ได้ด้วยตัวเองเป็นขั้นตอนดังนี้
ในขั้นเหล่านี้จะบอกทางไว้หมด เพื่อจะกำหนดได้ว่าขณะนี้เรากำลังเดินทางไปถึงไหน แล้วกำลังอยู่ใดขั้นใด จะทำอย่างไรต่อไป แม้ว่าจะเป็นอับดับขั้น "แต่ต้องให้เป็นจริงต้องไม่เดาคาดคะเนเอา มิฉะนั้นจะเสียผล"
ขณิกะสมาธิ มี 6 ขั้น
ขั้น่ที่ 1 บริกรรม เพียงขณะที่บริกรรมคือจับคำบริกรรมได้ จิตก็เป็นสมาธิแล้ว
ขั้นที่ 2 หลังจากบริกรรมเกิดความสบาย เพียงเท่านี้ก็เป็นสมาธิอันถือว่่าได้เกิดผลในขั้นแรกๆ
ขั้นที่ 3 หลังจากบริกรรม จิตเข้าภวังค์ ทำให้เกิดความไม่รู้ตัวและทำให้เกิดความสบาย
ขั้นที่ 4 การเข้าภวังค์ การเข้าภวังค์แล้วเห็นสื่งต่างๆตลอดถึงมีความลึกซึ้ง
ขั้นที่ 5 เริ่มชำนานภวังค์ หมายถึงความชำนานในการเข้าออกได้รวดเร็วกว่าธรรมดา
ขั้นที่ 6 เริ่มมีกระแสหมายถึงการเข้าภวังค์จนมีการกำหนดได้ว่าจิตก่อนลงภวังค์
เป็นอย่างไรพร้อมเห็นชัดเจนขึ้น
อุปจาระสมาธิ มี 6 ขั้น คือ
ขั้นที่ 1 ความชำนาญการเข้าภวังค์.
ขั้นที่ 2 ความสว่างในภวังค์ (ไม่ใช่นิมิต )
ขั้นที่ 3 ความมีกระแสจิต
ขั้นที่ 4 การไม่กระทบกระเทิอนในเสียงต่างๆ
ขั้นที่ 5 การรู้ตัวผู้รู้
ขั้นที่ 6 การถึงจุดพลังอำนาจ
อัปปนาสมาธิ มี 6 ขั้น
ขั้นที่ 1 การสัมผัสอทิสมานกายได้
ขั้นที่ 2 การแสดงตาทิตย์ของอาทิสมานกาย
ขั้นที่ 3 เข้าภวังค์ดำเนินการในภวังค์ได้
ขั้นที่ 4 การอยู่่ด้วยความปกติในฌาณได้ตามกำหนด
ขั้นที่ 5 การระงับเวทนาทั้งหมด
ขั้นที่ 6 การกำหนดสูญญากาศ(สูนยากาศ) ไม่เกี่ยวข้องกับโลกภายนอก
นายฉิม
12-10-2004, 07:16 AM
ได้ขณิกสมาธิยังไม่ถึงขั้น 1 เลยมั้งใครได้ขั้นไหนมั่งเนี่ยะ
บัวใต้น้ำ
12-10-2004, 08:48 AM
Originally posted by นายฉิม
ได้ขณิกสมาธิยังไม่ถึงขั้น 1 เลยมั้งใครได้ขั้นไหนมั่งเนี่ยะ
ขี้จุ๊ ถ่อมตัวอีกแล้ว คุณฉิม
นายฉิม
12-10-2004, 11:51 AM
จริงๆนะครับคุณบัวใต้น้ำผมไม่ได้นั่งสมาธิมานานมากเลยตอนเด็กๆนั่งบ่อยเพราะยายชอบให้นั่งก็ไม่รู้ว่าจะนั่งไปทำไมในตอนนั้น
ตอนนี้ทำงานก็ไม่ค่อยได้นั่งสมาธิเท่าไหร่เลย
แต่ก็ชักอยากเริ่มนั่งแล้วหล่ะหลังจากนี้ หุหุ
ไว้มีประสปการณ์อะไรจะมาเล่าให้ฟัง
แต่เท่าที่ได้นั่งมาก็ยังไม่เคยพบเจออะไรใดๆเลยอ่ะ หุหุ
บัวใต้น้ำ
12-10-2004, 06:05 PM
Originally posted by นายฉิม
จริงๆนะครับคุณบัวใต้น้ำผมไม่ได้นั่งสมาธิมานานมากเลยตอนเด็กๆนั่งบ่อยเพราะยายชอบให้นั่งก็ไม่รู้ว่าจะนั่งไปทำไมในตอนนั้น
ตอนนี้ทำงานก็ไม่ค่อยได้นั่งสมาธิเท่าไหร่เลย
แต่ก็ชักอยากเริ่มนั่งแล้วหล่ะหลังจากนี้ หุหุ
ไว้มีประสปการณ์อะไรจะมาเล่าให้ฟัง
แต่เท่าที่ได้นั่งมาก็ยังไม่เคยพบเจออะไรใดๆเลยอ่ะ หุหุ
เชื่อไหม ถ้าผมจะบอกว่านั่งไปเรื่อยๆไม่พบอะไรเลย
ในหัวมีแต่คำบริกรรม หรือ มีแต่ตามรุ้ลมหายใจถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
เพราะ การปฏิบัติธรรม ตามเนื้อแท้แล้วปฏิบัติกันเพื่อละทิ้ง เพื่อละ บรรดากิเลสตัณหา ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อนั่งรู้เห็น หรือเพื่อมีสิ่งต่างๆน่ะครับ
สิ่งต่างๆที่เห็น หรือที่มี มันเป็นผลพลอยได้น่ะครับ หรือบางคนก็เพียรทำมาในอดีตชาติ
แถมบางอย่างยังเป็น "ปปันจธรรม" คือสิ่งที่หน่วงเหนี่ยวทำให้เนิ่นช้าในการบรรลุธรรม
นายฉิม
13-10-2004, 07:23 AM
อือ
เริ่มกระจ่างแล้ว
ขอบคุณมากครับ
เลยกระจ่างไปด้วยเลยค่ะดีจัง
ขอบคุณค่ะ:)
ผมว่าผมได้อุปจารขั้น 4 น่ะ เมื่อ เทียบกับอันบนน่ะ อาจจะได้ตัวผู้แล้วก็ได้ ไม่แน่ใจเพราะช่วงนี้ ธรรมะเกิดขึ้นเองบ่อยๆ
บัวใต้น้ำ
19-10-2004, 01:03 AM
Originally posted by witt
ผมว่าผมได้อุปจารขั้น 4 น่ะ เมื่อ เทียบกับอันบนน่ะ อาจจะได้ตัวผู้แล้วก็ได้ ไม่แน่ใจเพราะช่วงนี้ ธรรมะเกิดขึ้นเองบ่อยๆ
โมทนา ครับ
ขอให้พัฒนายิ่งๆขึ้นครับ
chatsiri
12-03-2006, 10:29 AM
ผมได้อัปนาสมาธิครับ...แต่น่าเสียดายมากตอนนั้นผมลองนั่งครั้งแรก และยังไม่รู้อะไรเป็นอะไรเลย เมาอ่อนอยู่ด้วย (แฮ้งค์ครับ) แต่ไม่รู้เป็นอะไรมองพระพุทธรูปแล้วจิตใจมันสงบหายเมาเลย...ผมก็เลยจุดธูปเทียนสวดมนต์เสร็จผมก็เลยนั่งสมาธิ....และเหตุการณ์นี้ก็ได้เกิดขึ้นกับผม ปวดขาผมก็เลยกำหนดพุธโธ แล้วก็หายจริง ๆ ในเวลาไม่ถึงนาที จากนั้นก็เกิดอาการพุธโธหาย หูดับคือไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย.... และลมหายใจดับคือไม่มีลมหายใจเลย..แต่เบาสบายมาก ๆ เหมือนมีดวงดาวระยิบระยับมาล้อมรอบเราอยู่..ไมมีกายถึงคิดว่าเราตายแล้วหรือนี่แต่ถ้าตายสบายอย่างนี้เราก็ขอตายไปเลยดีกว่า....นั่งอยู่ประมาณ ๕ นาที อ้อลืมบอกไปว่าเข้าอัปปนาใช้เวลานั่งไม่ถึง ๕ นาที บางท่านบอกว่าเป็นการข้ามขั้นได้เร็วมาก นั่งครั้งแรกในชีวิตใช้เวลานั่งไม่ถึง ๕ นาที ก็เข้าณาน ๔ ได้แล้วบางคนฝึกเป็นปีก็ไม่ได้ แต่ทำไม่ตอนหลัง ๆ ข้าพเจ้าจึงนั่งไม่ได้อยากจะขอถามผู้ทรงอภิญญาทั้งหลายด้วยว่าณานข้าพเจ้าเสื่อมไปแล้วหรือไม่..เพราะหลังจากนั่งตอนนั้น..ข้าพเจ้าได้ดื่มเที่ยวมาตลอด..เพิ่งมาเลิกเหล้าเลิกเที่ยวได้ประมาณปี ๓๙ และทำบุญปฏิบัติธรรมเต็มตัว ภรรยาข้าพเจ้าไม่รู้ก็ได้เปิดประตูเข้ามาเรียก ข้าพเจ้าก็หลุดออกจากสมาธิ และหลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ได้เป็นไมเกรนข้างขวามาตลอดเลย และข้าพเจ้าก็ไม่ได้ปรากฎอปนาสมาธินี้อีกเลย ปัจจุบันนี้นั่งนานแค่ไหนก็ไม่ปรากฎมีแต่ทุกข์เวทนาอย่างเดียวกำหนดพุทโธก็ไม่หายเลย แต่ข้าพเจ้าขอจิตสงบอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อพระนิพพานตัดกิเลสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5
12-03-2006, 10:48 AM
ว่าตัวเองขั้นที่ 5 ของอุปจารสมาธิโดยไม่ต้องนั่งสมาธิ ในข้อ 5 บอกว่า เริ่มชำนานภวังค์ หมายถึงความชำนานในการเข้าออกได้รวดเร็วกว่าธรรมดา ข้าพเจ้าเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เป็นเด็กแล้วล่ะ คือเพียงแค่กำหนดความรู้สึกขึ้นมาก็ตกภวังค์ขึ้นที ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมจอแจขนาดไหนข้าพเจ้าทำได้หมด ทีแรกก็คิดว่าเป็นอุปาทานของตัวเอง แต่พอมาอ่านกระทู้นี้ปรากฎว่ามันเป็นแบบเดียวกับท่านอธิบายไว้
สาธุขอรับ
นะมัตถุ โพธิยา
15-03-2006, 08:34 AM
(ช่วยเสริม)
สมาธิที่ ง่ายที่สุด และ ตรงจุดที่สุด คือ
1.ต้องตั้ง จุดประสงค์ คือ เพิ่มพลังจิต
2.ต้องมี จุดวางใจ
3.ต้องมี การบริกรรม
4.ต้องเข้าถึง แก่นของพลัง
นี้คือ สิ่งที่พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ วัดธรรมมงคล สอนไว้
(ท่านเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิด และศิษย์เอกองค์หนึ่ง ของหลวงปู่มั่น)
-----------------------------------------------------------------
สนใจรายละเอียด
ติดต่อเรียนที่ สถาบันพลังจิตตานุภาพ วัดธรรมมงคล
ซอยสุขุมวิท101 พระโขนง กรุงเทพฯ
โทร 02-7413552
เรียนฟรี
[b-wai] [b-wai] [b-wai]
varanyo
15-03-2006, 12:53 PM
ดีครับที่ได้ปฏิบัติกันมาและรู้ระดับฌานกัน...ขออนุโมทนาด้วย...
แต่อย่าไปรู้เลยจะดีกว่าครับว่าเราจะได้หรือผ่านฌานไหนแล้ว..
เพราะว่าสิ่งที่เราต้องการรู้...อยากเห็น...นั่นละครับตัวกิเลสละ...
มุ่งมั่นปฏิบัติกันให้มากๆ เข้าไว้...แล้วเราจะรู้ด้วยตัวของเราเองครับ...
ว่าขณะนี้เราปฏิบัติเป็นอย่างไร...จิตมั่นคงมากน้อยเพียงไรแล้ว...
เมื่อปฏิบัติไปได้สักระยะหนึ่ง...ได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว...
เมื่อเรากลับมาอ่านตัววัดผลสมาธิ...เราก็จะทราบครับว่า...อ๋อ...อย่างนี้นี้เอง...สาธุ...สาธุ...สาธุ
ขออนุโมทนา กับ ทุกๆๆท่าน
...
ดิฉันเองก้อไม่ สามารถ ตอบได้ ว่าตนเอง อยู่ ระดับไหน
พระอาจารย์ ได้แต่..บอกว่า ใกล้ๆ ใกล้แล้ว
จนบ้างครั่ง เกรง ใจ ไม่กล้า
เพราะ ถามที่ไร หลวงตา หัวเราะ อย่างเดี่ยว
....
จาก ที่ตนเอง นั่งแล้ว..จิต นิ่ง ลมหายใจ หายไปไหน
ไม่ได้ ไปตาม หา
จิต เบา ..กายเบา
เหมือน เราอยู่ ใน โลก..ที่กว้างไกล
มีประตู มากมาย ให้เราไปเปิด...
ดิฉันไม่ได้ไปเปิด ได้แต่ อยู่ที่เดิม อยู่ตรงเดิม
มอง ข้างๆๆ กาย เห็นเป็นร่าง คล้ายๆๆคน แต่เปงประกายแก้ว
ทั่งสองข้าง
ถาม ..หลวงตา...
หลวงตา ก้อ ตอบ ว่า..อย่ากลัว แต่ท่านก้อไม่อธิบาย
แต่จิต มันบอกเองว่าเป็นเทพ
แล้ว อีกภพ เห็นคนร่างดำ มากมาย จนน่าใจหาย
รู้ด้วยจิต ว่าเป็นเจ้ากรรม นายเวร
หลวงตา รู้เท่าทัน ..
ท่านตอบ ...อย่าคิดว่า จะ ชดใช้ เจ้ากรรมนายเวร ให้หมด ชาติ
มันเกินกำลัง ทุกสิ่ง ต้องค่อยเป็นค่อยไป
กรรม มันเหมือน หมอก เบาบาง แต่ อยากแก่การตัด
...
ดิฉัน รับทราบ
กรรม ก่อเกิด ..
ขอสร้างเสริม บารมี ธรรม ..
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.