View Full Version : พลังจักรวาลบำบัดโรค (จักระ..ยุคนี้กำลังฮิต)
กระเจียว
20-09-2004, 02:50 AM
พลังจักรวาลคืออะไร
ปีค.ศ.2000
.เป็นปีที่ทุกคนต่างเรียกกันว่าปีแห่งสหัสวรรษใหม่ ปีที่มีความเจริ_ ก้าว หน้าในหลายๆ ด้านบนโลกใบนี้ แต่ทุกท่านคงไม่ปฏิเสธว่า แม้โลกของเราจะมี ความก้าวหน้าล้ำยุคไปมากเพียงใดความเจ็บไข้ได้ป่วยก็ยังเป็นสิ่ง ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และ อาจเกิดขึ้นกับทุกคนถึงแม้จะไม่รุนแรงแต่ก็ทำให้เกิดทุกข์ ทำให้เราเข้าใจ เห็น ถึงสัจธรรมที่ว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
พลังจักรวาล เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ทำให้ท่านพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บได้ และต่อสู้บนโลก ใบนี้ที่พัฒนาอย่างไม่มีวันหยุด วิชาพลังจักรวาล ไม่ใช่วิชาที่แปลกใหม่แต่อย่างใด บางท่านอาจจะไม่ทราบ หรือทราบมาบ้างแล้วเพียงผิวเผินเท่านั้น
พลังจักรวาลมิใช่พลังทางไสยศาสตร์ ไม่มีการใช้คาถาอาคม ไม่จำกัดศาสนาหรือชนชาติใดๆในการรับการศึกษาหรือรับการบำบัดโรค พลังจักรวาล เป็นพลังธรรมชาติมีลักษณะเป็นคลื่นไฟฟ้าคล้ายคลื่นของรังสีคอสมิคผู้มีความสามารถในการซึมซับพลังจักรวาลมาสู่ร่างกาย จะทำให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บและยังมีความสามารถใช้พลังจักรวาลในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้หายหรือทุเลาจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้อีกด้วยนอกจากนี้ยังนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้อีกมากมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถของแต่ละบุคคล
การรักษาโรคด้วยพลังจักรวาล จึงเป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งทำให้โรคภัยไข้เจ็บทุเลาหรือหายได้โดยวิธีทางธรรมชาติโดย ใช้คุณธรรมสำคั_คือ " ความเมตตา " ดังนั้นผู้ให้การรักษา จึงไม่เรียกร้องค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น. ผลงานวิจัยหลายชิ้นได้ลงความเห็นว่า พลังจักรวาลใช้รักษาโรคและอาการหลายอย่าง เช่น โรคเกี่ยวกับ หู ตา จมูก หรือโรคไม่แสดงอาการความเจ็บป่วยออกมา ในสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก มีผู้สนใจวิชานี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งมาจากระดับความรู้ต่างกัน ผู้คนหลายวงการเช่น แพทย์ นักวิจัย วิศวกร ได้รับการอบรม ที่จะช่วยบรรเทา หรือรักษาโรคให้แก่ตนเองและคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงาน โดยเพียงเขา ได้รับการเปิดจักระ ในร่างกายด้วยวิธีการที่ถูกต้อง และได้รับคำแนะนำจากผู้ที่มีความสามารถ จริงๆ
.
กระเจียว
20-09-2004, 02:51 AM
วิชาพลังจักรวาลกำเนิดมานานมากจนไม่อาจระบุได้แน่นอน ความเป็นมา วิธีการดั้งเดิมของพลังจักรวาลคือการใช้พลังของมนุษย์ และพลัง จักรวาลผสมผสานกัน เดิมวิชานี้มีความเจริ_สูงสุดในยุคอาณาจักรแอตแลนติส หลังจากที่อาณาจักรนี้ล่มสลาย เนื่องจากมนุษย์มากด้วยกิเลส ตัณหา หลงตัวเองจนลืมปฏิบัติ ทำให้มลภาวะเข้าสู้ร่างกายและจิตใจ วิชานี้จึงได้เสื่อมคลายไป เป็นผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆนาๆมากมาย จนบางครั้งการแพทย์ ปัจจุบันยังไม่สามารถทำการรักษาได้
ต่อมาท่าน ดาสิรา นาราดา พระภิกษุชาวศรีลังกาได้รื้อฟื้นวิชานี้ ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ. 2389 และมรณะ ภาพเมื่อ พ.ศ.2467ได้บำเพ็_เพียร ศึกษาจนได้เคล็ดลับในการที่จะสามารถ ซึบซับพลัง จักรวาลซึ่งมีอยู่ในธรรมชาติรอบๆตัวเรา และสามารถถ่ายทอดพลังนี้ไปยัง ผู้ที่มีความทุกข ์จาก โรคภัยไข้เจ็บได้
ในห้วงเวลาเกือบ 200 ปี นับตั้งแต่ที่ท่านได้วิธีรับพลังลี้ลับนี้ และถ่ายทอดวิชานี้ต่อๆมาจนปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันมากกว่า 60 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ผู้ที่นำวิชานี้มาสู่คนไทย เป็น อาจารย์ให_่วิชาพลังจักรวาล คือ ศ. ดร. เซอร์ เลือง มินห์ ด๋าง เป็นชาวเวียดนาม เคยเป็นทหารร่วมรบกับอเมริกันในสมัยสงครามเวียดนามต่อมาได้อพยพไปอยู่สหรัฐอเมริกา และได้รับสั_ชาติเป็นชาวอเมริกัน ตั้งถิ่นฐาน อยู่ที่เมืองเซ็นต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี่
เดิมท่านอาจารย์ให_่ใช้ชีวิติส่วนให_่ปฏิบัติกิจด้านศาสนาเป็นประจำ จนในที่สุดท่านได้มีโอกาสพบวิชาพลัง จักรวาลจากพระภิกษุชาวอินเดีย และได้ศึกษาปฏิบัติต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ ขณะเดียวกันได้พยายามเผยแพร่วิชาน ี้จนกระจายไปกว่า 60 ประเทศทั่วโลก โดยเริ่มอย่างจริงจังที่สหรัฐอเมริกา และประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป ตลอดจนทวีปเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยด้วยท่านอาจารย์ให_่ได้มาสอนในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 19-21 ตุลาคม 2538 โดย พลเอก เกษม นภาสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิเพื่อฝึกพลังจักรวาล ได้เชิ_ท่านมาสอนระดับ 4 ให้กับคนไทย จัดที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มีผู้เข้ารับการอบรมประมาณ 2000 คน จากนั้นท่านก็มาสอนในประเทศไทย อีกหลายครั้งในระดับสูง และได้ให้มูลนิธิเพื่อฝึกพลังจักรวาลจัดสอนระดับ 6 รุ่นแรกของโลกจำนวน 148 คน จาก 18 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2540 รวมเวลาเรียน 15 วัน จัดที่คำแสดรีสอร์ท จังหวัดกา_จนบุรี
กระเจียว
20-09-2004, 02:54 AM
การรักษาด้วยพลังจักรวาล
วิธีการรักษาโรคด้วยพลังจักรวาล คือการส่งพลังจักรวาล ไปให้คนไข ้โดยไม่ใช้ อุปกรณ์ใดๆ นอกจากมือของผู้ให้การบำบัด โดยเฉพาะผู้ที่มีความสามารถสูง อาจไม่ต้องสัมผัสตัวคนไข้ก็ได้
การรักษาโรคด้วยพลังจักรวาล เป็นวิธีการอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อช่วยรักษาโรคทางกาย และใจวิธีการรักษาโรคด้วยพลังจักรวาลนี้ไม่ใช่ไสยศาสตร์ พลังจักรวาลทำให้ เกิดความสมดุลโดยผ่านจุดหลัก 7 จุดในร่างกาย ที่ เรียกว่า "จักระ"ซึ่ง เป็นภาษา สันกฤตแปลว่า วงล้อการรักษาวิธีนี้ ได้รับการค้นคว้าจากโลก ตะวันตกเช่นกัน กล่าวได้ว่าพลังจักรวาลเป็นศาสตร์ที่ยิ่งให_่ เกี่ยวกับพลังงานที่เราเรียกว่า พลังคอสมิคต้นกำเนิดของพลังจักวาลนี้ สืบสาวได้ถึงวิธีการรักษาโดยธรรมชาติ และวิธีนี้ได้ถูกค้นพบอีกครั้งภายใต้กฎความเป็นอยู่ของมนุษย์ซี่งขณะนี้มีความ พยายามไม่ใช้ยาจากสารเคมี
ขบวนการการทำงาน
พลังจักรวาลจะเข้าสู่ร่างกายคนไข้ และปรับความ สมดุลให้กับอวัยวะที่มีปั_หาของ คนไข้ ผลก็คือ ทำให้คนไข้หายป่วยหรือทุเลาจากโรคภัยไข้เจ็บ ที่กำลังเป็นอยู่ ทั้งนี้เพราะ เหตุผลที่ว่า บุคคลที่เจ็บป่วยมีสาเหตุเนื่องมาจาก อวัยวะที่เจ็บป่วยขาดความสมดุลของพลังจักรวาล จึงทำให้เกิดอาการของโรคต่างๆ ดังนั้น ผู้ที่มีความสามารถรับ และส่งพลังจักรวาลให้กับผู้ป่วยได้โดยส่งพลังจักรวาล ผ่านไปตามจักระของมนุษย์ ไปสู่ที่อวัยวะที่เจ็บป่วย เพื่อให้พลังจักรวาลปรับความสมดุลที่อวัยวะนั้น จึงทำให้ ผู้ป่วยหายหรือทุเลา จากการเจ็บป่วยนั้นๆ และกลับสู่สภาพปกติดังเดิม
วิธีการรักษานี้ จะใช้การสัมผัสด้วยมือ (หรือไม่ใช้การสัมผัสก็ได้ เรียกว่าการรักษาทางไกล) โดยใช้เวลาแต่ละครั้ง จะต้องไม่เกิน 5 นาที และตามปกติวันหนึ่งจะทำการรักษาเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
การบำบัดนี้ผู้ทำการบำบัดควรจะมีความคิดและจะต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ผู้ทำการบำบัด ต้องฝึกให้มีความคิดที่จะบรรลุถึงการควบคุมตนเองในภาระหน้าที่ต่างๆทุกประการ จากหน้าที่เล็กๆ ในครอบครัวไปจนถึงหน้าที่สูงสุดในสังคมนี่เป็นเป้าหมายของการฝึกฝนด้วยตนเองเมื่อผู้ทำการบำบัดบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว แล้วจะสามารถนำความผาสุกมาสู่คนไข้ได้
2. ผู้ทำการบำบัดและครอบครัวต้องผ่านการพิสูจน์จากสังคม และยอมรับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา แม้จะเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ยิ่งทนได้มากเท่าไร กรรมของเราก็จะหมดลงเร็วเท่านั้น ขณะที่เราทนต่อความทุกข์ยากได้ จิตวิ__าณจะพุ่งสู่ระดับสูงขึ้น เมื่อจิตวิ__าณของเราพัฒนาเข้าสู่ ระดับสูงขึ้น ร่างกายของเราก็จะดูดซับพลังจักรวาลได้ง่ายขึ้น ในสภาวะเช่นนี้เราจะมีความสามารถมากพอที่จะบำบัดคนไข้ทั้งหมดที่มาพบเราได้ ถึงแม้ว่าคนไข้เหล่านั้นจะมีโรคที่ยากต่อการบำบัด
3. เราต้องให้ความรักคนไข้ให้มากเท่ากับที่รักครอบครัวของเรา และต้องไม่แบ่งแยกชนชั้น
4. ระหว่างการบำบัด ความคิดคำนึงของเราควรจดจ่ออยู่ที่คนไข้ และต้องไม่ยอมให้สภาวะแวดล้อมภายนอกทำให้เราไขว้เขว
5. ผู้ฝึกฝนต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตนด้วยการปฏิเสธความมีชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ และความรัก ความมีชื่อเสียงควรนำมา สู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน ทรัพย์ศฤงคารควรอุทิศให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศของตน และความรักควรจะแบ่งบันไปสู่มวลมนุษย์
6. ร่างกายของมนุษย์มีจุดสำคั_ 7 จุด เมื่อจุดเหล่านี้ถูกเปิด จะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่าเต็มที่ ในชั้นต้นเมื่อได้รับการเปิดจุด 6 จุด และได้ฝึกฝนด้วยตนเอง จนประสบผลสำเร็จแล้ว จุดสำคั_อีก 1 จุด จะถูกเปิด ซึ่งถือว่าได้บรรลุถึงจุดสูงสุด และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
กระเจียว
20-09-2004, 02:59 AM
จักระ 1 (ดอกบัว 4 กลีบ)
- อยู่ระหว่างอวัยวะเพศ และทวารหนัก
- เป็นรากฐานของระบบจักระ หรือระบบพลังงาน เป็นพื้นฐานของพลังชีวิต และเป็นกลไกที่ทำให้สืบทอดพันธุ์เป็นมนุษย์อยู่ในโลกทุกวันนี้
- ผู้ที่ปฏิบัติได้ถึงระดับสูงสุด จักระนี้จะเปิดเองโดยอัตโนมัติ
จักระ 2 (ดอกบัว 6 กลีบ)
- อยู่ตรงปลายก้นกบ เป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับพลังทางเพศ รวมทั้งความเชื่อมั่นในตนเอง
- ควบคุมระบบการสืบพันธุ์, การขับกากอาหารและของเสียออกจากร่างกาย (ระบบการขับถ่าย) รวมทั้งการตั้งครรภ์และการคลอด
- ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับอัณฑะ, ท่อปัสสาวะ, อวัยวะสืบพันธุ์, มดลูก, รังไข่, ช่องคลอด, ทวารหนัก, กามโรค
จักระ 3 (ดอกบัว 8 กลีบ)
- อยู่ตรงแนวสะดือตัดกับกระดูกสันหลัง เป็นศูนย์กลางของการหยั่งรู้ ณ จุดนี้เป็นศูนย์กลางของร่างกาย
- ควบคุมระบบการย่อยอาหารและการขับถ่ายของเสีย
- ใช้รักษากระเพาะอาหาร, ลำไส้ให_่, ลำไส้เล็ก, ลำไส้อ่อน, ลำไส้แก่, ไส้ติ่ง, ตับ, ม้าม, ดี, กระเพาะปัสสาวะ, ไต, โรคเบาหวาน, ถุงน้ำดี, ต่อมหมวกไต
จักระ 4 (ดอกบัว 10 หรือ 12 กลีบ)
- อยู่ตรงแนวหัวใจตัดกับกระดูกสันหลัง เป็นศูนย์รวมของความรักที่แท้จริง รวมทั้งการพัฒนาจิตใจ ด้วยความเมตตากรุณา และความเสียสละ
- ควบคุมระบบหมุนเวียนโลหิต, หัวใจและระดับไขมันในเส้นเลือด
- ใช้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจโต, หัวใจเล็ก, หัวใจรั่ว, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเส้นเลือด, หัวใจเต้นอ่อนและเหนื่อยเร็ว
จักระ 5 (ดอกบัว 16 กลีบ)
- อยู่ตรงบริเวณเส้นแนวไหล่ตัดกับกระดูกสันหลัง
- ควบคุมระบบทางเดินหายใจ และผิวหนัง
- ใช้รักษาโรคปอด, หลอดลม, ลำคอ, ไซนัส, ต่อมผิวหนัง, หลอดลมอักเสบ, หอบหืด, ไอ, จมูก, ผื่นคัน, โรคผิวหนัง
จักระ 6 (ดอกบัว 2 กลีบให_่ และกลีบย่อย 100 กลีบ)
- อยู่ตรงกลางหน้าผาก เปรียบเสมือนนัยน์ตาของปั__า ใช้เป็นตาที่ 3 (_าณวิเศษ) สำหรับการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน ห้าม ผู้สำเร็จ ระดับ1, 2,3,4 และ 5 ใช้จักระนี้ในการรักษาโรคอย่างเด็ดขาด
- ควบคุมสติปั__า, ความนึกคิด, ความเฉลียวฉลาด, และระบบประสาท
- ผู้ที่เรียนถึงระดับ 5 จะใช้จักระนี้ทำสมาธิเท่านั้น (ถ้ารักษาโรคด้วยจักระนี้ จักระที่เปิดไว้ทุกจักระจะปิด)
จักระ 7 (ดอกบัว 1,000 กลีบ)
- อยู่ตรงกลางกระหม่อมหรือจุดตัดของเส้นที่ลากจากปลายจมูก ผ่านกลางหน้าผาก ตัดกับเส้นที่ลากจากหูซ้ายไปหูขวา เปรียบเสมือนมงกุฎดอกบัว
- ควบคุม ระบบประสาททั้งหมดของร่างกาย เป็นศูนย์ควบคุมทุกจักระ เป็นจุดรับพลังจักรวาล และทำการกระจายไปทั่วร่างกาย เป็นจุดที่ สามารถรักษาอาการเจ็บป่วย ที่จักระอื่นไม่สามารถรักษาได้โดยตรง
- ใช้รักษาเส้นประสาท, สมอง, ตา, หู, อวัยวะในช่องปาก, โรคเจ็บป่วยซึ่งเกี่ยวกับระบบประสาททั่วไป ที่อยู่นอกเครือข่ายของ จักระอื่น เช่น ระบบกล้ามเนื้อ, ไทรอยด์, ต่อมทอนซิล, กล่องเสียง
.
กระเจียว
20-09-2004, 03:10 AM
กายจิต ( Etheric Body หรือ Astral Body ) เป็นกายละเอียดที่มีลักษณะเป็นพลังงานเรืองแสงขนาดเท่ากายเนื้อหรือบางทีขยายตัวให_่กว่ากายเนื้อประมาณ 4-5 นิ้วโดยแทรกตัวอยู่ในกายเนื้อหรือแนบสนิทซ้อนเป็นพิมพ์เดียวกับกายเนื้อ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่สามารถเห็นได้ด้วยพลังสมาธิ ส่วนการติดต่อระหว่างกายเนื้อกับกายจิตสามารถทำได้ โดย ผ่าน จักระ
กายจิต ประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ประการคือ
2.1 จักระ ( Chakaras ) เป็นศูนย์รวมของพลังงาน ซึ่งมีจำนวนมากมายกระจายไปทั่วกายจิต แต่จักระสำคั_มี 7 จักระ ซึ่งมีแสง สี และเสียง แตกต่างกันไป
2.2 ช่องทางเดินพลัง ( Nadi ) เป็นท่อเล็กๆ ที่แผ่กระจายไปทั่วกายจิต ซึ่งเปรียบได้กับหลอดเลือดที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกายเนื้อหน้าที่หลักของกายจิตคือทนุบำรุงกายเนื้อ โดยการดูดซับพลังจากธรรมชาติหรือจากจักรวาลและพลังปราณแล้วย่อยสลายพลังให้ละเอียดพร้อมกับส่งไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ของกายเนื้อ ผ่านท่ออวัยวะแต่ละส่วน พลังงานละเอียดนี้มีลักษณะ เป็นแสง เป็นสี เป็นเสียง กายเนื้อส่วนไหนอ่อนล้า กายจิตก็จะส่งพลังไปช่วย ในกรณีที่กายจิตไม่สามารถทำหน้าที่ตามปกติ ได้ ก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยตรงส่วนนั้น ตัวการทำลายพลังกายจิตคือ ความเครียด ความโกรธ
อนึ่ง กายจิตที่อยู่แนบสนิทกับกายเนื้อนี้ สามารถถอดกายจิตออกจากกายเนื้อ เพื่อไปยังสถานที่ที่กายจิตต้องการไปได้ โดยการเพ่งจิตไปที่ต่อมไพนีล ( Pineal ) ทำให้ต่อมไพนีลเกิดการสั่นสะเทือน ( Vibration ) แล้วโซล่าเพล็กซัส ( Solar Plexus ) ขยายตัว จากนั้นจิตก็ออกจากกายเนื้อไปยังสถานที่ที่ต้องการ การถอดกายจิตนี้ใช้ในการรักษาโรคทางไกล ( Tele Medicine ) ได้นั่นเอง
สุขภาพของกายจิตมีอิทธิพล ต่อสุขภาพของกายเนื้อ ความรู้ทางการ แพทย์ปัจจุบันรักษาได้เพียงกายเนื้อระดับ หนึ่งเท่านั้น การเรียนรู้เพื่อทำความรู้จัก กายจิตของเรา เป็นสิ่งทีไม่เสียหลาย
กลุ่มคนที่ฝึกสมาธิจนมีพลังสมาธิสูงได้ประจักษ์แล้วว่าในกายเนื้อของมนุษย์นั้นมีกายทิพย์คอยทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ในกายเนื้อให้สามารถทำงานประสานอย่างสมดุล ขณะเดียวกันจะช่วยซ่อมแซมกายเนื่อส่วนที่อ่อนล้าด้วยการควบคุมผ่านทาง จักระ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของกายทิพย์ของมนุษย์นั่นเอง
จักระ มาจากภาษาสันสกฤต (Chakras) แปลว่า วงล้อเป็นกลุ่มแสงซึ่งเป็นศูนย์รวมของพลังงานที่หมุนรอบตัวเองอยู่ตลอดเวลาในทิศทางตามเข็มนาฬิกา มีลักษณะเป็นวงกลมเรืองแสง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว คล้ายดอกบัวบาน แต่ละจักระปรากฎให้เห็นเป็น เส้นแสง มีสีเป็นประกายแตกต่างกันไป ลักษณะการหมุนของจักระเป็นแสงกระจายเหมือนซีล้อ เป็นเส้นแสงมีตั้งแต่หยาบถึงละเอียด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วและการหมุนของจักระ ในกรณีที่จักระหมุนเร็วและแรงจะเห็นเป็นเปลวแสงลุกโชน ความเร็วและความแรงของการหมุนของจักระจะเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งสามารถเห็นได้โดยผ่านสมาธิ ผู้ที่สามารถพัฒนาสมาธิได้ในระดับสูง จะเห็นเป็นรูปร่าง แสง สี ตลอดทั้งเสียง (ของการหมุน) ของจักระต่างๆ ได้อย่างชัดเจนมากทั้งจักระของตนเองหรือจักระของผู้อื่น
กระเจียว
20-09-2004, 03:19 AM
...
WebSnow
20-09-2004, 05:05 AM
น่าสนใจ
น้องไข่แมงสาบ
14-11-2004, 06:07 PM
พี่กระเจียวจ๋า หนุอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเจ้าค่ะ
(||)
กระเจียว
14-11-2004, 06:35 PM
น้องไข่ ค้นจาก www.google.com นะจ๊ะ
ใช้คีย์เวิร์ดดังนี้นะ
พลังจักรวาล
จักระ
พลังลมปราณ
ปราณ
ปาริสัชชา
17-11-2004, 02:17 AM
ขอขอบคุณน้องกระเจียวมากนะครับ ... ที่นำข้อมูลมาเผยแพร่
ผมเองเมื่อต้นปี ๔๖ ก็ได้มีโอกาสไปเรียนวิชานี้กับสถาบันพลังกายทิพย์เพื่อสุขภาพ ของคุณย่าเยาเรศ บุนนาค ...
เรียนแล้วมีประโยชน์ดีมากจริงๆครับ ไม่เป็นหวัด และภูมิแพ้ก็หาย สามารถรักษาโรคตัวเอง และผู้อื่นได้ด้วยครับ ...
กระเจียว
17-11-2004, 06:05 AM
โอ้ดีจังค่ะ สถาบันนั้นอยู่ที่ไหนคะ กระเจียวอยากเรียนเรื่องนี้มากค่ะ กระเจียวอยากรักษาคนๆนึงให้หายจากโรคที่เขาเป็นอยู่
พยายามจะฝึกกรรมฐานควบคู่กับฝึกพลังเหล่านี้เพื่อหวังรักษาคนๆนึงค่ะ
ดีใจจัง พี่ปาริสัชชาก็สนใจพลังนี้ด้วยเหรอเนี่ย ดีมากๆ ไงพี่ช่วยมาเล่ารายละเอียดให้ฟังเป็นวิทยาทานทีนะคะ
ปาริสัชชา
17-11-2004, 07:05 AM
อาคารพรสวรรค์ ถนนเทศบาลนิมิตรใต้ ม.ประชานิเวศน์ ๑ มาทางวัดเสมียนนารี ใกล้ๆกับ สนง.น.ส.พ.ข่าวสด ดูได้ที่ www.khunya.org นะครับ...
การเรียนไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ
๑. ปฐมจักระ ใช้เวลาเรียน ๖ วันติดต่อกันช่วงเวลาประมาณ ๑๘.๓0-๒0.00 น.
๒. พัฒนาจักระ ใช้เวลาเรียน ๒ วัน (จะสามารถฟอกเลือดได้, ใช้พลังของสีร่วมกับพลังของหินอั_มณีในการบำบัด, และจับพลังแฝง(ด้านลบ) ออกได้)
๓. กายทิพย์ แสง สี เสียง ใช้เวลาเรียน ๔ วัน (เป็นระดับสูงสุด)
ผมเรียนถึงระดับพัฒนาจักระ ก็ช่วยรักษาโรคให้กับคนรอบข้างได้ด้วย ไว้ผมจะเข้ามาเล่าอีกนะครับ เรื่องรักษาปลาที่กำลังจะตาย และถ่ายพลังปราณช่วยกันได้... เดี๋ยวจะขอเข้ามาใหม่นะครับ (ต้องรีบพิมพ์เดี๋ยวเครื่องแฮงค์)
WebSnow
18-11-2004, 07:21 AM
(y)
wit31749@thaimail
18-11-2004, 11:36 PM
ผมก็เคยเพ่งจิตไว้ที่จุดต่างๆ ส่วนให_่จะเป็นตรงกลางทรวงอก ก็มีสภาวะเยอะดีครับ แต่ช่วงหลังจะหนักไปในทางรู้สึกตัวทั่วพร้อมเพราะรู้สึกว่า เวลาจะแผ่เมตตาหรือจับความรู้สึกเวลาอยู่ในอิริยาบถต่างๆจะทำได้ง่ายกว่าครับ พอนึกถึงสภาวะธรรมที่เคยเกิดขึ้นแล้วก็มีแปลกๆเยอะเหมือนกันครับ ส่วนให_่มักจะเกิดตอนนอน ส่วนให_่จะอยู่กับความรู้สึกแล้วแต่ว่ากำหนดอยู่ที่ฐานไหน บางครั้งรู้สึกตัวทั่วพร้อมก็จะรู้สึกได้ว่าเหมือนชีพจรทั่วร่างกายจะเต้น แล้วก็เหมือนมีกระแสความรู้สึกไหลเวียนไปมาทั่วร่าง(รู้สึกเฉพาะบางครั้ง) พอมีนิมิตอะไรเกิดขึ้นพอผมไม่สนใจจดจ่ออยู่กับความรู้สึก นิมิตต่างๆก็เลยดับไปเองครับ พอรู้สึกตัวมากๆผ่านมาหลายปี เดี๋ยวนี้เลยแทบจะไม่ค่อยมีนิมิตเกิดขึ้นเท่าไหร่เลยครับ ต้องตอนที่สมาธินิ่งจริงๆและต้องอยู่ในสถานที่บางอย่างที่มีอะไรพิเศษถึงจะเกิดครับ(ซึ่งตอนแรกๆนิมิตที่เกิดขณะทำสมาธิจะเยอะกว่ามาก) พอจะลองฝึกกสิณก็เลยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากเพราะน้อมจะให้เห็นภาพลำบากมากครับ พอทำใจสบายๆกลับมารู้สึกตัวพวกนิมิตต่างๆก็ดับไปเลยครับ
ปัจจุบันสิ่งที่ได้รับจากการปฎิบัติก็เลยเน้นหนักไปในเรื่องของ สติ สมาธิ แล้วก็ความสงบครับ
ไห่เฉากุหลาบไฟ
21-05-2007, 08:44 PM
ฝึกยังไง
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.