PDA

View Full Version : ทำความเข้าใจเกี่ยวกับฤทธิ์ทางใจที่ถูกต้อง


telwada
06-10-2004, 08:04 PM
มโนมยิทธิ์หรือ การมีฤทธิ์ทางใจนั้น เป็นเพียงผลแห่งการฝึกตนเพื่อมุ่งสู่นิพพาน เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่ง อันจักเกิดขึ้นในช่วงที่เราฝึกตนตามหลักการหรือธรรมะ หากจะถามว่า การมีฤทธิ์ ทางใจนั้น ทำให้บรรลุนิพพานหรือไม่ ต้องขอตอบว่า การมีฤทธิ์ทางใจ ไม่ได้ทำให้บุคคลบรรลุนิพพาน
แต่นิพพาน คือ การมีฤทธิ์ทางใจอย่างหนึ่ง, อรหันต์คือการมีฤทธิ์ทางใจอย่างหนึ่ง, อนาคามี คือ การมีฤทธิ์ทางใจอย่างหนึ่ง, สกทาคามี คือการมีฤทธิ์ทางใจ อย่างหนึ่ง, โสดาบันคือการมีฤทธิ์ทางใจอย่างหนึ่ง หรือหากจะกล่าวอย่างให้เข้าใจง่ายขี้นก็คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ นิพพาน เป็นฤทธิ์ทางใจอย่างหนึ่ง และเมื่อมีฤทธิ์ทางใจแล้ว ก็ย่อมต้องแสดงฤทธิ์ได้
กล่าวคือ เมื่อมีฤทธิ์ในระดับโสดาบัน ก็แสดงฤทธิ์ ได้ในระดับหนึ่ง สกทาคามี ก็แสดงฤทธิ์ได้ระดับหนึ่ง, อนาคามี ก็แสดงฤทธิ์ได้ระดับหนึ่ง, นิพพานก็แสดงได้ระดับหนึ่ง
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบรรลุโสดาบัน ย่อมสามารถขจัดอาสวะได้ โสดาบันเป็นฤทธิ์ทางใจอย่างหนึ่ง จึงสามารถเปล่งฉัพพรรณรังสี หรือรัศมี ออกมาขณะขจัดอาสวะ อย่างนี้เป็นต้น
สรุปแล้ว ฤทธิ์ทางใจนั้น เกิดจาก หลักการหรือธรรมและวิธีการปฏิบัติ ซึ่งเมื่อผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติจนได้ผลสำเร็จแล้ว จะมีครบทุกหัวข้อ ในวิชชา 3 วิชชา 8 แต่ก็จะขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจอีกทีหนึ่งฉะนี้

ดรุณี
06-10-2004, 09:43 PM
คงไม่ใช่มังค๊ะ! คุณ telwada

พระจูฬปันถกเถระเอตทัคคะผู้ชำนา_ในมโนมยิทธิ

พุทธดำรัส:- ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยให_่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง..... เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากห_้าปล้อง ...... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิ__าอยู่

ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์....... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ..... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก....... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ..... ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปั__าวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิ__าอยู่
ดูก่อนอุทายี ธรรมห้าประการนี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วพึ่งเราอยู่

เด็กบ้านยางสีสุราช
07-10-2004, 03:55 PM
คุณดรุณีครับ คุณเทววัลด้าเขาหาว่าตัวเองเป็น พระศรีอาิริย์เมรตไตรยนะครับ :( :( :(

ส่วนการใส่รูป ไปที่user cp ข้างบนอ่ะ แล้วไปเลือก edit profile หรืออะไรนี่ล่ะครับ แล้วเลือก avatar

jtr3
07-10-2004, 04:50 PM
ป๋าเทวฑูตเค้าไม่เคารพพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อพระไตรปิฏกหรอกครับ เฉยไว้ จุ๊ๆๆ

ดรุณี
07-10-2004, 05:18 PM
ขอบคุณค่ะ!

telwada
07-10-2004, 05:27 PM
คุณ jtr3 คุณนะยังรู้จักการนับถือศาสนาน้อยไป อย่าทำตัวเป็นประเภทพวกเปรต หรือพวกยักษ์ พวกมาร อยู่เลย
ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง แต่เชื่อในทางที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีจริงเป็นจริง
พระไตรปิฏก ข้าพเจ้าก็เชื่อ อยู่ประมาณ 10 % ที่ไม่เชื่อเพราะบางอย่างมันเป้นกระพี้ที่จะรู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้
อย่างที่คุณกระเจียวนำมาเขียนไว้นั้น หากคุณมีสมองเหมือนมนุษย์แล้วละก้อ คุณก็ต้องคิดพิจารณาว่า มันเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่
โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ นิพพาน เป็นฤทธิ์ทางใจอย่างหนึ่ง จะเรียกว่า เป็นชื่อของฤทธิ์ทางใจก็ย่อมได้ แต่ในแต่ละขั้นนั้น ยังแยกแยะรายละเอียดออกไปได้อีก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจ ความแตกฉาน หากมีความแตกฉานมาก ฤทธิ์ทางใจในแต่ละขั้น ก็มีหลายรูปแบบ ฉะนี้

jtr3
07-10-2004, 06:52 PM
"ข้าพเจ้าก็เชื่อ อยู่ประมาณ 10 %"

หายไปตั้ง 90% แน่ะป๋าเทวฑูต

telwada
08-10-2004, 05:58 PM
คุณขอรับ คุณรู้ไหมว่า พระไตรปิฏกมีกี่อย่าง ที่เกี่ยวกับพระธรรมไม่เกี่ยวกับอย่างอื่น ควรจะเป็นกี่เปอร์เซนต์
ข้าพเจ้าเองก็บวชเรียนมาแล้ว ย่อมรู้ซึ้งและแตกฉาน ทั้งด้านพระวินัย และพระธรรม
หากจะคิดเป็นเปอร์เซนต์แห่งข้อธรรมะ ในพระไตรปิฏก ก็คงประมาณ 40 เปอร์เซนต์เท่านั้น ถ้าข้าพเจ้ามีความเชื่อในพระธรรม แห่งพระไตรปิฏก 10 เปอร์เซนต์ ก็แสดงว่า ไม่เชื่อ 30 เปอร์เซนต์ ที่ไม่เชื่อก็เพราะบางอย่างก็พิสูจน์ไม่ได้คำว่าพิสูจน์ไม่ได้ หมายความว่า ไม่ทราบแน่ชัดว่าจะมีจริงหรือไม่ อย่างที่คุณกระเจียวนำมากล่าว
บางอย่างก็เป็นเพียงส่วนกระพี้ธรรมที่จะรู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้ อย่างเช่น ฌาน 4 ก็เป็นเพียงกระพี้ธรรม ที่ไม่มีผลกับการฝึกตน รู้แล้วก็ไม่เกิดปัยยา ต่อการหลุดพ้นแต่อย่างใด อย่างนี้เป็นต้น
ส่วนพระวินัยนั้น เป็นการมีไว้เพื่อให้พระสงฆ์ที่ยังเป็นปุถุชน ได้ยึดถือเป็นบันไดพื้นฐาน เพื่อการบรรลุสู่ชั้นอริยะบุคคล เรียกว่า เป็นข้อฝึกตนเพื่อให้เกิดสภาพจิตใจในแง่มุมต่างๆ
หากจะกล่าวอย่างให้เข้าใจง่าย ข้อพระวินัยนั้น มีไว้ฝึกตนเพื่อให้เกิดธรรมะ เพราะธรรมะต่างๆส่วนให_่ จะเป็นสภาพสภาวะจิตใจที่มีอยู่ในร่างกายของสรรพสิ่ง ฉะนี้

เด็กบ้านยางสีสุราช
08-10-2004, 06:58 PM
Originally posted by telwada
คุณขอรับ คุณรู้ไหมว่า พระไตรปิฏกมีกี่อย่าง ที่เกี่ยวกับพระธรรมไม่เกี่ยวกับอย่างอื่น ควรจะเป็นกี่เปอร์เซนต์
ข้าพเจ้าเองก็บวชเรียนมาแล้ว ย่อมรู้ซึ้งและแตกฉาน ทั้งด้านพระวินัย และพระธรรม
หากจะคิดเป็นเปอร์เซนต์แห่งข้อธรรมะ ในพระไตรปิฏก ก็คงประมาณ 40 เปอร์เซนต์เท่านั้น ถ้าข้าพเจ้ามีความเชื่อในพระธรรม แห่งพระไตรปิฏก 10 เปอร์เซนต์ ก็แสดงว่า ไม่เชื่อ 30 เปอร์เซนต์ ที่ไม่เชื่อก็เพราะบางอย่างก็พิสูจน์ไม่ได้คำว่าพิสูจน์ไม่ได้ หมายความว่า ไม่ทราบแน่ชัดว่าจะมีจริงหรือไม่ อย่างที่คุณกระเจียวนำมากล่าว
บางอย่างก็เป็นเพียงส่วนกระพี้ธรรมที่จะรู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้ อย่างเช่น ฌาน 4 ก็เป็นเพียงกระพี้ธรรม ที่ไม่มีผลกับการฝึกตน รู้แล้วก็ไม่เกิดปัยยา ต่อการหลุดพ้นแต่อย่างใด อย่างนี้เป็นต้น
ส่วนพระวินัยนั้น เป็นการมีไว้เพื่อให้พระสงฆ์ที่ยังเป็นปุถุชน ได้ยึดถือเป็นบันไดพื้นฐาน เพื่อการบรรลุสู่ชั้นอริยะบุคคล เรียกว่า เป็นข้อฝึกตนเพื่อให้เกิดสภาพจิตใจในแง่มุมต่างๆ
หากจะกล่าวอย่างให้เข้าใจง่าย ข้อพระวินัยนั้น มีไว้ฝึกตนเพื่อให้เกิดธรรมะ เพราะธรรมะต่างๆส่วนให_่ จะเป็นสภาพสภาวะจิตใจที่มีอยู่ในร่างกายของสรรพสิ่ง ฉะนี้


เมื่อไรคุณเทววัลด้า จะถายรูปตอนที่คุณเหาะได้มาให้เด็กบ้านยางดูซักทีครับ แล้วเด็กบ้านยางจะยอมศิโรราบแต่โดยดีเลย


:( :( :(

mastertana
08-10-2004, 11:25 PM
Originally posted by telwada
คุณขอรับ คุณรู้ไหมว่า พระไตรปิฏกมีกี่อย่าง ที่เกี่ยวกับพระธรรมไม่เกี่ยวกับอย่างอื่น ควรจะเป็นกี่เปอร์เซนต์
ข้าพเจ้าเองก็บวชเรียนมาแล้ว ย่อมรู้ซึ้งและแตกฉาน ทั้งด้านพระวินัย และพระธรรม
หากจะคิดเป็นเปอร์เซนต์แห่งข้อธรรมะ ในพระไตรปิฏก ก็คงประมาณ 40 เปอร์เซนต์เท่านั้น ถ้าข้าพเจ้ามีความเชื่อในพระธรรม แห่งพระไตรปิฏก 10 เปอร์เซนต์ ก็แสดงว่า ไม่เชื่อ 30 เปอร์เซนต์ ที่ไม่เชื่อก็เพราะบางอย่างก็พิสูจน์ไม่ได้คำว่าพิสูจน์ไม่ได้ หมายความว่า ไม่ทราบแน่ชัดว่าจะมีจริงหรือไม่ อย่างที่คุณกระเจียวนำมากล่าว
บางอย่างก็เป็นเพียงส่วนกระพี้ธรรมที่จะรู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้ อย่างเช่น ฌาน 4 ก็เป็นเพียงกระพี้ธรรม ที่ไม่มีผลกับการฝึกตน รู้แล้วก็ไม่เกิดปัยยา ต่อการหลุดพ้นแต่อย่างใด อย่างนี้เป็นต้น
ส่วนพระวินัยนั้น เป็นการมีไว้เพื่อให้พระสงฆ์ที่ยังเป็นปุถุชน ได้ยึดถือเป็นบันไดพื้นฐาน เพื่อการบรรลุสู่ชั้นอริยะบุคคล เรียกว่า เป็นข้อฝึกตนเพื่อให้เกิดสภาพจิตใจในแง่มุมต่างๆ
หากจะกล่าวอย่างให้เข้าใจง่าย ข้อพระวินัยนั้น มีไว้ฝึกตนเพื่อให้เกิดธรรมะ เพราะธรรมะต่างๆส่วนให_่ จะเป็นสภาพสภาวะจิตใจที่มีอยู่ในร่างกายของสรรพสิ่ง ฉะนี้

สงสัยท่านเทวดา จะแต่ง พระไตรปิฏก เองหละสินะ อือ (ข้าพเจ้าเองก็บวชเรียนมาแล้ว ย่อมรู้ซึ้งและแตกฉาน ทั้งด้านพระวินัย และพระธรรม ) ได้เปรีย_ไหนไม่ทราบหละจ๊ะ การเข้า ฌาน 4 จิตกับกายแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด ถ้าใช้ปัยยาเป็นปัสสนา ช่วย ก็จะ บรรลุได้(ไหนท่านบอกย้อนอดีตได้ไงหละ ย้อนไปดูดิว่าตรงไหนพระไตรปิฏก สอนผิดถูกหละ ย้อนดูดิ นอกเสียว่าไม่ได้อะไรเลย)....

ธรรมใดที่ท่านยังไม่ได้เห็นขอให้ท่านไม่ได้เห็นตลอดไป.... :D

mastertana
08-10-2004, 11:29 PM
Originally posted by mastertana
สงสัยท่านเทวดา จะแต่ง พระไตรปิฏก เองหละสินะ อือ (ข้าพเจ้าเองก็บวชเรียนมาแล้ว ย่อมรู้ซึ้งและแตกฉาน ทั้งด้านพระวินัย และพระธรรม ) ได้เปรีย_ไหนไม่ทราบหละจ๊ะ การเข้า ฌาน 4 จิตกับกายแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด ถ้าใช้ปัยยาเป็นปัสสนา ช่วย ก็จะ บรรลุได้(ไหนท่านบอกย้อนอดีตได้ไงหละ ย้อนไปดูดิว่าตรงไหนพระไตรปิฏก สอนผิดถูกหละ ย้อนดูดิ นอกเสียว่าไม่ได้อะไรเลย)....

ธรรมใดที่ท่านยังไม่ได้เห็นขอให้ท่านไม่ได้เห็นตลอดไป.... :D

telwada
09-10-2004, 05:58 PM
คุณเอ๋ย การรู้แตกฉานในพระวินัยนั้นสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาบาลีสักแอะก็ยังสามารถรู้และแตกฉานได้
คุณ หมาตานา คุณคงติดหลงภาษาบาลีละซิท่า คิดไปว่า ถ้าไม่ได้เรียนภาษาบาลีจนได้เปรีย_ธรรม คงไม่แตกฉานละซิท่า
ถ้าคุณเป็นพระสงฆ์ หรือเคยเป็นพระสงฆ์มาก่อน ข้าพเจ้าก็ขอบอกเลยว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เยี่ยงคุณ ข้าพเจ้าบวชเรียน บวชเพื่อศีกษา ดังนั้น ตลอดการจำพรรษาของข้าพเจ้าในตอนนั้น ข้าพเจ้าศึกษาทุกอย่าง ทั้ง พระวินัยปิฏก พระสุตันตปิฎก และพระวินัยปิฎก
แต่ที่เขาแปลเป็นภาษาไทยแล้วมีแต่ พระวินัยปิฎกอย่างเดียว นอกนั้น มีแปลบางเป็นบางบทสวด
ข้าพเจ้าจึงศึกษาพระวินัยปิฏก อย่างละเอียด จึงพบว่า ข้อศีลทั้งหลายนั้น เป็นข้อฝึกตนในด้านต่างๆของพระสงฆ์ เพื่อเป็นพื้นฐานในการฝึกตนในขั้นอริยะ เพราะการที่จะฝึกตนไปสู่ในขั้นอริยะนั้นจะต้องประกอบด้วยความละเอียด ความมั่นคงของจิตใจ ความอดทนอดกลั้น และอีกหลายๆอย่าง คุณก็ลองอ่านแล้วพิจารณาแล้วปฏิบัติตามซิจะได้รู้
แล้วคุณจบเปรีย_อะไรละ เรียนภาษาบาลีหรือ ดีนะหากครูอาจารย์ข้าพเจ้าไม่ได้จบเปรีย_มา คุณคงถูกคำหวานของข้าพเจ้าแหงๆเลยละคุณ

mastertana
10-10-2004, 09:28 PM
คุรเทวโลก ลองตอบคำถามนี้ให้เคลียร์ด้วยปัยยาท่านดิ...

1.จิตดวงเดียวท่องเที่ยวไป...
2.เราก็จิตเขาก็จิต ...
3.ท่านทำอะไร ...ท่านคิดอะไร....ท่านจะไปไหน...

ธรรมใดที่ท่านยังไม่เห็นแล้วขอให้ท่านยังไม่เห็นต่อไป... -*-

telwada
11-10-2004, 03:41 AM
คุณมองดูตัวของคุณเถอะน่า ว่าคุณไม่รู้ธรรมอะไรบ้าง และคุณก็ไม่มีวันจะได้รู้ธรรมที่แท้จริงดอกนะ เพราะคนอย่างคุณนะมีความคิดที่ตื้นเขิน
คุณมองดูตัวคุณเถอะน่า ว่าคุณไม่เห็นธรรมที่แท้จริงคืออะไร และคุณก็จะไม่มีวันเห็นหรือรู้มัน หากว่าคุณตายไปซะก่อน
หลงงมงายอยู่กับอวิชชาต่อไปเถอะคุณ mastertana

mastertana
11-10-2004, 04:50 PM
Originally posted by telwada
คุณมองดูตัวของคุณเถอะน่า ว่าคุณไม่รู้ธรรมอะไรบ้าง และคุณก็ไม่มีวันจะได้รู้ธรรมที่แท้จริงดอกนะ เพราะคนอย่างคุณนะมีความคิดที่ตื้นเขิน
คุณมองดูตัวคุณเถอะน่า ว่าคุณไม่เห็นธรรมที่แท้จริงคืออะไร และคุณก็จะไม่มีวันเห็นหรือรู้มัน หากว่าคุณตายไปซะก่อน
หลงงมงายอยู่กับอวิชชาต่อไปเถอะคุณ mastertana

ดีๆ ตายไปก็ดี จะได้ไปนอนป๋อ อยู่บนนิพพาน รอดู ท่านเทวโลก อาบน้ำกระทะทองแดง อิอิ แหมรักดอกจึงยอกเล่น :-) ทำเป็นโกรธทาไปได้ อริยะเย็นนะเย็นๆ พระท่านสอนว่า... "ถ้าความเลว(อกุศล)มันมีในใจ ให้มันอยู่ขอบเขตของใจ อย่าให้ ใหลออกมาจาก ปาก (ด่าคนโน้นด่าคนนี้) ทางตา(มองคนั้นคนนี้ว่าเลวกว่าตน) และอื่น ที่สำคัย กระทำออกมาเป็นผลนี่ร้ายแรงที่สุด" ... ประเสริฐแล้วก็ ระงับเสีย .... เอาออกมามิทำให้ใครสุขและทุกข์หละ ตัวเราเองนั้นหละรับผลสนอง คนอื่นเขามิทุกข์ร้อนกับเรา เห็นอยู่รู้อยู่แต่มิสนใจ สบายใจใคร สบายใจมัน ไปนรกหรือ สวรรค์ หรือ นิพพาน ไปใครไปมัน วางเสีย มันเบาดีนะ ทิฐิ มันหนักอึ่ง -*-" ....

ผู้ประเสริฐจักรู้ซึ่งการกระทำที่ประเสริฐ .... โมทนาทุกๆ ดวงจิต ให้ผลุดพ้น กลับสู่ บ้านไซต์ นิพพาน สัมปะติจฉามิ...

เหงียว
11-10-2004, 05:21 PM
เย้ :) ไปนิพพาน ไปนิพพาน กันดีกว่า อย่ามัวเถียงกันอยู่เลย:D

telwada
13-10-2004, 05:37 PM
พวกคุณจงทำความเข้าใจไว้อย่างหนึ่งว่า
คำว่า "นิพพาน" ไม่ใช่ความตายนะคุณ
แต่คำว่า "นิพพาน" เป็นชื่อของการมีฤทธิ์อย่างหนึ่ง หรือเป็นขั้นของการฝึกตนชั้นสูงสุด ไม่ใช่หมายถึงความตาย
พออ่านตรงนี้แล้ว คุณอยากจะพิสูจน์ก็ได้ว่า นิพพาน ไม่ใช่ความตาย เพราะตัวข้าพเจ้า อยู่ระหว่างขั้น อรหันต์กับนิพพาน สรีระร่างกาย โปร่งแสงเป็นบางครั้ง สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เรียนเชิ_มาดูได้ขอรับ

khordsanth
18-10-2004, 02:57 PM
ผมว่าคุณน่าจะเป็นสาวกของพระเทวทัตมากกว่านะ

เหงียว
18-10-2004, 05:24 PM
จริงอ่ะ.... งั้นแจ้งที่อยู่มาโลดเลยคับ จะได้ไปดูกัน :D

zipper
18-10-2004, 05:41 PM
อ้าว ที่อยู่เค้าก็อยู่ใต้รูปนี่

ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5
18-10-2004, 08:52 PM
เน่คุณ telwada มีสภาวะอย่างที่คุณว่าเจงง่ะเหรอ ?
แล้วสภาวะที่คุณเรียกว่า ' นิพพาน ' น่ะ เป็นสภาวะที่หยุดนิ่งอนันต์กาล หรือ กระเพื่อมไหวอนันต์กาล
ถ้าคำตอบเป็นอย่างอื่น ยังไงก็กรุณาตอบผมด้วย ...และขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำเทศน์(ด่า)ที่จะตามมา..(แหะๆ)

telwada
19-10-2004, 06:38 PM
นิพพานไม่ใช่สภาวะ แต่นิพพานนั้นเป็นฤทธิ์ชั้นสูงสุด ในทางศาสนา สรีระร่างกายจะโปร่งแสง
บางครั้งก็เป็นเช่นกระจกเงาแต่แข็งแกร่งดุจเพชร สภาวะอารมณ์คล้ายวางเฉยแต่ไม่ใช่วางเฉย เพราะสิ่งที่มากระทบจะถูกขจัดออกไปในทันที แม้จะยังไม่กระทบผิวกาย
เพราะตามธรรดานั้น สิ่งที่มากระทบมีทั้งกระแสคลื่นแห่งอาสวะทั้งมวลและอื่นๆอีกหลายอย่างจะสามารถเข้าไปสู่ภายในร่างกายของเราได้ แต่สภาวะแห่งนิพพาน สิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น ไม่สามารถกระทบแม้ผิวกาย จึงไม่มีความรู้สึก ฉะนี้

ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5
19-10-2004, 08:10 PM
ช่วยบอกได้ป่ะล่ะการฝึกตนที่จะเข้าไปสู่ภาวะที่คล้ายกับวางเฉยแต่ก็เฉยที่ว่า...เอาแบบที่ตกตะกอนแล้วนะครับ แบบที่เค้าเรียกว่า 'การขจัด' น่ะ คือแบบว่าชอบอะไรที่สั้นและง่ายที่สุดง่ะ ชักช้ากลัวกรรมเก่าจะตามมาทัน ตายไปโดยไม่มีอะไรดีขึ้นมาซักอย่างน่าเสียดายฉิบ อุตส่าห์ได้เกิดมาในภูมิที่เสรีที่สุดในสังสารวัฎแล้ว เลือกที่จะไปไหนก็ได้ ดีสุดก็นิพพาน เลวสุดก็โลกันต์
...ตอนนี้ยังไม่มีอาจารย์สอนกรรมฐานเลยซักกะคนเดียว ทั้งๆที่สนใจอยู่ไม่น้อย ทีแรกคิดอยากจะหาอยู่ แต่สุดท้าย..ไม่หาดีฝ่า..ไม่ใช่คนจองหองหรืออวดดี แต่รู้สึกว่าความรู้มันน่าจะหาได้ในตัวเองนี่แหละ ...
เมื่อมีคน(เช่นคุณ)มาอ้างว่าสามารถบอกวิธีการทำให้จิตกระเพื่อมน้อยลง จนสามารถก้าวข้ามโลกียะ แล้วย่างเข้าสู่โลกุตตระได้ ผมจึงอยากให้ช่วยแนะนำหน่อยว่า บทปฐมฐานของวิธีนี้เรื่องจากตรงไหนก่อน

พลอย
20-10-2004, 01:18 AM
ผมว่าคุณน่าจะเป็นสาวกของพระเทวทัตมากกว่านะ
ผมก็ว่างั้นเหมือนกันครับ

telwada
25-10-2004, 05:54 PM
คุณก็หาอ่านเอาในกระดานนี้มีอยู่แล้วขอรับ
คุณอย่าสนใจคุณพลอยเลย เขานะสมองหมาปั__าควายไม่รู้จักเหตุจักผลดอก

ปาริสัชชา
26-10-2004, 03:19 AM
เรียนทุกๆท่านครับ ... ทางออกอันสงบกับเรื่องบางเรื่อง หรือกับคนบางคนนั้นเราต้องใช้ "อุเบกขา" นะครับ

"หยุด" คือทางสู่สันติครับ :cool:

telwada
27-10-2004, 08:54 PM
ข้าพเจ้าหยุดแล้วแต่พวกท่านซิยังไม่หยุด
(หยุดเหล้า หยุดบุหรี่)

ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5
27-10-2004, 10:03 PM
เป็นอันว่าขี้เกียจพิมพ์?

telwada
09-11-2004, 06:03 PM
พระเทวทัตไม่มีตัวตนอยู่จริงดอกขอรับ พระเทวทัตเป็นเพียงตัวละครตัวหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้เกิดคติธรรม ซึ่ง จะกล่าวว่า สร้างไว้สำหรับข้าพเจ้าก็ว่าได้ คุณลองไปคิดดูเถิดว่า คติธรรมในพระประวัติตอนนี้มีคติธรรมอย่างไรบ้าง
และข้าพเจ้าขอยืนยันว่า พระเทวทัตไม่มีตัวตน เป็นเพียงตัวละคร เพราะข้าพเจ้าเองก็พอรู้อยู่บ้างเหตุเพราะมี สัมผัสพิเศษ หรือจะเรียกว่า มีฤทธิ์ บางอย่างติดตัวมาตั้งแต่เกิด นี้ไม่ใช่โอ้อวดนะขอรับ เพียงบอกให้รู้เป็นเครื่องยืนยันเท่านั้น

ธรรมดา
14-11-2004, 10:49 PM
ใช้อุเบกขาเถอะ ใครทำสิ่งใด ย่อมได้รับสิ่งนั้น เรารู้ไว้ก็พอ

casy99
15-11-2004, 07:11 AM
พระพุทธองค์ตรัสว่า ในโลกมีทั้งเวไนยสัตว์ และ อเวไนยสัตว์ ส่วนคนทั้งหลายจะอยู่ในส่วนใดย่อมเป็นผลที่ส่งโดยกรรมทั้ง กรรมดี และ กรรมชั่ว คนเลวคนชั่วถึงเวลาก็ต้องรับกรรม คนดีเมื่อถึงเวลาก็รับกรรมเช่นเดียวกัน อย่าปฏิเสธกรรมเพราะไม่สามารถปฏิเสธมันได้ หนีก็ไม่พ้นซ่อนมันก็หาจนเจอ จะช้าหรือเร็วทุกท่านมีเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้อยู่แล้ว พิจารณาที่ตัวเองในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และสุดท้าย จะเห็น
สัจจธรรมตลอดเวลา

telwada
15-11-2004, 05:53 PM
แค่เรื่องกรรม พวกท่านก็ยังไม่มีสมองที่จะคิดพิจารณาว่ามันคืออะไร ไม่ยอมคิดถึงหลักความจริง ไม่รู้รู้น้อย พอมีคนรู้จริงแนะนำบอกกล่าว ดันบอกว่า เขาไม่ดี บ้างโอ้อวดบ้าง คุณเป็นตัวอะไรกันละคุณ แล้วคุณรู้ไหมว่ากรรมคืออะไร มีผลอย่างไรกับสรรพสิ่ง ไหนลองอธิบายหน่อยซิคุณ

ไร้ตัวไร้ตน
15-11-2004, 07:36 PM
คุณเทวดาคุณมันเป็นพวก สมองหมา ปั__าควาย ไร้ประสิทธภาพธรรม โง่ ไม่มีอุเปกขา พวกหน้าไม่อาย พวกขี้แพ้ชวนตี ไม่มีความรู้จริงแล้วมาอ้างๆ คุณเป็นคนบ้า ผมคิดว่าคุณคงเคยเข้ารพ.สวนดอกแน่ๆ
คุณมันเป็นพวกสติแตก หาใช่ปั__าชน คุณเป็นน้อยกว่าปุถุชน คำถามต่างๆที่คนอื่นเขาถาม คุณไม่ตอบ กลับด่าพวกเขา คุณมันบ้า หนักนะคุณ รีบกลับไปรพ.สวนดอกเลยนะคุณเทวดา เดี๋ยวรักษาไม่ทันจะไปกันให_่ ถ้าเอาไม่ไหวจริงๆ ก็ลองมาเข้าศรีธั__าดู ถ้าไม่หาลองไปต่างประเทศดูนะ

Kitty
15-11-2004, 08:05 PM
คุณเทวดา การหลงผิดกับความคิดผิดๆ มันไม่ดีกับคุณเลยนะ คุณจะยอมเป็นแบบนี้ไปจนวันตายเลยหรือมันไม่มีความสุขหรอก คุณจะร้อนรุ่มกลุ้มใจให้คนอื่นมานั่งว่าแบบนี้หรือ ค้นหาตัวเองให้เจอดีกว่าค่ะ อย่าพึ่งได้ไปถึงการพ้นทุกข์เลยตอนนี้ เอาตอนนี้ให้เข้าใจความเป็นตัวคุณดูก่อนถ้าคุณเข้าใจตัวเองดีแล้วยอมรับความจริงว่าทุกคนล้วนมีปั_หาทางจิตด้วยกันทั้งนั้นมากน้อยแตกต่างกัน การได้รับคำปรึกษาหรือบำบัดทางใจจะทำให้ความรู้สึกคุณดีขึ้นนะ ด้วยความเป็นห่วงจากใจจริง....

telwada
16-11-2004, 05:52 PM
สันดานของคนพาลนั้น ย่อมอ่านคำถามเป็นคำก่อกวนเข้าใจเอาเองทั้งๆที่ไม่รู้ไม่เห็นตัวจริงอุปนิสัยใจคอจริงๆของข้าพเจ้า แน่นอนข้าพเจ้านะก็เคยมีสมองหมาปั__าควายมาก่อนคุณ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว
เพราะก่อนจะแสดงความคิดเห็นข้าพเจ้าต้องพิจารณาก่อนว่า ควรหรือไม่ควร แต่อย่างคุณ ไร้ตนไร้สมองอะไรนั้น สมองหมาปั__าควายของแท้เลย เพราะไม่อ่านความคิดเห็นของข้าพเจ้าให้ดี แถมมีการแนะนำไป โรงพยาบาลสวนดอก ,โรงพยาบาลสวนดอกนะไม่มีแล้วคุณ เขามีแต่โรงพยาบาลมหาราชเท่านั้น นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ไม่รู้รู้น้อย แต่ทำเป็นสอนผู้รู้
และคุณตี้ คุณไม่ต้องหวังดีกับข้าพเจ้าดอกนะ เพราะข้าพเจ้าปกติดี ดีกว่ามนุษย์อื่นๆเป็นหลายร้อยเท่าก็แล้วกัน

ไร้ตัวไร้ตน
16-11-2004, 07:17 PM
555555555555
คุณเทวดาครับตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อคนทั้งหลายหรอกนะครับว่าคุณเป็นพวกลวงโลกและแล้วผมก็ประจักแต่ตาและประสาทสัมผัมของผมไม่ว่าจะเป็นซิมพาเทติกซ์ หรือพาราซิมพาเทติกซ์ แล้วที่ผมทดสอบใช้การด่าคุณดู เพราะผมอยากรู้ว่าคุณจะทำอย่างไร แล้วคุณก็ได้แสดงให้ผมเห็นแล้ว ต้องขอบอกว่ากระทู้ต่างๆของคุณผมอ่านมาหมดแล้วครับบางอย่างก็คล้ายๆว่าจะจริงแต่พอลงท้ายกลับเหลวไหล และแล้วคุณก็มีปฏิกิริยากับคำด่าทอของผม 555555555555
นี่หรือพระศรีอารย์

telwada
17-11-2004, 07:24 PM
ฮ่า ฮ่า ฮ่า ที่แท้ก็ข้ออ้าง เรื่องของคุณนะไม่ต้องมาบอกข้าพเจ้าดอกนะ แต่คุณนะมองดูตัวคุณไหมว่า คุณนะก็คงเหมือนพวกหลงงมงายในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้
คุณพิสูจน์ตัวข้าพเจ้าแล้วหรือ นี้คือคำถาม ถ้าคุณพิสูจน์แล้ว คุณก็จะได้คำตอบ ถ้าคุณยังไม่ได้พิสูจน์ข้าพเจ้าก็รู้เหมือนกัน ว่าคุณเป็นใครพวกใครอยู่เวบไหน ก็เท่านั้น

aaa
29-11-2004, 06:12 PM
อืม ด่ากันสนุกดี
เจ็บปวด
นี่หรือผู้เห็นธรรม
คนธรรมดาคือกั๋น

Issara
29-11-2004, 07:21 PM
:[ :[ :[

นาคราช
30-11-2004, 01:13 AM
(f) (f) (f) (f)

108man
30-11-2004, 08:41 AM
คุณรู้หรือไม่ว่าผู้ปฏิบัติธรรมและเข้าใกล้โสดาบันเท่าใด
ก็ยิ่งจะแสดงตนเพื่อบำรุงพระศาสนาและปกป้องเมื่อมีเหตุอันควร
เพราะท่านเหล่านั้นรู้เนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาว่าเป็นของจริงแท้แน่นอน ส่วนที่เลยออกไปจากพระโสดาบันท่านก็ปล่อยวาง เป็นเนื้อนาบุ_ ที่จะสั่งสอนพระธรรมอันแท้จริงท่านไม่ตอบโต้แต่จะสอนหลักธรรมอันแท้จริงของพระพุทธศาสนา เมื่อเราฟังท่านแล้วเราก็จะทราบเองว่าเป็นหลักธรรมที่แท้จริง ยกเว้นบัวใต้ตมเท่านั้นแหละ

ที่เขียนอย่างนี้ก็เพราะว่าแม้พระโสดาบันเองก็ตามถ้ามีใครให้ร้ายพระพุทธศาสนา ก็จะตอบโต้แต่ในทางที่สงบ คุณไปหาอ่านในพระไตรปิฏกได้ มีอยู่หลายองค์ และผมเห็นว่าการ Post ตอบก็เป็นหนทางที่สงบ และสันติกว่าวิธีการอื่น ให้ผม Post ต่อ ไปเรื่อย ๆ ผมก็ยอม แต่ให้ คบหาใกล้ชิดกับคุณเทวดา ขอตัวละ แม้สักวินาที ก็ไม่อยากเจอ สำนึกสักนิดก็ไม่มี คำว่า ธรรม ยังเข้าใจผิด เรื่อง กรรม ก็ไม่สนใจเท่าใด ทั้งที่เป็นหัวใจ ของพระพุทธศาสนา
คุณเทวดาคงจะว่าผมเอาตำรามาอ้าง จริงๆ ผมมีอาจารย์ ท่านหนึ่งซึ่งผมว่าท่าน คงเข้าใกล้ พระโสดาบันแล้ว ความคิดกลับแตกต่างจากคุณเทวดา (ต่อไปผมจะเรียกว่า "เท" เหมาะกว่า) คนละโลก
ความเมตตา มีมาก ตัวอย่าง เวลาไล่ผีทั่ว ๆ ไป คุณก็เห็น ว่าเป็นอย่างไร แต่ ท่านใช้วิธีคุยเหมือนคุยกับคน ว่าเป็นอย่างไร เดือนร้อนอะไร
ท่านไม่เรียกว่าไล่ผี แต่ท่านบอกว่าก็คุยกับเค้า ก็จบ ก็เห็นว่าผีก็ยอมทุกที เรื่องพระพุทธศาสนาท่านก็บอกชัดเจนว่าอยู่ในพระไตรปิฏกนั่นเอง และท่านก็รักพระพุทธศาสนามาก สวดมนต์ไห้วพระทุกวัน
บาลีเป็นของเดิมมาแต่โบราณที่คนโบราณท่านกลับบาปไม่กล้าแก้บาลีให้ผิดเพี้ยนหรอก ดูการตอบของคุณยิ่งไม่เข้าใจ ธรรมเลย การตีความภาษา เราใช้ จิตเป็นตัวตีความตามบารมีและสั__าณเดิม ดังนั้นเมื่อคุณเข้าใจความหมายที่แท้จริงของธรรมในพระไตรปิฏกแม้คุณอ่านเล่มแปล ก็ตาม วันหนี่งคุณก็จะกลับมาเข้าใจบาลีเอง เพราะเป็นข้อธรรมเดียวกัน ไม่เชื่อไม่ว่ากัน ผมบอกว่ามันเป็นเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะบรรลุธรรม แต่ก็มีความหมายว่าคุณมีบารมีที่ดีขึ้น จิตก็มีศรัทธาจริงต่อพระพุทธศาสนา ก็เรียกว่ามีหวังบรรลุธรรมได้ ส่วนผมจะว่าผมต้องการบรรลุธรรมในชาตินี้หรือไม่ก็คงบอกได้ว่า ณ.วันนี้ยังเป็นไปไม่ได้ แต่ที่ต้องปฏิบัติธรรมเพราะว่าเมื่อมีเหตุการณ์ใดที่จะเกิดในอนาคต ข้างหน้าเราก็สามารถ ช่วยเหลือตัวเอง และ ครอบครัว ได้ บางคนอาจจะทราบแล้วแต่ไม่พูด ผมว่าในนี้มีคนรู้ .....
ในยุคเรานี้แหละ มีพระท่านนึงปฏิบัติธรรมอยู่ในป่า แต่ก็มีความน้อยใจตนเองที่ว่า อ่านหนังสือไม่ออก ต้องให้พระรูปอื่นสอนธรรมะให้
จนวันหนึ่งก็ได้ให้พระรูปหนึ่ง (หรือท่านเอง) ทำการลอกพระไตรปิฏกไว้ที่ผนังถ้ำ แล้วใช้วิธีเพ่งข้อความนั้นในการปฏิบัติธรรม คุณเชื่อมั้ยว่าในที่สุดท่านก็อ่านออกและเข้าใจตัวอักษร ผมจำไม่ได้ว่าท่านชื่ออะไร แต่ผมว่าคงมีลูกศิษย์ ท่านอยู่บ้าง ก็ให้ขอให้ Post มาเล่า ที่อ้างเรื่องนี้ก็เพราะว่า คุณ เท กลับไม่เข้าใจในเรื่องของจิตดีซึ่งขัดกับการที่บอกว่าบรรลุแล้ว "จิตได้บั_ทึกเรื่องราวต่าง ๆ ในชาติภพต่าง ๆ กันมา ดังนั้นเมื่อคุณ ฝึกจิตถึงขั้นหนึ่ง เรื่องภาษาเดิม (จากสั__าเดิม) ขอบอกว่าเป็นเรื่อง เด็ก ๆ ไม่ต้องถึงขั้น เปล่งรังสีได้หรอก " บางคนอาจมีตั้งแต่เกิดแต่ไม่ได้สนใจ เช่น สามารถตีความ ภาษาอังกฤษ บางคำได้ โดยไม่ต้องเปิด DIC หรือ อ่านได้และเข้าใจเนื้อความภาษาอังกฤษได้แต่ไม่อยากแปลไม่รู้จะแปลอย่างไร นี้คือตัวอย่าง ส่วน คุณ "เท" นี่ก็ไม่เอานั่นก็ไม่ใช่ แล้วจะเอาอะไร แต่เวลาที่ POST ก็เอาธรรมะในพระไตรปิฏกมา POST ประกอบตลอด เพื่อความเชื่อถือหรืออย่างไร
แกล้งทำหรือเปล่า เป้าหมายคือ อะไร แต่ที่ รู้ ผม ขอสู้ ต่อไป ไม่มีถอย " เพราะอย่างไรการ POST ก็เป็นการสู้อย่างสันติ วิธี"

KomAon11
30-11-2004, 09:06 AM
ผมไม่เห็นรูปธรรม เกี่ยวกับคุณเลยนะคุณ telwada ... ผมรออ่านคุณมาเกือบปี ......... ไม่มีอะไรเลย