PDA

View Full Version : ***** วิญญาณพยาบาท *****


Kamen rider
15-02-2005, 07:00 AM
http://www.watkoh.com/to/note/dat/imagefiles/107.jpg


หนังสือธรรมะ..... คำสารภาพของวิญญาณบาป โดย นพ. อาจินต์ บุณยเกตุ

เรื่องที่ 3
***** วิญญาณพยาบาท *****


รุ่งขึ้นจากคืนที่ได้กราบนมัสการ และฟังหลวงพ่ออ่ำ วัดวงษ์ฆ้องเล่าอะไรๆ แปลกๆ ให้เราฟังแล้ว สำเริงตื่นเต้นมาก เขาได้เข้าหาท่านหมื่นผู้เป็นบิดาเล่าให้ฟังย่อๆ ว่า ได้ฟังหลวงพ่อเล่าอะไรแปลกๆ น่าคิดมากยิ่ง หลวงพ่อกล่าวว่า “บิดา มารดา คือพระอรหันต์ของลูก” สำเริงฟังแล้วซาบซึ้งมาก ได้ก้มลงกราบพ่อแม่เขาที่ส่งเสียให้ได้เล่าเรียนมาจนบัดนี้

ท่านหมื่นว่า “ดี เข้าวัด ฟังพระฟังเจ้าคุยเสียบ้าง ได้ประโยชน์การฟังพระพูดพระคุย ยิ่งเป็นพระอย่างหลวงพ่อนี่ เป็นบุญแล้ว หาโอกาสไปกันอีกสิ ก่อนที่จะกลับกรุงเทพฯ”

ผมกับสำเริงพยักหน้ากัน

หลังจากนั้นเราก็ไปซื้อ ดอกไม้ ธูป เทียน เมล็ดข้าวเปลือกข้าวสาร อีกอย่างละถุง ติดมือไปวัดด้วยในค่ำวันนั้น โดยเดินทางอย่างเคย

พอถึงวัด เรากราบหลวงพ่อถวายดอกไม้ ธูป เทียน แล้ว ก็เอาข้าวสาร ข้าวเปลือกมากองไว้ถวายท่านด้วย ท่านถามว่า “เอาข้าวมาทำไม”

เรากราบเรียนท่านว่า “เอามาให้หลวงพ่อโปรยให้ทานนก ให้ทานไก่และเป็ด ที่ท่านสงเคราะห์ชีวิตเอาไว้ตั้งมากมาย”

หลวงพ่อพยักหน้า แล้วหัวเราะหึๆ “ดี..... ยังมีชีวิตอยู่ ทำบุญให้ทานไว้ ถ้าตายแล้วไม่มีโอกาสได้ทำ ทำเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้นไม่สูญหายไปไหน เหมือนฝากทรัพย์ไว้ในที่ที่ปลอดภัย เรียกใช้สอยเมื่อไหร่ก็ได้ แต่อย่าหวังมากนัก ฝากไว้เท่าไหร่ก็เรียกใช้ได้เท่านั้น เรียกมากกว่านั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นหมั่นทำบุญให้ทานไว้ จะได้เป็นขุมทรัพย์ในภายหน้า”

คำพูดของหลวงพ่อท่านน่าจดจำจริงๆ

ขณะที่นั่งพูดกับท่านอยู่นั้น เห็นคนเข้ามากราบ ทุกคนสวมเสื้อผ้าดำไว้ทุกข์กันทุกคน พอเขาเดินออกไปแล้วสำเริงก็เรียนถามท่านว่า

“พวกเหล่านี้คงไว้ทุกข์ มาสวดศพที่วัดกระมังขอรับ” หลวงพ่อพยักหน้า แล้วตอบว่า..... ใช่

“คนแก่หรือขอรับ ?”

“ไม่แก่หรอก อายุเพิ่งได้ 30 ปี กับอีกหน่อยเดียว”

“คนที่ไหนขอรับ ?”

“ก็คนที่อยุธยานี่แหละ ไปอยู่กรุงเทพฯ พักใหญ่แล้วก็กลับมาตายที่อยุธยานี่อีก”

“อายุก็ยังไม่มาก เป็นอะไรตายขอรับ ?”

“เขาตายเพราะวิบากของเขา ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บอะไรหรอก”

“วิบากอะไรขอรับ ?”

“เป็นวิบากเฉพาะตัวของเขา เขาทำอย่างไรมาก็ได้อย่างนั้น นี่ก็ว่ากินยาตาย”

“ชีวิตอย่างคนเรานี่ จะทราบได้อย่างไรว่าเราจะตายเพราะอะไร จะตายเมื่อไร ? ครับผม ?” เป็นคำกราบเรียนที่เราถามท่าน

“การตายนี่มันมีหลายอย่าง มันก็เหมือนตะเกียงน้ำมันมะพร้าวนี่แหละ จุดทิ้งไว้นานเข้าๆ พอน้ำมันมะพร้าวหมด..... ไฟมันก็ดับ หรือไส้หมดมอดไปไม่เหลือ..... ไฟมันก็ดับ คนเราก็เหมือนอย่างนี้ พอหมดอายุก็เหมือนกับหมดเชื้อไฟ..... ไฟมันดับ นี่ก็คือ ตายเพราะหมดอายุ

แล้วท่านก็หยุดพูด เราสองคนก็คอยเงี่ยหูฟังท่าน หลังจากนั้นท่านก็กล่าวต่อไปว่า

“อีกอย่างหนึ่ง เพราะวิบากคือผลของกรรม ซึ่งมันรวมกำลังกันใส่เข้ามายังตัวเราทีเดียวพร้อมๆ กัน อย่างกับคลื่นในทะเลที่มันรวมตัวกันกระแทกหิน กำลังมันมาก

“ก็ตะเกียงดวงนั้นอีกนั่นแหละ เมื่อถูกลมกระโชกแรงๆ ใส่เข้าก็พลัดตกลงมายังพื้นดินหลุดตกจากที่แขวนไว้ อย่างนี้ไฟที่ติดอยู่ก็ดับ ตะเกียงก็แตกหมด น้ำมันก็ไหลออกหมดไม่มีทางที่จะเป็นแสงสว่างต่อไปได้ หรืออีกอย่างก็เหมือนกันกับตะเกียงชีวิต ที่จุดไหนที่แจ้งถูกลมแรงๆ เข้าไฟก็ดับ”

ก็พอจะสรุปได้ว่า ไฟ คือ ชีวิต นั้นมอดไปหรือดับไปได้หลายวิธี โดยเชื้อคือน้ำมันที่เติมจุดตะเกียงนั้นหมดหนึ่ง..... ไส้ตะเกียงมอดหมดไปกับไฟหนึ่ง 2 อย่างนี้ เรียกว่าหมดอายุ หมดเพราะกรรมลิขิตไว้แค่นั้น

หมดเพราะโรคภัยเบียดเบียน ก็คือไส้มอดหมด ไม่มีจะให้ไฟติดต่อไปแม้จะมีน้ำมันอยู่ก็ตาม

หมดเพราะน้ำมันเชื้อไฟ ก็เหมือนหมดบุญ ทำบุญไว้แค่นั้น เสวยวิบาก คือ ผลกรรมมาแค่นั้น ไม่ได้เติมบุญคือน้ำมันไว้ เมื่อหมดบุญก็หมดทุกอย่างแม้ยังไม่ตายก็หมดบุญได้ เศรษฐีกลายเป็นขอทานก็ได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ ที่เคยมีก็หมดไป เพราะหมดบุญเพียงแค่นี้ อย่านึกว่าตายแล้วจึงจะหมดบุญ ก็ที่เราเรียกว่า เคราะห์ร้าย..... เคราะห์ไม่ดี ไม่ใช่หรอก มันเป็นวิบากน่ะ มากกว่า

ผมกราบเรียนถามท่านว่า “ผมอ่านหนังสือพิมพ์ พบว่าที่ต่างประเทศแถบยุโรป รถยนต์โดยสารวิ่งบนหิมะ น้ำแข็ง ถนนลื่น รถตกเหวข้างทางคนโดยสารในรถ บางแห่งข้าวก็ว่าตายหมดทั้งคัน บางฉบับว่าตายเกือบหมดมีรอดมาได้อย่างมหัศจรรย์ 3 คน เป็นเด็กทั้งหมด อย่างนี้เป็นเพราะอะไรขอรับ ?”

หลวงพ่อนั่งคิดสักครู่ แล้วท่านก็พูดว่า

“กรรมคือกระทำด้วยเจตนา ที่เขาได้รับอันตรายถึงชีวิตแบบนั้น เห็นจะเป็นเพราะคนเหล่านั้นในชาติปางก่อน หรือแม้ในชาตินี้ พร้อมใจกันกระทำกรรมอันหนึ่ง ยินดีในกรรมอันหนึ่ง ซึ่งกรรมนั้นเป็นอกุศลกรรม ได้แก่ การเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น แม้ชีวิตสัตว์ก็ตาม ทำหลายครั้งๆ เข้ากรรมก็รวมตัวกันเขัามา เหมือนคลื่นในทะเลที่รวมตัวกันอย่างที่พูด..... เมื่อวิบากมาถึง ก็รับผลแห่งวิบากนั้นพร้อมกัน ก็แบบเรือล่มในทะเล หรือโดนมรสุมคนโดยสารจมน้ำตายมากมาย แต่ที่รอดมาได้ก็มี

คนที่รอดมานั้น เป็นเพราะวิบากของเขายังไม่มาถึง เขาไม่ได้กระทำกรรมอันนั้นร่วมกัน ชีวิตเขาก็รอดมาได้

ที่รถโดยสารตกเหวแล้วตายกันมากมายแต่เด็กรอดมาได้ 2-3 คน นั้น ก็เห็นจะเป็นเพราะเด็กที่เพิ่งเกิดมาหรือเด็กในเยาว์วัย ได้รับวิบากมาแล้วในชาติก่อน ชดใช้วิบากหมดแล้วจึงมาเกิด กรรมชั่วในชาตินี้ยังไม่ได้ทำเพราะแกเป็นเด็ก ไม่รู้ประสาอะไร..... แต่กรรมนั้นส่งผลข้ามชาติได้ วิบากที่ได้รับยังไม่หมด เมื่อมาเกิดก็รับวิบากต่อไปอีก อาจจะเป็นคนง่อย พิการทั้งทางร่างกายหรือจิต ไม่ครบอาการ 32 เป็นต้น

เห็นอยู่ทั่วๆ ไป คนง่อยที่นอนอยู่ใต้ถุนกุฏินี้ก็คนหนึ่ง พอเกิดมาก็ต้องเป็นง่อยเปลี้ยเสียแขนเสียขา ช่วยตัวเองไม่ได้ ญาติอุ้มมาให้รักษาจะไปรักษาได้อย่างไร ในเมื่อมันเกิดจากวิบาก คือผลแห่งกรรมที่ติดตามมา ญาติก็เอามาทิ้งไว้ที่นี่ ก็อาศัยกินอาศัยนอนไปวันๆ จนกว่าตะเกียงชีวิตนี่จะหมดน้ำมันเชื้อไฟ หรือหมดไส้ที่จะติดไฟ ถ้ากรรมที่ทำไว้ยังไม่หมดวิบากยังมีมันก็ต้องรับต่อไปอีกในชาติอื่นภพอื่น

ก็พอจะรวบรวมได้ว่า ที่เกิดการตายทีละมากๆ อย่างนั้นเป็นเพราะเขาได้กระทำอกุศลกรรมร่วมกันมา ยินดีในการกระทำนั้น ผลก็ตามมาสนองอันนี้ก็เข้ากับการตายอย่างที่ว่า ลมพายุพัดกระโชกมา ทำให้ทั้งไฟก็ดับตะเกียงก็ตกลงมาแตก ทั้งๆ ที่น้ำมันเชื้อไฟยังไม่หมด ไส้ตะเกียงก็ยังไม่หมด แต่ไฟคือชีวิต นี่มันก็ดับได้”

หลวงพ่อท่านอธิบายเสียนานแต่ก็ได้ผล เรา 2 คน ก้มลงกราบท่านแล้วกล่าวว่า “ขอรับกระผม”

“แล้วศพคนตายที่กำลังสวดนี่ล่ะขอรับ ที่หลวงพ่อบอกว่าตายเพราะกินยาตาย..... อันนี้เป็นกรรมอะไร และถ้าเปรียบเหมือนตะเกียง จะเป็นแบบไหนขอรับ ?” ผมกราบเรียนถาม

หลวงพ่อท่านตอบว่า “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง แล้วแต่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น”

ผมก็เรียนถามท่านว่า “ถ้าอย่างนั้น คนนี้เมื่อมีชีวิตอยู่คงให้ใครเขากินยาตายกระมังขอรับ ?”

หลวงพ่อหยุดไปนิดหนึ่งแล้วท่านก็กล่าวว่า “ก็เห็นจะเป็นอย่างนั้น”

จากนั้นท่านก็เล่าเรื่องย่อๆ เท่าที่ท่านทราบให้เราฟัง และว่า “ฟังแล้วคิดเอาเอง” ซึ่งผมจะนำเสนอเรื่องที่ท่านเล่าย่อๆ นี้มาเสนอท่านผู้อ่าน โดยเรียบเรียงเสียใหม่ตามแนวเดิมที่ท่านเล่า ซึ่งตัวจริงในเรื่อง ขณะนี้อย่างน้อย 2 คน ยังมีชีวิตอยู่..... แต่ก็ชราแล้ว เกษียณอายุไปแล้ว

หลายปีมาแล้ว มีชายหญิงคู่หนึ่งทำมาหากินอยู่ที่อยุธยานี่เอง ต่อมามีลูกคนหนึ่งเป็นผู้หญิง พอเด็กเกิดได้ไม่เท่าไหร่ การทำมาหากินชักฝืดเคือง ก็เลยฝากลูกไว้กับแม่ผู้เป็นย่าของลูก ให้อยู่ที่อยุธยาไปก่อน ส่วนตัวเองสองคนผัวเมียก็ไปทำมาหากินที่ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ ก็ในอยุธยาเหมือนกัน

คู่นี้รับส่งส้มฟัก ปลาส้ม คือ ซื้อแล้วนำมาขายส่งที่ในเมือง กิจการก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นทีละน้อยๆ ก็เลยตั้งหลักที่ท่าหลวงเลย แล้วก็จ้างลูกจ้างมาช่วยทำการแทน ไม่ต้องแจวเองพายเองเหมือนแต่ก่อน พอซื้อมาได้ก็มาขายส่งที่หัวรองบ้าง ในเมืองบ้าง ก็จะมีคนมาซื้อต่อเพื่อส่งไปขายในกรุงเทพฯ

ด้วยความขยันหมั่นเพียร สองคนผัวเมียนี่ก็ร่ำรวย มีฐานะดีขึ้น มีที่มีทางเป็นของตนเอง จึงกลับไปรับลูกสาวมาอยู่ด้วย ซึ่งตอนนั้นแกมีลูกชายอีก 1 คนแล้ว

เมื่ออายุมากขึ้นๆ ผู้คนรู้จักมากฐานะก็ดี และรู้จักคนในละแวกมาก แกก็ได้รับเลือกให้เป็นกำนัน

ในสมัยก่อนนั้น นายอำเภอเขาจะแต่งตั้งกำนันเอง ถ้ามองเห็นว่าใครดีมีความสามารถ

กำนันนี้ชื่อ กำนันเพียร ส่วนภรรยาชื่อ นางอ่อน ลูกสาวคนโตชื่อ เพ็ญ

กำนันเพียรได้ส่งเสียลูกให้เข้าโรงเรียนที่วัดท่าหลวงนี่แหละ เรียนจนอ่านออกเขียนได้ หน่วยก้านฉลาด หน้าตาสะอาดหมดจด กำนันเพียรอยากให้ลูกเรียนให้มากกว่านี้ จะได้ไม่ต้องมาเหน็ดเหนื่อย เหมือนตนเมื่อยังหนุ่มๆ แกก็ส่งลูกไปอยู่กับญาติที่กรุงเทพฯ โดยมีศักดิ์เป็นอาของกำนัน

บ้านของอา (ถ้านับศักดิ์ก็เป็นย่าของเพ็ญ) นี้อยู่เลยประแจจีนออกไป จะไปทางประตูน้ำนั่นแหละ สมัยนั้นมีถนนอยู่แล้ว คือถนนเพชรบุรีเป็นคลองตลอดไปจนถึงประแจ น้ำริมถนนมีต้นก้ามปู ครึ้มไปหมด ดูร่มเย็น

เพ็ญ เป็นคนน่ารัก นอบน้อมช่วยเหลือกิจการในบ้าน โอบอ้อมอารี ฐานะก็ดี เพราะพ่อแม่ส่งเงินมาให้ใช้จ่าย การเรียนของเพ็ญก็ไปด้วยดีทุกประการคุณย่าก็เมตตารักใคร่หลานมาก คุณอาผู้ชายเป็นข้าราชการไม่มียศถาบรรดาศักดิ์อะไร

ด้วยการที่มีใจโอบอ้อมอารี นิสัยดี เพ็ญก็มีเพื่อนฝูงมากเป็นธรรมดา ในจำนวนเพื่อนของเพ็ญ นี่มีคนหนึ่งที่เพ็ญสงสาร เขาเรียนไม่เก่ง ฐานะออกจะยากจน ต้องทำงานช่วยที่บ้านทำมาหากิน แถมยังมารู้ทีหลังว่าเป็นคนอยุธยาเหมือนกัน เขามาเช่าบ้านอยู่ใกล้ๆ กับบ้านของคุณย่าที่เพ็ญอาศัยอยู่ ก็เลยไปมาหาสู่กันอย่างสนิทสนม

ที่จริงอายุอานามของคุณย่าก็ไล่เลื่ยกันกับพ่อของเพ็ญ เว้นจะแก่กว่ากันก็ราวๆ 2-3 ปี

ลูกของคุณย่าก็มีศักดิ์เป็นอาของเพ็ญ อาจแก่กว่าเพ็ญราวๆ สัก 3 ปี รับราชการเป็นทหาร เพิ่งจบออกมาเป็นนายร้อยใหม่ๆ ท่าทางผึ่งผายหนุ่มแน่น หน้าตาสะอาดหมดจด เพ็ญเรียกว่า อาประสาท

ส่วนเพื่อนของเพ็ญที่เป็นชาวอยุธยาเหมือนกัน เรียนที่เดียวกัน หน้าตาสะอาดสะอ้านดีเหมือนกันนั้นชื่อ สวาท คือศพที่เขาไปสวดกันนี่แหละ สวาทนี่ก็เรียก ประสาท ว่าอาเหมือนกัน

สำเริงฟังแล้วใจออกจะร้อนอยากรู้เรื่องเป็นกำลัง จึงกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า “ทำไมเขาจึงรับประทานยาตายล่ะขอรับ”

หลวงพ่อท่านตอบว่า “กรรมใดใครกระทำ กรรรมนั้นก็ตามสนองน่ะซิ”

คุณผู้อ่านครับ นี่แหละครับความเป็นมาของ คำสารภาพของวิญญาณ ตอน วิญญาณพยาบาท

(หมายเหตุของผู้เขียน..... เท่าที่ผมฟังหลวงพ่อ ท่านมักเรียกว่าจิตวิญญาณ คงจะเป็นเพราะท่านต้องการจะแยกวิญญาณจากอายตนะทั้ง 6 คือ จักษุวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ โสตวิญญาณ ลัมผัสวิญญาณ เหล่านี้ ออกจาก จิตวิญญาณ ซึ่งเป็นนามธรรม เป็นที่อยู่ที่อาศัยแห่งจิตเพราะจิตเป็นผู้สั่ง ผู้บงการ สั่งให้คิด สั่งให้ทำ จะด้วย กาย วาจา หรือใจ ก็ตาม การกระทำนั้น กระทำด้วยจิตเป็นผู้สั่ง ฉะนั้นจิตจึงเป็นผู้รับผิดชอบจะรู้ชั่วว่าควรหรือไม่ ก็ที่จิตจะดีว่าชอบหรือไม่ก็ที่จิต ถ้าจิตไม่สั่งไม่คิดไม่ทำแล้ว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น วิญญาณนี้แหละที่ท่านเรียกว่าจิตวิญญาณ)

ณ ที่จุดเดิมจุดที่จิตวิญญาณทั้งหลายต้องถูกนำตัวมาด้วยวิบากนั้น จิตวิญญาณของคุณย่านวล ยังล่องลอยอยู่ ยังรับกรรมอยู่ โดยรับวิบากเบาๆ จากชาติที่เป็นมนุษย์

คุณย่านวลไม่ได้ทำบาปทำกรรมอะไรมาก แต่เมื่อมีชีวิต ตั้งแต่เด็กจนแก่จนตาย ก็ย่อมมีกรรม คือจากการกระทำ ไม่กายก็วาจา ไม่วาจาก็ใจ กรรมนั้นก็ดีบ้างชั่วบ้าง แต่คุณย่านวลประกอบกรรมดีเสียมากกว่า วิบากจึงไม่ใช่อกุศลวิบาก แต่ถึงอย่างไรก็ย่อมต้องมีอกุศลวิบากมาสลับบ้างเป็นปกติวิสัย

ในขณะที่ดวงจิตวิญญาณของคุณย่านวลลอยอยู่ ณ สถานที่นั้น ก็เห็นวิญญาณของสวาทมาลอยพร้อมกับวิบากอันหนัก คุณย่าเห็น ก็จำได้จึงลอยไปทักว่า

“มาแล้วหรือ ? สวาท”

จิตวิญญาณของสวาทไม่สู้หน้าคุณย่า พยายามจะหันหน้าหนี แต่ไม่สำเร็จ สวาทหันหน้าหนีไม่ได้ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร คอมันแข็งไปหมดจึงยกมือไหว้แล้วกล่าวรับว่า “ค่ะ มาแล้ว”

“เรื่องมันเป็นยังไง ไหนลองเล่าให้ย่าฟังซิ..... สวาท”

“ค่ะ ! สวาทจะสารภาพให้คุณย่า และให้วิบากตรงนี้ฟังนะคะ”

“เมื่อสวาทเรียนหนังสืออยู่ ก็สนิทสนมกับเพ็ญหลานคุณย่ามาก ไปมาหาสู่ กินนอนที่บ้านคุณย่าบ่อยๆ ตอนนั้นสวาทเป็นเด็กสาว อายุราวๆ 18 ปี เรียนจะจบอยู่แล้ว กะว่าพอเรียนจบก็จะออกไปทำงานตามที่เรียนมา

แต่ความที่เป็นสาว และหน้าตาดี สวาทจึงหลงระเริงไปในที่ต่างๆ มีเพื่อนฝูงมากมาย ทั้งชายและหญิง เงินทองก็หมดไป ในที่สุดสวาทก็ต้องแอบขายตัวทั้งๆ ที่ยังเรียนไม่จบ โดยการชักนำของเพื่อนทั้งชายและหญิงที่คุ้นๆ กับเรื่องนี้อยู่

เมื่อได้เงินมาใช้จ่ายมากขึ้น การเรียนก็ชักช้าลง สอบไล่ปีสุดท้ายก็ตก พ่อแม่สวาท ทางบ้านที่อยุธยาเสียใจมาก นึกว่าไม่ต้องส่งเสียลูกคนนี้แล้ว จะได้ส่งเสียน้องๆ ต่อไป เพราะมีน้องอีกหลายคนที่กำลังเรียน

สวาทได้มีจดหมายไปบอกพ่อแม่ทางบ้านว่า “ไม่ต้องส่งเงินให้สวาทหรอกสวาทมีงานทำแล้ว ทำไปเรียนไป ตั้งใจดีๆ ปีนี้คงสอบได้ พ่อแม่ก็สบายใจ”

ตั้งแต่นั้นมาสวาทก็เที่ยวเตร่มากขึ้นคบผู้ชายมากขึ้น จนเพ็ญหลานคุณย่าระอา เขาห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผลไม่ฟังเลย

สวาทหาเงินได้มาก ก็เลยออกจากโรงเรียนเสียเฉยๆ อยู่กับบ้านแต่งเนี้อแต่งตัวจัด ไม่เหมือนเพ็ญเลย เพ็ญอายุ 18 ปี เท่าสวาท หน้าตาเขาแลดูเป็นเด็ก แต่สวาทอายุเท่ากัน แต่งเนี้อแต่งตัว กิริยาท่าทาง ผิดกันอย่างฟ้ากับดิน

กาลเวลาผ่านไป สวาทอายุ 20 ปีเศษ อ่อนกว่าอาประสาทลูกคุณย่าเพียง 3 ปี ความสนิทสนมทำให้อาประสาทหลงใหลในตัวสวาท สวาทเองก็เช่นกัน หลงรักในตัวอาประสาทเป็นอย่างมาก เรานัดพบกันบ่อยๆ นัดเที่ยวกันบ่อยๆ ในที่สุดอาประสาทก็ได้สวาทเป็นภรรยา โดยคุณอาประสาทไม่ทราบเลยว่า สวาทมีครรภ์อ่อนๆ กับชายอื่น ที่มารับสวาทไบเที่ยวเตร่ตอนที่อาประสาททำงานในกรม

คนที่อาจจะรู้ดีก็คือเพ็ญ และคนที่อาจจะสงสัยก็คือตัวคุณย่านี่เอง

เพ็ญได้ออกปากทัดทานห้ามปรามเรื่องที่สวาทจะตกลง อยู่กินเป็นภรรยาของอาประสาท โดยจดหมายบอกไปที่พ่อแม่ของเขาคือ กำนันเพียรให้ไปช่วยบอกพ่อแม่ของสวาท ให้เอาตัวสวาทกลับ แต่ทำอย่างไรๆ ก็่ไม่ได้ผล

เพราะอาประสาทไม่เคยเกี่ยวข้องกับสตรีใด เมื่อมาพบกับสวาทจึงเป็นความรักที่ยากจะทัดทาน คุณย่าเองก็ห้ามอาประสาท ถึงกับไล่สวาทและห้ามสวาทเข้าบ้านคุณย่า แต่ถึงกระนั้นสวาทก็แอบมาบ้านคุณย่าเสมอด้วยความช่วยเหลือของอาประสาท

สวาทไปบอกกับอาประสาทว่า “สวาทมีครรภ์ประมาณ 2 เดือนแล้ว” พออาทราบก็ตื่นเต้นดีใจใหญ่ ก็ไปบอกคุณอย่าว่า “คุณแม่ครับผมกำลังจะมีลูก สวาทเขาบอกว่าเขามีครรภ์ 2 เดือนแล้ว !” ผลคือ คุณย่าเป็นลมด้วยความเสียใจ

นับแต่นั้นมา สวาทก็ค่อยๆ ขยับเข้ามาอยู่ในบ้านคุณย่า เพื่ออยู่กับอาประสาท คนที่ขัดขวางก็คือ คุณย่าคนเดียว คอยไล่สวาท คอยดุด่าว่ากล่าวสวาททุกวันไม่มีเว้น สวาทนั้นเสียใจน้อยใจ และเกิดเป็นความอาฆาตคุณย่าทุกวันๆ แต่ต่อหน้าอาประสาท สวาทก็ต้องทำดีต่อคุณย่า ทั้งๆ ที่คุณย่าเองก็ไม่ยอมรับความช่วยเหลือนั้น ไม่ยอมรับความหวังดีนั้น มีแต่ด่าว่าสวาททุกครั้งไป แต่พอลับหลังอาประสาท สวาทก็กระแทกกระทั้นเข้าใส่คุณย่าเหมือนกัน ก็มันไม่ใช่พระอิฐพระปูนนี่ สวาทก็มีหัวใจเหมือนกัน

คุณย่าเป็นลมบ่อยๆ เพราะเสียใจและอายุก็มากแล้ว อาประสาทสั่งให้สวาทดูแล สวาทก็เอายามาให้ทาน คุณย่าก็ด่าว่าอีก ไล่ไปอีก ไม่เว้นแต่ละวัน

จนในที่สุดวันหนึ่ง สวาทกลุ้มมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่มีแรงเลยตกบันไดหกล้มลงมายังชั้นล่างที่คุณย่านอนอยู่ พอค่ำก็เกิดอาการตกเลือต อาประสาทก็พาไปโรงพยาบาลจุฬา หมอบอกว่า “แท้งลูก”

สวาทนอนในโรงพยาบาลราวๆ 5 วัน ก็กลับบ้าน เมื่อแท้งไปแล้วสวาทก็นึกว่า “ดีแล้วเด็กที่อยู่ในท้องไม่ใช่ลูกของอาประสาท ถ้าเด็กคลอดออกมาตามปกติ อาจจะยุ่งต่อไปในอนาคต”

แต่คุณย่ากลับหาว่า สวาทแกล้งทำให้แท้ง จะได้เที่ยวกับใครๆ อย่างเดิม ทั้งๆ ที่สวาทเลิกแล้ว เลิกเด็ดขาดแล้ว เพราะความรักที่มีต่อคุณอาประสาท

ก็อย่างนี้แหละมันจะไม่เกิดโมโหได้อย่างไรไหว ? ตอนคุณย่าเป็นลมไม่สบายนอนในห้อง คุณอาสั่งไว้ว่าให้ช่วยดูแลด้วย ไม่มีใคร เพ็ญก็กลับบ้านอยุธยายังไม่มา พอสวาทเอาอาหารมาให้ คุณย่าเทลงกระโถนโครมแล้วพูดว่า “ฉันไม่กินของแก เดี๋ยวตัวเสนียดจะมาเกาะตัวฉัน”

สวาทพยายามอดทนไว้ พอคุณย่าเรอเอิ้กๆ เป็นลม สวาทก็เอายาลมมาให้ ก็เททิ้งอีก บอกว่า “แกอย่ามาเบื่อยาฉันนะ ฉันไม่กินยาของแกหรอก !”

พออาประสาทกลับมาก็มาว่าหาว่าสวาทไม่เอาใจใส่

สวาทโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ทำดีก็ถูกด่า ไม่ทำดีก็ไม่ได้ ถูกว่าอีก พอเอายาไปให้คุณย่ากิน คุณย่าก็ว่า “แกอย่ามาเบื่อยาฉันนะ ฉันไม่กิน” แล้วก็เอายาหอมสาดมาที่ตัวสวาท

เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน สวาทพยายามทำดีที่สุดแล้ว ในที่สุดก็เหลือที่จะอดทนต่อไปได้ เมื่อสวาทยกอาหารไปให้รับประทาน คุณย่าก็สาดโครมไปที่กระโถนอีก “ฉันไม่กินจนกว่าลูกฉันจะมา จะเป็นลมจะตายให้มันตายไป” ว่าแล้วก็นั่งเรอ เอิ้กๆ ต่อไปอีก

สวาทยังทำใจดีสู้เสือ เอายาหอมอย่างดีไปให้ คุณย่าก็สาดโครมมาที่ตัวสวาทอีก “แกจะเบื่อยาฉันเรอะ ฉันไม่กิน..... ฉันไม่กิน”

พอคุณอากลับมา สวาทก็ต้องรีบเล่าให้ฟัง ว่าคุณย่าเป็นลมไม่ยอมกินอาหาร ไม่ยอมกินยา หาว่าเป็นยาเบื่อ อาประสาทต้องเอาไปให้กินเองนั่นแหละจึงได้กิน

เหตุการณ์เป็นดังนี้แทบทุกวัน ถ้าไม่ดีก็โดนด่าโดนว่า “ฉันน่ะมันอาภัพ มีลูกสะใภ้ก็เป็นผู้หญิงกากี มีผัวไม่รู้กี่คน ไอ้ลูกเรามันก็ตาบอด เมื่อไหร่เราถึงจะตายๆ ไปให้พ้นเวรพ้นกรรมจากบ้านนี้เสียทีนะ” แล้วก็เอิ้กๆๆ เป็นลมต่อไป

การที่คุณย่าพูดว่า “อย่ามาเบื่อยาฉัน..... อย่ามาเบื่อยาฉันนะ” พูดบ่อยๆเข้า มันก็เกิดความคิด คิดจะเบื่อคนแก่คนนี้ทิ้งเลยจริงๆ แล้วสวาทก็ไปหายาเบื่อมาจนได้ ที่เขาเบื่อหนู ซื้อมาแยะทีเดียวจากร้านขายยาบอกเขาว่าจะไปเบื่อหนู เขายังบอกว่า “เอาไว้สูงๆ ไกลเด็กนะ ถ้าเด็กกินเข้าไปช้อนเล็กนิดเดียว จะตายทันที”

และแล้วสวาทก็คอยโอกาสและคิดวิธีที่จะวางยา คุณย่าปากร้ายนี้ให้แนบเนียนที่สุดต่อไป.....

จนกระทั่งวันหนึ่ง สวาทได้วางแผนจะไปงานศพพ่อของเพื่อนที่เพิ่งถึงแก่กรรม สวดที่วัดหัวลำโพง คิดได้อย่างนั้นแล้ว ก็เตรียมยาหอมไว้เป็นยาหอมที่มีกลิ่นหอมรุนแรงมาก รสจัด ก็ละลายยานั้นไว้ ใส่ถ้วยยาใบใหญ่ไว้เอายาเบื่อใส่ละลายลงไปด้วย 3-4 ช้อนกาแฟ วางไว้ที่ชั้นใส่ยาแล้วทำข้าวต้มกุ้ง วางไว้ในตู้กับข้าว

พอเย็นเลิกงานแล้ว อาประสาทกลับมาจากกรม สวาทก็บอกอาประสาท ว่า “เย็นนี้ทานข้าว แล้วจะไปสวดศพพ่อเพื่อนที่วัดหัวลำโพง จะกลับก็ราวๆ 3 ทุ่ม”

คุณอาก็ไปส่งสวาทและไปรับกลับด้วย เมื่อฟังพระสวดเสร็จแล้ว

พอรับประทานอาหารแล้ว สวาทก็เข้าไปหาคุณย่า ถามว่าจะรับประทานอาหารหรือยัง สวาทแกล้งพูดให้เกิดโมโหมากๆ จะได้เป็นลมแล้วจะได้กินยาที่เตรียมไว้ จากนั้นก็ไปวัดกับคุณอา

ทีนี้พอกลับถึงบ้าน จากไปส่งสวาทที่วัด คุณอาก็พบเพ็ญนั่งพยาบาลคุณย่าอยู่ อาประสาทก็ถามว่า “เพ็ญมาเมื่อไหร่..... ทานข้าวหรือยัง แล้วก็โอภาปราศรัยอย่างเคย ส่วนคุณย่าก็นั่งเรอเอิ้กๆ ต่อไป อาประสาทก็ลุกไปหยิบข้าวต้มมาให้ คุณย่าก็ไม่กินบอกว่า “ไม่หิว”

เมื่อเป็นดังนั้น อาประสาทก็ลุกขึ้นไปหยิบยาหอมที่สวาทละลายไว้ในตู้ยาออกมา แล้ววานให้เพ็ญช่วยให้คุณย่าดื่มยาที

เพ็ญแย้งว่า “ยาละลายไว้นานแล้วตั้งแต่เย็น สวาทเขาทำไว้ เอาใหม่จะดีกว่า”

แต่อาประสาทบอกว่า “ไม่เป็นไรมันไม่บูดไม่เสียหรอก”

แล้วเพ็ญกับอาประสาทก็ให้คุณย่าดื่มยาหอมที่ปนด้วยยาเบื่ออย่างแรง คุณอย่าดื่มหมด แล้วก็หยุดเรอ อาประสาทกับเพ็ญก็อุ้มคุณย่าไปยังที่นอน คุณย่าสงบนิ่ง ไม่เรอ ไม่เอิกอีก

พอราวๆ 3 ทุ่ม อาประสาทไปรับสวาทที่หัวลำโพง สวาทแกล้งถามอาประสาทว่า “คุณย่าเป็นลมหรือเปล่า ทานยาหรือยัง”

อาประสาทบอกว่า “อย่างเคยเป็นลม เรอ เอิ้กๆ อีก ให้ทานยาหอมที่สวาทละลายไว้จนหมดถ้วย ค่อยสงบ ตอนนี้หลับแล้ว”

สวาทใจสั่น ใจเต้นแรง เหงื่อออกท่วมตัว เมื่อได้ยินคำพูดของอาประสาท และเมื่อถึงบ้าน ทั้งอาประสาทและสวาทยังแอบย่องไปดูมุ้งคุณย่าเห็นคุณย่าสงบนิ่ง

สวาทรู้ทันทีว่าคุณย่าถูกยาเบื่อตายแล้วปากก็พูดว่า “ให้ท่านหลับเถอะ อย่ากวนท่านเลย” แล้วอาประสาทและสวาทก็เดินขึ้นไปชั้นบน ยังห้องนอนของตน

ส่วนเพ็ญนั้นนอนข้างล่าง ห้องติดกับคุณย่า

จำได้ว่าคืนนั้นเป็นวันเสาร์รุ่งขึ้นเป็นวันหยุด อาประสาทตื่นสายหน่อย รวมทั้งสวาทด้วย ประมาณสักร่วมๆ 3 โมงเช้า ได้ยินเสียงเพ็ญร้องเอะอะขึ้นว่า

“คุณอา..... คุณอา มาดูคุณย่าหน่อย เร็ว..... เร็ว”

อาประสาทตกใจ รีบโดดผลุงลงมาจากเตียง ส่วนสวาทนั้นนั่งใจสั่นอยู่ครู่ใหญ่ กลัวก็กลัว ก็มันไม่เคยฆ่าคนนี่ สักครู่หนึ่งจึงเดินลงมาที่ห้องคุณย่า

“คุณแม่..... คุณแม่” อาประสาทประคองตัวคุณย่า ซึ่งหน้าเขียวไปทั้งหน้า ตัวแข็งแล้ว มือขาเขียวไปหมดได้แต่ประคองแล้วเขย่าๆ ตัว พลางหันมาพูดว่า “สวาท คุณย่าเสีย..... เสียแล้ว เมื่อคืนก็ให้ดื่มยาหอม ก็ดื่มได้ดีคงเป็นลมเสียตอนดึก แล้วคุณอาก็ร้องไห้

สวาททำเป็นร้องไห้กับเขาด้วย แต่เพ็ญนั้นร้องมาก แล้วมองมาที่สวาทอย่างกับจะกินเลือดกินเนี้อ

สวาทนึกอะไรออก ก็เดินไปหยิบถ้วยชามต่างๆ ไปล้าง รวมทั้งถ้วยยาหอมใบนั้นด้วย ล้างจนหมด

ต่อจากนั้นก็ไปแจ้งอำเภอว่า เป็นโรคคนแก่ เป็นลมเสียชีวิต เอาศพไว้ที่วัดหัวลำโพง

รุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง พระที่มารับบาตรทุกวันก็มาโปรดสัตว์ที่หน้าบ้านเช่นเคย คอยอยู่นานไม่เห็นโยมแก่ๆ ออกมาใส่บาตร ก็นึกสังหรณ์ ท่านจึงถามคนที่คอยใส่บาตรข้างๆ บ้านว่า “โยมบ้านนี้ไม่อยู่เรอะ ? ถึงไม่ออกมาใส่บาตร”

คนข้างบ้านก็ตอบว่า “แกเสียแล้วตั้งแต่เมื่อคืนวานนี้” พระรูปนั้นสะดุ้ง พลางนึกถึงถ้อยคำที่โยมพูดว่า “ต้องรีบๆ ใส่เสียพรุ่งนี้อาจจะไม่ได้ใส่ก็ได้” พระท่านก็นึกว่า คุณโยมพูดมรณานุสติ เตือนตัวเอง แต่..... มันก็เป็นไปแล้ว

ตั้งแต่นั้นมาสวาทเริ่มผิดปกติ เพ็ญก็กลับไปอุธยา อาประสาทก็ไม่ค่อยกลับบ้านในตอนเย็นเหมือนแต่ก่อน ยศสูงขึ้น สังคมเฮฮากับเพื่อนฝูงมากขึ้นสวาทเฝ้าบ้านคนเดียว มันวังวังเวง และเงียบเหงาผิดปกติ

สวาทนอนไม่หลับบ่อยๆ หลับตาลงก็เห็นแต่หน้าคุณย่า หูก็ได้ยินเสียงกุกๆ กักๆ ในห้องคุณย่า ไฟก็เปิดไว้ จะลงมาดูก็ไม่กล้า หนักเข้าก็ต้องลงมานั่งหน้าบ้านเปิดไฟฟัาสว่างไว้ คอยการกลับบ้านของอาประสาทซึ่งก็มักจะเมามาทุกวันพอถึงบ้านอาก็จะถามว่า “คุณแม่ทานอะไรแล้วหรือยัง เป็นลมไหม” ถามอย่างนี้ทุกครั้งที่เมากลับบ้าน

กลางวันวันหนึ่ง สวาทอาบน้ำสระผม แล้วกำลังหวีผมอยู่ที่หน้ากระจกในห้องแต่งตัว สวาทตะโกน “กรี้ด กรี้ด” ออกมาด้วยเสียงอันดังเพราะหน้าที่เห็นในกระจกนั้น ไม่ใช่หน้าของสวาท แต่..... แต่เป็นใบหน้าของคุณย่าแสยะยิ้ม หูก็ได้ยินเสียงว่า

“สมใจไหม ? สมใจไหม ? สมใจมั้ยยะ ? ที่ฆ่าฉันได้ ฉันน่ะไม่จองเวรกับแกหรอก แต่กรรมน่ะซิ กรรมที่แกทำไว้กับฉันน่ะ มันจะสนอง”

แล้วสวาทก็เป็นลมพับไปที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งทั้งๆ ที่มือยังกำหวีอยู่

ค่ำแล้ว อาประสาทกลับมาจากไปข้างนอก เห็นสวาทนอนหน้าซีดอยู่ที่หน้าบ้าน แสดงอาการไม่สบายอย่างเห็นชัด จึงรับหมอมาตรวจที่บ้าน หมอบอกว่า “เป็นโรคประสาทอย่างแรง ตอนนี้มีอาการกลัวอาการหวาดระแวงว่า จะมีสิ่งหนึ่งหรือคนหนึ่งคอยทำร้าย”

ในที่สุด สวาทก็ถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาฯ อีก สวาทก็ไปเพ้อ ไปอาละวาดในตึกที่นอนรักษา หมอก็ยังแก้ไม่หายในเรื่องนี้

เพ็ญทราบข่าวก็มาเยี่ยม ดูแลอาการ มาแทบทุกวัน ตอนหนึ่งสวาทเพ้อพูดออกมาว่า

“ฉันไม่ควรฆ่าเขาเลย ฉันไม่ควรให้เขากินยาพิษเลย..... แล้วก็ร้องไห้คร่ำคราวญอย่างน่าสงสาร”

เพ็ญจดหมายไปให้พ่อแม่สวาททราบ ถึงอาการป่วยของสวาทว่า น่ากลัวอันตราย เพราะสวาทคิดจะฆ่าตัวตายท่าเดียว ขอให้พ่อแม่ของสวาทรีบมาดูอาการที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ด้วย

พ่อแม่สวาทก็ขึ้นมากรุงเทพฯ พอไปถึงโรงพยาบาบลจุฬาฯ ทั้งสองก็สะดุ้งตกใจว่า

“คนนี้ไม่ใช่สวาทลูกฉัน เพราะใบหน้าที่เห็นนั้น เหมือนใบหน้าของคนอายุสัก 70 ปีกว่าๆ ที่คุ้นๆ หน้าอยู่”

พลางแกก็จ้องมองหน้าลูกสาวแล้วก็อุทานออกมาว่า “คุณนายนวล”

พร้อมๆ กัน สวาทได้ยินเข้าก็ร้องกรี้ดอย่างดังลั่น หมอ พยาบาลตกใจกันเป็นแถว ต้องหยุดอาการด้วยการฉีดยานอนหลับอย่างแรง ในที่สุดก็ตกลงกันกับอาประสาทให้เอาออกจากโรงพยาบาลไปอยู่ที่บ้านก่อน แล้วจะหาทางอื่นรักษาต่อไป

ขณะนั้นเพ็ญกลับไปอยุธยา ไปหารือกับกำนันเพียร เล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง โดยความลงสัยต่างๆ ที่เพ็ญประมวลมาได้ ซึ่งกำนันเพียรบอกว่า “ลองพาตัวไปหาหลวงพ่อซิ เผื่อท่านจะช่วยได้”

ในที่สุด สวาทในใบหน้าที่ซีดเซียวตาลึก ผมสยายรุงรัง ผอมดำ ก็มาถึงอยุธยาด้วยการนำมาของอาประสาทและพ่อแม่ หมอในเมืองอยุธยาได้ถูกเชิญมาปรึกษาหารือ ตรวจอาการและรักษาที่บ้าน ความเห็นของแพทย์ก็เหมือนกันกับของแพทย์ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ คือโรคจิตประสาทชนิดประสาทหลอนอย่างแรง และในระหว่างนั้นก็ให้แต่ยานอนหลับ ยาระงับประสาท ยาบำรุง และคอยเฝ้าดูอาการอยู่

ญาติพี่น้องของสวาทต่างก็ช่วยเหลือกันคนละไม้คนละมือ ไปนิมนต์พระมารดน้ำมนต์บ้าง ทำบุญสะเดาะเคราะห์บ้าง บ้างก็พาหมอผีมาไล่ มาปัดรังควาน บ้างก็ทำสังฆทาน รดน้ำมนต์ สวาทก็สงบไปเป็นพักๆ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย

ในที่สุดญาติก็นำเรื่อง อาการป่วยของสวาทมากราบเรียนหารือหลวงพ่อ ขอความเมตตาท่านช่วยอนุเคราะห์ หลวงพ่อนั่งพิจารณาแล้วจึงกล่าวว่า

“มันเป็นเวรเป็นกรรมกันมา เวรจะระงับได้ด้วยการไม่จองเวร เขามีเวรต่อกันมานานแล้ว” แล้วท่านก็หยุด หันไปหยิบน้ำมนต์ส่งให้

“เอาไปกิน ไปอาบ พอบรรเทาๆ นะ เห็นจะไม่นานหรอก..... เห็นจะไม่นานหรอก”

ท่านกล่าวย้ำ ญาติก็มิได้สงสัย พอได้น้ำมนต์ก็ก้มลงกราบ ถือขวดน้ำมนต์ลงกุฏิไป

สวาทนอนซมอยู่ที่บ้านตลอดเวลาเหมือนคนไร้สติ แต่บางทีก็กระเตื้องขึ้นบ้าง คือสงบลง

หูของสวาทนั้นน่ะได้ยินเสียงกระซิบแทบทุกเวลาที่จะหลับว่า “ฉันยังไม่อยากตาย แกมาให้ฉันตายทำไม ? หายามากินซะ กินซะแยะๆ แล้วไปอยู่ด้วยกัน พอลืมตาขึ้นมาก็แลเห็นหน้าคนเหมือนๆ หน้าคุณย่าโผล่มามองๆ ยิ้มๆๆ ดึกๆ ก็จะมีเสียงเหมือนมีคนเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ที่นอนลืมตาขึ้นก็แลเห็นเป็นคนมายืนกวักมืออยู่ใกล้ๆ สวาทก็ได้แต่ กรี้ด ออกมาแรงๆ แล้วก็หมดกำลังพับไป

คืนวันหนึ่ง สวาทนอนไม่หลับประสาทหลอนอยู่ ปากก็ตะโกนว่า “ไป ไป” แล้วเธอก็ตอบว่า “สวาทไม่ไ สวาทจะอยู่นี่ !!” แต่เสียงที่กระซิบข้างหูกระซิบว่า “ยาที่เก็บไว้ใต้หมอนน่ะ กินซะ กินซะซี่..... กินแยะๆ กินให้หมด”

สวาทล้วงมือไปใต้หมอน ก็พบยาเม็ดต่างๆ มากมาย ที่ได้มาจากโรงพยาบาลและได้จากแพทย์ที่อยุธยารวมกันแล้ว 1 กำมือเห็นจะได้ สวาทค่อยๆ รวมกำลัง หยิบถ้วยน้ำมาดื่มแล้วใส่เม็ดยาลงไปในปากทีละหยิบมือๆ ใส่ปากกิน ดื่มน้ำตามคำชวนข้างหูกินยาจนหมด

สวาทหัวเราะออกมาด้วยเลียงอันดังและตะโกนว่า “ไปก็ไป..... ฮ่ะๆๆๆ !” แม่และน้องที่นอนข้างๆ ตกใจ ลุกขึ้นเปิดไฟดู เห็นสวาทนอนยิงฟัน หลับตาทีละน้อยๆ แล้วก็กรนครอกๆ

“คงละเมอน่ะ” แม่ของสวาทพูด

และแล้วต่างคนก็ต่างนอนต่อไป

เช้าวันรุ่งขึ้น แม่และน้องตื่นแต่เช้าทำกิจธุระต่างๆ แล้วก็ลงมานั่งรับประทานอาหาร ส่วนน้องอีกคนหนึ่งขึ้นไปบนบ้าน ผ่านห้องที่สวาทนอนอยู่ ก็เดินเข้าไปวัด ภาพที่เห็นทำให้สะดุ้ง ตะโกนเสียสุดเสียงว่า “แม่ !..... แม่”

สักครู่แม่และพี่น้องก็ขึ้นมาที่ห้องสวาทนอนอยู่ สวาทนอนจริงๆ นอนหลับสนิท แสยะปาก ยิงฟัน ลิ้นจุกปาก นอนตัวแข็งเกร็ง

“โธ่ ! สวาทลูกแม่” ตาของแม่เหลือบแลเห็นซองยานับเป็นสิบซองตกอยู่ข้างหมอน

“สวาทกินยานอนหลับตายเสียแล้ว โธ่ สวาท !”

สายๆ วันนั้น ก็มีการจัดการศพอย่างรวดเร็ว แล้วศพก็ถูกหามไปที่วัด บรรจุโลงเรียบร้อยในวันนั้นเอง

สำเริง กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า “แล้วยังไงขอรับ”

“จิตวิญญาณก็ล่องลอยไปตามวิบากของเขาซิ..... เขาก็ก่อเวรกันทุกชาติต่อไปซิ”

ณ ที่แห่งนั้น..... วิญญาณดวงหนึ่งลอยมา ลอยมาใกล้จิตวิญญาณของคุณย่า แต่ไม่อาจจะเข้าใกล้จิตวิญญาณของคุณย่าที่ลอยอยู่สูงกว่าได้ จิตวิญญาณนั้นพยายามจะเข้ามากราบ มาขอขมา แต่หมดบุญที่เข้าใกล้เพราะวิบากกั้นเอาไว้ ก็ได้แต่ตะโกนออกไปว่า

“คุณย่าให้อภัยสวาทด้วยๆ”

ยิ่งตะโกนวิญญาณคุณย่ายิ่งไกลออกไป..... ไกลออกไปทุกขณะ และขณะเดียววิบากก็รุมล้อมจิตวิญญาณของสวาท แล้วนำจิตวิญญาณนั้นไปรับกรรมที่ได้กระทำไว้ต่อไป

“นี่แหละความพยาบาทอาฆาตของกิเลส มันก็ไม่สิ้นสุด ไม่หมดไม่สิ้น”

“ใครพยาบาทใครขอรับ ?” ผมถามท่าน

“มันเป็นเวรซึ่งกันและกัน..... ตอนหลังนี่น่ะ วิญญาณที่ออกจากร่างไปเพราะยาพิษมาแก้แค้น จากความพยาบาทที่ฝังใจไว้แต่ละชาติๆ แต่ที่จริงแล้ว จิตวิญญาณที่มาทีหลังเป็นผู้สารภาพ”

“ก็คนที่สวาทตายซิขอรับ แล้วจิตวิญญาณทั้งสองจิตนี้จะไปที่ไหนต่อขอรับ” ก็รับวิบากกันต่อๆ ไป การทำปาณาติบาตรนั้นเหมือนกงเกวียนกำเกวียน มันก็เวียนมาแก้กัน เป็นเวรเป็นกรรม เป็นวิบากต่อกันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นตราบใดที่ไม่หมดกิเลสไม่มีอโหสิกรรม มันก็มีจุติคือชาติ ความเกิด ก็เกิดมาใช้กรรมนั่นแหละ แม้แต่ตัวที่นั่งพูดอยู่นี่ คนที่นั่งฟังอยู่นี่ก็เกิดมาใช้กรรม ถ้าเราหมดกรรมเสียแล้วทำแต่บุญกุศลไม่ทำชั่วไม่ทำบาป แม้ไม่หมดกิเลส ยังมีการเกิดอีก ผลแห่งกรรมดีที่ทำไว้ก็จะได้รับเอง แล้วเราก็จะรู้เอง”

สำเริงกราบเรียนถามว่า “แล้วคนที่ชื่อประสาทล่ะขอรับ เขาจะได้รับผลอะไรหรือไม่ขอรับ ?”

หลวงพ่อท่านกรุณาอธิบายว่า

“มันมี 2 ประเด็น ประเด็นที่ 1 ประสาททำให้แม่มีทุกข์ เสียใจ เศร้าโศก เพราะเมื่อไม่อยู่ในโอวาท กระทำในสิ่งที่แม่ไม่ชอบ อันนี้เขารู้ ก็ยังได้กระทำต่อไปทำให้แม่เสียใจมากขึ้นๆ อันนี้ก็เป็นบาป บาปอะไรที่จะแรงกว่าทำบาปต่อพระอรหันต์ไม่มีแล้ว ทีนี้ท่านว่าบิดามารดาเป็นพระอรหันต์ของลูก มันก็เห็นชัดๆ ว่าเป็น บาปหนัก เท่ากับเนรคุณผู้บังเกิดเกล้า

ประเด็นที่ 2 การที่เขาเอายาหอมให้แม่กินนั้น เขาให้กินด้วยปรารถนาดี เขาไม่รู้เรื่องยาเบื่อนั้น แต่เขาก็เท่ากับร่วมกับผู้อื่นฆ่าแม่เหมือนกัน แต่กรรมก็เบากว่า เพราะไม่มีเจตนาที่จะทำบาปที่จะฆ่า แต่เหตุอยู่ที่ประมาทไว้ใจคน ประมาทจนแม่ต้องตาย มันก็เป็นอกุศลกรรมเหมือนกัน แต่ไม่หนักเท่ากับปิตุฆาตมาตุฆาตตรงๆ ซึ่งกรรมอันหลังนี้หนักมาก เป็นบาปอย่างมหันต์ ประสาทก็ได้รับผลแห่งวิบากนั้น แม้ในชาตินี้ก็ตาม แต่ไม่ถึงกับติดคุกติดตะราง แต่บาปนั้นก็เกาะกินใจอยู่แม้ทุกวันนี้

เรากราบเรียนถามท่านว่า “แล้วที่สวาทได้เห็นรูป เห็นหน้าเห็นตาคุณนายนวลนั้น เห็นจริงๆ หรือประสาทหลอกหลอน และเสียงที่ได้ยินว่า ทำไมแกมาฆ่าฉันล่ะขอรับ หูฝาด ตาฝาด หรือเปล่า ?”

หลวงพ่อท่านบอกว่า ประสาทหลอน ประสาทหลอก มีจริง นั่นมันทางจิต ทางสมอง ที่ป่วยก็เป็นคนไข้สั่น เป็นไข้จัดๆ ก็ยังเพัอ ยังหลอนว่าผีป่าเข้า ที่จริงพิษไข้ ยังมีไข้เพื่อเลือด ไปเพื่อลมต่างๆ ที่เพ้อได้ แต่มันก็เพ้อไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว ไม่ซ้ำซาก

ทีนี้วิญญาณก็มีจริง ผีปีศาจ เปรต อสุรกาย ก็มีจริง ก็เห็นกันทั่วๆ ไป ทั้งโลกนี้ ทุกชาติก็มีเรื่องเล่ากันเรื่องผี เรื่องปีศาจ อย่างวิญญาณที่อาฆาตพยาบาทนี้ ก็อาจจะมาแสดงรูปให้เห็น มาทรมานคนที่จะเห็น ก็คือคนที่เกี่ยวข้อง บางอย่างก็มาบอกกล่าวมาขอรับส่วนกุศล ส่วนบุญ เพื่อการพ้นทุกข์ การบรรเทาทุกข์ หรือเพื่อการไปจุติ

วิญญาณที่อาฆาตพยาบาทนั้น ก็เป็นเพราะเขามีเวร กันมาแต่เก่าก่อนไม่มีการระงับ ไม่มีการอภัยกัน พอสังขารละไป วิญญาณก็พยาบาทอาฆาตกันต่อไปทันที่ก็เห็นจะเป็นอย่างนี้”

เรา 2 คนได้ฟังหลวงพ่อท่านเล่าแล้วก็รู้สึกสยองๆ ปอดๆ ก็พอดีดึกแล้ว จึงกราบนมัสการลาท่าน เพื่อท่านจะได้พักผ่อน หรือปฏิบัติกิจของท่านต่อไป

ก่อนกลับยังได้ผ้าแดงลงยันต์จากท่านมาบูชาคนละผืนอีกด้วย..... และตั้งใจว่าจะมาเรียนถามเรื่องลี้ลับต่างๆ ที่เราอยากรู้อยากทราบจากท่าน

ขณะที่รีรอจะกราบเรียนขออนุญาตจากท่านอยู่นั้น ท่านเอ่ยขึ้นกับผมว่า “พรุ่งนี้มาคุยอีกซิ มะรืนจะกลับกรุงเทพฯ ไม่ใช่หรือ”

ผมสะดุ้งโหยง เพราะผมเพิ่งเรียนท่านหมื่น บิดาสำเริง เมื่อก่อนมาวัดนี่เอง ผมจะกลับกรุงเทพฯ มะรืนนี้

“เอ๊ ! ท่านทราบได้อย่างไร” สำเริงถามผม

“นั้นน่ะซิ ทำไมท่านรู้ก็ไม่รู้ซิ”

“พรุ่งนี้มาวันๆ หน่อยนะ จะได้เล่าเรื่องอะไรๆ ให้ฟังนานๆ”

“ที่สงสัยกันน่ะ ไม่ต้องสงสัย การรู้การเห็นล่วงหน้ามีจริง การรู้จิตใจของคนและของสัตว์มีจริง การรู้ชาติกำเนิดแต่ปางก่อนของตนเองและของผู้อื่นมีจริง รวมทั้งการเห็นในสิ่งที่ผู้อื่นไม่เห็น การได้ยินในสิ่งที่ผู้อื่นไม่ได้ยิน การเนรมิตกาย การบังกาย การทำของเหลวให้อยู่ในอำนาจการของแข็งให้อยู่ในอำนาจการคุมไฟให้อยู่ในอำนาจเป็นสิ่งที่ทำได้ ถ้าเราได้ฝึกได้หัดให้จิต แก่กล้า ก็สามารถทำได้ ทั้งนั้น” หลวงพ่อท่านกล่าวขณะที่เรากราบลาท่าน

พอก้าวลงจากกุฏิท่าน สุนัขที่วัดไม่เห่าเลย ทั้งๆ ที่มืดอย่างนั้น แต่พอเราเดินออกมาจะถึงท่าน้ำหน้าวัด สุนัขไม่รู้ว่ากี่ตัวต่อกี่ตัวหอนกันใหญ่หอนยาววังเวงที่สุด ผมเลยยกมือไหว้อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย ให้แก่ภูติผีปีศาจและดวงวิญญาณทั้งหลาย ที่ตกในอบายภูมิ ให้ได้รับกุศลโดยทั่วกัน

เสียงสุนัขยังไม่สงบ สำเริงก็ได้ยกมือขึ้นกระทำอย่างผม คือแผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สิ่งที่เรามองไม่เห็น แก่เพื่อนสัตว์ร่วมโลก ทั้งที่มีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้ว

เราออกเดินไปช้าๆ เสียงหอนก็ค่อยซาลงๆ แต่มาสะดุ้งสุดตัวอีกทีก็ตอนตาลุงแจวเรือแกกระแอมอย่างแรง แล้วตะโกนถามเสียงดังว่า “กลับกันมาแล้วรึครับ ?” ตอนที่ลุงแจวเรือวาดหัวเรือเข้ามารับเรา

“จ๊ะ ขอบใจลุงที่อุตส่าห์คอย” ผมวางเหรียญ 10 สตางค์ไว้ที่กระทงเรือที่นั่ง

“หลวงพ่อท่านเล่าเรื่อง ท่านฤๅษีที่ถ้ำเมืองกาญจน์หรือเปล่าครับ ? วันแรม 1 ค่ำ นี่ท่านอาจารย์ฤๅษีก็จะมาคุยกับหลวงพ่ออีกแล้ว”

“เปล่าเลยลุง”

“แล้วเรื่องขโมยขุดกรุที่วัดใหญ่ชัยมงคลล่ะครับ ท่านพูดให้ฟังหรือเปล่า”

“ไม่เห็นท่านพูดนี่ลุง”

“ลองถามท่านซิครับ มันน่าฟังพิลึก”

พอดีเรือถึงท่าน้ำ “ขอบใจนะลุง แล้วผมจะถามท่านวันหลัง” เรานึกขอบใจในความอารีของลุงแจวเรือ เลยแถมให้แกอีก 10 สตางค์ เป็นค่าบำรุงน้ำใจ อัธยาศัย

เราตั้งใจว่าจะมากราบเรียนถามหลวงพ่อท่านครั้งต่อไป ในเรื่องหลวงพ่อฤๅษีและขโมยขุดกรุวัดใหญ่ชัยมงคล ตามที่ตะลุงแกเอ่ยถามต่อไป แต่ทีนี้เห็นจะต้องมาแต่เย็นหน่อย ไม่ให้ช้าเหมือนวันนี้ จะได้มีเวลากราบเรียนถามท่าน คุยกับท่านนานๆ หน่อย

ที่จริงเรื่องที่หลวงพ่อท่านเล่านั้นน่ะ ไม่นาน ท่านเล่าย่อๆ สั้นๆ เราต้องกราบเรียนถามท่านบ่อยๆ คล้ายๆ กับซักท่าน ท่านจึงจะพูด แล้วผมก็จำไว้ๆ ดังเรื่องต่างๆ ที่คุณได้อ่านมานี่แหละครับ

พบกันใหม่ในฉบับหน้า ผมจะพาท่านไปฟังเรื่องประหลาด วิญญาณและสิ่งลี้ลับในถ้ำเมืองกาญจน์ จากแนวของหลวงพ่อที่คุยกับบิดาผม ในตอนที่ท่านไปพบฤๅษีตนหนึ่งในถ้ำกลางป่าเมืองกาญจน์ พบกับรุกขเทวดา ผจญกับโขมดป่า และวิญญาณสารภาพของโขมดเฝ้าถ้ำ กับวิบากที่ทำให้เขาต้องเป็นโขมดอย่างนี้ อีกชั่วกัปชั่วกัลป์

นิรทุกข์
15-03-2005, 06:17 AM
เรื่องที่หมอนำมาเขียนเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งสิ้นสุด ทั้งหมดเกี่ยวกับกรรมทั้งกรรมดีและกรรมชั่วของมนุษย์ในยุคนั้น น่าอ่านมากเหมือนกฎแห่งกรรมของคุณทองหยก เลียงพิบูลย์