View Full Version : นิยายสิริอริยะ ธรรมิกราชโพธิสัตต์
http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=98676&d=1159003774
คำนำ
การที่จะเขียนนิยายอิงตำนานเรื่องนี้ออกมาได้นั้น นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับข้าพเจ้าซึ่งไม่ใช่พระศรีอารย์แต่พยายามจะแต่งนิยายอันมีพระศรีอารย์เป็นตัวเอกของเรื่อง ด้วยว่าเรื่องราวของพระศรีอารย์นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินกว่าจะนึกคิดเข้าใจด้วยวิธีการง่ายๆหยาบๆได้ เพราะพระศรีอารย์เป็นตัวละครศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนทั่วโลกยกย่องบูชาทั้งๆที่ไม่ได้เห็นด้วยตาด้วยใจตนเองว่าที่แท้แล้วพระศรีอารย์ตามเป็นจริงนั้นเป็นอย่างไรกันแน่.
เพื่อซึมซับเอาอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครของข้าพเจ้าให้ได้แม่นยำมากที่สุด สมจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้าพเจ้าจึงได้อุทิศชีวิต๘ปีที่ผ่านมาของตนเพื่อเข้าไปทดลองดำเนินชีวิตคล้ายอย่างที่พระศรีอารย์ควรจะทำตามที่เขาบันทึกไว้ในตำนาน แล้วข้าพเจ้าก็ได้ความมั่นใจว่าข้าพเจ้าสามารถจะแสดงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครตัวนี้ให้ปรากฏอยู่ในโลกจินตมายาบนหน้ากระดาษได้อย่างสมจริงเกินกว่านักแต่งนิยายคนใดจะสามารถกระทำ.
ในระหว่าง๘ปีนั้น ข้าพเจ้าได้ประสบกับสภาพบีบคั้นต่างๆจากทั้งตนเองและคนอื่น ทั้งจากหมู่ญาติและคนที่ได้รู้จักเพียงผ่านๆ ข้าพเจ้าเพิ่งจะได้รู้ว่าพระศรีอารย์นี้เป็นบุคคลที่น่าสงสารยิ่งนักที่ต้องขวนขวายทำงานเพื่อประโยชน์คนอื่นทั้งๆที่ถูกคนอื่นทำร้ายเอาด้วยอาการดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่มีใครยอมหยิบจับช่วยเหลือแบ่งเบาภาระ มีแต่พากันหาว่าท่านเป็นบ้า เป็นโรคจิต เป็นคนไร้ค่า เป็นกาฝากที่เฝ้าแต่จะหยิบยืมสารอาหารจากหมู่ญาติและเพื่อนฝูงไปโดยไม่ดิ้นรนขวนขวายใดๆให้ปรากฏชัดว่าคู่ควรแก่ข้าวน้ำและความช่วยเหลือที่เขาจะให้. มิน่าเล่า พระศรีอารย์ตามตำนานจึงต้องได้บวชๆสึกๆอยู่ถึง๗หนจนสุดท้ายอยู่กับใครไม่ได้ ต้องได้หนีเข้าป่าไปเป็นฤาษี.
ข้าพเจ้าตั้งใจว่า เมื่อเขียนนิยายเรื่องนี้สำเร็จแล้ว และทำการพิมพ์ออกวางขายแล้ว หากได้ขายดี ก็จะบวชอุทิศส่วนบุญให้แก่พระศรีอารย์สัก๓พรรษา จะอธิษฐานเอาใจช่วยท่านว่าขอพระศรีอารย์อย่าได้ประสบกับความลำบากอีกเหมือนที่ปรากฏในตำนานนั้นเลย เมื่อใดที่ท่านลงมาสู่โลกมนุษย์ก็ขอให้ท่านได้ความเห็นอกเห็นใจจากผู้คนทั้งหลาย ให้คนทั้งหลายพากันปวารณาตนแบ่งเบาภาระไปจากท่านเสียตามสมควรแก่กำลังของแต่ละคน ขอให้พระศรีอารย์สร้างสรรค์โลกของท่านให้ได้สำเร็จโดยพลันเถิด สาธุ.
เรื่องพระศรีอารย์นี้เป็นตำนานศักดิ์สิทธิ์ที่คนทั่วทั้งโลกเล่าขานกันมาเป็นพันปี แม้จะเป็นอย่างนั้น บางท่านก็ยังไม่รู้ว่า พระศรีอารย์คือใครกันแน่ ข้าพเจ้าจึงขอกล่าวเกริ่นความไว้ในคำนำนี้ว่า ในพระพุทธศาสนาของเรานั้น มีพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ในอดีตที่ผ่านมานั้นได้มีพระพุทธเจ้ามาแล้วนับไม่ถ้วน และในอนาคตเบื้องหน้าก็จะมีพระพุทธเจ้าอีกนับไม่ถ้วนเช่นกัน. พระพุทธเจ้าองค์ที่เราศึกษาเล่าเรียนคำสอนของท่านอยู่นี้ ท่านมีชื่อว่า พระโคตมะ หรือโกตมะ หรือกอตมะ หรือ ก็อด(god) หรือ โคดม(godm) ตามสำเนียงพื้นเมืองของถิ่นใครถิ่นมัน พวกเราเรียกพระพุทธเจ้าองค์นี้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน.
บุคคลที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า แต่ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้านั้น พวกเราเรียกกันว่า พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายมีสัพพัญญุตญาณคือความรู้ในสิ่งทั้งปวงอย่างไม่มีส่วนเหลือเป็นดุจมารดา มีพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเหมือนบิดา หรือเป็นเหมือนพี่ชาย แล้วแต่โอกาส เพราะอย่างนั้น พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจึงถูกเรียกจากพระพุทธเจ้าและตนเองว่าเป็นน้องชายร่วมอุทรเดียวกันกับพระพุทธเจ้า ถูกเรียกจากคนทั่วไปว่าเป็น พระบุตรของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
พระศรีอารย์(เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤตคือศรีอารยะหรือสิริอริยะในภาษาบาลี)เป็นบุคคลที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อจากพระโคดมพวกเราจึงเรียกท่านว่า ศรีอารยโพธิสัตว์(สรี-อา-ระ-ยะ-โพ-ธิ-สัด) ในภาษาสันสกฤต หรือ สิริอริยโพธิสัตต(สิ-หริ-อะ-ริ-ยะ-โพ-ธิ-สัด-ตะ)ตามภาษาบาลี. ว่ากันว่า ชื่อศรีอารย์นี้ เป็นชื่อที่พระโพธิสัตว์องค์นี้จะถูกเรียกขานเมื่อท่านได้เป็นพระราชาในยุคปีพ.ศ.๒๕๐๐กว่าๆนี้.
หากท่านพระศรีอารย์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ท่านจะได้นามว่าเมตไตรย ผู้คนจึงนิยมเรียกชื่อในยุคนี้ไปผสมกับชื่อเมื่อคราวที่ท่านจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าว่า ศรีอารยะ(เมตไตรย)โพธิสัตว์เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าพระศรีอารย์นี้ล่ะ สืบต่อไปในอนาคตท่านจะได้เป็นพระเมตไตรยพุทธเจ้า.
เพราะมีการเรียกชื่อศรีอารย์กับชื่อเมตไตรยไว้คู่กันจนเคยชิน ผู้คนจึงพากันเข้าใจว่า พระศรีอารย์กับพระเมตไตรย นั้นเป็นชื่อเดียวกันในยุคเดียวกัน ที่จริงนั้น ชื่อศรีอารย์เป็นชื่อพระเจ้าจักรพรรดิในชาตินี้ ชื่อเมตไตรยเป็นชื่อพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย ยังมีชื่อที่คั่นกลางระหว่างศรีอารย์กับเมตไตรยอยู่อีกชื่อหนึ่งคือ มังคละ หากจะเรียกให้ครอบคลุมควรจะเรียกว่าพระสิริอริยะมังคละเมตเตยยะจึงจะกินความละเอียดขึ้นไปอีก.
วิญญาณของพระพุทธเจ้านามว่าเมตไตรยนี้จะเกิดจากการวิวัฒนาการทางวิญญาณไปจากวิญญาณของพระมังคละราชา วิญญาณของพระมังคละราชานั้นเกิดจากการวิวัฒนาการทางวิญญาณไปจากวิญญาณพระศรีอารยจักรพรรดิ เขามักเรียกปรากฏการณ์วิวัฒนาการทางวิญญาณนี้ว่า การเกิดใหม่.
ภายหลังจากพระศรีอารย์ตายแล้ว เมื่อมาเกิดในโลกมนุษย์อีกก็จะมีชื่อว่ามังคละเพื่อกระทำทานครั้งยิ่งใหญ่เหมือนอย่างพระเวสสันดร เมื่อพระมังคละตายแล้ว กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกครั้งก็จะได้นามว่าเมตไตรย เพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
หากท่านจะถามว่า อีกนานเท่าใดพระศรีอารยจักรพรรดิจึงจะปรากฏ ข้าพเจ้าก็คาดเดาว่า อีกราว๓๐-๔๐ปีจากนี้ละกระมัง. หากท่านจะถามว่า อีกนานเท่าใดที่พระมังคละราชาจะปรากฏ ข้าพเจ้าก็ขอคาดเดาว่า คงอีกราวสัก๓-๔แสนปีจากนี้ละกระมัง.
หากท่านจะถามว่า อีกนานเท่าใดพระเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงจะปรากฏ ข้าพเจ้าก็ขอคาดว่า คงจะราวๆ๖๐๐-๑๐๐๐ล้านปีจากนี้ละกระมัง. ใครอยากพิสูจน์ก็ให้มีชีวิตอยู่ให้ถึงวันนั้นๆก็แล้วกัน ส่วนข้าพเจ้านั้น ไม่อยากจะพิสูจน์ เพราะไม่ได้สงสัย.
ขอบอกกล่าวแก่ชาวพุทธที่มักรังเกียจคัมภีร์ของคริสเตียนไว้สักหน่อยว่า หากจะอ่านไบเบิล ให้กำหนดจิตว่า พระเจ้าคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบุตรคือพระโพธิสัตว์. ที่เขาว่า พระเจ้าทั้งหลายกล่าวว่าเราเป็นอัลฟ่าและโอเมก้าคือ เหตุการณ์ในวันประสูติของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ซึ่งเมื่อประสูติแล้วก็เดินไปทิศเหนือเจ็ดก้าว หยุดอยู่แล้วกล่าวว่าเราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก นี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้ายของเรา
เพื่อความสนุกสนานในการอ่านนิยายเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขอแนะนำให้ท่านอ่านพระไตรปิฎก มหาปรินิพพานสูตร มหาสุทัสสนสูตร จักกวัตติสูตร. ตำนานพระศรีอาริย์เจ้าโลก พระคัมภีร์อนาคตวงศ์ นอสตราดามุสตอนอัศวินม้าขาว พระคัมภีร์ไบเบิลส่วนวิวรณ์. ทั้งให้ถามเรื่องราวจากคนเฒ่าคนแก่ ก็จะได้ความสนุกสนานยิ่งขึ้น.
แม้สำนวนภาษาและวิธีการเล่าเรื่องของนิยายเรื่องนี้จะไม่สละสลวย ไม่สลับซับซ้อนเหมือนนิยายแนวสืบสวนสอบสวน ไม่งดงามเหมือนบทกวีชมดอกไม้ใบหญ้าและน้ำค้างเดือนดาว แต่ข้าพเจ้าก็ยังหวังว่าท่านทั้งหลายจะชมชอบมัน.
ขอบคุณด้วยใจกรุณา
ทลิททกะ เมษโปดก
บทนำ
ในเบื้องต้นที่ผู้เขียนเริ่มอ่านพระไตรปิฎกนั้น ผู้เขียนเกิดความรู้สึกขัดเคืองใจอยู่ว่า ทำไมพระไตรปิฎกต้องมีคำศัพท์ภาษาบาลียากๆมาเจือปนอยู่ด้วย ทำไมไม่เขียนด้วยภาษาง่ายๆ ให้ชาวบ้านได้เข้าใจง่ายๆ.
ในภายหลัง เมื่อผู้เขียนได้ศึกษามากขึ้นแล้วคืออ่านพระไตรปิฎก ฝึกรักษาศีล ฝึกกำหนดสติสัมปชัญญะ ฝึกนั่งสมาธิ ฝึกพิจารณาสภาวะธรรม ก็ได้รู้สึกคุ้นเคยกับภาษาบาลีขึ้นทีละน้อย และรู้สึกชอบใจภาษาบาลีนี้ว่า เป็นภาษาที่ละเอียดอ่อนยิ่งนัก หากต้องการกล่าวถึงเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งของธรรมชาติแล้วล่ะก็ ไม่มีภาษาที่พูดด้วยปากอันใดประเสริฐเท่าภาษาบาลี. ก็คล้ายกับการเรียนวิชาการของฝรั่งซึ่งชาวไทยนิยมพูดทับศัพท์จึงจะได้ความรู้สึกว่าสื่อความได้ถูกต้องแม่นยำตามที่ประสงค์จะกล่าว เพราะภาษาพวกนี้เป็นภาษาที่ดิ้นไม่ได้ เขาเรียกกันว่าเป็นภาษาที่ตายแล้ว.
ด้วยเหตุนี้เอง ผู้เขียนจึงได้เขียนนิยายเรื่องนี้ให้มีภาษาบาลีมาเจือปนอยู่พอสมควรแก่ความรู้สึกของตนและสมควรแก่ความรู้สึกของผู้อ่าน ทำให้อ่านไม่ง่ายนัก ไม่ยากนัก เพราะธรรมะนั้นเป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องที่ต้องตามพิจารณา ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดพล่อยๆ พูดง่ายๆ เขียนง่ายๆเหมือนอย่างที่พวกคนใจหยาบเขาชอบใจกัน การเขียนนิยายทางพระพุทธศาสนานั้นจำเป็นต้องใช้สำนวนอย่างนี้.
ผู้เขียนไม่ได้เขียนนิยายเพื่อประจบสอพลอใคร ไม่มีกิจที่จะต้องตามกระแสโลกหรือกระแสสังคม หากสังคมอยากรู้เรื่องตามที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ ก็ต้องได้ดำเนินการสืบค้นและพิสูจน์ตามปฏิบัติไปในทางที่ผู้เขียนเคยทำมาคือ อ่านพระไตรปิฎก ฝึกรักษาศีล กำหนดสติสัมปชัญญะ บริกรรมภาวนาสมาธิ ตามเพ่ง สภาวะธรรมของตน ตามพิจารณาสภาวะธรรมที่ใคร่รู้ให้ปรากฏแจ่มแจ้งด้วยตน
ไม่นานนักก็จะได้ความเข้าใจด้วยตนเองในสิ่งที่ผู้เขียนเขียน จะได้ไม่มาเฝ้าจับผิดกันด้วยเหตุเพียงว่าพูดหรือเขียนด้วยภาษาหรือเรื่องราวที่เข้าใจง่ายหรือเข้าใจยาก.
ไม่พึงนึกคิดว่า ธรรมะเป็นเรื่องที่รู้ได้โดยง่าย ทำได้โดยง่ายด้วยเหตุเพียงว่าตนพูดพล่ามได้คล่องปาก. เพราะธรรมะที่แท้นั้นจะต้องได้แลกด้วยชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่จะรู้ได้ด้วยการพูดพล่าม ธรรมะไม่ใช่คลับบาร์คาราโอเกะที่มอมเมาสัตว์คือให้ความบันเทิงแบบชั่วครั้งชั่วคราว.
การศึกษาธรรมะนั้นจะต้องได้ค่อยๆทำไปเป็นลำดับๆอย่างต่อเนื่อง เพราะความลึกซึ้งของธรรมเป็นเหมือนกับความล้ำลึกของมหาสมุทรที่ลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับ ทำให้ผู้ศึกษาได้บันเทิงไปเป็นลำดับๆ หยุดประกอบความเพียรเมื่อใดก็ไม่เป็นธรรมะแล้วในเมื่อนั้น ธรรมะจึงเป็นสิ่งที่ต้องตามระวังรักษาอยู่อย่างไม่ขาดสาย.
คนชั่วก็ชอบคิดชั่วๆเห็นเรื่องชั่วๆว่าเป็นสิ่งดีไม่มีอะไรเสียหาย ก็เพราะว่านั่นคือธรรมดาของคนชั่ว. ส่วนคนดีนั้นชอบเรื่องดีๆเห็นเรื่องดีๆว่าเป็นความดีไม่มีอะไรเสียหายเหมือนกัน แต่นั่นกลับเป็นธรรมดาของคนดี. ทางของคนดีกับทางของคนชั่วนั้นแยกกันไปคนละทางให้ผลกันคนละอย่าง แต่ก็ต้องได้เดินไปด้วยอาการเหมือนๆกัน เพราะอย่างนั้นจึงไม่ควรพากันประมาทว่าตนดีแล้ว เพราะมีแต่คนชั่วเท่านั้นที่มีความคิดเห็นอย่างนั้นได้. ขอให้ศึกษาให้มากๆ อย่าประมาท ไม่เช่นนั้นท่านจะพลาดไปจากประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและประโยชน์ในเบื้องหน้าของตนไปอย่างน่าเสียดายที่ เกิดมามีตาแต่ไม่รู้จักสิ่งที่พึงดู เกิดมามีหูแต่ไม่รู้จักสิ่งที่ควรฟัง เกิดมามีใจแต่ไม่รู้จักสิ่งที่พึงคิด เกิดมามีชีวิตก็เป็นชีวิตเปล่าๆ.
ผู้เขียนขอนำท่านผู้อ่านเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ ให้ท่านจินตนาการตามผู้เขียนมา ผู้เขียนจะชี้แจงให้ท่านได้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงในโลกแห่งจินตนาการของพระศรีอาริย์. หากท่านรู้สึกอัศจรรย์ใจในนิยายเรื่องนี้ ก็อย่าปล่อยความอัศจรรย์ใจนั้นให้เลือนหายไปเฉยๆ แต่ควรจะอาศัยความตื่นเต้นดีใจนั้นมาเป็นกำลังใจให้ตนได้ประกอบความเพียรในการรักษาศีล เจริญภาวนาและอธิษฐานอย่าให้ขาด อย่าได้มากล่าวหาผู้เขียนในภายหลังว่า จะทำอะไรก็ไม่ให้สัญญาณกันก่อน เพราะผู้เขียนได้บอกไว้ตั้งแต่ตอนนี้แล้ว. ผู้ประมาทคือผู้ที่ตายแล้วโดยไม่ทันได้ทำใจให้พร้อม และคือผู้ที่จะต้องได้ตายอีกโดยไม่ทันได้ทำใจอีก
1.ล้มลุกคลุกคลาน
มีเรื่องเล่าขานกันนานมาว่า ในอดีตกาลนานมาแล้ว เมื่อครั้งก่อนพระกัสสปพุทธเจ้าจะอุบัติในโลก, ที่ซึ่งเป็นเกาะศรีลังกาในปัจจุบันนี้ ได้เคยมีพระราชาพระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นพาลมักยินดีในการดื่มเหล้าและเป็นชู้กับภรรยาของเหล่าอำมาตย์ราชบริพาร ได้ก่อวีรกรรมชั่วไว้ในวันถืออุโบสถศีล อย่างที่ไม่น่าจะให้อภัยตนได้.(พระกัสสปพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าองค์ก่อนหน้าพระพุทธโคดม
ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า สายลมอ่อนๆ เจือด้วยเสียงนกกาและทารกที่เพิ่งคลอดได้๗วัน โบกโบยโชยแผ่ว แว่วดังไปทั้งพระราชวังอันยิ่งใหญ่ ยังความปีติยินดีให้เกิดแก่ผู้เป็นบิดายิ่งนัก.
พระราชาผู้เป็นบิดาของทารกนั้นไม่อาจจะยับยั้งความยินดีนั้นไว้เพียงในใจได้ ถึงกับต้องได้ตั้งวงสุราฉลองตามความเคยชินทั้งๆที่เป็นวันอุโบสถ พระองค์มีเนื้อสัตว์และเสียงร้องของบุตรเป็นกับแกล้ม มีเหล่าอำมาตย์เป็นสหายร่วมดื่ม น่าอภิรมย์ยิ่งนักสำหรับพระราชาผู้ตกสู่ความประมาท มีความยินดีเป็นเครื่องฉุดคร่าจิตใจ ใครจะไปรู้ได้เล่า ว่า พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ในไอศวรรย์ซึ่งกำลังยินดีอยู่ในสิ่งที่ไม่ควรยินดีนี้ กำลังเยื้องย่างลงสู่ขุมนรกโดยไม่ทันได้รู้สึกตัว.
แสงไต้ ไส้ประทีปถูกจุดตั้งเรียงรายไว้ตามทาง เพื่อยังความสว่างไสวให้เกิดแก่ผู้มีนัยน์ตาดีให้ได้เห็นทางเดิน จันทร์เพ็ญแจ่มกระจ่างฟ้าน่ารื่นรมย์ ไม้หอมยามราตรีเริ่มส่งกลิ่นตามสายลม เสียงทารกและนกกาเงียบหายไปนานแล้ว อากาศเย็นยะเยียบจับใจแผ่ซ่านไปจับอยู่ทั่วทั้งฝ่ามือและฝ่าเท้า แต่ก็ไม่อาจจะแทรกซึมผ่านม่านโลหิตเจือสุราได้ นี่ถ้าไร้เสียงคึกครื้นของเหล่านักดื่มและนักดนตรีที่กำลังสำราญกันอยู่อย่างไม่รู้เวลา ค่ำคืนนี้ของเกาะลังกาก็คงจะสงัดเงียบปานห้วงอวกาศที่ตายแล้วก็ไม่ปาน ไม่มีใครคาดคิดว่าจะดึกดื่นได้เร็วถึงเพียงนี้
“ไอ้เสือ ไปเอากับแกล้มมาอีกซิ” พระราชาทรงมีพระราชกระแสรับสั่งเสียงดังแก่มหาดเล็กคนสนิทให้ไปบอกแก่พ่อครัว แต่โชคก็ไม่ดีเหลือเกินเพราะเนื้อสัตว์ที่เก็บกักไว้ได้ถูกนำมาให้บริการแก่เหล่านักเลงสุราจนหมดสิ้นแล้ว ทั้งวันนี้ก็เป็นวันอุโบสถ หนำซ้ำก็ดึกดื่นจนไม่อาจจะหาเนื้อได้จากที่ใดๆแล้ว ชาวพระนครล้วนหลับกันหมดแล้ว. มหาดเล็กกลับไปรายงานต่อพระราชาด้วยสีหน้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง เกรงว่าพระราชาจะทรงกริ้ว.
ฤทธิ์สุรานำพาพระโลหิตให้สูบฉีดขึ้นพระศอและพระพักตร์ของพระราชาจนปรากฏว่าแดงกล่ำ พระวรกายเริ่มจะส่ายโงนเงนแล้ว. เมื่อมหาดเล็กกำลังรายงานความอยู่นั้น พระราชาก็ทรงทอดพระเนตรดูสีหน้าของมหาดเล็กคนสนิท แล้วก็ทรงมีพระสรวลเสียงดังลั่นด้วยความชอบใจที่ได้เห็นมหาดเล็กแสดงอาการหวาดหวั่นต่อพระองค์.
คนชั่วก็ชอบคิดชั่วๆเห็นเรื่องชั่วๆว่าเป็นสิ่งดีไม่มีอะไรเสียหาย ก็เพราะว่านั่นคือธรรมดาของคนชั่ว. ส่วนคนดีนั้นชอบเรื่องดีๆเห็นเรื่องดีๆว่าเป็นความดีไม่มีอะไรเสียหายเหมือนกัน แต่นั่นกลับเป็นธรรมดาของคนดี. ทางของคนดีกับทางของคนชั่วนั้นแยกกันไปคนละทางให้ผลกันคนละอย่าง แต่ก็ต้องได้เดินไปด้วยอาการเหมือนๆกัน เพราะอย่างนั้นจึงไม่ควรพากันประมาทว่าตนดีแล้ว เพราะมีแต่คนชั่วเท่านั้นที่มีความคิดเห็นอย่างนั้นได้. ขอให้ศึกษาให้มากๆ อย่าประมาท
พระราชาทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับมหาดเล็กว่า “ไอ้เสือ เอ็งไปเอากับแกล้มมาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ข้าไม่เอาโทษเอ็งหรอก ไม่ต้องกลัว แต่เอ็งต้องไปเอาลูกชายของข้า มาให้ข้าชื่นชมให้ได้ ถ้าเอ็งนำมาไม่ได้ ครั้งนี้เอ็งสมควรต้องหวาดหวั่น เข้าใจไหม!?”
มหาดเล็กรับพระราชกระแสรับสั่งแล้วก็รีบไปยังห้องพระบรรทมของพระอัครมเหสี แจ้งแก่นางกำนัลแล้วยืนรอคอยอยู่ สักครู่หนึ่งพระอัครมเหสีก็ทรงเสด็จออกมาพร้อมด้วยพระราชโอรสที่กำลังหลับสนิทแนบพระอุระของพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินนำหน้ามหาดเล็ก ตรงไปยังวงสุรา.
พระราชาทรงรับพระราชโอรสจากพระมเหสีมาอุ้ม อาศัยกลิ่นสุราและสัมผัสที่หยาบกระด้างนั้น ทารกก็ตื่นขึ้นมาร้องไห้ พระราชาทรงมีราชกระแสรับสั่งให้หยุดร้อง ทารกก็ไม่หยุด ด้วยอำนาจโทสะ พระราชาจึงตะคอกสั่งบังคับทารกด้วยสีหน้าท่าทีขึงขังเสียงดัง ทำให้ทารกตกใจยิ่งขึ้นจึงร้องไห้ไม่ยอมหยุด เมื่อพระราชาทรงอดกลั้นต่ออำนาจความโกรธไม่ไหว พระราชาจึงสั่งให้มหาดเล็กนำพระราชโอรสไปฆ่าเสีย แล้วให้เอาเนื้อไปให้พ่อครัวทำเป็นกับแกล้มมาให้เสวยแกล้มเหล้า แม้พระมเหสีจะทรงกันแสง คร่ำครวญ ทัดทานไว้อย่างไรก็ไม่อาจจะยังพระราชาให้เปลี่ยนพระราชกระแสรับสั่งได้ พระมเหสีจึงทรงวิ่งตามเข้าไปในครัวต้นเพื่อจะเอาบุตรคืน แต่ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว โอ้หนอชีวิต!
ร่างของพระราชโอรสถูกวางแน่นิ่งอยู่บนเขียง พระโลหิตไหลรินอาบพื้นโต๊ะทำครัว พระมเหสีไม่อาจจะทานทนต่อภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องพระพักตร์นั้นได้ จึงทรงถึงแก่วิสัญญีภาพ ลมหายใจชะงักเงียบ สลบลงล้มพับไป พวกสนมกำนัลในที่วิ่งตามไปต่างนางก็ตะโกนร้องต่อกันด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด รุกรี้ลนลานพยาบาลพระมเหสีจนทรงได้พระสติคืนมา.น้ำพระเนตรของพระนางหลั่งไหลไม่ขาดสาย เสียงร้องแม้สักน้อยก็มิได้มีปรากฏ. แต่พระราชหฤทัยมันปวดร้าว มันบีบคั้นเหมือนจะบั่นทอนพระชนมชีพให้แตกทำลายตามพระราชโอรสไปเสียให้ได้ในเดี๋ยวนั้น .
พระนางทรงลุกขึ้นเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปหาพระศพของพระราชโอรส ทอดพระเนตรสภาพที่กำลังปรากฏ. มีดด้ามนั้นที่ปลิดชีวิตบุตรของนางยังวางอยู่ข้างๆพระศพนั้น พระนางทอดพระเนตรเห็นแล้วก็ยิ่งทวีความโศกาดูรถึงพระราชโอรสยิ่งนัก. ยิ่งคำนึงถึงน้ำพระราชหฤทัยของพระราชสวามีแล้วพระนางก็ยิ่งน้อยพระหฤทัยจนมิอาจจะทานทนอยู่ต่อไปได้. พระนางทรงตัดสินพระทัยคว้ามีดเล่มนั้นขึ้นแทงพระศอของตน พระโลหิตฉีดพุ่งไปทั่วบริเวณ ทรงสิ้นพระชนมชีพอยู่ตรงนั้นนั่นเอง. เหล่าสนมกำนัลหวีดร้อง คร่ำครวญกันระเบ็งเซ็งแซ่ทั้งห้องครัว แต่ก็ไม่มีใครกล้านำความเข้ากราบบังคมทูลถวายต่อพระราชาเลยแม้สักคนเดียว.
ตะวันสาดส่องฟ้า สายโด่งจนเสียดแทงนัยน์ตาให้แสบซ่าน พระราชาทรงสร่างเมางัวเงียตื่นจากที่บรรทมแล้ว แต่ในวันนี้ช่างแปลกเหลือเกิน พระมเหสีที่เคยปรนนิบัติพระองค์มาตลอดทุกเช้าค่ำจนถึงดึกดื่นค่อนคืนมาวันนี้กลับไม่ปรากฏเยื้องกรายเข้ามาให้เห็น. แม้แต่กระแสเสียงที่แจ่มใสปานระฆังเงินที่เคยปลุกพระองค์ทุกเช้าก็หายไป พระราชวังดูวังเวงพิกล “จะเกิดอะไรขึ้นแก่บุตรและภริยาของเราหรือหนอ” พระราชาทรงอดจะกังวลอยู่ในพระราชหฤทัยมิได้ พระองค์จึงได้เรียกนางสนมกำนัลมาสอบถาม.
สายพระเนตรของพระราชาทรงตะลึงค้างงงงัน แทบไม่อยากจะเชื่อโสตประสาทของตน ไม่กล้าแม้แต่จะทรงมีพระราชดำริคล้อยตามถ้อยคำของเหล่านางสนมกำนัล อัสสุชลไหลอาบพระปรางโดยไม่ได้คิดสั่ง ความรู้สึกสุขทุกข์ทั้งสิ้นไม่ปรากฏแผ้วพานเหมือนก่อนมา โอหนอตัวเรา โอหนอความประมาทของเรา โอหนอภริยาและบุตรของเรา.
พระราชวรกายปรากฏว่าไร้พระกำลังจนต้องอ่อนโอนระทดระทวยรวยลงบนพระแท่นที่บรรทม. ๒วันแล้ว ๓วันแล้ว ๔วันแล้ว น้ำพระเนตรก็ยังคงรินไหลอาบพระขนอนอยู่ไม่ขาดสาย พระกระยาหารแม้สักน้อยก็ไม่ทรงแตะต้อง ลมอัสสาสะปัสสาสะระรวยลงจนสิ้นไปแล้วจากพระวรกายของพระราชา พระวิญญาณของพระองค์ได้หลุดลอยไปแล้ว แล้วจะลอยไปสู่หนใดกัน?
เปลวเพลิงนรกลุกท่วมท้นเสียดแทงมาทั้งซ้ายและขวา บนและล่าง หลังและหน้า เมื่อหิวน้ำ ตักน้ำขึ้นดื่มราดรดลงคอก็กลายเป็นน้ำเพลิงกรดกัดกร่อนกายไปตลอดลำไส้ใหญ่น้อยสุดทานทน ในใจก็ยังคงระลึกถึงภริยาและบุตรของตนกับความผิดที่ได้กระทำไว้แล้วนั้นเพราะมีสุราเป็นเหตุ. พระราชาไม่ทรงดำริที่จะดิ้นรนหลบหนีโทษของตนเลยแม้แต่น้อย
สายพระเนตรของพระราชาทรงตะลึงค้างงงงัน แทบไม่อยากจะเชื่อโสตประสาทของตน ไม่กล้าแม้แต่จะทรงมีพระราชดำริคล้อยตามถ้อยคำของเหล่านางสนมกำนัล อัสสุชลไหลอาบพระปรางโดยไม่ได้คิดสั่ง ความรู้สึกสุขทุกข์ทั้งสิ้นไม่ปรากฏแผ้วพานเหมือนก่อนมา โอหนอตัวเรา โอหนอความประมาทของเรา โอหนอภริยาและบุตรของเรา.
ไม่ทราบว่าพระราชาตรึกนึกวนเวียนอยู่ในโลกนรกนี้เนิ่นนานปานใดแล้ว ในคราสุดท้ายที่ระลึกได้ รู้แต่ว่ามันร้อนเกินทานทน ร้อนจนกายนี้มอดไหม้สูญสลายไปสิ้น แม้ความคิดคำนึงถึงกายนั้น ความคิดคำนึงถึงโลกนั้น ความรู้สึกที่ทรมานนั้น มันก็ได้ขาดสะบั้นลงพร้อมกันโดยไม่เหลือเค้าของความรุนแรงแห่งเวทนา(ความรู้สึก)เหล่านั้นอยู่อีกเลย.
เป็นเหมือนกับฝันร้ายที่เพิ่งผ่านพ้น เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วก็ลืมเลือน สภาพแวดล้อมกายได้เปลี่ยนไปเป็นบรรยากาศอึมครึมมีแสงสว่างน้อย ผิวกายของพระราชาในบัดนี้กลับดำหม่นคล้ำ หยาบกร้าน ขนแข็งกระด้าง หน้าอกของบุรุษใยจึงกลายเป็นมีถุงน้ำนมพองโตดุจสตรี เครื่องเพศของบุรุษที่เคยสมบูรณ์ มาบัดนี้กลับปรากฏเพียงน้อยนิด ซ้ำยังหลบซ่อนอยู่ภายในซอกหลืบแห่งกาย นี่หรือความเป็นหญิง นี่หรือความเป็นยักขิณีบุญน้อย ช่างลำบากยากแค้นเสียจริงหนอ.
นางยักขิณีออกเร่ร่อนหาอาหารอยู่ในเขตของตนอยู่เนิ่นนาน จนวันหนึ่งนางได้ไปหากินอยู่ใกล้วิหารแล้วได้เห็นหมู่ภิกษุหลั่งไหลพากันเข้าไปฟังธรรม นางจึงติดตามไปข้างหลังภิกษุเหล่านั้น ด้วยคิดว่าในที่นั้นคงจะมีอาหารบริบูรณ์กระมังหมู่มนุษย์ถึงพากันไปมาก. นางได้ไปหยุดอยู่ท้ายสุดของหมู่ภิกษุ มีเทวดาผู้มีอานุภาพมากมายืนห้ามไว้ว่า “น้องหญิง เธอไม่พึงเข้าใกล้หมู่สงฆ์เกินกว่านี้เพราะเธอเป็นหญิง ไม่เป็นที่ยินดีในบริษัทแห่งนี้”.
“มนุษย์เหล่านี้มาประชุมอะไรกัน” นางถาม
“พระกัสสปพุทธเจ้าอุบัติแล้วในโลก พระองค์เป็นผู้ช่ำชองแล้วในธรรมทั้งปวง พระองค์กำลังประทับนั่งในวิหารแห่งนี้เพื่อแสดงธรรม แม้ภิกษุสงฆ์เหล่านี้ก็เข้ามาประชุมกันเพื่อฟังธรรมเครื่องนำตนออกจากทุกข์” .
นางได้ยินเทวดาองค์นั้นกล่าวรังเกียจความเป็นหญิงของตนอันเป็นเหตุให้นางถูกกันออกให้อยู่ห่างจากหมู่สงฆ์จนไม่ได้โอกาสฟังธรรม นางจึงเกิดเบื่อหน่ายอย่างยิ่งในสภาพความเป็นหญิง ปรารถนาจะไปให้พ้นเสียจากสภาพอันนั้นโดยเร็ว. นางอ้อนวอนเทวดาองค์นั้นเพื่อให้ปล่อยนางเข้าไปสู่พุทธบริษัท เพื่อให้นางได้ฟังธรรมเครื่องนำตนให้พ้นจากทุกข์บ้าง แต่เทวดาองค์นั้นก็ไม่อาจจะอนุญาตให้แก่นางได้ จึงได้ห้ามปรามนาง. นางยักขิณีอ้อนวอนเทวดานั้นอยู่ถึงสามครั้ง และเทวดานั้นก็ปฏิเสธนางถึงสามครั้งเช่นกัน.
พระกัสสปพุทธเจ้าได้ยินคำโต้ตอบกันของนางยักขิณีและเทวดาองค์นั้นแล้วด้วยหูทิพย์อันล่วงวิสัยของมนุษย์ พระองค์ระลึกรู้ว่า”ยักขิณีผู้นี้คือน้องชายของเรา กำลังลำบาก ต้องการความช่วยเหลือ” พระองค์จึงได้บอกเทวดาองค์นั้นให้ปล่อยนางยักขิณีเข้าไป.
นางยักขิณีได้เข้าไปสู่ข่ายเสียงของพระศาสดาแล้ว จึงได้ถามปัญหาว่า “ข้าแต่พระกัสสปพุทธเจ้า อะไรหนอเป็นยอดของความพ้นทุกข์ และหม่อมฉันจะพ้นจากอัตตภาพอันน่ารังเกียจนี้ได้อย่างไร”
พระกัสสปพุทธเจ้าได้แก้ปัญหาให้นางฟังว่า “เรากล่าวว่านิพพานเป็นยอดของความพ้นทุกข์ และเธอจะพ้นเสียจากอัตตภาพอันน่ารังเกียจนั้นได้ด้วยผลแห่งทาน”
นางยักขิณีพึงพอใจกับคำพยากรณ์ของพระพุทธกัสสปะ นางพิจารณาหาสิ่งที่ตนจะใช้ทำทานไปทั่ว ก็ได้เห็นว่า “เต้านมนี้ย่อมเป็นที่รักแก่สตรีทั้งหลายแต่เป็นที่รังเกียจแก่เรา เราจะถวายเต้านมอันเป็นที่รักทั้งคู่นี้ให้เป็นทาน ทำตนให้พ้นจากกรงขังคือความเป็นหญิงนี้เสียโดยพลัน” แล้วนางก็อธิษฐานให้เล็บยาวเป็นมีด เฉือนเต้านมทั้งคู่ออกถวายต่อพระศาสดา
นางตั้งอธิษฐานว่า “ด้วยผลแห่งการถวายเต้านมคู่นี้ ขอให้หม่อมฉันพ้นจากอิตถีภาวะเสียโดยพลันเถิด” เวทนากล้าแข็งรุนแรงได้เกิดแก่นางดุจเมื่อครั้งที่พ้นจากโลกนรก มันเจ็บปวดจนยากจะทานทน ไม่มีใจจะคิดถึงสิ่งใดๆ เห็นแต่โทษของสภาวะเจ็บปวดอย่างนั้นโดยส่วนเดียว ปรารถนาจะหลีกให้พ้นจากความเจ็บปวดนั้นโดยส่วนเดียว. เมื่อเจ็บปวดมากเข้า ความรู้สึกทุกอย่างก็เข้าสู่สภาพวิกฤต ไม่อาจแยกแยะว่าสุขหรือทุกข์ ไม่อาจแยกแยะว่าเจ็บปวดหรือไม่ รู้แต่ว่ามันเจ็บเกินทนจนไม่เจ็บ ทุกข์เกินทนจนไม่ทุกข์ แล้วทุกสิ่งในความเป็นตนก็ดับวูบ ขาดหายไปสิ้น.
แสงสว่างรำไรปรากฏสว่างอยู่ทั่วห้องของวิมานแห่งหนึ่ง นางยักขิณีได้ความรู้สึกตัวกลับคืนมาในท่ามกลางโถงของวิมานยักษ์ในถ้ำซึ่งผู้คนเดี๋ยวนี้พากันเรียกว่า “ถ้ำเชียงดาว” แต่ในยามนั้น ถ้ำนี้เป็นที่เก็บทองคำจำนวนมาก หมู่ยักษ์เรียกขานมันว่า “สุวรรณคูหา” ร่างกายของนางยักขิณีกลับกลายเป็นบุรุษเพศแล้ว แต่ความจำในอดีตกลับลืมสิ้น.
นางยักขิณีกลับได้เพศบุรุษเป็นมหายักษ์มียศใหญ่ในสังกัดท้าวเวสสุวัณมหาราช ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่รักษาทรัพย์ในถ้ำแห่งนี้ มหายักษ์มีบริวารเป็นยักษ์และวิญญาณเร่ร่อนในบริเวณนั้นจำนวนหลายพันตน มหายักษ์นี้มีภริยาเป็นนางยักขิณีซึ่งในอดีตชาติของนางก็คืออัครมเหสีของพระราชาพาลพระองค์นั้นนั่นเอง. บุพพกรรมนำพาคู่บารมีให้มาพานพบกันอีกครา.
เมื่อพระกัสสปพุทธเจ้าตรวจรู้คติของนางยักขิณี และทรงทราบว่านางพ้นจากความเป็นหญิงแล้ว เช้าวันหนึ่งพระองค์จึงเสด็จมายังถ้ำเชียงดาวเพื่อจะพยากรณ์สัพพัญญุตญาณในตัวเขา เพื่อให้เขาได้กำลังใจหนักแน่น ประพฤติมั่นในกุศล บำเพ็ญบารมีที่ยังเหลือโดยไม่ประมาทต่อไป.
เมื่อพระพุทธองค์ข้ามเขตป่าไปจวนถึงปากถ้ำทองคำแล้ว หมู่ยักษ์ที่เป็นบริวารก็รีบเข้าไปรายงานแก่สุวัณณมหายักษ์ว่า “มีสมณะรูปหนึ่งกำลังตรงมายังถ้ำ ห้ามไว้ ข่มขู่ไว้ก็ไม่ฟัง สมณะนี้มีอานุภาพมากเหลือเกิน”
พอได้ฟังอย่างนั้น สุวัณณะมหายักษ์ก็โกรธว่า “สมณะนี้ลบหลู่เรา เราจะฟาดให้จมดินด้วยกระบองเหล็กนี้เสีย ลองดูซิว่าใครจะมีอานุภาพมากกว่ากัน” แต่นางยักขิณีผู้ภริยาได้ทัดทานมหายักษ์นั้นไว้ก่อน นางซักถามยักษ์บริวารมากขึ้นไปอีกว่า “สมณะนั้นกล่าวอะไรยิ่งกว่านี้บ้างไหม” ยักษ์บริวารจึงบอกว่า สมณะนั้น บอกว่าตนเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเพื่อบิณฑบาต.
เมื่อได้ยินว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมายังถ้ำ นางยักขิณีก็ดีใจยิ่งที่พระพุทธองค์มาโปรดถึงที่อยู่ นางจึงอธิบายให้สามีฟังว่า “ขึ้นชื่อว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเป็นไม่มีโทษภัยแก่ใครๆ มีแต่หวังประโยชน์เกื้อกูลโดยส่วนเดียว การที่พระพุทธเจ้ามาหาพวกเราถึงที่อยู่นั้น นับเป็นลาภของพวกเรา เนื้อนาบุญมาถึงแล้วควรรีบปลูกบุญไว้ ไม่พึงปล่อยให้ขณะอันดีล่วงเลยตนไปด้วยกรรมอันไม่ควร” แล้วนางก็แนะนำสามีในสิ่งอันควรแก่พระพุทธเจ้า หมู่ยักษ์ในถ้ำสุวรรณคูหาจึงจัดแต่งพื้นที่ เตรียมภัตตาหารและเครื่องบูชาไว้ต้อนรับ แล้วพากันออกไปนิมนต์พระพุทธเจ้าเข้าสู่ที่อยู่ของตน ถวายทาน.
เมื่อพระกัสสปพุทธเจ้ารับไทยทานจากเขาแล้ว มหายักษ์จึงนิมนต์ให้พระพุทธองค์พร้อมทั้งสงฆ์มารับถวายมหาทานของเขาอยู่ถึง ๗ วัน พระกัสสปพุทธเจ้า ทรงรับการนิมนต์แล้วพาหมู่สงฆ์มารับทานจากมหายักษ์อยู่ถึง๗วัน ในครั้งนั้นพระพุทธกัสสปะจึงทรงพยากรณ์แก่สุวัณณมหายักษ์ว่าในกัปป์นี้เขาจะได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านามว่า“เมตไตรย” มหายักษ์ได้ความยินดียิ่งในคำพยากรณ์อันนั้น เขาอยู่รักษาถ้ำเชียงดาวอยู่เนิ่นนาน จนสิ้นชีวิต พ้นไปจากความเป็นยักษ์
๒. นกยางปอนร่อนลงจับหัวแม่ลิง (file:///C:/Downloads/download/61.19.80.30/TAPE/Content/05Novel/Siriariya/siri002.htm)
เมฆหมอกลอยคละคลุ้งคลุมเขา สายน้ำเย็นใสไหลริน วิญญาณสุวัณณะมหายักษ์เวียนเกิดมาจนถึงถิ่นนี้อันมีชื่อว่า แคว้นสุวรรณภูมิ เข้าสู่กำเนิดมนุษย์เป็นชาวไร่ปลูกพืชเลี้ยงชีพตนอยู่ริมเขาตักกคีรี ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่พระโคดมโพธิสัตว์จะจุติจากดุสิตเทวโลกสู่ครรภ์พระนางมหามายาเทวีไม่นานนัก.
ธรรมดาแล้ว ที่เชิงเขาตักกคีรีนั้นจะมีลิงฝูงเล็กๆอยู่ฝูงหนึ่งที่มักจะเข้าไปหากินในไร่ของชายคนนี้ และเขาก็ต้องได้ป้องกันพืชไร่โดยการวิ่งขับไล่ลิงฝูงนี้อยู่บ่อยๆจนกลายเป็นความเคยชินว่า เห็นลิงอยู่ใกล้ๆไร่เป็นไม่ได้ ต้องได้วิ่งไล่ตะเพิดลิงทุกคราวไป
ต่อมา เมื่อพระโคตมตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วไม่นานนัก พระองค์ก็ได้ตรวจหาหน่อพุทธางกูร ได้เห็นว่าเมตไตรยโพธิสัตว์เข้าสู่กำเนิดชาวไร่ อยู่ห่างไกลพุทธศาสนา พระองค์พิจารณาแล้ว ในยามเช้าจึงหลีกมาเพียงลำพังพระองค์เดียวไม่บอกใคร ไปพักอยู่ริมท่าน้ำของชาวไร่คนนั้น
เมื่อแดดอ่อนๆเริ่มส่องฉายแล้ว พระพุทธองค์ก็ผลัดผ้าลงอาบน้ำในลำน้ำ แล้วก็ขึ้นฝั่งมา ตากผ้าอาบไว้ทางตะวันออก จากนั้นพระองค์ก็นุ่งสบงห่มจีวร เก็บฉัพพรรณรังสีไว้ในกลีบจีวรแล้วเข้านั่งที่โคนไม้ทางตะวันตกเฉียงเหนือของที่ตากผ้าอาบ ผินหน้าไปทางผ้าอาบ แสงแดดอ่อนๆก็สาดส่องต้องพระกาย เงาของพระองค์ฉายเอียงลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ทาบทับหนทางเดินไปยังท่าน้ำของชายชาวไร่นั้น.
ในวันนั้น ฝูงลิง๔๕ตัวลงมายังท่าน้ำ เพื่อดื่มน้ำ เมื่อมันดื่มแล้วจะขึ้นภูเขาไป มันก็ได้เห็นผ้าอาบของพระศาสดาซึ่งตากต้องแสงแดดงดงามอยู่ จึงนึกสนุกคิดว่าจะทำผ้าอาบของพระศาสดาให้งดงามยิ่งขึ้น แล้วลิงเหล่านั้นก็พากันคุ้ยเอาขี้โคลนริมตลิ่งขึ้นมาปาแผ่นผ้าให้เศร้าหมองเล่นอย่างสนุกสนาน.
ที่อีกฝั่งหนึ่งของสายน้ำนั้นก็ได้มีนกกระยางขาวปอนตัวหนึ่งมาจับกิ่งไม้รอคอยกินปลา มันได้เห็นตั้งแต่ตอนที่พระศาสดาลงสรงน้ำจนขึ้นไปตากผ้าอาบแล้วเข้าสู่โคนไม้. มันเกิดความเลื่อมใสแลดูอยู่จนกระทั่งได้เห็นลิงฝูงนั้นมาในภายหลัง แล้วเอาโคลนขว้างปาผ้าอาบของพระพุทธเจ้าจนเลอะไปได้สามชายแล้ว. ด้วยความศรัทธา นกยางปอนจึงคิดตัดสินใจว่าแม้ต้องแลกด้วยชีวิต ก็จะขอห้ามปรามลิงพวกนี้ดูสักครั้งเพื่อเป็นพุทธบูชา แล้วมันก็บินลงไปเกาะอยู่บนหัวลิงตัวหนึ่งและร้องขอกๆเพื่อห้ามปรามลิงฝูงนั้น.
3.แตงโม ๗ ลูกแลกสมบัติจักรพรรดิ
ในขณะนั้นเอง ชาวไร่ก็ได้ลงจากกระท่อมมาสู่ท่าน้ำตามเส้นทาง เขาได้ยินเสียงนกยางร้องขอกและได้มองเห็นลิง ด้วยความเคยชิน ชายชาวไร่นั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปพลางตะโกนตะเพิดไล่ลิงฝูงนั้นโดยไม่ทันได้สังเกตว่ามีพระพุทธเจ้านั่งอยู่. พระพุทธเจ้าทราบถึงเหตุการณ์นั้นแล้วก็ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีออกจากกลีบจีวร.
ฝูงลิงตกใจเสียงตะเพิดของชาวไร่จึงรีบวิ่งหนีไปโดยไม่ทันได้ทำอันตรายแก่นกยางขาว นกยางขาวก็บินกลับไปยังอีกฝั่งเพราะตกใจเสียงตะเพิดของชาวไร่ ชาวไร่เองก็ชะงักงันเพราะฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้า เขาจึงละความสนใจจากฝูงลิงมายังพระพุทธองค์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแสงประหลาด บังเอิญว่าชาวไร่นั้นไปหยุดอยู่ในตำแหน่งที่เป็นเงาของพระพุทธเจ้าที่เกิดจากแสงแดดพอดี เมื่อหายจากความตกใจ ได้สติคืนมาแล้วก็ได้เห็นว่าตนเหยียบอยู่บนเงาของพระพุทธเจ้าซึ่งเขาคิดว่าเป็นเทวดาทำให้เขารู้สึกผิดว่าตนลบหลู่เทวดา.
ชาวไร่เกิดความเลื่อมใสในรูปลักษณะของพระพุทธเจ้าจึงได้ยอบคลานเข้าไปหาพระพุทธเจ้า กราบไหว้แล้วถามว่า ท่านเป็นเทวดาหรือ
เราไม่ใช่เทวดา เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกันกับท่านนั่นล่ะ
เป็นมนุษย์ทำไมมีแสงล่ะ ชาวไร่ถาม
เพราะเราเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้าผมอยากเป็นเหมือนท่าน จะเป็นได้ไหมครับ
เป็นได้สิ เธอนั่นล่ะที่สมควรจะได้เป็นเหมือนเรา
ชายชาวไร่นั้นดีใจว่าตนสามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้ จึงได้นิมนต์พระพุทธโคดมขึ้นสู่เรือนเพื่อฉันภัตตาหาร เขาไปเก็บผ้าอาบไปซักแล้วนำพระพุทธเจ้าขึ้นสู่เรือน นำข้าวและกับที่เตรียมไว้มาถวายพร้อมกับแตงโมทั้งหมด๗ลูกซึ่งเขาเก็บไว้แต่วันวาน.
ชาวไร่นั้นขนอาหารทุกอย่างที่มีในเรือนมาถวายพระพุทธโคดมจนหมดในครั้งเดียวโดยไม่มีเหลือ เมื่อฉันภัตต์เสร็จแล้วพระพุทธเจ้าจึงทรงแย้มยิ้ม พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนขวาก็เปล่งรัศมี. เมื่อเขาได้เห็นเหตุอัศจรรย์นั้น ก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ จึงถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมท่านยิ้มแล้วเขี้ยวถึงมีแสงสว่างล่ะครับ
ก็เพราะเรามีเรื่องจะเล่าให้เธอฟัง เธออยากฟังไหมล่ะ
ผมอยากฟังครับ
ในอนาคตข้างหน้าอีกหลายร้อยปี หมู่ภิกษุสงฆ์สาวกของเราจะพากันมุ่งสอนสิ่งที่เราไม่ได้มุ่งสอน เป็นเหตุให้คำสอนของเราเศร้าหมอง เหมือนกับที่ฝูงลิงเอาโคลนขว้างปาผ้าอาบน้ำของเราให้สกปรกนั่นล่ะ
เมื่อสาวกของเราทำคำสอนของเราให้เศร้าหมองราว๓ใน๔ส่วน เหมือนที่ลิงทำผ้าอาบน้ำของเราให้สกปรกไป๓ใน๔ส่วนแล้ว เธอก็จะตัดสินใจเสี่ยงชีวิตแสดงตนตักเตือนคนเหล่านั้น เหมือนที่นกกระยางขาวตัดสินใจเสี่ยงชีวิตบินลงจับหัวลิงอย่างนั้นล่ะ.
เมื่อเธอแสดงตนตักเตือนสาวกผู้เห็นผิดเหล่านั้นแล้ว ยังไม่ทันที่พาลเหล่านั้นจะทำร้ายเธอ พระอินทร์ก็จะแสดงตนช่วยเธอขับไล่คนพาลเหล่านั้นให้พ้นไป เหมือนกับที่เธอช่วยนกกระยางขับไล่ฝูงลิงให้พ้นไป อย่างนั้นล่ะ
เมื่อพระอินทร์ขับไล่พาลไปจากเธอแล้ว พระอินทร์ก็จะเนรมิตบ้านเมืองแล้วเชื้อเชิญเธอให้เข้าไปอาศัย ให้เธอใช้เป็นสถานที่บำรุงสาวกของเรา เหมือนที่เธอเชิญเราให้มายังเรือนแล้วบำรุงเลี้ยงเราด้วยอาหารทุกอย่างนี่ล่ะ และเธอจะเป็นผู้ชำระคำสอนของเราให้กลับบริสุทธิ์อีกคราแล้วทำคำสอนของเราให้ปรากฏแพร่หลายไป เหมือนอย่างที่เธอนำผ้าอาบของเรามาซักแล้วตากไว้นั่นล่ะ
ผลที่เธอให้แตงโม๗ลูกนี้แก่เรา ในอนาคตเธอจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิบำรุงภิกษุสงฆ์ , ผลที่เธอเหยียบเงาของเรา ก่อนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เธอจะเกิดในตระกูลยากจนและต้องได้หลบๆซ่อนๆ , ผลของการให้แตงโมที่มีรอยหนูเจาะ เมื่อครั้งที่เธอยากจนอยู่นั้น รูปร่างหน้าตาของเธอจะไม่สวยงาม ใบหน้าของเธอจะมีรอยคล้ายหนูเจาะแต่จะกลับงามในภายหลัง
สาวกของเรารอคอยเราอยู่ เราจะไปละ หากเธอปรารถนาจะพบเราอีกเพื่อเรียนในสิ่งที่เธอปรารถนาจะเรียน เพื่อซักถามในปัญหาที่เธออยากซักถาม ก็จงเดินทางไปทางตะวันตก ไปยังกรุงราชคฤห์ ในแคว้นมคธ เมื่อถึงแล้วก็ให้ถามพระราชาอชาตสัตตุถึงที่อยู่ของเรา เรายินดีต้อนรับเธอทุกเมื่อ
เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดชายชาวไร่นั้นแล้ว พระองค์ก็เหาะขึ้นสู่อากาศ แม้สิ่งของต่างๆที่ชาวไร่ถวายแล้วก็ได้ลอยขึ้นสู่อากาศ ติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปสู่กรุงราชคฤห์แคว้นมคธ พระพุทธองค์นำแตงโม๗ลูกนั้นไปแจกจ่ายแก่หมู่สงฆ์ เพื่อทำให้ทานของชาวไร่มีผลไพบูลย์.
4.อชิตภิกขุ ราชโอรสแห่งราชคฤห์
เมื่อพระพุทธเจ้าจากไปไม่นาน ชายชาวไร่ก็เฝ้าแต่คิดถึงพระพุทธเจ้า
คิดถึงเรื่องที่พระพุทธเจ้าเล่าให้ฟังซึ่งเขาไม่รู้เรื่องเลยว่าอะไรเป็นอะไรตามที่พระพุทธเจ้าแสดงให้ฟัง เขาจึงคิดอยากจะเรียนวิชาการจากสำนักพระพุทธเจ้า อยากได้เห็นพระพุทธเจ้าอีก จึงตัดสินใจละทิ้งไร่ เดินทางไปยังกรุงราชคฤห์ ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด รู้แต่ว่าไปเรื่อยๆทางทิศตะวันตก.
เพราะกลัวลืม ชาวไร่นั้นจึงท่องจำข้อความไว้ในใจว่า ไปหาพระราชาอชาตสัตตุ ที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธเพื่อถามที่อยู่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาท่องซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดการเดินทาง ไม่ว่าอยู่ในอิริยาบถใดก็ไม่ยอมละจากการท่องข้อความนี้ เขาเดินทางอยู่ได้ราว๑๕วัน ก็เป็นไข้ป่า ตายคาคำบริกรรมอยู่ในท่ามกลางป่าในระหว่างเดินทางนั้นเอง .
เพราะอาศัยคำบริกรรมนั้นจนติดตรึงใจ หลังจากตายแล้ว จิตของชาวไร่ก็ได้เข้าปฏิสนธิในครรภ์ของพระนางกาญจนาเทวี มเหสีของพระเจ้าอชาตศัตรู ได้รับการเรียกนามว่า อชิตะ. เมื่อได้รับการเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ได้ ๗ชันษา รู้เดียงสาแล้ว อชิตกุมารก็มีโอกาสได้เห็นและฟังธรรมในสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอได้เห็นเข้าเขาก็รู้สึกรักและคุ้นเคย อยากเข้าใกล้ อยากไปเรียนวิชาของพระพุทธเจ้า อชิตกุมารจึงขออนุญาตจากพระราชบิดาเพื่อบรรพชา.
พระเจ้าอชาตศัตรูเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากแล้ว เมื่อได้ยินว่า อชิตกุมารปรารถนาจะบวช พระองค์ก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก จึงได้จัดกุมารอื่นๆอีก๑,๐๐๐ให้เป็นพระสหายบรรพชาร่วมกัน หนึ่งในนั้นก็คืออุปคุตกุมารบุตรของมหาอำมาตย์ผู้หนึ่ง.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พระมหากัสสปะเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชสามเณรเหล่านั้น แล้วสั่งสอนวินัย ได้เรียนพุทธพจน์จากสำนักพระสารีบุตร เป็นผู้ยินดีในธุดงค์ ดำเนินตามรอยพระมหากัสสปะ. ในภายหลัง พระพุทธเจ้าก็ได้พยากรณ์แก่เขาว่า ในอนาคตกาล อชิตภิกขุนี้จะได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านามว่า เมตไตรย องค์สุดท้ายแห่งกัปป์นี้.
5.พุทธมหาปรินิพพาน
สุริยะและจันทรา หมุนเวียนกันส่องแสงให้แก่โลกมาเนิ่นนาน พระพุทธโคดมเป็นแสงสว่างส่องทางแก่หมู่สัตว์มาถึง๔๕พรรษาแล้ว พระอัครสาวกทั้งสองเพิ่งปรินิพพานจากไปเมื่อไม่นานนี้เอง แม้อย่างนั้นพุทธบริษัททั้ง๔เหล่าของพระองค์ก็ล้วนเป็นผู้ช่ำชองในธรรม สามารถย่ำยีวาทะของเหล่าเดียรถีรย์ได้แล้ว พระองค์ไม่มีกิจใดที่จะอยู่เพื่อโลกอีกแล้ว แม้ขัยอายุตามบุพพกรรมก็ได้ถึงที่แล้ว.
แผ่นดินไหวสะเทือนสะท้านน่าขนพองยังความสงสัยให้เกิดแก่พระอานนทเถระผู้เป็นพุทธอุปัฏฐากยิ่งนัก น้ำตาไหลอาบสองแก้มพระเถระเมื่อได้รู้ว่า พระศาสดาปลงอายุสังขารแล้ว อีก๓เดือนจากนี้ไปจะไม่มีพระรูปกายของพระพุทธเจ้ามาปรากฏแก่สายตาของหมู่เทวดาและมนุษย์อีกแล้ว. กายอันประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ๓๒อนุพยัญชนะ๘๐แวดล้อมด้วยหมู่สงฆ์มุ่งตรงไปสู่กรุงกุสินาราของเหล่ามัลละกษัตริย์ ดูงามน่าชม แต่ก็คงจะงามอยู่ได้อีกไม่นานนัก.
กุสินารานี้ช่างคับแคบเสียจริงหนอ ผู้คนก็มีน้อย ไฉนจะสามารถจัดการงานพระบรมศพของพระศาสดาให้ยิ่งใหญ่สมแก่ความรู้สึกของพระอานนท์ได้ เหตุใดพระโคดมจึงเจาะจงมาเพื่อทอดร่างในที่คับแคบเช่นนี้.
ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสมหาสุทัสสนสูตรไว้ และบอกพระอานนท์ไว้ว่า อานนท์ ต่อไปในภายหน้า หากสงฆ์ปรารถนาจะยกเลิกสิกขาบทเล็กน้อยบางข้อก็สามารถทำได้นะ ด้วยประสงค์ว่า ในกาลเบื้องหน้าเมื่อเมตไตรยโพธิสัตว์ได้ศึกษามหาสุทัสสนะสูตรนี้แล้วก็จะเกิดปัญญาเห็นทางดำเนินเพื่อความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เขาจะช่วยบำรุงพระศาสนาให้ตั้งอยู่ได้นาน บ้านเมืองในยามนั้นจะสงบสุข สิกขาบทเล็กน้อยบางข้อจึงไม่เหมาะสม เมื่อนั้นเมตไตรยจะเสนอต่อสงฆ์มีพระอุปคุตเป็นประธาน กระทำการยกเลิกสิกขาบทเล็กน้อยนั้น ทั้งจะกระทำการขวนขวายรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุที่กระจัดกระจายแล้วในบัดนี้มาบูชาให้สมควรแก่ธรรมของเราในภายหลัง ข้อนั้นจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนมาก (การณ์ที่พระศรีอาริย์จะให้สงฆ์ยกเลิกสิกขาบทที่ต้องปรับตามสมัยเล็กน้อยบางข้อนี่เองที่ตำนานพระศรีอาริย์กล่าวไว้ว่า พระศรีอาริย์จะเป็นผู้มาเลิกศาสนาพระพุทธโคดม).
ดอกสาละร่วงกราวพราวพรายตามสายลม โปรยปรายลงยังสรีระของพระศาสดา ดอกไม้ทิพย์ก็ร่วงหล่นจากฟ้าท่วมท้นพื้นแผ่นดิน ที่แท่นมหาปรินิพพานนั่นเอง พระศาสดาได้ให้พระอินทร์เรียนเอาปริศนานกยางซึ่งผูกขึ้นเป็นปัจจยาการปัญหาและทรงสั่งความพระอินทร์ไว้ว่า
เมื่อพระศาสนาล่วงไปได้๒๕๐๐กว่าปี เมตไตรยโพธิสัตว์จะแอบจุติจากดุสิตเทวโลกมาเพื่อทำกิจพระศาสนาโดยไม่บอกใครให้รู้ รวมทั้งเทวราชเองด้วย ให้เทวราชจัดการเตรียมกิจช่วยเหลือเมตไตรยโพธิสัตว์ดังนี้
นับแต่นี้ไป๒๐๐๐ปี ท่านจงนำปริศนานี้ลงไปยังกรุงศรีอยุธยา แคว้นสุวรรณภูมิ เที่ยวถามหาคนแก้ปัญหา ให้บอกว่าถ้าใครแก้ได้ จะได้สมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ ในยามนั้นจะไม่มีใครแก้ได้ ท่านจงให้เขาจารึกไว้ในใบลาน แล้วในภายหลังเมตไตรยโพธิสัตว์จะมายกปริศนานี้ขึ้นแก้ ทำผู้คนในยุคเดียวกันให้ชื่นชมยินดี เมื่อนั้นก็ให้ท่านสอดส่องดูแล แล้วเข้าไปช่วยเมตไตรยโพธิสัตว์ทำกิจทั้งปวง.
เมื่อศาสนาล่วงเข้าไปได้๒,๕๐๐ปีแล้ว ให้ท่านนิมนต์คู่ฤาษีสามีภริยาที่ล้านช้างไปช่วยเลี้ยงดูทาริกาที่จะลงไปปฏิสนธิยังดอกปทุมที่สระใหญ่ในอุตตรกุรุทวีป ทาริกานั้นจุติไปตามคำของเมตไตรยโพธิสัตว์ ส่วนเมตไตรยโพธิสัตว์นั้นจุติไปเกิดเป็นโหลนของคู่ฤาษีนั้น.
เมื่อสั่งอย่างนั้นแล้ว พระพุทธโคดมก็ได้อธิษฐานว่า เมื่อเมตไตรยโพธิสัตว์กินมะม่วงกาซอเปลี่ยนรูปกายแล้ว ขุมทรัพย์ทั้ง๔ จงปรากฏในล้านช้าง เมืองหลวงพระบาง
เมื่อน้ำทักษิโณทกถวายเมืองที่ท้าวสักกเทวราชรินใส่มือเมตไตรยโพธิสัตว์ตกต้องพื้นดิน ต้นกัลปพฤกษ์จงปรากฏโดยรอบปราสาท๓๓และ๔มุมของทุกนิคม.
เมื่อครั้งศรีอารยราชอธิษฐานจำแนกบุคคลเพื่อชำระพุทธบริษัทนั้น บุคคลเหล่านั้นจงจำแนกออกตามอธิษฐานนั้น.
เมื่อศรีอารยจักรพรรดิอธิษฐานรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุ สรีรธาตุของเราไม่ว่าจะอยู่ในที่ใด จงกลับมารวมกันกับส่วนที่ศรีอารยราชเก็บไว้นั้นให้เป็นแท่งทึบ แล้วแสดงยมกปาฏิหาริย์ไปประดิษฐานในมหาเจดีย์ แม้บรมธาตุของเหล่าพระสาวกก็จงมาปรากฏรวมกันประดิษฐานอยู่มหาเจดีย์เหล่านั้น.
พระศาสดาสั่งความแก่ท้าวสักกเทวราชและคนอื่นๆแล้ว ทรงอธิษฐานกิจใหญ่น้อยแล้ว พระองค์ก็เริ่มต้นเข้าสมาบัติ๒๔แสนโกฏิเป็นครั้งสุดท้าย แล้วไปหยุดอยู่จตุตถฌาน ปรินิพพาน. เมื่อได้ยินว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เหล่าเทวดาและมนุษย์ต่างก็ร้องไห้ขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน กองไฟใหญ่ดับแล้ว โลกจะมืดบอดอีกละกระมัง.
6.กลากบาปในท่ามกลางพระศาสนา
ฟ้าแดงเรื่อเริ่มสางออกแล้ว ไอน้ำค้างยามเช้ายังคละคลุ้งเคลียดินและหญ้า พระป่า๕๐๐รูปเที่ยวบิณฑบาตในเมืองปาวา เมื่อได้อาหารแล้วก็ตรงสู่โคนไม้ ก้มหน้าฉันอาหาร สนใจอยู่แต่ในบาตรของตน เมื่อเสร็จภัตตกิจแล้ว เหล่าสมณะผู้กล้าก็เก็บงำบริขารออกเดินทาง มุ่งตรงสู่กุสินารา.
นี่ก็ ๗วันเข้าแล้วที่พระศาสดาปรินิพพานไป สมณะเหล่านี้ โดยมากแล้วก็ยังไม่รู้ว่าพระศาสดาปรินิพพาน ต่างพากันมุ่งเดินดุ่มลัดเลาะป่าไม้และทุ่งนาไปด้วยหมายใจว่าจะได้เข้าเฝ้าพระศาสดา. จวบจนตะวันบ่ายทอแสงกล้า พระมหาเถระเห็นว่าอีกไม่ไกลเท่าไรนักที่จะถึงกุสินารา ควรที่จะให้ภิกษุเหล่านี้ได้พักผ่อน เพื่อให้เขาเหล่านี้ได้ยินข่าวการปรินิพพานของพระศาสดาเสียก่อน กระทำสงฆ์เหล่านี้ให้หายโศกแล้ว จึงค่อยไปในภายหลังจึงจะเป็นเหตุให้หมู่ชนเลื่อมใส ทำให้พระศาสนาตั้งอยู่ได้นาน.
ภิกษุทั้งหลายพากันหลบเข้าสู่โคนไม้นั่งอยู่รวมกัน ไม่นานนักก็ปรากฏเงาร่างของคนผู้หนึ่งผ่านพ้นพุ่มไม้ออกมา เป็นชายชราชุดขาวถือดอกไม้ประหลาดขนาดถาดใหญ่ เอาลำไม้เสียบทำเป็นร่มกั้นบังแดด. ชายชรากำลังจะผ่านหมู่ภิกษุไปทางเมืองปาวา. พระมหาเถระเห็นแล้วก็จึงเดินตรงเข้าไป แล้วถามชายชราว่า ท่านมาจากไหนหรือ
ผมมาจากเมืองกุสินารา พระคุณเจ้า ชายชราตอบ
พระมหาเถระยกมือไหว้ไปทางเมืองกุสินาราที่ตั้งพระบรมศพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเอ่ยถามว่า ท่านทราบข่าวพระศาสดาของพวกผมบ้างไหม?
ทราบสิครับพระคุณเจ้า พระสมณะโคดมปรินิพพานที่กุสินาราได้๗วันแล้ว ดอกไม้ประหลาดนี่ ผมก็นำมาจากที่นั่นล่ะครับ ชายชราตอบ
หมู่ภิกษุผู้ยังไม่สิ้นกิเลสได้ยินว่าพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ก็อดกลั้นความโศกไม่ไหว ถึงแก่การณ์ร้องไห้คร่ำครวญรำพันถึงพระศาสดาต่อหน้ากันและกัน ทางฝ่ายพระมหาเถระ หันกลับไปมองดูสงฆ์ที่กำลังคร่ำครวญแล้วหันกลับมาบอกขอบคุณแก่ชายชรา.
ชายชราเดินจากไปพร้อมกับที่พระมหาเถระเดินกลับเข้าไปยังหมู่สงฆ์ นั่งบนอาสนะของตน หันหน้าไปทางสงฆ์ แล้วสงบนิ่งเงียบ รอคอยอยู่ว่า เมื่อสงฆ์เริ่มคลายโศกแล้วท่านก็จะกล่าวธรรมปลอบโยนให้หมู่สงฆ์เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ รื่นเริง เข้มแข็ง.
สุภัททะภิกษุชราผู้นุ่งครองจีวรสีคล้ำดำได้ยินว่าพระสมณโคดมปรินิพพานแล้วก็รู้สึกดีใจเป็นล้นพ้น เพราะตลอดเวลาที่พระโคดมยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ เขาไม่เคยได้ความรู้สึกยินดีในท่ามกลางพรรคพวกเลย จะพูดก็พูดได้ไม่เต็มปาก จะทำอะไรก็เป็นขัดๆเขินๆไปเสียหมด รู้สึกอยู่เหมือนกับว่าพระสมณโคดมจะจ้องต่อว่าเล่นงานเขาอยู่เรื่อย ทำอะไรๆก็เป็นไม่ถูกไม่ควรไปหมด.
เขายังคงจำได้ติดตราตรึงใจไม่ลืมเลือนว่า พระสมณโคดมเคยกระทำกรรมอันไม่เป็นที่น่าชอบใจแก่เขา เมื่อครั้งที่เขาและบุตรน้อยใช้เครื่องมีดโกนเที่ยวไปกระทำการดุจเป็นช่างกัลบกเพื่อแลกข้าวและเงินของชาวบ้าน เอามารวมกันทำข้าวต้มและอาหารเพื่อถวายพระพุทธโคดมกับหมู่สงฆ์เพราะต้องการบุญ แต่พอทำอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระโคดมกลับไม่รับภัตต์จำนวนมากนั้น บุญก็ไม่ได้ ของที่เตรียมไว้มากมายก็เสียหายไปเปล่าๆ น่าเสียดาย น่าเสียใจยิ่งนัก. ใยพระโคดมจึงเป็นคนอย่างนี้ เห็นว่าตนเป็นกษัตริย์แล้วคิดจะทำอะไรๆก็ทำ โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น เช่นเขาเป็นต้นนี้บ้างเลย แค่เพียงเครื่องมีดโกนกับเพศภิกษุเท่านั้น ใยจึงเห็นเป็นเหมือนว่าเสียหายเดือดร้อนยิ่งใหญ่.
สุภัททะกลากบาปเป็นผู้องอาจกล้าหาญแล้วในบัดนี้ เขาเที่ยวปลอบโยนพวกภิกษุที่กำลังร้องไห้อยู่นั้นว่า อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านจะร้องไห้ไปใยกับการจากไปของพระพุทธโคดมซึ่งสมัยมีชีวิตอยู่เป็นผู้มักใช้อำนาจบีบบังคับพวกเราให้ไร้อิสระในการทำตามความคิดของเรา ด้วยการบอกว่า สิ่งนี้ควร สิ่งนี้ไม่ควร สิ่งนั้นควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่พวกเธอ ทำให้พวกเราอยู่ลำบาก มาบัดนี้เป็นการณ์ดีแท้ที่พระโคดมปรินิพพานเสียได้ พวกเราจะได้เป็นอิสระแล้ว ไม่ต้องมาคอยกลัวว่าจะมีใครมาต่อว่า บีบบังคับเหมือนก่อนนี้อีก
ภิกษุเหล่านั้นได้ยินคำลามกของสุภัททะแล้วก็พากันเป็นผู้ละอายแทนสุภัททะว่าสุภัททะใยจึงกล่าวถ้อยคำลามกเหล่านั้นได้อย่างไม่รู้สึกว่าตนกล่าวผิดพลาด ความละอายทำให้ภิกษุเหล่านั้นพากันหยุดร้องไห้ หันมองหาพระมหาเถระแล้วถือเอาผ้ารองนั่งไปนั่งใกล้พระมหาเถระนั้น.
พระมหาเถระซึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่นั้นรู้สึกสังเวชใจที่ได้ยินภิกษุซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักธุดงค์ในหมู่คณะของท่านมากล่าวลบหลู่พระพุทธคุณในครั้งนี้โดยไม่รู้สึกถึงความผิดพลาดของตนเลยแม้สักน้อย. สืบต่อไปในภายหน้า หากภิกษุกลากบาปประเภทนี้ได้พรรคพวกเข้าก็ย่อมจะทำสังฆเภท ทำลายพระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์ให้เสื่อมเสียไปได้โดยไม่ยากนัก หากว่าไม่ทำการรวบรวมพระธรรมวินัยที่พระศาสดาทรงสั่งสอนไว้ให้อยู่เป็นหมวดหมู่แล้ว คนพวกนี้ก็คงจะได้โอกาสโดยง่าย ภายหลังจากเสร็จงานศพพระศาสดา ควรที่จะได้มีการรวบรวมหมู่สงฆ์เข้าเป็นพวกกันแล้วสังคีตพระธรรมวินัยไว้ การขวนขวายกิจนี้จึงควรแก่ผู้ครองไตรจีวรของพระศาสดาเหมือนอย่างเรา ผู้ซึ่งพระศาสดายกไว้ว่าเลิศทางธุดงค์ ให้สมกับที่พระศาสดายกย่องเราไว้ต่อหน้าสงฆ์ว่า หากภิกษุผู้เช่นเรายังมีเหลืออยู่ในสงฆ์อยู่ตราบใด ตราบนั้นพระธรรมวินัยนี้จะตั้งอยู่ได้ยาวนาน ที่แท้แล้ว ภิกษุรูปนี้ก็คือพระมหากัสสปะนี่เอง. เมื่อครั้งที่ท่านออกบวชใหม่ๆ โดยไม่มีอาจารย์นั้น ท่านกับภริยาคือนางภัททากปิลานีก็ได้ร่วมกันกระทำกรรมอันทำได้ยากมาแล้วจนแผ่นดินต้องได้ร้องกระหึ่มครวญคราง เพราะมิอาจทนทานรับคุณความดีของท่านได้ แม้พระศาสดาเองก็ยังต้องได้เสด็จมาต้อนรับด้วยพระองค์เองทีเดียว ทั้งยังได้แลกจีวรกันด้วย.
7.พระมหากัสสปะ สังคายนาพระธรรมวินัย
เสียงร้องไห้คร่ำครวญของเหล่าภิกษุผู้มีกิเลสยังเหลือทั้งหลายแผ่วลงจนเงียบหายแล้ว ภิกษุเหล่านั้นรู้สึกละอาย พากันเช็ดคราบน้ำตา ลุกขึ้นจัดผ้า ครองจีวรใหม่ให้เรียบร้อย นั่งสงบนิ่งลงในที่นั่งของตน มีจิตจดจ่ออยู่กับพระมหาเถระกัสสปะผู้เป็นอาจารย์.
เมื่อครั้งพระศาสดายังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น พระองค์ก็ได้บอกได้สอนพวกเราไว้แล้วว่า การพลัดพรากจากของที่น่าใคร่น่าพอใจทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดแก่โลก การที่พวกเธอมาร้องไห้คร่ำครวญในเหตุที่พระศาสดาทรงปรินิพพานนี้ย่อมไม่ควรแก่พวกเธอซึ่งเป็นสมณะศากยบุตรเลย เพราะเหล่าศากยบุตรทั้งหลายนั้นเป็นผู้องอาจ เข้มแข็ง เป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมตามระวังรักษาจิตของตนอยู่เนืองๆ ไม่ยกความดีใจหรือความเสียใจของตนมาเป็นเหตุให้ตนประมาทหวั่นไหวได้ พระเถระนิ่งเงียบอยู่พักหนึ่ง เห็นว่าจิตของสงฆ์หมู่นี้คลายโศกสิ้นแล้ว ไม่หวั่นไหวแล้ว จึงได้บอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายจงเก็บงำบริขารให้เรียบร้อยแล้วออกเดินทางกันเถอะ หมู่เทวดาและมนุษย์รอคอยการไปของพวกเราอยู่นานแล้ว
บริขารในถุงย่ามถูกยกขึ้นสะพายบ่า พระมหาเถระออกเดินนำหน้าไป ภิกษุทั้งหลายก็ทะยอยกันลุกขึ้นสะพายบริกขารเดินตามหลังกันไปจนลับโค้งพุ่มไม้. ดวงตะวันยามบ่ายก็เริ่มคล้อยลงบ้างแล้ว เหตุการณ์เบื้องหน้าจะเป็นเช่นไรต่อไปหนอ? ภิกษุทั้ง๕๐๐ล้วนไม่ใส่ใจอยากจะรู้ แม้กระนั้น บางองค์ก็รู้มาบ้างแล้ว บางองค์ก็ยังไม่ทันรู้.
เสียงร้องบอกต่อกันด้วยความยินดีของผู้คนที่กุสินาราปรากฏต่อกันเป็นทอดๆไปว่า พระมหากัสสปะมาแล้ว พระมหากัสสปะมาแล้ว พร้อมกับการชะเง้อตามองหาว่า ไหน ไหน องค์ไหนคือพระมหากัสสปะ.
พระอานนท์พร้อมด้วยสงฆ์อีก๕๐๐รูป พากันออกไปต้อนรับพระมหากัสสปะ พากันรับบริขารแล้วก็นำพระมหากัสสปะไปยังสถานที่ตั้งพระบรมศพ. พระมหากัสสปะตรงเข้าไปกระทำปทักษิณพระบรมศพสามรอบแล้วจึงนั่งกระโหย่ง หันหน้าเข้าสู่กองจิตกาธานด้านปลายพระพุทธบาท กราบแล้วอธิษฐานให้ฝ่าพระพุทธบาทของพระศาสดาโผล่พ้นรางเหล็ก คู่ผ้าและกองฟืนออกมา.
เมื่อสิ้นคำอธิษฐานของพระมหาเถระแล้ว กองฟืน รางเหล็กและคู่ผ้าทั้ง๕๐๐ ก็ได้อันตรธานไปถึงครึ่งพระชงฆ์ของพระศาสดา. พระมหากัสสปะเข้าไปกุมพระบาททั้งสองของพระศาสดามาจุมพิตแล้ววางเหนือศีรษะของตน พร้อมกับกล่าวว่า ครั้งนั้นเป็นการเห็นพระองค์เป็นครั้งแรก นี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย.
เมื่อพระมหากัสสปะปล่อยพระพุทธบาทออกจากมือแล้ว ถอยกลับคืนมาสู่ที่นั่งเดิมของตน คู่ผ้าทั้ง๕๐๐ รางเหล็กและกองฟืนไม้หอมก็พอกพูนขึ้น คืนสู่สภาพเดิม พร้อมกับเสียงร้องไห้อีกครั้งของหมู่เทวดาและมนุษย์.
เมื่อพระมหากัสสปะกราบศพพระศาสดาแล้วไฟที่ไม่มีใครจุดก็ได้ลุกไหม้กองจิตกาธานจนมอดดับสนิทเองไปในที่สุด เหล่ากษัตริย์ของกุสินาราพากันเอาน้ำหอมมาพรมกองเถ้าถ่านนั้น แล้วพากันยกรางเหล็กไปเก็บไว้ในอาคาร ตั้งกองทหารรักษาการณ์ไว้แล้วทำการบูชาด้วยดอกไม้ของหอมและมหรสพ. ส่วนพระมหากัสสปะนั้นก็ได้พาภิกษุทั้ง๕๐๐ ติดตามพระอานนท์ไปสู่อาสนะที่ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว.
ภายหลังจากที่มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ในโอกาสนั้นเอง พระมหากัสสปะก็ให้ประชุมสงฆ์ที่เป็นฝ่ายเดียวกัน แล้วเสนอให้มีการรวบรวมพระธรรมวินัยให้เป็นหมวดหมู่ ให้เป็นมาตรฐานตรงกัน. ที่ประชุมสงฆ์ให้การสนับสนุนพระเถระ พากันสมมติให้พระเถระเป็นประธานในการสั่งการทั้งปวงแก่สงฆ์ผู้ร่วมกรรม.
พระมหากัสสปะเลือกเอาพระมหาเถระผู้ทรงปฏิสัมภิทาญาณรวมกับตนได้ ๔๙๙ องค์ พร้อมด้วยพระอานนท์ซึ่งยังไม่เป็นพระอรหันต์แต่สงฆ์ทั้งหลายขอให้เลือกเข้าร่วมด้วย รวมเป็น๕๐๐องค์. แล้วทำการนัดหมายที่จะทำการสังคีตพระธรรมวินัยที่กรุงราชคฤห์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านั้น เพื่อให้เวลาพระอานนท์ได้ประกอบความเพียรตัดกิเลส เพื่อให้พระเถระทั้งหลายได้ทำกิจที่พึงกระทำของแต่ละรูป.
พระมหากัสสปะอาศัยพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้อุปถัมภ์ แล้วได้กระทำการสังคายนาพระธรรมวินัยจนแล้วเสร็จในเวลาไม่นานนัก.
8.พระมหากัสสปะ จัดเก็บพระบรมสารีริกธาตุ
รุ่งเช้าของวันใหม่ภายหลังจากการสังคีตพระธรรมวินัยแล้ว หมู่ภิกษุสงฆ์ยังคงประกอบกิจของสงฆ์ เที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงตนอยู่เสมอมา. ทางฝ่ายพระมหากัสสปะนั้น เมื่อฉันภัตตาหารแล้ว ท่านก็ได้ขึ้นสู่ที่จงกรม จงกรมไปสักระยะหนึ่ง จนอาหารทั้งสิ้นย่อยแล้วด้วยดี ความโงกง่วงไม่ปรากฏแล้ว ท่านจึงล้างเท้า เอาน้ำลูบหน้า ลูบมือให้เย็น เช็ดหยาดน้ำให้แห้งแล้วก็เข้าสู่กุฏิ.
พระเถระนั่งขัดบัลลังก์ หยั่งจิตลงสู่ฌาน ไล่เรียงอารมณ์สมาบัติไปตามลำดับแล้วก็กลับคืนมาพักอยู่ที่อุปจารสมาธิ ทำการพิจารณากิจพระศาสนาอย่างอื่นที่ยังเหลืออยู่. พระเถระตรึกว่า กิจอย่างอื่นหลังจากสังคายนาพระศาสนาแล้วนี้ ที่เราพึงกระทำนั้น ยังมีอยู่ไหม.
พระเถระระลึกดูประเพณีของพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆว่า ภายหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว มีเหตุการณ์อะไรที่ต้องเกิดขึ้นเป็นปกติ. แล้วพระเถระก็ได้เห็นว่า สำหรับพระพุทธเจ้าองค์ที่อุบัติในยามที่หมู่มนุษย์สามัคคีกันนั้น พระบรมสารีริกธาตุจะรวมเป็นแท่งทึบอันเดียว หมู่มนุษย์ก็จะพากันสร้างมหาเจดีย์ขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ. ส่วนพระพุทธเจ้าองค์ที่อุบัติในยามที่หมู่มนุษย์แตกแยกกันนั้น พระบรมสารีริกธาตุจะกระจัดกระจายไป จนกว่าจะปรากฏพระเจ้าจักรพรรดิขึ้นในโลก มาเป็นผู้รวบรวมพระบรมสารีริกธาตุแล้วสร้างมหาสถูปที่สมควรแก่การบูชาพระพุทธศาสนาในภายหลัง. ต่อแต่นั้นพระเถระก็ตรึกต่อไปว่า พระศาสดาของเราอุบัติในยามที่หมู่มนุษย์แตกสามัคคีกัน พระบรมสารีริกธาตุกระจัดกระจายไป ใครหนอที่จะเป็นผู้รวบรวมพระบรมสารีริกธาตุ.
พระเถระใช้อนาคตังสญาณสำรวจเหตุการณ์ในอนาคตก็ได้เห็นว่า ในอนาคตเบื้องหน้า เมื่อพระเจ้าอโศกเลื่อมใสในพระศาสนาแล้ว พระองค์ก็จะให้สร้างวิหาร๘๔,๐๐๐แห่งเพื่อบูชาพระรัตนตรัย ในครั้งนั้นพระเจ้าอโศกจะถามสงฆ์ถึงที่เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุ แล้วมานำพระบรมสารีริกธาตุไปบูชา เป็นผู้ทำพระบรมสารีริกธาตุให้กระจัดกระจายไป แล้วในภายหลัง อชิตภิกษุผู้ศิษย์ของเราก็จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นผู้รวบรวมพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดกลับคืนมารวมกันเป็นแท่งทึบแล้วสร้างมหาสถูปอันสมควรแก่พระศาสดาขึ้นบูชา.
พระเถระตรึกอีกว่า พระเจ้าอโศกได้พระบรมสารีริกธาตุจากที่ใดหนอ? แล้วพระเถระก็ได้เห็นว่า พระเจ้าอโศกได้พระบรมสารีริกธาตุจากเรือนรัตนะข้างสถูปใต้ดิน ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้สร้างขึ้นตามคำแนะนำของเรา ส่วนพระเจ้าสิริอริยะนั้นได้พระบรมสารีริกธาตุส่วนหนึ่งจากภายในสถูป.
พระเถระเห็นว่า ในสมัยพระเจ้าสิริอริยะนั้น พระเจ้าสิริอริยะจะยกศพของพระเถระขึ้นแสดงแก่หมู่มนุษย์ กระทำให้เป็นเหตุแล้วทำการชำระพุทธบริษัท. อาศัยการพิจารณาอดีตและอนาคต พระเถระจึงได้รู้ถึงกิจของตนที่พึงกระทำในปัจจุบัน เพื่อรักษาพระธรรมวินัย.
พระเถระให้พระเจ้าอชาตศัตรูรับสร้างสถูปใต้ดินในที่ลึก๘๐ศอก สร้างเรือน๔ชั้นไว้ทางด้านทิศเหนือของสถูปนั้น ส่วนพระเถระเอง ได้ไปนำพระบรมสารีริกธาตุส่วนอื่น จากนครอื่นๆมา เว้นแต่ส่วนที่อยู่รามคามซึ่งพระเถระเห็นว่า สุมนะสามเณรจะเป็นผู้ไปนำเอาไปบูชายังเกาะลังกา ตามคำของพระมหินทเถระ.
เมื่อรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุมาแล้ว พระมหากัสสปะก็ให้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุเป็นสองส่วนคือ ส่วนหนึ่งบรรจุไว้ในผอบซ้อนสถูป เก็บไว้ในสถูป อีกส่วนหนึ่งบรรจุผอบ เก็บไว้บนเรือนรัตนะชั้นที่๔.
พระมหากัสสปะให้ทำแผ่นทองคำจารึกข้อความไว้ว่า ในอนาคต เมื่อสิริอริยราชได้สำเร็จเป็นพระเจ้าจักรพรรดิแล้ว จะมานำพระบรมสารีริกธาตุส่วนนี้ไปเป็นเหตุในการรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เหลือให้เป็นแท่งทึบ ประดิษฐานไว้ในโคตมพุทธมหาเจดีย์ พระมหากัสสปะให้นำแผ่นทองคำแผ่นนี้ไปบรรจุไว้ในผอบพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่จะเก็บไว้ภายในสถูป.
พระมหากัสสปะให้จารึกแผ่นทองคำความว่า ในอนาคต เมื่ออโสกราชเลื่อมใสในพระศาสนาแล้ว จะมานำพระบรมสารีริกธาตุส่วนนี้ไปกระทำการบูชา ให้แพร่หลายไปในชมพูทวีป พระเถระให้วางแผ่นทองคำนี้ไว้ด้านหน้าผอบเก็บพระบรมสารีริกธาตุซึ่งตั้งวางไว้ในห้องเรือนรัตนะชั้นที่๔.
พระเจ้าอชาตศัตรูได้ฟังพระมหากัสสปะเล่าให้ฟังไว้ว่า ในอนาคต อชิตภิกษุผู้เป็นพระราชโอรสของพระองค์จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จะเป็นผู้รวบรวมพระบรมสารีริกธาตุ เป็นผู้ทำพระศาสนาให้รุ่งเรืองอีกครั้ง แต่ก่อนที่จะได้เป็นพระราชานั้นเขาจะได้เกิดในตระกูลยากจน เป็นคนเข็ญใจไร้ทรัพย์(ทลิททกะ) เมื่อแรกที่เป็นราชา ผู้คนจึงมักเรียกเขาว่า ทลิททกราช.
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงโสมนัสยิ่ง จึงให้จารึกแผ่นทองคำความว่า ในอนาคตกาล เมื่อทลิททกราชมาถึงที่นี่แล้ว จงนำแก้วมณีนี้ไปเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายแทนเราด้วยเถิด เพื่อเป็นการบอกพระศรีอาริย์ให้ได้รู้ว่า พระองค์ได้ยินได้ฟังเรื่องของพระศรีอาริย์แล้ว และรู้สึกดีใจยิ่งนักที่บุตรของพระองค์จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จะได้เป็นผู้อุปถัมภ์พระศาสนาอย่างยากที่จะหาผู้เทียบเทียม พระองค์จึงได้มอบแท่งแก้วมณีนั้นไว้เพื่อร่วมทำบุญกับบุตรของตนด้วย.
พระเจ้าอชาตศัตรูวางแท่งแก้วมณี เครื่องทรงกษัตริย์และแผ่นทองคำแผ่นนั้นไว้ชั้นที่๔ของเรือนรัตนะนั้นตามคำแนะนำของพระมหากัสสปะ วางไว้ต่ำกว่าผอบพระบรมสารีริกธาตุ ต่อแต่นั้นพระองค์ก็ได้ลงจากเรือนรัตนะนั้นสู่เบื้องล่าง ให้คล้องกุญแจแล้วจากไป.
ในการเก็บพระบรมสารีริกธาตุในครั้งนี้ พระอินทร์ได้ให้วิษณุกรรมเทพบุตรลงมาช่วยสร้างกำแพงล้อม ตั้งทหารหุ่นไม้ไว้ แล้วปิดด้านบนปล่องลงสู่สถูปด้วยแผ่นหิน จากนั้นก็ตั้งสถูปหินขนาดย่อมๆไว้ด้านบน เพื่อเป็นเครื่องหมาย.
9.คำสั่งเสียของพระมหากัสสปะก่อนปรินิพพาน
เสียงนกการ้องเจื้อยแจ้วในยามเช้า กลิ่นควันไฟจากเรือนของชาวบ้านผสมกับหมอกและสายลมลอยคลุ้งไปทั่วทั้งกรุงราชคฤห์ พระมหากัสสปะพิจารณาอายุสังขารของตนแล้ว เห็นว่าจะสิ้นลงในรุ่งสางของวันพรุ่งนี้ นับรวมอายุได้ราว ๑๒๐ปี.
เมื่อพระเถระทำภัตตกิจเสร็จแล้วก็ได้กลับไปสู่ที่จงกรม จงกรมเพื่อขับไล่ความโงกง่วงอันเกิดจากความเมาอาหาร จากนั้นล้างมือล้างเท้าเข้านั่งกรรมฐาน ไล่เรียงสมาบัติที่ตนเคยกระทำให้ช่ำชองแล้วรอบหนึ่งจึงออกจากสมาบัติมาทำการจัดเก็บอาสนะเข้าที่ ยกตั่งซ้อนตั่ง ปัดกวาดบริเวณกุฏิ เก็บพับผ้าห่มและบริขารอื่นๆเข้าที่เหมือนอย่างที่ภิกษุผู้จะเดินทางไกลพึงกระทำ.
เมื่อพระเถระจัดเก็บอาสนะเรียบร้อยแล้วก็ได้เข้าไปหาพระเจ้าอชาตศัตรู บอกกล่าวพระเจ้าอชาตศัตรูแล้วก็เหาะบ่ายหน้าไปยังกลางป่าแห่งหนึ่งของแคว้นมคธซึ่งเป็นสถานที่ที่พระเถระได้พบกับพระศาสดาเป็นครั้งแรก เมื่อไปถึงแล้ว พระเถระก็ได้เพ่งดูบริเวณโดยรอบนั้นเพื่อเสพอารมณ์เดิมที่ประทับใจ.
ฝ่ายพระอินทร์เอง ได้ทราบข่าวของพระเถระว่าจะปรินิพพานแล้ว จึงพร้อมด้วยหมู่เทวดาลงมาเฝ้าพระมหาเถระ ท้าวสักกะองค์อินทร์ให้วิษณุกรรมเทพบุตรเนรมิตแท่นสำหรับปรินิพพานขึ้น แล้วนิมนต์พระเถระขึ้นนั่ง. ทางฝ่ายภิกษุพวกที่เป็นศิษย์ของพระมหากัสสปะนั้น พวกที่มีอภิญญาสมาบัติต่างก็เหาะบ่ายหน้ามาสู่ป่าแห่งนั้นเสียสิ้น หนึ่งในนั้นคือ พระอุปคุต.
พระมหากัสสปะทำการแก้ปัญหาธรรมให้แก่เทวดาและหมู่ภิกษุเหมือนอย่างที่พระศาสดาได้กระทำไว้เป็นแบบอย่างเมื่อครั้งมหาปรินิพพานนั้น แล้วก็ได้สั่งเสียพระอุปคุตว่า อุปคุต เธอจงอยู่รอทำกิจพระศาสนาในอนาคตคือ ในงานฉลองวิหารของพระเจ้าอโศกนั้น อภิภูจะลงมาก่อกวน ในโอกาสนั้นเธอจงทรมานอภิภูให้ละจากมิจฉาทิฏฐิเสีย ในภายหลังเมื่อพระศาสนาล่วงเข้าไปถึงกึ่งกลางอายุ เธอจงร่วมกับอชิตะทำการบำรุงรักษาพระศาสนาให้ตั้งอยู่ถึง๕,๐๐๐ปี
พระมหากัสสปะสั่งความพระอินทร์ไว้ว่า แม้ในโอกาสนั้นก็ให้พระอินทร์เข้าร่วมด้วย พระอุปคุตและพระอินทร์รับคำแล้ว พระเถระจึงนอนตะแคงขวา กำหนดอารมณ์กรรมฐาน อธิษฐานให้ศพดำรงอยู่จนกว่าพระศรีอาริย์จะมาทำการฌาปนกิจให้ แล้วไล่เรียงสมาบัติต่างๆตามวิสัยของตนเป็นหนสุดท้ายมาหยุดอยู่ที่ฌานที่ ๔ ปรินิพพาน.
ภายหลังจากที่พระมหากัสสปะปรินิพพานแล้ว ภูเขาสามลูกที่ล้อมรอบบริเวณนั้นอยู่ก็ได้หมุนเข้ามาโอบซ้อนกัน ปิดบังศพของพระมหาเถระไว้. ทางฝ่ายพระเจ้าอชาตศัตรูนั้น เมื่อได้ยินข่าวการปรินิพพานของพระมหากัสสปะแล้วจึงให้จัดกองทัพ๔เหล่าแล้วเคลื่อนทัพไปกระทำอธิษฐานขอสักการะศพพระมหากัสสปะในไม่กี่วันต่อมา. ภูเขาสามลูกเคลื่อนตัวออกให้พระเจ้าอชาตศัตรูได้สักการะแล้วก็ปิดตัวลงอีกในภายหลัง รอคอยการปรากฏตัวของพระศรีอาริย์.
10.อุปคุตต์ พระมหาเถระผู้ทรงธรรมและฤทธิ์
สองร้อยกว่าปีต่อมา ก็ได้ปรากฏพระมหากษัตริย์ผู้มีบุญใหญ่ท่านหนึ่งในแคว้นมคธ พระองค์มีนามว่า อโศก เมื่อคราวที่นิโครธสามเณรผ่านคลองจักษุของพระองค์ในครั้งแรกนั้นเอง ศรัทธาอันยิ่งก็ได้เกิดแก่พระราชหฤทัยว่า นี่ล่ะรัตนะที่หาได้ยากยิ่ง.
อาศัยศรัทธาที่ตั้งขึ้นแล้วด้วยดี พระเจ้าอโศกได้บำรุงพุทธบริษัท บริจาคทองคำ ๙๖โกฏิเพื่อทำบุญทำทานในพระศาสนา ได้ความช่วยเหลือจากพระโมคคัลลีบุตร(ติสสเถระ)ในการชำระสงฆ์ให้บริสุทธิ์ แล้วพระองค์ก็ได้สร้างวิหาร ๘๔,๐๐๐แห่งลงในชมพูทวีปเพื่อบูชาธรรมขันธ์แต่ละขันธ์ โดยได้พระบรมสารีริกธาตุจากเรือนเก็บพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหากัสสปะได้จัดเก็บไว้นั้น.
ประชาชนต่างหลั่งไหลมาสู่มณฑลพิธีจนแน่นขนัด ต่างก็มุ่งไปรวมตัวกันแวดล้อมมุขวิหาร กลางกรุงราชคฤห์ เพื่อฉลองโอกาสที่สร้างวิหาร๘๔,๐๐๐ได้แล้วเสร็จ. ไม่มีใครคิดคาดมาก่อนว่าจะมีภัยอะไรจากใครมาถึงตนได้ เว้นแต่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเท่านั้นที่คิดการณ์นี้ไว้แล้วว่าพระยามารจะมารบกวนการฉลองวิหารนี้แน่แท้.
เมื่อครั้งพระมหากัสสปะสั่งเสียพระอุปคุตไว้นั้น พระโมคคัลลีบุตรก็ได้รับรู้อยู่ด้วย เพราะในเวลานั้นท่านเป็นติสสมหาพรหมได้ลงมาเฝ้าพระมหากัสสปะบนแท่นปรินิพพาน ท่านรู้ว่าควรจะไปนิมนต์พระอุปคุตมาเพื่อรักษาการณ์งานบุญนั้นแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าพระอุปคุตอยู่ในที่แห่งใด.
ท่านโมคคัลลีบุตรติสสะได้ประกาศถามถึงที่อยู่ของพระอุปคุตในท่ามกลางสงฆ์ ปรากฏว่าสามเณรน้อยผู้หนึ่งบอกว่าตนรู้จักที่อยู่ของพระอุปคุตผู้เป็นอาจารย์ของตน ท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสะจึงบอกสามเณรว่า เณรจงไปนิมนต์พระอุปคุตตามคำของเรา ว่าท่านโมคคัลลีบุตรติสสะขอนิมนต์ท่านพระอุปคุตเพื่อไปรักษากองบุญในงานฉลองวิหารของพระเจ้าอโศกมหาราชด้วยเถิด
สามเณรรับคำของพระเถระแล้วก็เหาะไปยังกลางสมุทรแล้วลงไปยังสะดือสมุทร สามเณรนิมนต์พระอุปคุตมหาเถระผู้อาจารย์มาเพื่อทำกิจตามคำสั่งเสียของพระมหากัสสปะ ตามคำเชิญของท่านโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ.
ด้วยความริษยาในศาสนาของพระพุทธโคดมว่ามีผู้ศรัทธามาก อภิภูพระยามารจึงได้เข้ามาก่อกวนงานฉลองวิหาร เนรมิตฝนถ่านเพลิงให้ตกลงสู่หมู่ชน ฝนถ่านเพลิงถาโถม จู่โจมหมู่ชนโดยไม่ได้ให้สัญญาณใดๆ แม้แผ่นหินขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นขวางฝนถ่านเพลิงไว้โดยไม่ได้ให้สัญญาณใดๆแก่ใครเช่นกัน หมู่ชนเห็นเงาหินก็พากันหวีดร้องขึ้น แต่แผ่นหินพร้อมทั้งกับห่าฝนถ่านเพลิงก็กลับอันตรธานหายไปเฉยๆ.
พระราชาเกิดอัศจรรย์ใจ ขนพองสยองเกล้าในเหตุการณ์นั้น จึงหันไปถามพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระว่าเกิดอะไรขึ้น พระเถระเล่าเรื่องราวให้ทรงสดับ พระราชาก็ทรงโสมนัสยินดี และให้หมู่เสนาประกาศปลอบใจประชาชนไม่ให้กลัว แล้วให้ทำการฉลองวิหารต่อไป.
พระยามารประหลาดใจว่า เอ๊ะ! ใครกันบังอาจมาขัดขวางการจู่โจมของเราได้ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาของสงฆ์เหล่านี้ก็ยังไม่กล้าต่อฤทธิ์กับเราถึงเพียงนี้ ในขณะกำลังค้นหาผู้เนรมิตแผ่นหินอยู่นั่นเอง พระอุปคุตก็มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าพระยามารอภิภู ทำพระยามารให้ประหลาดใจหนักขึ้นไปอีก
สมณะ ท่านเป็นใคร? ท่านอภิภูถามพระเถระ
เรามีนามว่าอุปคุตเป็นศิษย์ของพระมหากัสสปะ พระอุปคุตตอบ
ท่านเป็นผู้ขัดขวางฝนถ่านเพลิงของเราหรือ อภิภูถาม
ใช่แล้วมาร! ดูกรมาร! ท่านตามก่อกวนสงฆ์มาตั้งแต่ครั้งพระศาสดาขึ้นสู่โพธิบัลลังก์จนกระทั่งบัดนี้ แม้จะเห็นอยู่ว่าท่านไม่อาจกระทำอะไรๆแก่สงฆ์ได้ แต่ท่านก็ยังไม่ลดละการตามก่อกวนหมู่สงฆ์อยู่
เพราะความที่ไม่มีใครใส่ใจจะต่อกรกับท่าน ท่านจึงหลงระเริงอยู่อย่างนี้กระมังว่าสมณะศากยบุตรมีฤทธิ์น้อยอานุภาพน้อย คิดอยากจะทำอะไรต่อสมณะศากยบุตรก็ได้ เราได้ยินมาว่าท่านกล่าวว่า รูปเป็นของท่าน เสียงเป็นของท่าน กลิ่นเป็นของท่าน รสเป็นของท่าน โผฏฐัพพะเป็นของท่าน ธรรมเป็นของท่าน โลกทั้งสิ้นเป็นของท่าน นั้นเป็นความจริงหรือมาร พระอุปคุตถาม
นั่นเป็นความจริงแท้ทีเดียวล่ะท่าน พระยามารรับคำโดยองอาจ
มาร หากว่าโลกเป็นของท่าน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นของท่านจริง ท่านจงแสดงกำลังของท่านให้ปรากฏแก่เราในบัดนี้เถิดว่าท่านเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง กายนี้ของเราเป็นรูป หากท่านเป็นเจ้าของมันจริง ก็จงเอาชนะมันให้ได้เถิด
ว่าแล้วพระเถระก็เนรมิตรูปตนให้เป็นเหมือนพระยามาร พระยามารเนรมิตสิ่งใดขึ้น พระเถระก็เนรมิตสิ่งนั้นขึ้นประลองกำลังฤทธิ์กัน เครื่องทำร้ายที่พระยามารกระทำขึ้นไม่อาจทำพระเถระให้ระคายแม้แต่ปลายขนหรือชายจีวร แต่เครื่องทำร้ายที่พระเถระเนรมิตขึ้นกลับสามารถทำพระยามารให้ลำบากได้ทุกคราวไป.
พระยามารเห็นว่าตนสู้พระเถระไม่ได้ จึงได้หายตนหนีไปจากที่นั้นเพื่อตั้งหลัก ด้วยคิดว่าพระอุปคุตคงจะไม่ติดตามไป แต่ไม่ว่าพระยามารจะไปสู่ที่ใด พระเถระก็ยังตามไปปรากฏอยู่ในที่นั้นด้วย เมื่อพระยามารไม่อาจหลบหนีได้ ทั้งไม่อาจต่อยุทธ์ ไม่อาจทำร้ายพระเถระ พระยามารจึงขอยอมแพ้.
ข้าแต่ท่านอุปคุต ข้าพเจ้ายอมแล้วๆ ข้าพเจ้ารู้แล้วในบัดนี้ว่า รูปไม่ใช่ของข้าพเจ้า เสียงไม่ใช่ของข้าพเจ้า กลิ่นไม่ใช่ของข้าพเจ้า รสไม่ใช่ของข้าพเจ้า โผฏฐัพพะไม่ใช่ของข้าพเจ้า ธรรมไม่ใช่ของข้าพเจ้า โลกไม่ใช่ของข้าพเจ้า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่ไม่ได้เป็นของข้าพเจ้าจริงตามที่ข้าพเจ้าได้เคยคิดเห็นมาในกาลก่อน ข้าพเจ้าเห็นผิดไปแล้ว กระทำผิดไปแล้ว ทั้งต่อพระศาสดาและหมู่สงฆ์ ข้าพเจ้าเป็นคนไม่มีที่พึ่งแล้ว หมู่ชนย่อมพากันรังเกียจความผิดบาปที่ข้าพเจ้าได้กระทำไปแล้วนั้น ขอท่านอุปคุตจงเป็นที่พึ่ง ที่อาศัยแก่ข้าพเจ้าเถิด ขอให้ข้าพเจ้าได้ขอขมาต่อพระรัตนตรัยและพุทธบริษัททั้งหมดด้วยเถิด
อภิภู ผู้ที่ทำผิดเห็นว่าตนผิดแล้วยอมสละคืนความเห็นผิดนั้นเสียได้ ทำตนให้กลับเป็นคนผู้ไม่ประมาท สำรวมระวังอินทรีย์อยู่เนืองนิจ ย่อมนับได้ว่าเป็นผู้ประเสริฐ มาเถอะ เราจะเป็นที่พึ่งแก่ท่าน นำท่านไปขอขมาแก่พระรัตนตรัยและพุทธบริษัท ให้ท่านได้สละคืนความผิดบาปทั้งหลายเหล่านั้นต่อหมู่ชน
พระอุปคุตนำท่านอภิภูพระยามารกลับคืนมายังงานฉลองพระวิหาร ปรากฏตนในท่ามกลางพุทธบริษัทแล้ว ให้สละคืนความเห็นผิด ขอขมาต่อพระรัตนตรัย ตั้งแต่นั้นมา อภิภูเทพบุตรจากปรนิมมิตตวสวัสตีเทวโลกก็ไม่แสดงตนเป็นมาร ไม่เกะกะระรานใครอีก มีแต่คอยให้ความช่วยเหลือพุทธบริษัทอยู่เสมอมา.
เมื่อฉลองพระวิหาร๘๔,๐๐๐แล้วเสร็จ พระอุปคุตก็จากไปสู่อุตตรกุรุทวีป พระยามารก็กลับเทวโลก คนอื่นๆก็แยกย้ายกันไปตามผลกรรมที่ตนได้กระทำสั่งสมไว้แล้วนั้น.
11.สักกะปัญหา ปริศนานกยาง
หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานผ่านมาได้ ๒,๐๐๐ ปีแล้ว ท้าวสักกะองค์อินทร์ระลึกถึงกิจที่พระศาสดาสั่งไว้ได้ จึงเนรมิตตนเป็นชีผ้าขาวลงมาสู่กรุงศรีอยุธยา. ชีผ้าขาวนั้นท่องเที่ยวถามปัญหาแก่สมณะ ชี พราหมณ์ทั้งหลาย โดยบอกว่า ถ้าใครแก้ปริศนาเหล่านี้ได้ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.
คนโดยมากได้พบเห็นชีผ้าขาวเข้าไปถามปัญหาก็พากันคิดว่า พราหมณ์เฒ่านี้ท่าจะบ้า จึงไม่มีใครใส่ใจพิจารณาปัญหานัก ท้ายที่สุด ชีผ้าขาวก็กลับร่างเป็นพระอินทร์ นั่งอยู่บนอากาศแสดงปริศนานกยางไว้ดังนี้
๑. นกยางเฮย ทำไมจึงไม่ร้องขอก นกยางว่าปลามันไม่ออก
๒. ปลาเฮย ทำไมจึงไม่ออก ปลาว่า หญ้ามันรก
๓. หญ้าเฮย ทำไมจึงรก หญ้าว่า วัวมันไม่กิน
๔. วัวเฮย ทำไมไม่กินหญ้า วัวว่า เจ้าของเขาไม่ปล่อย
๕. เจ้าของวัวเฮย ทำไมจึงไม่ปล่อยวัว เจ้าของว่าท้องข้าเจ็บมาก
๖. ท้องเฮย ทำไมจึงเจ็บ ท้องว่า ข้ากินข้าวไม่สุก
๗. ข้าวเฮย ทำไมจึงไม่สุก ข้าวว่า ไฟมันไม่ลุก
๘. ไฟเฮย ทำไมจึงไม่ลุก ไฟว่า ฟืนมันเปียก
๙. ฟืนเฮย ทำไมจึงเปียก ฟืนว่า ฝนมันตกมาก
๑๐. ฝนเฮย ทำไมจึงตกมาก ฝนว่า กบเขียดมันร้องนัก
๑๑. กบเขียดเฮย ทำไมจึงร้องนัก กบว่า งูมันไล่กินพวกข้า
๑๒. งูเฮย ทำไมจึงไล่กินกบเขียด งูว่าเพราะกบเขียดเป็นอาหารข้า
พระอินทร์สั่งให้จารึกปริศนานี้ไว้ในใบลาน และย้ำว่า ถ้าใครแก้ปริศนานี้ได้ ก็ให้บอกแก่พระอินทร์ คนผู้นั้นจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แล้วพระอินทร์ก็กลับคืนสู่ดาวดึงส์เทวโลก
ตั้งแต่นั้นมา ก็มีผู้พยายามจะแก้ปริศนานกยางนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะบอกพระอินทร์ให้รู้ได้อย่างไรดี จึงทำได้เพียงจารึกความคิดเห็นของตนลงในใบลานไว้ว่าปริศนานกยาง มีความหมายว่าอย่างไรกันบ้าง แม้อย่างนั้น ก็ไม่มีใครรู้ว่าคำตอบที่ถูกต้องของปริศนานกยางนั้นคืออะไรแน่ เพราะพระอินทร์ก็ยังไม่ได้มาเฉลยให้ใครได้รู้เลยว่า ปริศนานี้แก้ได้ว่าอย่างไร จึงควร
12.อินทสมภารฤาษี คู่ฤาษีจากหลวงพระบาง
เมื่อราวปี๒๔๐๐กว่าๆ ที่วัดเชียงทอง หลวงพระบาง ได้ปรากฏภิกษุหนุ่มผู้ชาญฉลาด ทรงศีล มีอัธยาศัยดี ศึกษาปฏิบัติธรรมตามที่อาจารย์ของตนสั่งสอนได้ด้วยดี แต่ในภายหลังได้พบรักกับสาวผู้ใคร่ต่อการปฏิบัติธรรมนางหนึ่งจนเป็นเหตุให้ลาสิกขาออกไปครองเรือน
.
สองสามีภริยาอยู่ร่วมกันจนได้บุตรหนึ่งคนแล้วก็เริ่มจะเบื่อหน่ายชีวิตการครองเรือน จึงตกลงกันว่าจะพากันออกบวช แต่เพราะความห่วงใยกัน ทั้งคู่จึงเลือกบวชเป็นฤาษี. เมื่อทั้งคู่เลี้ยงดูบุตรจนอายุได้๗ขวบแล้ว จึงได้นำไปบวชยังวัดเชียงทอง. ส่วนทั้งคู่นั้นพากันโกนผม ครองผ้าเก่าแล้วมุ่งเข้าไปสู่ป่าของเมืองหลวงพระบาง เป็นผู้ยินดีอยู่ด้วยการประพฤติพรหมจรรย์.
เมื่อพระศาสนาล่วงขึ้นปี๒,๕๐๐ใหม่ๆ พระอินทร์กำหนดระลึกถึงคำสั่งเสียของพระศาสดาได้จึงได้ลงมาพบคู่ฤาษีสามีภริยาทั้งสองยังกลางป่าของหลวงพระบางแดนล้านช้าง แล้วเล่าความให้ฟังว่า
เมื่อครั้งก่อนที่พระศาสดาจะปรินิพพานนั้น พระองค์ได้บอกผมไว้ว่า เมตไตรยโพธิสัตว์จะแอบจุติลงมาเป็นโหลนของท่านทั้งสองแล้วร่วมกับผมและพระอุปคุตบำรุงรักษาพระพุทธศาสนาให้ตั้งอยู่ถึง๕,๐๐๐ปี ในการณ์นี้ พระองค์ได้สั่งผมไว้ว่า เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มจะปะทุขึ้นเมื่อใด ก็ให้ผมมาเชิญท่านทั้งสองไปยังอุตตรกุรุทวีปเพื่อเลี้ยงดูโหลนสะใภ้ของท่านซึ่งจะปฏิสนธิในดอกปทุมหลังจากนี้ไม่นาน ผมขอเชิญท่านทั้งสองรับทำกิจนี้ตามคำของพระศาสดาด้วยนะครับ
แล้วโหลนของผมจะมาเกิดอยู่ที่ไหนหรือ?
ได้ยินว่าจะเกิดอยู่ฝั่งสยาม แต่ภายหลังจะกลับมาตั้งบ้านเมืองใหม่อยู่ที่หลวงพระบาง แดนเกิดของท่านทั้งสองนั่นล่ะ
สองฤาษีรับนิมนต์ของพระอินทร์แล้วก็ได้ไปอาศัยอยู่อาศรมริมสระใหญ่กลางป่าแห่งหนึ่งของดาวอุตตรกุรุ. ตั้งแต่นั้นมา ฤาษีสามีภริยาคู่นี้ก็ได้นามอีกอย่างหนึ่งว่า อินทสมภารฤาษี ผู้คนพากันเข้าใจว่าทั้งคู่เสียชีวิตอยู่ในป่าไปนานแล้ว.
ภายหลังจากคู่ฤาษีอินทสมภารไปอยู่อุตตรกุรุทวีปราวสิบกว่าปี พระศรีอารย์ก็ได้ให้คู่บารมีของตนจุติลงสู่ดาวอุตตรกุรุ ไปปฏิสนธิในดอกปทุมริมสระใหญ่ใกล้บรรณศาลาของฤาษีอินทสมภาร. ดอกปทุมดอกนั้นไม่บานเลยตลอดหลายเดือน ซ้ำยังมีขนาดขยายใหญ่ผิดไปจากปทุมดอกอื่นๆ.
นับแต่ปฏิสนธิในดอกปทุมไปได้ราว๑๐เดือน ดอกปทุมก็บานออก แล้วก็ปรากฏเด็กหญิงนอนอยู่บนฝักดอกปทุมนั้น ฤาษีทั้งคู่เฝ้าตรวจตราดอกปทุมนั้นอยู่ทุกวัน เมื่อเห็นว่าปทุมบานแล้ว และมีเด็กอยู่ข้างใน ฤาษีผู้ภริยาจึงนำไปเลี้ยงดูในอาศรมของตน.
13.อารยันตคุปต์ นักเล่านิทาน
บู
ม
.!!!!!! เสียงระเบิดปรมณูแสดงเรี่ยวแรงของตนให้ปรากฏแก่ชาวฮิโรชิมาและนางาซากิ เหมือนจะบอกว่า อย่าดูหมิ่นฉันว่าเล็กน้อย เพราะตั้งแต่เกิดมา พวกเธอก็ยังไม่รู้จักฉันเลย เมื่อฉันแสดงกำลังให้ปรากฏ พวกเธอจะต้องได้จดจำไปจนวันตาย รัศมีทำลายล้างแผ่ซ่านไปร้อยกว่ากิโลเมตร องค์จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นตะลึงงัน ไม่อาจจะยืนหยัดต่อสู้อยู่ได้ ต้องได้ประกาศยอมแพ้สงครามในครั้งนี้ไป.
.
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสุดสิ้นลงแล้วไม่นาน ชายร่างเล็กผู้ใฝ่รู้ เฝ้าสืบค้นอ่านใบลานตำนานพื้นเมืองมาเนิ่นนานก็ไม่อาจจะอดกลั้นต่อสิ่งที่ตนได้รับรู้มาได้ ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเพิ่งผ่านพ้นไปนั้น มันชวนให้คิดได้มากว่าตำนานจะเป็นจริง. ข่าวลือที่เกิดในยามนี้ก็คงคล้ายกับที่เคยเกิดในสยามมาแล้วเมื่อครั้งก่อนจะเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก เรื่องพระยาลิ้นดำ ตะเบ็งชเวตี้.
สงครามโลกครั้งที่๒เพิ่งยุติ ความระส่ำระสายเพิ่งผ่านไป พระศรีอาริย์จะปรากฏในไม่นานนี้แน่แท้ เขาใช้นามแฝงว่า อารยันตคุปต์ ท่องเที่ยวเล่านิทานพระศรีอาริย์ไปทั่วทั้งประเทศสยาม ผู้คนต่างเฝ้ารอว่าพระศรีอาริย์จะมาโปรด มาช่วยพวกเขาให้พ้นจากทุกข์เข็ญ ต่างก็รักษาศีลภาวนา เผยแพร่ข่าวเรื่องพระศรีอาริย์และโลกพระศรีอาริย์ด้วยวิธีการต่างๆทั้งทางพระและทางโยม แม้ฝ่ายอเมริกาเองก็หวาดระแวงพระศรีอาริย์อยู่ไม่น้อย ต้องได้ส่งCIAออกมาสืบข่าวพระศรีอาริย์กันให้วุ่น แต่แล้วก็ไม่เห็นมีใครที่มีลักษณะตรงตามตำนาน มาปรากฏเสียสักคน.
๕ปี ๑๐ปี ๒๐ปี ๓๐ปีพ้นไป พระศรีอาริย์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะปรากฏแก่โลก ผู้คนที่รอคอยเริ่มเบื่อหน่าย สิ้นศรัทธา และเริ่มเพ่งโทษตำนานว่าเขียนไว้ผิดแน่แท้ แต่นั้นก็ไม่พากันกล่าวถึงพระศรีอาริย์อีก ใครกล่าวถึงพระศรีอาริย์ก็จะกลับกลายเป็นคนโง่คนบ้ากันไปเป็นแถว คนผู้เหลาะแหละทำความเพียรก็ทำได้เพียงนี้เอง ทำนิดๆหน่อยๆก็ด่วนรีบร้อนสรุปเสียแล้วว่าสิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้.
นักปริยัติธรรม ผู้ถือมั่นตำราคือพระไตรปิฎกได้โอกาสออกมากล่าวต้านตำนานว่า ในพระไตรปิฎกไม่ได้เขียนไว้ เป็นประหนึ่งคนมีตาแต่ตาบอด เหมือนคนมีใจแต่ไม่รู้จักพิจารณา เที่ยวแสดงแก่ผู้คนทั้งหลายให้ปรากฏเหมือนว่า พระไตรปิฎกกล่าวถึงสิ่งต่างๆได้ละเอียดละออแล้ว รีบสรุปว่า พระศรีอาริย์จะลงมาเมื่อมนุษย์มีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ปีเท่านั้น ในนั้น มีใครบ้างเล่าที่เป็นพระศรีอาริย์ ที่แท้แล้ว คนที่ไม่ใช่พระศรีอาริย์ทั้งนั้นที่เที่ยวแสดง อวดรู้ปานว่าตนเป็นพระศรีอาริย์ ไม่สนใจธรรมของตนกลับสนใจแต่เรื่องของคนอื่น ตั้งแต่ตนยังไม่รู้ ไฉนจะรู้พระศรีอาริย์ได้.
อารยันตคุปต์เริ่มเหน็ดเหนื่อยในการเล่านิทานแล้ว สภาวะแวดล้อมรุมเร้าให้เขารู้สึกว่าตนกำลังเที่ยวหลอกชาวบ้าน ชายชราหลบเร้นจากสังคม เงียบหายไป ทิ้งไว้เพียงกองเอกสารเล็กน้อยที่ไม่อาจจะคาดเดาได้ว่า จะมีใครอาสาเป็นทายาทนักเล่านิทานต่อจากเขาหรือไม่ พระศรีอาริย์คงไม่มาแน่แท้ละกระมัง.
14.ฤาษีเจ้าตนบุญ
กล่าวถึงเด็กน้อยผู้บุตรของฤาษีนั้น หลังจากพระฤาษีอินทสมภารไปสู่ดาวอุตตรกุรุแล้ว เขาก็ครองเพศบรรพชิต ได้ศึกษาพระศาสนา และปฏิบัติกรรมฐานตามอย่างบิดา เขาตั้งใจไว้ว่าเขาจะเป็นพระภิกษุที่ดี จะเป็นผู้ทรงฤทธิ์ จะบวชประพฤติพรหมจรรย์ไปตลอดชีวิต แต่แล้ว บุพเพสันนิวาสก็เล่นงานเขาจนต้องเพลี่ยงพล้ำพลาดไปจากความตั้งใจอันนี้.
.
เจ้ามหาชีวิตแห่งหลวงพระบางนั้นมีบุตรธิดาหลายคน แต่มีธิดาสาวรุ่นอายุราว๑๘ปีอยู่ผู้หนึ่ง เธอชมชอบการทำบุญทำทาน การเข้าวัดฟังธรรม และการปฏิบัติกรรมฐาน แม้เธอเองก็คิดว่าตนจะไม่แต่งงาน จะครองตนเป็นโสด ประพฤติพรหมจรรย์เช่นกัน แต่แล้วก็ต้องได้พ่ายแพ้ให้แก่บุพเพสันนิวาสที่ตามมายั่วเธอจนได้.
ยามนั้น เป็นฤดูพรรษา ธิดาเจ้ามหาชีวิตนี้ก็ขออนุญาตบิดาเพื่อเข้าวัดรักษาศีล ปฏิบัติกรรมฐานเป็นเวลา ๑๕วัน บิดาของเธอเองก็เห็นงามตามกันด้วย จึงอนุญาตให้เธอถือผ้าขาวเข้าวัดปฏิบัติกรรมฐาน ในโอกาสนี้เอง ที่ทำให้สามเณรและกุมารีนี้ได้มาพบกัน ทั้งคู่ชอบใจการฝึกกรรมฐาน สนทนาธรรมกันได้อย่างถูกคอถูกใจ ทำให้เกิดความเพลิดเพลินในธรรม.
ทั้งคู่ไม่ได้คิดว่าจะอยู่ครองคู่ครองเรือนกันเลยแม้แต่น้อย รู้สึกแต่ว่า กันและกันเป็นสหายธรรมที่หาได้ยากยิ่งทีเดียว ช่วงเวลาเพียง ๑๕วัน กลับไม่เพียงพอแก่ใจของกุมารีและสามเณรเสียแล้ว ความคุ้นเคยที่ยากจะสืบหาต้นสายทำให้ทั้งคู่รู้สึกเหมือนจะขาดกันและกันไม่ได้ อยากอยู่ใกล้ๆกันอย่างนั้น ไม่อยากจะอยู่ห่างกันเลย อำนาจของความปรารถนาทำให้กุมารีนั้นขออนุญาตบิดาเพื่ออยู่วัดต่อไปอีก ๑๕วัน ซึ่งบิดาก็ยินยอม.
สามเณรและกุมารี พบปะสนทนากันบ่อยขึ้น จนเป็นที่ครหาแก่คนผู้พบเห็นว่ามันไม่งาม แต่ทั้งคู่ตรวจดูใจตนก็เห็นว่าบริสุทธิ์ ไม่เคยคิดต่อกันเหมือนอย่างที่คนทั้งหลายคิด ทั้งคู่จึงไม่ใส่ใจต่อคำครหาใดๆ. เมื่อกามราคะที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานสัตว์เริ่มตื่นขึ้นมา ใครเล่าจะสามารถล่วงรู้อาการของมันได้. คนประมาททั้งหลายย่อมโดนไฟราคะกองนี้เผาผลาญให้วอดวายในภายหลังมาแล้วนับไม่ถ้วน แม้สามเณรและกุมารีนี้ก็เช่นกัน ไม่อาจรู้เท่าทันกามราคะ ดูหมิ่นไฟนี้ว่าเล็กน้อย จึงต้องได้ประสบกับความลำบากมากมายในภายหลัง.
คำครหาเริ่มหนาหูขึ้น จนรู้ไปถึงหูท่านเจ้ามหาชีวิต ท่านเจ้ามหาชีวิตก็ห้ามปรามธิดาของตน แต่นางก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม. แม้สามเณรเองก็ไม่ยอมฟังคำตักเตือนจากอาจารย์ของตนและชาวบ้าน. ยิ่งผู้คนครหามากขึ้น ยิ่งถูกห้ามมากขึ้น ทั้งสองก็ยิ่งระอาใจจนตัดสินใจทำตามคำตัดสินของผู้คนเหล่านั้น.
สามเณรหนุ่มและนางกุมารีพากันหนีลงแพล่องไปตามแม่น้ำจากเมืองหลวงพระบางลงสู่แม่น้ำโขงแล้วมาขึ้นฝั่งที่นครเวียงจันทน์ ได้อยู่กินเป็นสามีภรรยากันจนได้บุตรด้วยกัน๔คนเป็นชายล้วน.
ในระหว่างนั้น ทางเจ้ามหาชีวิตก็ได้ส่งทูตมาเชิญตัวทั้งคู่กลับสู่หลวงพระบางอยู่หลายหน แต่ทั้งคู่ก็ไม่ยอมรับคำเชิญ. เมื่อบุตรเริ่มเติบโตกันแล้ว ผู้เป็นสามีจึงประพฤติพรหมจรรย์เป็นมหาฤาษีในท่ามกลางเรือน.
ในวันหนึ่ง มหาฤาษีได้ไปนั่งสมาธิอยู่ชายป่าหลายวัน จิตของมหาฤาษีตั้งอยู่ในฌานไปนานเท่าใดไม่อาจจะทราบได้ แต่ก็นับว่านานหลายวัน จนปลวกไต่ขึ้นไปกัดเสื้อผ้าขาดวิ่นหมด. เมื่อจิตของเขาเคลื่อนออกจากฌานแล้วเขาก็ต้องตกใจ จึงรีบวิ่งกลับเรือนเพื่อไปเอาเสื้อผ้าจากภริยา.
ภาพของฤาษีผู้เป็นพ่อกลับคืนมาบ้านแล้วเล่าเหตุการณ์ประหลาดนั้นให้คนในครอบครัวฟังนั้นยังติดตราตรึงใจเกิดมีผู้สะใภ้อยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย. ( บุตรคนที่๔ของมหาฤาษีนี้มีนามว่า ไค้ เมื่อเริ่มเป็นหนุ่มแล้วหนุ่มไค้ก็ได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวบ้านโพนตาลนามว่า เกิดมี ทั้งสองได้ธิดา๑บุตร๑)
ข่าวเรื่องการนั่งสมาธินานจนปลวกขึ้น และเหตุการณ์ประหลาดอีกมากของมหาฤาษีนั้นได้มาประจวบเข้ากับข่าวลือเรื่องเจ้าตนบุญใหญ่ศรีอริยะเมตไตรยของอารยันตคุปต์ จนชาวเวียงจันทน์พากันโจทก์ขานต่อกันไปว่า มหาฤาษีนั้นคือเจ้าตนบุญ.
CIAได้ยินข่าวว่าเจ้าตนบุญศรีอาริยเมตไตรยปรากฏตัวทางฝั่งเวียงจันทน์แล้วก็พากันไปสืบหาตัวพระศรีอาริย์ยังฝั่งลาว. ว่ากันว่ามหาฤาษีนั้นมีฤทธานุภาพ สามารถกำบังกายได้เมื่อไม่ประสงค์จะให้ใครได้พบเห็น. เมื่อฝรั่งสืบเสาะถามข่าวไปจนได้รู้ถึงเรือนที่อยู่ของมหาฤาษีเจ้าตนบุญแล้ว เขาก็พากันไปขอพบฤาษีตนนั้นยังเรือน.
ฝรั่งเหล่านั้นถามพระฤาษีเจ้าตนบุญว่าเป็นพระศรีอาริย์จริงหรือ ทางฝ่ายฤาษีเองก็บอกว่า ไม่ใช่ เราเป็นแค่คนธรรมดาๆ พวกท่านก็พากันเห็นอยู่ ไม่ได้มีอะไรวิเศษเหมือนอย่างที่เขาลือกันหรอก เมื่อฝรั่งแน่ใจแล้วว่าท่านไม่ใช่พระศรีอาริย์ จึงพากันแยกย้ายจากไป.
อยู่ต่อมาอีกหลายปี เมื่อฤาษีเจ้าตนบุญจะสิ้นชีวิตท่านก็ได้สั่งความลูกหลานไว้ว่า หากท่านตาย ก็ไม่ต้องไปนิมนต์พระภิกษุมาสวด หากพระจะมาก็ให้พากันมาเอง. ภายหลังจากที่ฤาษีเจ้าตนบุญตายแล้ว พระภิกษุจากทางใต้๔รูปรวมกับพระภิกษุจากทางเหนือ๕รูปเป็น๙รูปก็พากันพายเรือมาขึ้นยังเรือนฤาษีนั้นเพื่อสวดพระอภิธรรมศพให้ท่าน ทั้งๆที่ไม่มีใครไปนิมนต์มา. ลูกหลานพากันอัศจรรย์ใจ เป็นเหตุการณ์ที่ประทับใจพวกเขามาจนบัดนี้เช่นกัน.
ก่อนตาย ฤาษีเจ้าตนบุญยังได้สั่งเสียลูกหลานไว้อีกว่า จำไว้นะ อีกไม่นาน ลูกหลานของพ่อจะได้กลับมาอยู่รวมกันยังบ้านเกิดเมืองนอนของพ่ออีก
ลูกหลานของฤาษีเจ้าตนบุญนั้นยังพากันมีชีวิตสืบสานเชื้อสายพวกหัวพันธุ์ทั้งหกอยู่ทางฝั่งลาวมาจนถึงปัจจุบันนี้ ได้ยินมาว่าตระกูลนี้มีนามสกุลเดิมว่า พุทธวงศ์ และมีอีกบางส่วนอพยพเข้ามาสู่ดินแดนฝั่งไทย หนึ่งในนั้นคือ สมัย บุตรของทิดไค้และนางเกิดมี.
15.ผู้เป็นบิดามารดา
สมัยต่อมาไม่นานเมื่อนางเกิดมี หลานสาวของฤาษีอินทสมภาร ลูกสะใภ้ของฤาษีเจ้าตนบุญออกเรือนแต่งงานแล้ว นางก็ได้ให้กำเนิดธิดาและบุตรหลายคน หนึ่งในนั้นคือ สมัย หนุ่มผู้ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า.
.
เมื่อครั้งที่สมัยยังเป็นเด็กเล็กๆอยู่นั้น ทิดไค้ผู้เป็นบิดาของสมัยได้เอาสมัยขึ้นขี่หลัง พาไปยังพิธีประชุมญาติประจำปีของครอบครัวตระกูลฤาษี ซึ่งได้รับการเรียกขานว่า พวกลูกฤาษี. ภาพเหตุการณ์นั้นยังติดตราตรึงใจสมัยอยู่ไม่เคยลืมเลือนมาจนถึงปัจจุบันนี้ และเป็นแรงบันดาลใจในพฤติกรรมหลายอย่างที่เขาประพฤติมาตลอดอายุของเขา มันเป็นความภาคภูมิใจที่ยากจะหาสิ่งอื่นมาเปรียบได้.
เล่ากันมาว่า พวกลูกฤาษีนี้เป็นคนหลายเชื้อชาติ เขาเรียกคนเผ่านี้ว่า พวกหัวพันธุ์ทั้งหก คือมีเชื้อพันธุ์ของไท ลาว จีน พม่า รามัญและเวียตนาม. เพราะความที่มีหลายเชื้อพันธุ์ คนในตระกูลนี้จึงดูเป็นเหมือนคนจีนเมื่อเข้าอยู่ในพวกจีน เป็นเหมือนคนลาวเมื่ออยู่ในหมู่คนลาว เมื่ออยู่ในหมู่คนพม่าก็ดูเหมือนคนพม่า เมื่ออยู่ในหมู่คนมอญก็ดูเหมือนคนมอญ เมื่ออยู่ในหมู่คนเวียตก็ดูเหมือนคนเวียตนาม เมื่ออยู่ในหมู่คนไทยก็ดูเหมือนคนไทย.
หรือหากจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คงจะว่า พวกหัวพันธุ์ทั้งหกนี้ เมื่ออยู่ในหมู่คนจีน จีนก็ว่าไม่ใช่จีน เมื่ออยู่ในหมู่คนลาว ลาวก็ว่าไม่ใช่ลาว เมื่ออยู่ในหมู่พม่า พม่าก็ว่าไม่ใช่พม่า เมื่ออยู่ในหมู่มอญ มอญก็ว่าไม่ใช่มอญ เมื่ออยู่ในหมู่เวียต เวียตก็ว่าไม่ใช่เวียต และเมื่ออยู่ในหมู่คนไทย คนไทยก็ว่าไม่ใช่ไทย. แสดงว่าพวกหัวพันธุ์ทั้งหกนี้เป็นตระกูลที่ไม่ค่อยมีใครจะคบหาเป็นพรรคพวกนักก็ได้ ทั้งๆที่เขาก็มีเชื้อชาตินั้นๆเหมือนกับคนอื่นๆ.
เมื่อสมัยเริ่มโตเป็นหนุ่มแล้ว ผู้เป็นบิดาของเขาก็ได้ตายจากไป นางเกิดมีจึงได้ย้ายหนีจากเวียงจันทน์ข้ามน้ำโขงเข้ามาสู่อำเภอศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย แล้วได้แต่งงานใหม่กับผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้บุตรธิดาร่วมกับสามีใหม่อีกจำนวนหนึ่ง.
ในยามนั้น สมัยเริ่มเป็นหนุ่มแล้ว เพราะความรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตโลก จึงได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ ศึกษาพระศาสนา เขารู้สึกดื่มด่ำกับคำสอนในพระไตรปิฎกมาก รู้สึกรักพระพุทธโคดมอย่างประหลาดจนทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่า เขาคงจะเป็นพระโพธิสัตว์กระมัง ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ได้ตั้งใจปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าในโลก เมื่อใคร่ครวญว่าชีวิตยังอยู่อีกยาวไกลจึงได้สละเพศภิกษุ ลาสิกขามาครองเรือนเพราะเขาคิดว่าคงจะสร้างบารมีได้ดีกว่าอยู่ในเพศบรรพชิต.
เมื่อลาสิกขาออกมาแล้ว ทิดสมัยก็บอกให้มารดาของตนสรรหาภริยาให้เพื่อครองเรือนสืบลูกหลาน แม้นางเกิดมีเองก็เห็นชอบด้วย จึงได้หาภริยาที่เหมาะสมมาให้แก่บุตรของตน.
ในหมู่บ้านแห่งนั้น ยังมีครอบครัวเชื้อสายมอญซึ่งอพยพมาจากทางเมืองเลยอยู่ครอบครัวหนึ่ง สามีทำอาชีพตัดไม้ทำลายป่าขาย ครอบครัวนี้เป็นผู้ไม่ลำบากยากจนเหมือนคนทั่วไปในหมู่บ้านนัก ถือว่าเป็นตระกูลชั้นนำของหมู่บ้านแห่งนั้นทีเดียว ผู้สามีมีนามว่า สม ภริยานามว่า สุนา อยู่กินกันมาไม่นานก็ให้กำเนิดธิดามาเป็นท้องแรก ทั้งคู่ตั้งชื่อให้ว่า เนียบเนียน และหลังจากนั้นก็ได้น้องชายและน้องสาวตามมา.
เมื่อ เนียบเนียน อายุได้ ๑๓ปี บิดามารดาก็สิ้นไป เหลือทิ้งไว้ให้เป็นมรดกคือ น้องชาย น้องสาว และไร่นา พร้อมกับพี่สาวต่างบิดามารดาอีกด้วย. นับแต่สิ้นมารดาบิดา เนียบเนียนก็ลำบากด้วยการเลี้ยงดูน้องและหาเลี้ยงชีพตนอย่างลำบากยากแค้น จวบจนอายุได้ ๑๖ ผู้เป็นป้าก็ชักสื่อให้แต่งงานกับทิดสมัย ลูกเลี้ยงของกำนันแห่งตำบลในขณะนั้น.
เมื่อแต่งงานแล้วไม่นาน ทั้งคู่ก็ได้ธิดาแรกร่วมกัน ตั้งแต่นั้นมาทั้งคู่ก็ได้การทะเลาะวิวาทกันเนืองๆมาเป็นรางวัลของงานแต่งอีกด้วย
เพราะเหตุที่ว่า ทิดสมัยเคยอยู่สบายในเพศบรรพชิตมาก่อนจึงทำให้คนทั่วไปเห็นว่าเขาประมาทจนเกียจคร้าน ไม่ทำมาหากิน ไม่รับผิดชอบภริยาและบุตรธิดา เขาหวังอยู่ว่าจะนั่งสมาธิให้ได้ตาทิพย์แล้วจะค้นหาหม้อทรัพย์ที่คนรุ่นเก่าๆฝังไว้ เพื่อนำมาใช้เลี้ยงครอบครัว. แต่การณ์กลับไม่เป็นอย่างคาดหวัง ยิ่งมีภริยาและบุตร จิตกลับยิ่งไม่สงบเป็นสมาธิ การหาทรัพย์ด้วยวิธีนี้จึงไม่ประสบผลสำเร็จ แม้จะอย่างนั้น เขาก็ไม่เคยคิดท้อถอย.
เนียบเนียน เคยลำบากเลี้ยงน้องมาก่อน เธอไม่สนใจเรื่องหูทิพย์ตาทิพย์ เพราะหากเธอมัวแต่มาหวังในสิ่งที่กระทำได้โดยยาก ตัวเธอและน้องคงต้องอดตาย ไม่มีชีวิตรอดมาจนบัดนี้เป็นแน่.
ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงมักจะขัดแย้งกัน คือ เนียบเนียน มักจะต่อว่าสามีของตนอยู่เสมอว่าเป็นคนเกียจคร้าน ส่วนสมัยนั้น เมื่อโดนภริยาต่อว่าก็จะเป็นฝ่ายหลบหนี โดยไม่มีการโต้ตอบต่อคำ เขากลับไปอยู่กับมารดาบ้าง หนีไปบวชบ้าง หนีเข้าป่าบ้าง การหนีแต่ละครั้งก็ชั่ว๕วัน๑๐วัน จึงทำให้กลายเป็นข้อกล่าวหาที่เนียบเนียนใช้ด่าเสียดแทงเขายิ่งขึ้นไปอีกว่า เป็นคนไม่จริง เก่งแต่ปาก ไปไหนไม่รอดก็ต้องวนกลับมาเบียดเบียนลูกและเมีย.
ความคับแค้นใจจากสภาวะบีบคั้น ทำให้สมัยละทิ้งการรักษาศีล แล้วหันหน้าพึ่งพิงสุรา ไม่สนใจเมียและลูกมากขึ้น ประกอบอาชีพก็เหมือนกับตำข้าวสารพอกรอกหม้อ ไม่อาจเป็นที่พึ่งที่อาศัยให้แก่ครอบครัวได้ สติของเขาก็เลอะเลือนมากขึ้นเรื่อยๆเพราะฤทธิ์สุรา ธรรมที่ท่องจำได้ช่ำชองก็กลับกลายเป็นฟั่นเฝือไป.
แม้จะอย่างนั้น ทั้งคู่ก็มีธิดาและบุตรด้วยกันมาแล้วถึง๓คน และก็กำลังจะมีอีกเป็นคนที่สี่ เป็นไปได้หรือที่ครอบครัวที่มีปัญหาเช่นนี้จะเหมาะเป็นที่เกิดอยู่ของผู้มีบุญอย่างพระศรีอาริย์ได้ หากเป็นไปอย่างนั้นได้จริง เขาเหล่านี้ก็คงทำกรรมร่วมกันมามากจึงเห็นว่าปัญหาไม่เป็นปัญหาได้.
16.พระศรีอารย์แอบจุติ
เมื่อสันดุสิตเทพบุตรหรือเมตไตรยโพธิสัตว์เฝ้าตรวจตราโลกอยู่นั้น ก็ได้เห็นชาวพุทธที่ลำบากเพราะภัยสงครามพากันร่ำร้องหาตน ให้รู้สึกกรุณาแก่หมู่ชนยิ่งนัก จึงได้เรียกเหล่าเทพบุตรซึ่งจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในระหว่างพุทธันดรที่จะถึงนี้และพระมหาสาวกทั้งหลายของตนเข้าประชุมในวิมานอันมีกำแพงล้อมรอบมิดชิด ชวนเทพบุตรเหล่านั้นจุติลงสู่โลกมนุษย์เพื่อบำเพ็ญบารมีด้วยกัน สันดุสิตจึงเริ่มเตรียมการณ์บนสวรรค์คือหาสันดุสิตองค์ใหม่.
.
ภารกิจในการบริหารเทพบริษัทนั้นไม่ใช่ว่าใครๆก็จะทำได้ สันดุสิตตรวจหาผู้ที่สมควรนั้นอยู่ก็ได้เล็งเห็นรามโพธิสัตว์ในร่างภิกษุนามว่า เสือแห่งวัดไผ่สามกอ จ.ฉะเชิงเทรา ที่เพิ่งทอดทิ้งร่างขึ้นสู่ดาวดึงส์ไม่นานนัก สันดุสิตจึงใช้เทพบุตรผู้จะเป็นพุทธอุปัฏฐากของตนลงไปเชิญรามโพธิสัตว์สู่ดุสิตเพื่อให้รับตำแหน่งบริหารเทพบริษัทแทนตน.
ในท่ามกลางธรรมสภาของหมู่เทพเหล่าดุสิต สันดุสิตเทพบุตรได้กล่าวอ้างว่าตนปรารถนาจะเก็บตัว เพื่อเร่งปฏิบัติธรรมบ่มโพธิญาณในวิมาน ไม่สะดวกที่จะออกมาพบปะเทพทั้งหลาย ไม่สะดวกที่จะบริหารหมู่คณะ จึงได้เสนอให้เหล่าเทพบุตรเลือกสันดุสิตองค์ใหม่เพื่อทำหน้าที่แทนตน เหล่าดุสิตเทพล้วนเป็นเหล่าผู้เจริญ ย่อมเคารพมติของผู้นำว่าเป็นผู้มีทิฏฐิอันประกอบด้วยประโยชน์เกื้อกูลหมู่ชนยิ่งกว่าใคร จึงได้ขอให้สันดุสิตเป็นผู้เสนอให้ว่าใครควรจะทำหน้าที่นี้.
สันดุสิตกล่าวว่า ท่านรามนี้ แม้จะเป็นผู้ใหม่ในดุสิตบริษัท แต่ก็เป็นผู้มีปัญญามาก เป็นพระโพธิสัตว์สุขุมาลชาติ เป็นผู้เที่ยงที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต่อจากเรา ย่อมสามารถบริหารกิจต่างๆได้เสมอเราทีเดียว เราชอบใจให้ท่านรามทำหน้าที่นี้ หากพวกท่านชอบใจมติของเราก็ขอให้นิ่ง ถ้าไม่ชอบก็ขอให้กล่าวแย้งมาเถิด เทพบริษัทล้วนนิ่งเงียบ สันดุสิตจึงประกาศว่า แต่นี้ไป ขอให้พวกเราทั้งหลายทรงจำร่วมกันว่า ท่านรามคือสันดุสิตสำหรับพวกเรา
เมื่อเมตไตรยโพธิสัตว์กลับสู่วิมานแล้ว จึงเนรมิตรูปเหมือนของตนขึ้น อธิษฐานว่า รูปนิมิตนี้จงประกอบกิจต่างๆเสมือนเรายังอยู่ดุสิต มีการแสดงธรรมสอนเหล่าเทพ การต้อนรับแขกจากที่อื่นเป็นต้น แม้เหล่าเทพที่จะจุติลงมาก็ล้วนทำทีเป็นว่าปฏิบัติธรรมอยู่ในวิมาน ไม่ออกมาคลุกคลีบ่อยๆกับเทพองค์อื่นๆ ท่านเหล่านั้นบางท่านเนรมิตรูปเหมือนของตนให้อยู่วิมาน แล้วก็พากันจุติลงสู่โลกมนุษย์ ซึ่ง โดยมากแล้ว ต่างก็ลงสู่ดินแดนภาคอีสานของประเทศไทย.
สำหรับเมตไตรยโพธิสัตว์นั้นก็ได้สั่งความให้คู่บารมีของตนพร้อมด้วยเทพธิดาผู้มีบุญมากบางนางจุติลงสู่อุตตรกุรุทวีป เมื่อตนกำหนดมารดาได้ว่าจะหยั่งลงสู่ครรภ์แม่เนียบเนียนแล้วก็จุติลงสู่ครรภ์มารดาในบัดนั้นเอง.
จิตของเราหยั่งลงสู่เซลล์อ่อนๆในท้องมารดา ความจำในชาติอดีตก็ยังคงมีอยู่มิลืมเลือนว่า ตนกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน เสียงนกการเวกยังคงดังก้องในโสตประสาทอยู่ดุจแดนทิพย์ สายเลือดไหลเข้าและออก หล่อเลี้ยง เติมแต่งกายให้เติบใหญ่ สมบูรณ์ขึ้นเป็นลำดับๆ จนท้องมารดามิอาจจะรองรับกายเราได้ไหว กัมมัชชวาตะก็ปั่นป่วนขึ้น ตีทารกน้อยให้เท้าชี้ขึ้นฟ้า หน้าห้อยลงดิน บีบรัดรีดเร้าทารกให้โผล่พ้นออกมา แม้พระเมตไตรยโพธิสัตว์ก็มีอาการคล้ายอย่างนั้น.
กล้ามเนื้อของมารดาบีบรัดกะโหลกอ่อนๆของเราจนเจ็บปวดรวดร้าวปางตาย เหมือนเขาเอาคีมใหญ่ๆมาบีบคั้นจนระบม ยากจะทานทนไหว สติที่เคยมีมาตลอดกลับสูญสิ้นไปเพราะเวทนากล้าที่เกิดแก่ตน เราลืมเลือนสิ้นว่าเราเป็นใคร มาจากไหน ทำไมจึงมา มาทำอะไรกัน. แม้เมตไตรยโพธิสัตว์ก็มีอาการคล้ายกัน.
เมื่อทารกน้อยคลอดออกมาแล้ว เนียบเนียนผู้เป็นมารดาก็ประหวัดนึกถึงความฝันในค่ำคืนหนึ่งอันเงียบสงัดของเดือน๘ เมื่อปี๒๕๑๗ ว่า มีเทวดานำแหวนทองคำมาให้เธอ เธอจึงได้ตั้งชื่อเด็กชายผู้นี้ว่า เทพตามความฝันนั้น.
17.ผู้มีบุญกับต้นชมพู่และพระพุทธปฎิมา
นับจากจุติมาแล้ว๔ปี ในเช้าวันหนึ่ง เทพทารกนั่งอยู่หน้ารถกระบะดัทสันของเพื่อนพ่อ พลิกกายกลับไปกลับมา แหงนมองดูนั่นดูนี่ ดูไปเรื่อยๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรดี สายตาของเด็กน้อยแหงนมองลอดผ่านกระจกหน้ารถ ล่วงเลยไปกระทบกิ่งชมพู่ ใบชมพู่ ดอกชมพู่ ยอดชมพู่ ล่วงเลยไปกระทบเมฆและท้องฟ้า พลันที่ประสาทตารับรู้ว่าฟ้า ความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างประหลาดก็ผุดขึ้นในใจของเด็กน้อย เสียงนกการเวกแว่วอยู่ในหูรู้สึกเย็นไปถึงใจ ว่า เราลงมาแล้ว
เพียงแค่นั้นเองใยจึงต้องอิ่มเอมใจ ลงมาแล้วก็แค่ลงมา ทั้งไม่รู้ว่าลงมาทำอะไร ลงมาแล้วดีอย่างไรหรือจะดีอย่างไรก็ไม่รู้ ก็ยังดีใจอยู่ได้ จิตของสัตว์นี่ก็แปลกประหลาดแท้ ไม่มีทีท่าอะไรๆความจำมันก็ผุดขึ้นมาได้โดยไม่ต้องสั่งบังคับใดๆ.
เมื่อนับอายุล่วงได้ ๖ ขวบแล้ว บิดามารดาก็นำเทพไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ เด็กน้อยไม่อยากจะจากเรือนและมารดาแต่ก็ต้องจากแล้ว เพราะถูกบิดาไล่ตี เขาวิ่งลอดรั้วลวดหนามออกไปกลางทุ่งนา แต่สุดท้ายบิดาก็จับได้ไล่ทัน แล้วพาไปส่งที่โรงเรียนทั้งที่ยังมีคราบน้ำตาอาบแก้มอยู่นั่นเอง เพียงแค่เรียนหนังสือ ทำไมต้องบังคับจิตใจเราด้วยก็ไม่รู้.
เมื่อไปโรงเรียนได้หลายวัน เด็กน้อยเริ่มมีเพื่อนเล่น จึงลืมความอาลัยเรือนไปได้ หนำซ้ำยังไม่อยากจะอยู่ติดเรือนด้วยซ้ำ ว่างจากโรงเรียนเมื่อไร เป็นต้องแจ้นไปบ้านเพื่อน เล่นไม้ดีดกรวด เล่นเป่ายาง เล่นลูกแก้ว ลูกสะบ้า เล่นซ่อนแอบ สนุกจนแทบไม่อยากจะกลับเรือนเลยทีเดียว. ความเพลิดเพลินดึงใจเด็กน้อยให้ติดเพื่อนฉันใด ความเพลิดเพลินอันเดียวกันนี้ก็คงเป็นเครื่องผูกสัตว์ให้ติดโลกอยู่ได้ ฉันนั้นเหมือนกันกระมัง.
เมื่ออายุได้ ๘ขวบ เพราะความฉลาดจำ เทพเด็กน้อยก็ถูกครูเลือกให้เป็นผู้นำกล่าวบทสวดมนต์แปลให้เด็กอื่นๆได้ท่องตาม ในโอกาสนี้เองที่เด็กน้อยเกิดความสงสัยว่า เพียงแค่พระพุทธรูปดินปั้น ใยจึงต้องพากันลำบากกราบไหว้อยู่ได้ ถ้าพากันไหว้ความดีของพระพุทธเจ้าตามที่เราท่องอยู่นี้ ใยไม่มาไหว้เราซึ่งเป็นมนุษย์ เพราะเราก็มีความดีเหมือนอย่างพระพุทธเจ้า ยังจะดีเสียกว่าไหว้ก้อนดินเหล่านี้ คอยดูนะ ต่อไปในวันข้างหน้า คนเหล่านี้จะต้องได้กราบไหว้เรา เหมือนอย่างที่เขากราบไหว้พระพุทธรูปในบัดนี้แล้วทีเดียว ความคิดที่ไม่มีใครสอน แตกแขนงอยู่ในสมองเด็กน้อยโดยที่ไม่อาจรู้ถึงความผิดพลาดของตนได้เลย. แม้จะเคยคิดอย่างนั้น แต่ไม่กี่วัน เทพเด็กน้อยก็ไม่เอามาใส่ใจพิจารณาอีก เหมือนกับว่า มันก็เป็นแค่ความคิดเท่านั้น.
18.ติดตามมารดา เมื่อสิ้นบิดา
นับจากจุติมาแล้ว๔ปี ในเช้าวันหนึ่ง เทพทารกนั่งอยู่หน้ารถกระบะดัทสันของเพื่อนพ่อ ปริยากาศโดยรอบเริ่มเย็นลง ฝุ่นจากถนนหนทางผสมกับไอหมอกยามเย็นเริ่มโรยตัวลงกลบผืนหญ้า กระดึงที่คอวัวดังกล่องแกล่งกล๊องแกล๊งทยอยกลับเข้าหมู่บ้าน เด็กน้อยวิ่งเล่นอยู่ท่ามกลางท้องนาและเพื่อนๆ แสงสีส้มและชมพูฉายจับขอบฟ้าทางตะวันตก ขอบฟ้าทางตะวันออกเริ่มมืดค่ำ. สาวแรกรุ่นนำคำสั่งของมารดามาพร้อมกับไม้เรียวเพื่อเรียกน้องชายทั้งสองของตนกลับไปช่วยงานบ้าน หลายเดือนแล้วที่มารดาทิ้งบ้านไปสู่เมืองขอนแก่น หลายเดือนแล้วที่บิดาจากประเทศไทยไปอยู่ซาอุดิอาระเบีย หลายเดือนแล้วที่อรไทสาวน้อยเลี้ยงดูน้องชายทั้งสองด้วยอาชีพทำขนมครองแครงและกล้วยฉาบ. ความยากจนบีบคั้นให้ครอบครัวแตกแยก ความจนทรัพย์ทำผู้คนให้ตำหนิต่อว่ากัน เมื่อเราโตใหญ่ขึ้นแล้วได้ปกครองดินแดนใด ขอดินแดนนั้นอย่าได้มีความยากจน อย่าได้มีความแตกแยกระหองระแหง ขอให้ชนทั้งสิ้นในที่นั้นจงอยู่ร่วมกันดุจครอบครัวเดียวเถิด
เมื่อเริ่มเห็นช่องทางทำมาหากิน มารดาก็กลับมารับพี่สาวของเทพเข้าสู่เมืองขอนแก่นอีกคน ละทิ้งเทพและพี่ชายไว้ที่บ้านกับญาติ เด็กน้อยทั้งสองไปอาศัยอยู่กับน้าสาวน้าชายตามคำของมารดา.
ผ่านไปปีกว่าๆ เมื่อสองพี่น้องเรียนจบการศึกษาจากบ้านเกิด มารดาก็กลับมารับบุตรน้อยทั้งสองสู่เมืองขอนแก่น เลี้ยงดูบุตรธิดาด้วยปี๊บปลาร้าและหม้อขายก๋วยเตี๋ยว เด็กน้อยยังคงจดจำ. แม้ไม่เคยได้ไปหิ้วปี๊บปลาร้าหนีเทศกิจเหมือนอย่างมารดาและพี่ๆ ไม่เคยเข็นรถขายสินค้าเล็กๆน้อยๆเหมือนอย่างพี่ชาย แต่เขาก็ยังจดจำว่าเขาได้ผ่านสิ่งเหล่านั้นมาด้วยความรู้สึกรังเกียจในเบื้องต้นและภาคภูมิใจในที่สุด.
หลังจากเข้าสู่ขอนแก่นไม่นานนัก ผู้เป็นบิดาก็กลับจากตะวันออกกลาง พร้อมกับการทะเลาะวิวาทครั้งใหญ่กับมารดาอีกจนต้องได้หย่าร้างแยกทางกันเดิน นับแต่นั้นมาเด็กน้อยผู้มีบุญก็ปรากฏเหมือนกับว่าบิดาได้สิ้นชีพจากไปแล้ว.
19.เอ๊ะ! หนูเจาะหน้าเราตั้งแต่เมื่อไร
ความเคอะเขินในท่ามกลางเด็กชาวกรุงก่อความลำบากให้เด็กน้อยจากบ้านนอกคอกนาอย่างเขาเป็นอันมาก ยิ่งประกอบกับฐานะที่ยากจนด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งไม่มีความมั่นใจในท่ามกลางหมู่เพื่อน ไม่กล้าอ้าปากบอกแก่ใครๆว่ามารดาเป็นแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวที่หาเช้ากินค่ำ เพราะความที่ไม่รู้ว่า แม้เด็กคนอื่นๆ ก็มีสภาพไม่ต่างไปจากตนเท่าไรนัก อาจบางทีก็อาจเป็นได้ที่จะมีบางคนที่มีฐานะย่ำแย่กว่าเขาเสียอีก.
อาศัยการได้ดูละครทางโทรทัศน์ที่มักแสดงให้เห็นแต่ว่า ความรักคือความทุกข์และเป็นเหตุก่อความพยาบาทเมื่อไม่ได้ผลของรักสมดังหวัง เด็กน้อยผู้ไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งใดๆในโลกเป็นปัญหาอย่างเขา ก็เกิดอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่า ความรักนี้จะมีอานุภาพมากมายสักปานใด แม้ไม่เคยรัก เขาก็แกล้งบริกรรมบอกตนว่า เรารักหญิงคนนี้ เรารักหญิงคนนี้ ผ่านไป๗วัน ๑๕วัน ๑เดือน ๖เดือนแล้ว เด็กน้อยก็ยังรู้สึกว่า ไม่เห็นความรักอันนี้จะขบกัดเราให้ซบเซาได้เลย เพราะความที่จิตใจยังหยาบนัก เด็กน้อยจึงประมาทและหลงระเริง.
อาศัยความรักที่ตนตั้งใจคิดปรุงแต่งขึ้นมาถือไว้นั้นเป็นเหตุ ในไม่นานนัก เด็กน้อยผู้บริสุทธิ์เช่นเขาก็กลับกลายเป็นคนรักสวยรักงามขึ้นมา ชอบส่องกระจกดูเงาหน้า ดูไฝฝ้าและมลทิน เพื่อหาความบกพร่องในรูปของตนเพราะกลัวสาวงามที่ตนหมายตาไว้จะไม่ชอบตน.
เด็กน้อยย่อมรู้ดีว่า หน้าตาของตนขี้ริ้วขี้เหร่ยิ่งนัก ดั้งหัก ฟันเหลืองและห่าง คิ้วหนา ตาลึก ปากกว้างใหญ่ จนครูและเพื่อนเรียกขานเขาว่า เม้าท์สโคปบ้าง ฝรั่งลาวบ้าง ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นใจในตนเองยิ่งขึ้นไปอีก แต่ก็มีข้อดีอยู่บ้างที่ว่า ผลการเรียนอยู่ในอันดับต้นๆของห้อง จึงทำให้เพื่อนๆยำเกรงเขาอยู่บ้าง.
เงาหน้าของเด็กน้อยปรากฏบนแผ่นกระจกแก้ววันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่าก็ยังไม่ได้เห็นความผิดปกติไปจากเดิมในใบหน้าของตน จนในวันหนึ่ง เขาก็ได้เห็นรอยแดงๆเหมือนกับรอยหนูเจาะปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขา เด็กน้อยรู้สึกตกใจยิ่งนักว่า เอ๊ะ! หนูแอบมากัดหน้าเราตั้งแต่เมื่อไร เรายิ่งขี้เหร่อยู่แล้ว ยังจะมาซ้ำเติมเสริมความขี้เหร่ให้เราอีก
ตั้งแต่นั้นมาเขาก็เฝ้าสังเกตใบหน้าของคนอื่นๆว่ามีรอยบนหน้าเหมือนกับที่เขามีหรือไม่ เขาก็ได้รู้ว่า คนอื่นเป็นเพียงเงา แต่ของเราด้านหนึ่งเป็นเงา อีกด้านเป็นรอยคละเงา ซึ่งรอยนี้ปรากฏในบางครั้งบางคราวเท่านั้น ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยเราก็จะได้ไม่ต้องมาพะวงอีกว่าหน้าเราเป็นรอยอย่างนี้ ตั้งแต่นั้นมา เด็กน้อยก็ไม่ใส่ใจเรื่องรอยหนูเจาะหน้านั้นอีก.
20.ทินนะ สหายรู้ใจ
เทพเรียนจบมัธยมต้นแล้ว และกำลังขวนขวายทำการสอบเรียนต่อ. เขาผ่านการสอบได้สิทธิ์ศึกษาต่อในโรงเรียนเดิม แต่เพราะเหตุผลทางครอบครัวที่ต้องได้ย้ายเข้าสู่เมืองหลวงทั้งหมด เขาจึงต้องจำใจจากขอนแก่นถิ่นที่เขาเคยคาดหมายว่าจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับหญิงที่เขาเลือก แต่บุพพกรรมก็ชักนำให้ต้องเบนไปจากความพอใจชั่วครั้งชั่วคราวนั้น.
เด็กน้อยเข้าศึกษาในวิชาชีพช่างในสถาบันที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง เขาไม่ใส่ใจที่จะคบหาเพื่อนใหม่เลยเพราะเหตุว่าใจจดจ่อคิดถึงอยู่แต่หญิงสาวที่เขาหมายใจไว้ เขาตั้งใจว่าจะสอบเทียบแล้วสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ผู้คนทั้งหลายถือว่าเลิศในประเทศไทยให้ได้ เพื่อที่เขาจะใช้เป็นข้ออ้างในการกลับสู่ถิ่นที่ผูกใจของตนได้โดยเร็ว.
ทินนะ หนุ่มน้อยจากชุมพรผู้เติบโตในท่ามกลางขุนเขาและการต่อสู้ช่วยงานครอบครัวอย่างเคี่ยวกรำ เขาไม่เคยสะทกสะท้านต่อความยากลำบาก เป็นผู้ฉลาดในศิลปศาสตร์การเรียนทั้งหลาย แม้เทพเองก็ยังรู้สึกชื่นชมว่าคนเก่งอย่างทินนะนี้หาได้ยาก แต่เทพเองก็ยังไม่คิดที่จะคบหามาเป็นเพื่อน เพราะเทพไม่เคยคิดจะพึ่งพิงหรือขอความช่วยเหลือใดๆจากใคร.
เมื่อเสร็จสิ้นการเรียนในห้อง เทพก็จะรีบเข้าห้องสมุดเพื่อค้นหาหนังสือที่เขาจะใช้อ่านเพื่อสอบเทียบ สอบในห้องและสอบเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ทุกครั้งที่เทพเข้าห้องสมุด เขาก็จะได้พบกับทินนะทุกครั้งไป.
ทินนะเป็นนักโต้วาทีชั้นนำของโรงเรียนประจำจังหวัด ทำให้เขาเป็นคนกล้า มีมนุษยสัมพันธ์ดี เมื่อเขาได้พบกับเทพในห้องสมุดไม่กี่ครั้ง เขาก็รู้สึกชอบใจ จึงเป็นฝ่ายเข้าหาเพื่อทักทาย และชวนพูดคุยทำความคุ้นเคยแก่กัน แม้จะอย่างนั้น เทพก็ยังไม่ได้รู้สึกสำคัญอันใดกับการได้รู้จักกับทินนะ แต่เมื่อคลุกคลีกันนานขึ้น พูดคุยกันนานขึ้น สังเกตกิริยามารยาทของทินนะแล้ว เทพก็จึงรู้สึกชื่นชม คิดว่าจะทำทินนะให้เป็นสหายสนิทให้ได้ เขาเพิ่งได้รู้ว่า การรู้จักคนแต่ละคนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะรู้ได้โดยง่าย ไม่อาจจะดูได้ด้วยกิริยาอาการเพียงเล็กน้อยหรือคำพูดเพียงเล็กน้อย แต่ต้องได้สังเกต ได้อยู่ร่วมกันอย่างยาวนานจึงจะรู้ได้ว่า ใครดีหรือชั่ว โง่หรือฉลาด จริงใจหรือปลิ้นปล้อน บริสุทธิ์หรือสกปรก.
ตั้งแต่รู้จักและคบหากับทินนะมา เทพไม่เคยได้เห็นการแสดงอาการก้าวล่วงธรรมของตนจากทินนะเลย เห็นแต่ความระวัง ความเคารพที่แสดงออกอย่างสม่ำเสมอ เทพรู้ว่ากรรมอย่างนี้กระทำได้ยากยิ่งนัก และรู้ว่า ทุกอย่างที่ตนชอบใจ ทินนะก็ไม่เคยดูหมิ่น มีแต่การให้กำลังใจ การให้ความช่วยเหลือเต็มกำลังของตนโดยไม่มีอิดออดด้วยข้ออ้างอันใดทั้งสิ้น คนผู้เจริญอย่างทินนะนี้หาได้ยากในโลก เป็นโชคของเทพผู้มีบุญที่ได้พบกับสหายเช่นนี้ เขาจดจำความดีของทินนะไม่รู้ลืม.
หากว่าทินนะมีตัวตนอยู่จริง หากว่าเทพมีตัวตนอยู่จริง เทพก็คงประสงค์จะให้ทินนะได้รู้ว่าเขาเป็นสหายรู้ใจของเทพยิ่งกว่าสหายเหล่าอื่น แต่ เพราะเทพก็ไม่มีตัวตน ทินนะก็ไม่มีตัวตน จึงมีเพียงผู้เขียนและผู้อ่านเท่านั้นที่รับรู้และเป็นพยานในมิตรภาพของคนทั้งสองนี้.
หลังจากการสอบเอนทรานซ์เสร็จสิ้นไปแล้ว ทินนะก็ชวนเทพไปช่วยงานอาจารย์คุมเวิร์กช็อป ทำให้ได้ฝึกใช้เครื่องจักรกลที่ยังไม่เคยได้ใช้เป็นก่อนเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน. เมื่อเสร็จสิ้นจากการงานในโรงงานแต่ละวัน เด็กน้อยทั้งสองก็จะต้องนำตะกร้อไปเตะโต้ต่อกันทุกวันไป แล้วตบท้ายด้วยการวิ่งรอบสนามและเสียงหัวเราะที่มีต่อกัน.
หลังจากสอบเอนทรานซ์ไม่นานนัก ผลสอบก็ปรากฏออกมาว่า เทพได้สิทธิ์เข้าเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของสยาม สองสหายจึงจำต้องจากกัน. นับแต่นั้น ทินนะก็ไม่มีเพื่อนรู้ใจ แม้เทพก็ไม่มีเพื่อนรู้ใจอีก นานๆครั้ง ทั้งสองจึงจะได้มาพบกัน นอนคุยกันจนตลอดคืนให้หลับจากกันไปโดยไร้หัวข้อเลยทีเดียว หลับไปทั้งๆที่ปากก็ยังเอ่ยวาจาแก่กันอยู่ไม่ขาดสาย.
21.สิริสีหะ-วชิรขันธะคู่สหายอันเจริญ
ในสถานศึกษาแห่งใหม่นี้ช่างอ้างว้างสิ้นดี ผู้คนเดินขวักไขว่มากมาย แต่ไม่มีสหายที่คู่ควรแก่การพูดคุยกับเราแม้สักคน คนเหล่านี้มีความนึกคิดที่ไม่บริสุทธิ์นัก เมื่อสิ้นสหาย สิ้นคนรัก โรคอกหักจึงคุกคามเด็กน้อยเทพผู้มีบุญให้ได้รู้ว่า โรครักนี้น่ากลัวยิ่งกว่าโรคโกรธมากมายนัก เพราะโรคนี้มีพิษร้าย พิษแล่นช้ารู้ทันยาก มารู้อีกทีก็แทบไม่อาจจะรักษาสภาพของตนได้แล้ว ความดื้อในสันดาน ทำให้เด็กน้อยเสียศูนย์เพราะไม่รู้จักยอมแพ้ในสิ่งที่ควรยอมแพ้ จึงต้องได้แล่นหาคนรักใหม่เพื่อแทนที่สาวงามเมืองขอนแก่น.
เทพผู้เขลาเกิดความคิดขึ้นมาว่า หญิงผู้คู่ควรแก่เราควรเป็นหญิงที่มีใจบริสุทธิ์ ไม่ได้รักเราเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ไม่ได้รักเราเพราะเหตุแห่งรูปลักษณะ ไม่ได้รักเราเพราะเหตุแห่งคำยกย่องสรรเสริญในผลการเรียนของเรา แต่ควรจะรักเราที่ธรรมของเราว่า เราเป็นผู้บริสุทธิ์ มีศีล มีปัญญาลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ เทพจึงตั้งใจเกียจคร้าน ไม่อ่านหนังสือเพื่อสอบให้ได้คะแนนดีๆ. เขาอ่านหนังสือแต่ในช่วงไฟลนก้นพอให้พ้นๆไปคราวๆหนึ่งเท่านั้น พอประครองตนให้เรียนจบเท่านั้นก็พอแล้ว.
ยิ่งมีผลการเรียนไม่ดีเข้ามาเป็นข้อด้อยในตัวเองเพิ่มเข้าไปอีกด้วยแล้ว สาวงามที่หมายใจไว้ก็ยิ่งไม่สนใจเทพ. เทพเริ่มรู้สึกถึงภัยของความจอมปลอมในโลกมากขึ้น ก็ยิ่งประพฤติตัวสวนกระแสโลกมากขึ้น เพราะความเป็นคนเรียบร้อย เขาจึงไม่โต้เถียงอะไรกับใคร ใครจะว่าเลวก็ยอมรับเอา ใครจะว่าดีก็ยอมรับเอา แต่ก็จะไม่ยอมเปลี่ยนความตั้งใจเพราะเหตุที่คนอื่นมาว่าเขาดีหรือเลวนั้น เขาตั้งใจอะไรไว้เขาก็จะมุ่งทำอยู่แต่ในสิ่งนั้นจนกว่ามันจะเห็นผลประจักษ์แล้วเท่านั้นจึงจะยอมหยุดหย่อน.
เมื่อเด็กน้อยเริ่มเป็นทุกข์กังวลกับผลการเรียนที่ล่อแหลมเพราะต้องติดทัณฑ์บนที่คะแนนเฉลี่ยสะสมมีไม่ถึง๒.๐๐ ประกอบกับความหวังในเรื่องความรักความเข้าใจจากคนอื่น และความคาดหวังจากมารดาที่มีต่อตน ทำให้เด็กน้อยต้องได้ค้นหาทางดับทุกข์เฉพาะหน้านั้นให้ได้ เขาเริ่มเกิดอาการมืดมนทางความคิด ความองอาจกล้าหาญในกาลก่อนเริ่มปรากฏว่าเลือนหายไปแล้ว หนทางออกเป็นร้อยเป็นพันนั้นปรากฏแก่เขาว่าเป็นทางตันไปเสียสิ้น. เขาคิดอยู่แต่ว่า จะทำไฉนหนอ จะทำไฉนหนอ คิดวนแล้ววนอีก แต่ก็ทำได้แค่เพียงคิด ไม่อาจทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตนได้เลย.
นิยายกำลังภายในของโกว้เล้งถูกวางขายอยู่ตามท้องตลาด ชีวิตของเหล่าจอมยุทธ์คือพระเอกในนิยายช่างคล้ายกับความรู้สึกของเขาในขณะนั้นเสียจริง เด็กน้อยเริ่มอ่านนิยายกำลังภายใน ประเดิมฤทธิ์มีดสั้นเป็นเรื่องแรก.
เทพได้ลี้คิมฮวงมาเป็นสหายแล้ว ลี้คิมฮวงผู้ขมขื่นเพราะพิษรัก เฝ้าแกะสลักตุ๊กตาไม้สนทุกคราที่ระลึกถึงลิ้มซีอิม. เทพไม่มีมีดสั้น ไม่มีไม้สน มีแต่แผ่นกระดาษและดินสอ มีความทุกข์เป็นกำลัง ระลึกถึงเหตุของทุกข์ในขณะนี้ก็เห็นว่า ถ้าเราไม่คิดจะทดสอบสตรี ไม่ลองเล่นกับความรัก เราก็คงไม่มาอับจนหนทางอยู่ในบัดนี้.
เด็กน้อยเริ่มต้นวาดรูปสาวงามของตนในร่างโมนาลิซ่า เพราะความที่เทพเคยชื่นชมในลีโอนาร์โด ดาวินซี เขาจึงใช้ภาพโมนาลิซ่าเป็นแบบลอกเลียน และผ่อนคลายความทุกข์ของตนด้วยเสียงดนตรีอีสานที่ตนฝึกฝนอยู่ที่ชมรมอีสาน ด้วยว่าไม่รู้จะทำอะไรต่อไปดี.
สิริสีหะ หนุ่มน้อยจากอำเภอหนองสองห้อง จ.ขอนแก่น บวชเรียนมาตั้งแต่จบ ป.๖ จนปัจจุบันจะเป็นภิกษุอยู่แล้ว. เขาได้พลิกผันวิถีชีวิตเข้าสู่ทางสายฆราวาส เขาถือเปรียญธรรม๗ประโยคก้าวย่างเข้าสู่รั้วจามจุรี สลัดทิ้งพัดยศที่พึงได้ในเบื้องหน้า เพราะเบื่อหน่ายหัวโขนในวงการศาสนา ที่แห่งแรกที่เขาสนใจจะเข้าอาศัยเป็นที่เที่ยวเล่นในสถานศึกษาแห่งนี้คือ ชมรมอีสาน.
วชิรขันธะ หนุ่มน้อยจากอำเภอเชียงยืน จ.มหาสารคาม เคี่ยวกรำผ่านชีวิตลำเค็ญ ได้รับการค้ำจุนจากครูผู้กรุณาส่งเสริมเขาให้ได้สมถวิลดั่งใจของหมู่ญาติ ย่างเข้าสู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ด้วยทุนจากโครงการเพื่อชาวชนบทของสถานศึกษาแห่งนี้. วชิรขันธะถือความขมขื่นจากความรักตามเข้ามาด้วย และที่เที่ยวเล่นอื่นของเขาก็ไม่มีเกินกว่าหอพักและชมรมอีสานเช่นเดียวกันกับเทพและสิริสีหะ.
อาศัยความชอบใจในเสียงดนตรีและธรรมปฏิบัติ เทพและสิริสีหะจึงได้คุ้นเคยกันขึ้นโดยลำดับ อาศัยความขมขื่นในชีวิตรักและธรรมปฏิบัติที่คล้ายกัน เทพและวชิรขันธะจึงได้สนทนากันมากมาย ได้คุ้นเคยต่อกันดุจเป็นญาติร่วมสายเลือดของกันและกัน.
22.กำเนิดปณิธานยิ่งใหญ่ จะปกครองโลก
เด็กน้อยผู้มีบุญที่ปรากฏเหมือนว่ากำลังจะสิ้นบุญ ทำการคบหากับนิยายกำลังภายในได้๔๕เรื่อง เขาก็รู้สึกเบื่อหน่ายว่า จะประโยชน์อะไรกับจอมยุทธ์ผู้กล้าที่เฝ้าแต่จมกองทุกข์อยู่พวกนี้ หากเราคบหาพวกนี้ต่อไป เราก็จะจมกองทุกข์อยู่อย่างนั้น ควรที่เราจะเลือกหาสหายใหม่.
เด็กน้อยได้เปลี่ยนมาคบหากับภิกษุ แทนการคบหานักดาบและมือกระบี่ที่ขลุกคิดอยู่แต่เรื่องต่อยตีกัน วิทยายุทธเลิศล้ำฟ้าปานใดก็ยังคงอ่อนแอจมกองทุกข์อยู่อย่างนั้น ที่ทำเป็นไม่ทุกข์ได้ก็เป็นแต่เพียงทำท่าทำทางว่าไม่ทุกข์เท่านั้น เพราะที่แท้แล้วความทุกข์ก็ยังไม่สิ้น. ภิกษุที่เด็กน้อยเริ่มคบหาคือ พุทธทาสภิกขุ และสิ่งที่ได้ยินบ่อยๆคือ สุญญตา สุญญตา สุญญตา.
เทพคบหาพุทธทาสอยู่ได้๓เดือนก็เบื่อหน่ายว่า ทำไมพูดน้อยจัง พูดจบตำราพันหน้าก็พันหลักแต่ว่าสุญญตา ธรรมประเสริฐในโลกนี้มีแต่สุญญตานี่น่ะหรือ เทพย่อมไม่เชื่อ จึงกลายเป็นผู้ค้นหาธรรมรัตนะไป เขาเริ่มหยิบจับลายแทงธรรมคือพระไตรปิฎกเพื่อตรวจดูว่า มีรัตนะฝังไว้ในที่ใดบ้าง และรัตนะใดเหมาะที่เทพจะนำมาทำเป็นเครื่องประดับใจของตน.
เทพเด็กน้อยทำการคบหากับพระสมณะโคดมเป็นครั้งแรกทางพระไตรปิฎก แต่ก็ยังไม่อัศจรรย์ ไม่ยอมรับว่าพระโคดมนี้ประเสริฐที่สุดยิ่งกว่าใครๆในโลกทั้งปวง เขาจับเอาหัวข้อธรรมคือรูปฌาน๔ อรูปฌาน๔ขึ้นมาพิจารณาด้วยการแอบขึ้นไปนอนบนดาดฟ้าของตึกกิจกรรม.
เทพเด็กน้อยนั่งดูท้องฟ้า ดูนกนางแอ่น ดูดาว ดูเดือน พอมืดค่ำก็เริ่มนั่งสมาธิพิจารณาสุญญตา พิจารณาฌาน๔ อรูปฌาน๔ แม้จิตจะไม่ได้เข้าไปอยู่อาศัยในวิหารทั้ง๙เหล่านั้น แต่มันก็แว็บไปเที่ยว ทำให้เด็กน้อยพอจะรู้สึกได้ว่า วิหารเหล่านี้น่าอยู่ สวยงามไปเป็นลำดับๆ หาที่เปรียบไม่ได้ แต่ก็ยังไม่เป็นที่ชอบใจของเขา เพราะเทพคิดว่า ธรรมเล็กน้อยแค่นี้ไม่คู่ควรแก่มหาบุรุษเช่นเรา.
เทพยกสัพพัญญุตาขึ้นพิจารณา ในครั้งแรกเขาระลึกว่า อดีต อดีต อดีต แล้วลองหยั่งการใช้กำลังใจดูว่า การระลึกชาติชนิดที่ไม่มีที่สุดนั้น ทำยากหรือไม่ เมื่อลองแล้วเขาก็รู้สึกได้ว่า ไม่ยากสำหรับตน.
เทพระลึกว่า อนาคต อนาคต อนาคต แล้วลองหยั่งการใช้กำลังใจดูว่า การระลึกอนาคตชนิดไม่มีที่สุด ไม่มีเครื่องกั้นนั้นเป็นเรื่องยากหรือไม่ เมื่อทดลองแล้ว เด็กน้อยก็รู้ว่า ไม่ยากสำหรับเขา.
เทพระลึกว่า ปัจจุบัน ปัจจุบัน ปัจจุบัน แล้วลองแผ่ความรู้สึกไปในหมู่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยอารมณ์ไร้ขอบเขต ไร้เครื่องกั้น แผ่ไปในโลกทั้งปวงว่า สัตว์เหล่านั้นกำลังจุติ กำลังอุบัติ กำลังเจริญ กำลังเสื่อม หากเราจะกำหนดรู้สภาวธรรมทั้งหมดของสัตว์แต่ละตัวเหล่านี้ จะเป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับเราไหม แล้วเด็กน้อยก็รู้ว่า ไม่ยาก ไม่ยาก.
เทพยกอดีต ยกปัจจุบัน ยกอนาคต ยกภพภูมิและหมู่สัตว์ขึ้นเป็นสภาวะประกอบการพิจารณาความเกี่ยวพันกัน ทำให้เห็นต้นเค้าแห่งปัจจยาการ ทำให้เขาได้ความรู้สึกว่า การพิจารณานี้ง่ายๆ แต่ประเสริฐยิ่งนัก ประเสริฐยิ่งนัก ไม่มีอะไรประเสริฐไปกว่าการพิจารณานี้เลย.
เทพเด็กน้อยอัศจรรย์ใจยิ่งนักว่า ทำไมพระโคดมถึงสามารถเห็นสิ่งง่ายๆที่คนอื่นไม่เห็นนี้ได้หนอ พระพุทธโคดมช่างมีปัญญาหาใครเปรียบไม่ได้จริงๆหนอ สัพพัญญุตญาณนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาประมาณได้จริงๆหนอ สัพพัญญุตญาณนี่ล่ะคือรัตนะอันเลิศที่คู่ควรแก่เรา เด็กน้อยผู้โง่เขลาอย่างเขาปฏิญาณตนเป็นพระโพธิสัตว์แล้วในขณะนั้น โดยไม่ให้ใครบอก ไม่ให้ใครสอน ไม่รอกำลังใจหรือคำสรรเสริญจากใคร.
เทพเด็กน้อยคิดว่า พระโพธิสัตว์ควรทำอะไรหนอจึงจะเหมาะกับคนอย่างเราในชาตินี้ แล้วเขาก็นึกคิดแผ่ความรู้สึกพิจารณาความเป็นอยู่ของผู้คนในขณะนั้นซึ่งเป็นเวลาประมาณ ๓ทุ่ม.
เทพแผ่ใจไปในหอพักนิสิต ก็เห็นว่า เด็กหญิงชายเหล่านี้ กำลังนอนบ้าง อาบน้ำบ้าง ขับถ่ายบ้าง อ่านหนังสือบ้าง หยอกล้อต่อคำกันด้วยความคะนองบ้าง ทำท่าทางเหมือนคนผู้รู้มากบ้าง อาการเหล่านี้เราก็เคยเป็นมาแล้ว มาบัดนี้เราเป็นผู้ตรวจดูเขาอยู่ ไม่ได้เป็นอย่างเขา เราประกอบด้วยสติ เขาเหล่านั้นพลั้งเผลอ แล้วเทพเด็กน้อยก็ระลึกอีกว่า ในขณะที่เรากำลังตรวจอาการของคนอื่นอยู่ด้วยความกระหยิ่มอยู่ว่า เรารู้ เรารู้อยู่นี้ จะมีผู้อื่นตรวจดูอาการของเราและกำลังคิดว่า รู้ครอบงำเราอยู่ไหมหนอ.
เทพเด็กน้อยเห็นว่า เทวดา พรหม ฤาษีและภิกษุผู้ประกอบด้วยตบะ เป็นคนไม่ประมาท ไม่เหลาะแหละ ย่อมสามารถจะกำหนดรู้อาการของเราในบัดนี้ได้ และท่านเหล่านี้ก็คงเห็นเราเหมือนกับที่เราเห็นคนอื่นอยู่นี้ หากเรามัวแต่มาตรวจคนอื่นอยู่อย่างนี้ ประโยชน์ก็จะเสื่อมสิ้นไปจากเรา ทำให้เราเป็นผู้ต่ำต้อยกว่า สมณะ พราหมณ์ ฤาษี เทวดาและพรหมเหล่านั้น การที่เราอยู่ในฐานะอย่างนั้นย่อมไม่ควรแก่การเป็นโพธิสัตว์.
เทพนึกถึงชีวิตของหมู่ฤาษีและสมณะในป่า ก็เห็นว่า น่ายกย่องเสียจริง ท่านเหล่านั้นช่างกล้าหาญเสียจริง ประเสริฐเสียจริง ตามดูแลจิตตนไม่ขาดสาย ผู้ยังใหม่กำลังกลัวและข่มความกลัว ผู้ปานกลางกำลังระลึกชาติ กำลังตรวจสัตว์โลก กำลังท่องเที่ยวด้วยฤทธิ์ กำลังเล่นฤทธิ์ ผู้เจนจบแล้วเป็นผู้ไม่ยินดียินร้าย อยู่สบายด้วยอาการใดๆก็ได้ ในที่ทุกแห่งไม่ต่างกัน ดีจริง ดีจริง แม้เราก็ควรได้เป็นอย่างนั้นบ้าง แม้เราก็ควรได้เป็นสหายในท่านผู้เจริญเหล่านั้นบ้าง เด็กน้อยรำพึงถึงตน.
เมื่อรำพึงถึงสิ่งที่ตนปรารถนาแล้ว เทพก็อดไม่ได้ที่จะระลึกถึงคนอื่นๆว่า ปัญญาเราก็ไม่ได้มีมากมายไปกว่าใคร เรารู้ถึงความสุขนี้ได้ คนอื่นก็สามารถรู้ด้วยได้ แต่คนเหล่านั้นมัวเพลิดเพลินในความประมาท ขาดคนที่จะคอยเตือนสติให้ เขาจึงพลาดไปจากการได้รู้ถึงสิ่งประเสริฐเหมือนอย่างเรา หากเรารู้แล้วทำนิ่งเฉยอยู่ แล้วใครจะคิดช่วยเหลือคนเหล่านี้ ข้อนี้ย่อมไม่ควรแก่เรา เอาล่ะ ความสุขของเราจงพักไว้ก่อน เราจะอดกลั้นต่อความลำบาก จะประกาศสิ่งประเสริฐคือศาสนาพุทธนี้ให้สัตว์ทั้งโลกได้เรียนโดยทั่วกัน แม้เราก็จะได้ทำในสิ่งที่เราปรารถนาจริงๆในหลังจากนั้น ช้าหรือเร็วไม่สำคัญหรอกน่า หากเราจะอิ่มก็ขอให้คนอื่นได้อิ่มด้วย เด็กน้อยรำพึงถึงสัตว์ทั้งโลกตั้งแต่นรกขึ้นไปจนถึง ภวัคคพรหม.
เมื่อเด็กน้อยอธิษฐานอย่างนั้นแล้ว เขาก็พิจารณาว่า เราควรจะทำอย่างไรหนอจึงจะสามารถทำประโยชน์ให้ปรากฏแก่สัตว์ทั้งโลกได้ และแม้แต่ประโยชน์ของเราเองก็ไม่ให้เสียหาย.
เทพถามตนว่า เราควรครองเรือนต่อไปหรือควรเป็นบรรพชิต หากครองเรือนควรอยู่ในตำแหน่งใดจึงจะทำประโยชน์ได้ตามที่เราตั้งใจ หากเป็นบรรพชิต เราควรจะเป็นบรรพชิตอย่างไรจึงจะทำประโยชน์ได้ตามที่ตั้งใจ เด็กน้อยเริ่มเลือกเฟ้นหาหน้าที่ให้ตน.
เด็กน้อยตอบคำถามโดยรวบๆว่า ไม่ว่าครองเรือนหรือบวชเป็นบรรพชิต เราก็ควรจะอยู่เป็นบุรุษผู้สูงสุดจึงจะสามารถกระทำประโยชน์ให้สำเร็จได้ตามตั้งใจ จากนั้นเขาก็ตอบต่อไปว่า ในบรรดาผู้ครองเรือน พระเจ้าจักรพรรดิถือว่าเป็นบุรุษสูงสุด ในบรรดาบรรพชิต พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นบุรุษสูงสุด เพราะอย่างนี้ เราจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเท่านั้น หากไม่ได้เป็นสองอย่างนี้ เราขอเป็นบุรุษผู้ต่ำต้อยที่สุด.
เทพเด็กน้อยคิดว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าไม่เกิดขึ้นซ้อนศาสนาของกันและกัน แม้เราจะสามารถทำความเป็นพระพุทธเจ้าให้ปรากฏด้วยปัญญาของตนในบัดนี้ได้ก็ไม่ใช่โอกาสในชาตินี้ เพราะผู้คนจะครหาเอาว่าเราได้ยินพระโคดมสอนไว้แล้วเราก็มาขโมยเอาธรรมของพระพุทธโคดมขึ้นมากล่าวอ้างว่าตนเป็นพุทธะ ข้อนี้ไม่สมควรแก่เรา เพราะอย่างนี้ ในชาตินี้ เราจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เด็กน้อยเลือกได้แล้ว.
เมื่อมีเป้าหมายแล้ว เทพก็พิจารณาต่อไปอีกว่า ทำอย่างไรหนอจึงจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้? อาศัยการค้นคว้าอ่านหนังสือในภายหลัง เขาก็ได้รู้ว่า หากไม่ได้เป็นพระราชาผู้ได้รับมุรธาภิเษกแล้ว ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็จะไม่อาจสำเร็จผลเป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้ เขาจึงรู้ว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เขาต้องเป็นพระราชาก่อน เมื่อพิจารณาปัญหามาถึงตอนนี้ เด็กน้อยก็ดูไร้หวัง เพราะไม่รู้ว่าจะเอาความเป็นราชามาจากไหน สร้างเองก็ไม่ได้. การปกครองเดี๋ยวนี้เขาเป็นประชาธิปไตย แม้เราจะปลุกระดมคนให้มาชื่นชมเชื่อมั่นในธรรมของเราได้ ก็จะไม่อาจได้เป็นราชา อย่างมากก็เป็นประธานาธิบดี แต่ในเมืองไทยไม่มีตำแหน่งนี้ มีแต่เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้นซึ่งอยู่ในตำแหน่งเพียง๔ปี๘ปี ไม่ทันทำบ้านเมืองให้สงบเย็นกฎหมายเขาก็จะตัดสิทธิ์ขับไล่เราแล้ว.
เมื่อเด็กน้อยไม่เห็นช่องทาง เขาจึงคิดว่า ไม่เป็นไร แม้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิไม่ได้ แต่เราก็จะขวนขวายแสดงคุณค่าของพระพุทธศาสนาให้ปรากฏให้ได้ เราจะสร้างนายกรัฐมนตรีที่หาได้ยากในโลก สร้างรัฐบาลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกให้ปรากฏในสยามประเทศนี้ แต่เราจะไม่อยู่ในยศตำแหน่งใดๆเหล่านั้นเลย เพราะตำแหน่งเหล่านั้นไม่คู่ควรแก่เราแม้แต่น้อย แต่เราจะเป็นเหมือนมหาฤาษีคอยช่วยเหลืออยู่ลับๆ.
เมื่อคิดอย่างนั้นแล้ว เทพก็คิดว่า ก่อนที่จะสอนคนอื่น เราจะต้องบริสุทธิ์ก่อน ควรที่เราจะได้บวช จะได้นั่งสมาธิฝึกฤทธิ์ฝึกอภิญญาได้สะดวกขึ้นก่อน แล้วจึงสอนคนอื่น เลือกเอาคนที่มีอาการดีๆมาสอน เมื่อคิดอย่างนั้น เทพก็ตัดสินใจว่าจะต้องบวชให้ได้.
23.บวชครั้งที่ ๑ เป็นภิกษุบ้า
๔ ปีผ่านไปชั่วพริบตา ตั้งแต่เราเกิดมาจนอายุ ๒๐ปีปรากฏดุจผ่านไปเพียง ๑ชั่วโมง จากเป็นสันดุสิตอยู่ก็มาโผล่เป็นเทพเด็กน้อยเสียแล้วในบัดนี้ และกำลังเติบโตเป็นหนุ่ม มีปัญญาความคิดที่ซับซ้อนเกินคาดเดาได้ทุกวันๆ ในบัดนี้ เทพมีอายุได้๒๐ปีแล้ว แม้จะเรียนยังไม่จบ แต่เขาก็ขอร้องมารดาให้อนุญาตให้เขาบวช และแม้มารดาจะไม่เห็นด้วยนัก แต่เมื่อทนต่อคำรุกเร้าจากหมู่ญาติไม่ได้ มารดาจึงยินยอมให้เทพได้บวช.
ภิกษุเทพ อมรธัมโม ได้บวชอยู่วัดทุ่งในอำเภอศรีเชียงใหม่แดนมาตุภูมิในปีซึ่งเขาจัดงานศพพระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาจารย์ที่วัดหินหมากเป้ง นางเนียบเนียนผู้เป็นมารดาได้ตามไปรอคอยบุตรกลับไปเรียนหนังสือจึงได้มีโอกาสเข้าวัด ไปช่วยหยิบจับสิ่งเล็กๆน้อยๆในงานศพหลวงปู่ และหลังจากนั้นไปอีก เทพมารดาก็ได้อาศัยอยู่ในวัดหินหมากเป้งระยะหนึ่ง ในภายหลังเธอก็ได้ถูกภิกษุลามกนักบริหารผู้จบปริญญาโทจากอเมริกาบังคับขับไล่ออกจากวัดในยามค่ำคืนอย่างไร้เมตตา น่าสังเวชยิ่งนักกับสภาพการณ์ของพระศาสนา. ภายหลังจากพระภิกษุชื่อดังสิ้นไปทุกครั้ง กลากบาปพวกนี้ก็จะปรากฏตัวออกมาทำลายชื่อเสียงของสถานที่แห่งนั้นเสียพลันทันที.
เมื่อได้บวชสู่ร่มกาสาวพัตร์แล้ว เทพภิกขุก็ได้บอกแก่เจ้าอาวาสว่าจะบวชตลอดชีวิต เจ้าอาวาสเมื่อได้ยินอย่างนั้น ในวันต่อมาก็ได้บอกต่อกับมารดาของเทพว่า บุตรของเธอเป็นบ้าไปแล้ว เพี้ยนแล้วกระมัง พูดกับอาตมาว่าจะบวชตลอดชีวิต เรียนก็เรียนไม่จบ เทพภิกขุได้ยินในภายหลังแล้วก็สังเวชใจว่า เจ้าอาวาสก็เป็นที่เคารพของคนทั้งอำเภอ ไฉนจึงมีอาการทรามเช่นนี้ คนพวกนี้ทำไมถึงได้เติบโตงอกงามในพระศาสนาได้ น่ารังเกียจยิ่งนัก.
ในขณะที่บวชได้ไม่นานนั่นเอง เทพภิกขุก็ได้ยินข่าวอยู่เนืองๆว่า มารดามาอยู่รอจะกลับกรุงเทพพร้อมกับเขา อยากให้เขาเรียนให้จบก่อน เรียนจบแล้ว อยากบวชตลอดชีวิตก็ถึงกลับมาบวชใหม่อีกที แม่และญาติพี่น้องจะไม่ห้ามหรอก.
เทพภิกขุพิจารณาแล้วก็สงสารมารดาจึงคิดว่า จะลาสิกขากลับมาเรียนหนังสือให้จบ จบแล้วจะได้มาบวชอีกที ไหนๆก็จะสึกแล้ว บวชได้กี่วันก็ไม่เห็นแปลก สึกซะเลยเดี๋ยวนี้ล่ะ คิดแล้วเทพก็ไปพบเจ้าอาวาส แจ้งความจำนงแล้วก็ประกาศคำขอลาสิกขาในวันรุ่งขึ้น นับรวมแล้วทนบวชอยู่ได้ ๒๒วัน.
24.ชมรมอีสาน สถานที่นัดพบเหล่าผู้มีบุญ
ณ อาคารจุลจักรพงษ์ชั้น๔อันเป็นที่นัดพบของนิสิตจากภาคอีสานซึ่งเข้ามาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งนี้. เสียงแคนไม่เคยจางหาย เสียงพิณและโปงลางยังคงเจื้อยแจ้วย้ำเตือนจิตวิญญาณของคนอีสานพลัดถิ่นให้ได้นึกถึงบ้านเกิด ให้ได้คิดถึงภูมิหลังของตน จากเด็กบ้านนอกคอกนา อยู่กับท้องนาและฝูงควาย มีสระน้ำสีขุ่นเป็นที่อาศัยลงลอยลงเล่น มีเพื่อนชาวบ้านนอกที่ซื่อสัตย์จริงใจ. เมื่อใดก็ตามที่คนอีสานลืมชาติเกิด เมื่อนั้นคนผู้นั้นก็จะไม่มีความประเสริฐเหลืออยู่เลย คนอีสานทั้งหลายมีความซื่อสัตย์เป็นจิตวิญญาณ มีความตรงเป็นวิถีทาง มีความถ่อมตนเป็นเครื่องรักษาตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นเครื่องรักษาสังคม.
ชาวอีสานไม่ใช่คนกลับกลอก ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว ไม่ใช่คนโอ้อวด ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของคนอีสานผู้รู้จักนึกทบทวนดูภูมิหลังของตนอยู่เนืองๆแล้ว พวกเขาก็ย่อมจะภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นว่า ไม่มีที่ใดในในโลกในยุคนี้ที่จะมีคนดีมากเท่ากับที่อีสานของพวกเขา.
เด็กน้อยรุ่นแล้วรุ่นเล่าถ่ายทอดเพลงพิณเพลงแคนให้ต่อกันเป็นทอดๆ ผู้สืบทอดเสียงดนตรีและนาฏลีลาแห่งอีสานพากันประชุมกันอยู่เนืองๆเพื่อเล่นดนตรี เพื่อทำอาหารกลางวันมานั่งวงล้อมแล้วกินร่วมกันไปพร้อมกับฟังนิทานที่พี่ชายผู้อาวุโสของพวกเขานำมาเล่าไปพลาง เล่นเกมผวนคำฝึกปฏิภาณไปพลาง. ในบรรดาคนทั้งหลายเท่าที่เทพเด็กน้อยได้พบเห็นมา ผู้มีปัญญาเหมือนอย่างท่านสิริสีหะนั้นมิได้มีเป็นคนที่สองในชมรมอีสาน และก็ไม่มีเป็นคนที่สองในโลกในขณะนี้
สิริสีหะสอนน้องๆของตนด้วยอุบายที่แยบยล ไม่ต้องบ่นพร่ำเป็นหลักการ แต่ทุกคนที่ได้คลุกคลีกับสิริสีหะกลับเป็นผู้มีปัญญากล้าแข็งยิ่งนัก คนเหล่านั้นล้วนเคารพรักสิริสีหะดุจพี่ชายจริงๆของตน ไม่ว่าสิริสีหะจะไปสู่ทิศใด น้องๆรุ่นแล้วรุ่นเล่าก็จะเฝ้าระลึกถึงเขาอยู่เสมอ.
เมื่อครั้งยังเป็นสมาชิกใหม่ของชมรมแห่งนี้ เทพและสิริสีหะ พร้อมด้วยสหายนักดนตรีจำนวนหนึ่งก็ได้ซ้อมเพลงพิณกันอยู่เนืองๆ ตกตอนเย็น เมื่ออาคารกิจกรรมถูกปิดลงตามกำหนดเวลาแล้ว ชาวอีสานหมู่นี้ก็จะพากันลงสู่เบื้องล่าง พลางก็ท่องโน้ตเพลงเทียบเคียงกัน ผิดบ้างถูกบ้างไปตามประสาผู้ยังฝึกใหม่.
ในยามที่สหายของเทพหมู่นี้พากันหลงใหลอ่านนิยายกำลังภายในอยู่นั้น วัณณอุตมะก็เป็นผู้นำประเพณีการตั้งฉายาจอมยุทธ์ให้ตนเองมาก่อนว่า จิงเคอมือกระบี่ที่ไร้ขอบเขต ต่อแต่นั้นคนอื่นๆก็ได้ตั้งฉายาให้ตนเองบ้าง เช่น พญามังกรเดียวดายหรือจอมกระบี่เก้าแก้ว, บ้อเชงเกี่ยมมือกระบี่ไร้น้ำใจ, สิบสามจอมกระบี่เดียวดาย ,จอมกระบี่ดาวอังคารหรือจอมกระบี่เหลวไหล , กระบี่ปฏิวัติ, โหวดเสน่หา(ย) , พิณเพพเนจร, กระบี่โลหิต เป็นต้น.
เมื่อลาสิกขาแล้ว เทพเด็กน้อยก็ได้เดินทางกลับเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อศึกษาต่อให้จบหลักสูตร ในการณ์นี้เขาก็ได้เริ่มทดลองฝึกผู้อื่นในวิชาทางพุทธดูบ้างว่าจะฝึกง่ายหรือยาก สิ่งที่เขาตั้งใจจะทำนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่เพียงใด ทุกสิ่งทุกอย่างนับแต่นี้ไป เทพคิดเห็นว่าเป็นเพียงการทดลอง
เทพไม่ได้ทำการทดลองเพื่อจะถือมั่นตัดสินตนหรือคนอื่น หากแต่ทดลองเพื่อเก็บข้อมูลกลับมาปรับปรุงตนเองว่าควรแก้ไขปรับปรุงอะไรในตนอีกบ้าง มากน้อยเท่าใด จะอีกยาวนานเท่าใด.
เทพรวบรวมรุ่นน้องชาวอีสานของเขาได้ราว๑๐คน เขาพิจารณาแล้วว่า เด็กเหล่านี้ล้วนเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดที่แต่ละคนจากมา เด็กเหล่านี้ล้วนรู้สึกว่าตนเกิดมาเพื่อทำภารกิจบางอย่างซึ่งพวกเขาก็รู้สึกไม่ชัดนัก และไม่มีใครใส่ใจตามสืบค้น เมื่อเทพปรับความเห็นของแต่ละคนให้รวมเป็นกลุ่มกันได้แล้ว เขาก็ทำการประชุมกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ ยกปัญหาขึ้นให้ทุกคนได้มาวิเคราะห์ แสดงความเห็นของใครของมัน เขาเริ่มต้นด้วยความคิดด้านการบริหารองค์กรธุรกิจและองค์กรทางการเมือง เพื่อหยั่งปัญญาของแต่ละคน นำอัธยาศัยของแต่ละคนไปเทียบเคียงกับพระมหาสาวกของพระพุทธโคดมว่า ใครน่าจะมีอัธยาศัยเป็นประการใด เขาควรสอนใครด้วยเรื่องใด ลีลาใด.
๑ปีผ่านไป เทพก็เรียนจบการศึกษา แต่การสอนกลุ่มน้องของเขาก็ยังไม่ได้ดังที่เขาต้องการ เขาจึงคิดว่า หากมัวชักช้าสอนแต่เรื่องพิชัยสงคราม เรื่องบริหารองค์กร เรื่องแก้ปัญหาทำมาหากินเล็กๆน้อยๆอยู่อย่างนี้ เด็กเหล่านี้ก็จะไม่ทันได้รู้ว่า การเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพที่สุด ดีที่สุดนั้นต้องมีความบริสุทธิ์หมดจดมาเป็นอันดับหนึ่งในกิจทั้งปวง ไม่ใช่การเป็นคนรู้จักเล่ห์กลหลอกลวงเหมือนอย่างที่นักธุรกิจพิชัยสงครามในปัจจุบันกระทำกันในบัดนี้ อีกอย่างหนึ่งเทพเองก็จะต้องได้ไปหาทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่สะดวกที่จะมาสอนกลุ่มน้องบ่อยๆ ควรที่จะจับเอายอดแห่งพิชัยสงคราม ยอดแห่งปัญญาคือพุทธศาสนามาสอนในครั้งเดียวเลย หากรับได้ก็จะตามแนะนำต่อไป หากรับไม่ได้ก็จะแยกไปทางใครทางมัน เมื่อคิดอย่างนั้นแล้ว เทพจึงนำหลักพระพุทธศาสนามาเสนอต่อกลุ่ม.
เมื่อเทพนำเสนอให้ทุกคนในกลุ่มเริ่มรักษาศีล อ่านพระไตรปิฎก ฝึกสติ เจริญสมาธินั่นเอง คนสิบสามคนก็มีความเห็นแตกแยกกัน โดยมากแล้วพากันเห็นว่า เขาไม่ได้รังเกียจศาสนา ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่คิดว่า เวลานี้เป็นเวลาทำมาหาเลี้ยงชีพ ต่อเมื่อแก่ชราแล้วจึงจะเริ่มเข้าวัดปฏิบัติธรรม.
เทพรู้สึกรังเกียจหมู่คณะนั้นว่าจะมีประโยชน์อะไรที่ต้องมาคลุกคลีกับหมู่คนประมาทประเภทนี้ให้ตนต้องเสียเวลา จึงได้บอกแยกกลุ่มว่า แต่ละคนมีภาระที่ต้องดูแลรับผิดชอบ แม้ผมเองก็มีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก เมื่อความเห็นแตกแยกกันแล้ว ผมก็จะพาน้องทั้งสองคนมุ่งตรงล่วงหน้าไปก่อน ใครเห็นว่าสิ่งที่ผมเคยแนะนำนั้นเป็นประโยชน์ อยากจะติดตามมาในภายหลังก็ตามมาได้ แต่ตั้งแต่นี้ไป พวกผมไม่สะดวกที่จะมาคลุกคลีกับหมู่คณะ เอาไว้โอกาสหน้าถ้ามีวาสนา ค่อยกลับมาอยู่ร่วมกันอีกทีก็แล้วกัน.
แม้จะแยกจากกันแล้ว แต่เทพก็รู้ว่า เด็กชาวอีสานเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้มีบุญ บุญของแต่ละคนก่อสร้างไว้มากน้อยต่างกัน จึงมีอัธยาศัยและวิถีการดำเนินต่างกัน การที่พวกเขาเหล่านี้ได้มาคลุกคลีกับเทพอยู่ถึง๑ปีเต็มๆ และสืบเนื่องกะปริดกะปรอยไปอีกในอนาคต ย่อมทำให้เด็กพวกนี้ได้เรียนในสิ่งที่คนอื่นๆไม่ได้เรียน ความรู้ธรรมนั้นเรียนได้จากหลายทาง บางคนฟังคำสอนก็ทำตามคำนั้นทันที บางคนฟังไว้จำแล้วทำในภายหลัง น้องชายสองคนของเทพเป็นคนประเภทแรกย่อมมีบุญมากยิ่งกว่าน้องเหล่านี้ น้องเหล่านี้ย่อมมีบุญมากกว่าคนอีกมากที่ไม่ได้รู้จักคุ้นเคยกับเทพ แม้พวกเขาจะยังไม่เคารพและปฏิบัติตามเทพในวันนี้ แต่ในอนาคตเบื้องหน้าอาศัยกรรมในวันนี้เป็นเหตุ พวกเขาจะเป็นผู้ไม่ประมาทแล้วปฏิบัติตามคำสอนของเทพในภายหลัง.
25.อโสกะ-วชิรวังสะ คู่น้องชายผู้ประเสริฐ
ในขณะที่เหล่าบุคคลซึ่งเทพหมายใจไว้ได้พากันเป็นผู้ประมาท ละทิ้งการร่วมทุกข์ฝึกตนกับเขา ด้วยการกล่าวว่าเขาขวนขวายในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่นั้น น้องชายสองคนของเขาคือ อโสกะชยเสฏฐะ จากอำเภอนากลาง หนองบัวลำภูและ วชิรวังสะ จากอำเภอยางตลาด กาฬสินธุ์ ก็ยังคงให้ความศรัทธา ตามรักษาศีลโดยไม่ยอมแพ้แก่ข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น.
เทพบอกแก่น้องชายทั้งสองว่า การที่พี่ให้มารักษาศีลและฝึกสติกับสมาธินี้ ไม่ใช่ว่าพี่จะให้พากันหนีไปบวชเป็นพระหรือเป็นฤาษีแล้วละทิ้งหมู่ญาติ แต่พี่ให้ทำไว้รักษาตนเท่านั้น ในภายหลัง พี่จะได้ยกขึ้นเป็นแบบอย่างให้คนอื่นได้เห็นตามได้ว่า การเป็นผู้ไม่ประมาท ไม่เต็มไปด้วยการอ้างเลศนั้นมีผลอันยากที่ใครจะคาดเดาประมาณได้
อโสกะและวชิรวังสะเองก็กล่าวแก่พี่ชายของตนว่า พวกผมก็รู้ว่าพี่ย่อมรักษาประโยชน์เพื่อพวกผม ย่อมไม่ทำลายประโยชน์ของพวกผมเลยแม้สักน้อย มีแต่จะตรวจตราหาทางทำให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้นเท่านั้น และเหตุที่ติดตามพี่มา ก็เพราะเห็นประจักษ์ในผลของการตามรักษาศีล ฝึกสติ เจริญสมาธิว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ยิ่งกว่าสิ่งใดๆในโลก สิ่งใดที่พี่จะให้พวกผมทำให้ ขอให้พี่บอกได้เลย พวกผมจะปฏิบัติตามโดยไม่หาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงใดๆทั้งนั้น
เทพพาน้องชายทั้งสองไปหาตำราอ่านและชี้ให้ดูว่า นี่นะหลวงพ่อฤาษีลิงดำกล่าวถึงเรื่องขุมทรัพย์ที่เทวดารักษาไว้ พวกเราจะเอาทรัพย์พวกนี้มาใช้ ทั้งทรัพย์ที่ท่านว่าอยู่ตามดวงดาวและดวงจันทร์ในจักรวาลนี้ พวกเราก็จะนำมาด้วยฤทธิ์ของพวกเราเอง ไม่ต้องร้องขอเอาจากใคร อาศัยความเพียรปฏิบัติกรรมฐานเหล่านี้เท่านั้น.
สามพี่น้องแอบขึ้นไปนอนบนตึกกิจกรรมของมหาวิทยาลัยหลายครั้ง เมื่อทุกคนลงจากตึกกิจกรรมแล้ว ประตูตึกถูกปิดแล้ว ทั้งสามพี่น้องก็เริ่มสนทนาธรรมกัน ฝึกกรรมฐานที่มีกสิณเป็นอารมณ์ มีอนุสติเป็นอารมณ์ มีกายคตาสติเป็นอารมณ์ เทพจะคอยชี้อารมณ์ธรรมให้น้องชายดูอยู่เสมอว่า อารมณ์นี้เป็นฐานให้ได้ฤทธิ์ อารมณ์อย่างนี้ทำให้ฤทธิ์มีขอบเขตอานุภาพมาก.
แรกๆ เทพมักจะสมมติเหตุการณ์ให้น้องชายแก้ว่า หากต้องได้ประลองฤทธิ์กับผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย อะไรจะเป็นเครื่องรักษาตน จะป้องกันอย่างไร จู่โจมอย่างไร เขาบอกน้องว่า จำไว้นะ ในบรรดาปุถุชนทั้งหลาย พวกเราเป็นเลิศ. ที่พวกเรามาเกิดก็เพื่อเป็นที่พึ่งแก่คนอื่น ไม่ใช่มาเป็นภาระให้คนอื่น เมื่อใดที่ประสบกับอาการดูหมิ่นด้วยใจ ด้วยวาจาหรือกายจากคนอื่นก็ตาม ก็อย่าได้ถือสายาวนานในความโกรธนั้น ในแรกๆพี่อนุญาตให้โกรธได้ แต่ห้ามผูกโกรธใครเด็ดขาด.
ในยามเช้าตรู่ เทพจะตรงไปหอพักนิสิต เรียกน้องทั้งสองออกไปเดินเล่น นั่งอยู่ริมสระน้อย แล้วกำหนดอารมณ์กรรมฐานกัน อโสกะนั้นชอบการรักษาสติและชอบเล่นฤทธิ์อย่างกลาง ส่วนวชิรวังสะนั้นชอบการมีสติอยู่กับกาย ไม่ชอบเล่นฤทธิ์ แต่ก็ไม่สงสัยในฤทธิ์ที่ตนจะได้ เขาเคยตอบคำถามเทพเรื่องการแสดงธรรมว่า เขามีกำลังสามารถจะนั่งแสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางภิกษุหลายแสน ทำภิกษุเหล่านั้นให้ได้ความยินดี ได้ยินเสียงเสมอกันทุกคน เทพเองก็เชื่อน้องชายของตน.
เทพคลุกคลีกับน้องชายทั้งสองจนแน่ใจว่า อโสกะจะเป็นอุปัฏฐาก วชิรวังสะจะเป็นพระอรหันตสาวกองค์แรกในศาสนาของเขา แล้วเขาก็กล่าวแต่ธรรมที่ถูกแก่อัธยาศัยของคนทั้งสอง ไม่ทำการก้าวล่วงธรรมด้วยเหตุว่าตนเป็นพี่ เขาเป็นน้อง เพราะเทพรู้ว่า ธรรมเท่านั้นประเสริฐยิ่งกว่าสมมติใดๆ.
26.เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางสายยากจน
หลังจากจบการศึกษาแล้ว เทพก็ได้ทดลองเข้าทำงานในบริษัทต่างๆหลายแห่ง เขาตามเพ่งธรรมอยู่ก็ได้รู้ว่า การจะฝึกกรรมฐานให้ได้ผลดีทั้งๆที่ยังคลุกคลีวุ่นวายอยู่กับคนอื่นอยู่นั้น เป็นสิ่งที่กระทำให้บริบูรณ์ได้ยาก. เขาทดลองอยู่ถึง๓คราก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม จึงนำผลการทดลองไปเล่าให้น้องฟังว่า เขาทดลองอะไร มีผลเป็นอย่างไร หากสิ่งไหนไม่ควรทดลอง ก็จะบอกน้องว่า สิ่งนั้นยังไม่ควรลอง.
เทพลาออกงานแต่ละครั้ง ผู้เป็นมารดาก็เป็นต้องได้ด่าว่าและร้องไห้ฟูมฟายทุกครั้งเช่นกัน แต่เทพก็ยังคงอดกลั้นดำเนินอยู่ในทางที่ตนกำหนดไว้แล้วว่า หากยังไม่ถึงที่สุด จะไม่ถอยความเพียรเด็ดขาด เพราะเขาตรวจดูเป้าหมายในชีวิตทั้งสิ้นของตนแล้วก็เห็นว่า เว้นการขวนขวายทำเพื่อประโยชน์คนจำนวนมากแล้ว เขาก็ไม่รู้จะดำรงอยู่ในเรือนไปทำไม ทุกครั้งที่โดนมารดาตำหนิ เทพก็จะตอบว่า หากไม่ให้เขาทำอย่างนั้น สู้ตายไปเสียยังประเสริฐกว่าเป็นอยู่ เพราะเขาเกิดมาก็เพื่อมาทำงานนี้.
เทพตัดสินใจลาออกจากงานแล้วหนีไปเร่ร่อนอยู่ตามวัดต่างๆ อาศัยข้าวชาวบ้าน ข้าวก้นบาตรพอได้เลี้ยงชีวิต แม้เขาจะรู้ว่า หากคิดจะกลับมาหางานทำอีกจะหางานไม่ได้ และจะได้อยู่อย่างยากจนไปจนตลอด แต่เขาก็เลือกแล้ว ไม่ว่าจะลำบากยากจนอย่างไร เขาก็จะยินดีรับเอา.
ท่ามกลางขุนเขาสามด้านแห่งไทรโยคของวัดป่าแห่งหนึ่งซึ่งมีภิกษุชาวญี่ปุ่นเป็นเจ้าอาวาส เทพเด็กน้อยได้เข้าไปอาศัยอยู่กินข้าวก้นบาตร เขานั่งกรรมฐาน แต่ก็ไม่อาจสงบ มีแต่การพิจารณาว่า ถ้าโลกเกิดปัญหาอย่างนั้น หากเราเป็นผู้นำ เราจะทำอย่างนั้นๆ แล้วก็กลับมาตรวจดูสภาวธรรมในปัจจุบันของตนว่า ปัจจุบันกับอนาคตยังอยู่ห่างกันอีกไกลเท่าไร เมื่อใดความเหนื่อยอ่อนปรากฏแก่กายใจ เด็กน้อยก็จะโอวาทตนว่า อดทนไว้ เจ้าพญาเมืองมนุษย์ หากท่านถอยความเพียรเสีย สัตว์ทั้งโลกจะไม่มีที่พึ่ง การทำงานใหญ่ ย่อมลำบากมากเป็นธรรมดา จะเรียกร้องหาความสะดวกสบายและคำยกย่องสรรเสริญมาจากใครที่ไหนได้ นอกจากเราจะให้แก่ตนเองแล้ว ใครๆก็ไม่อาจสามารถจะให้แก่เราได้เลย เจ้าพญาเมืองมนุษย์
เพียงได้ยินใจตนเรียกตนเองว่าเจ้าพญาเมืองมนุษย์เท่านั้น เทพก็จะได้กำลังใจหายเหนื่อย อดทนฝึกตนฝึกใจต่อไป เมื่อไม่ได้ความสงบในท่ามกลางขุนเขาและแอ่งน้ำของไทรโยค เด็กน้อยจึงสะพายย่ามมุ่งตรงสู่อำเภอพรหมบุรี เมืองสิงห์ เพราะได้ยินว่า ที่แห่งนั้นเป็นสถานปฏิบัติธรรม มีข้าวมีน้ำและที่นอนให้ได้เลี้ยงชีพ.
เด็กน้อยนั่งรถบัสขึ้นไปเมืองสิงห์ ท้องฟ้าในยามเย็นของวันนี้ที่หมู่บ้านบางระจัน ฉายแสง๗สีงดงาม ดวงอาทิตย์ทรงกลด ทำให้เด็กน้อยระลึกถึงฉัพพรรณรังสีของพระพุทธโคดม และประหวัดคำนึงไปถึงอนาคตของตนว่า แม้ในอนาคต กายของเราก็จะมีรัศมีหลากสีเหล่านี้แวดล้อม งดงามโดยไม่ต้องตามเติมแต่งรักษา เด็กน้อยนั่งยิ้มไปตลอดทาง.
ยามเย็น ณ วัดป่ามะม่วงชื่อดัง เด็กน้อยสะพายย่ามเดินดุ่มเข้าสู่เขตวัด ลงทะเบียนขออยู่ปฏิบัติธรรมเป็นเวลา๗วัน เจ้าหน้าที่ตรวจดูแล้วนำพับผ้าชุดขาว กางเกงเลให้แก่เขา แล้วชี้บอกอาคารที่พัก เด็กน้อยเดินตามสหธรรมิกที่ไม่เคยได้รู้จักหรือนัดหมายกันมาก่อนขึ้นสู่ชั้นบนของอาคารพักผ่อน.
สำนักแห่งนี้สอนสติปัฏฐานสายยุบๆ พองๆ หนอบ้างไม่หนอบ้าง เดินบ้างไม่เดินบ้าง หลับตาบ้างลืมตาบ้าง ทำทุกอย่างก็มีแต่หนอ. เด็กน้อยไม่ชมชอบหนอ จึงไม่บริกรรมหนอเหมือนกับใครๆ เป็นแต่รู้อยู่ รู้อยู่ รูปปรากฏก็รู้รูป เวทนา(ความรู้สึก)ปรากฏก็รู้เวทนา ความคิดปรากฏก็รู้ความคิด ธรรมปรากฏแก่จิตก็รู้ธรรม ไม่ว่าหนอหรือไม่ เขาก็รู้อยู่ในขณะนั้นๆ.
เด็กน้อยไม่ชมชอบการทำกรรมฐานในที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน หรือการเรียนกรรมฐานชนิดมีอาจารย์ตามกำกับตลอดเวลา จึงทำให้เขาไม่สำราญในสถานที่แห่งนี้. ๗วันที่ลงทะเบียนไว้ก็รู้สึกว่านานเกินไป แต่ก็ต้องกัดฟันทน เพราะยังหน้าบางอยู่ ยังหวั่นไหวกับคำคน สายตาคนอื่นอยู่.
ณ ที่แห่งนั้น เด็กน้อยได้ลองบริกรรมด้วยการกระพริบตาแล้วได้ความรู้สึกดีๆ จึงทำการบริกรรมด้วยการกระพริบตา ทั้งอธิษฐานสำทับว่า ขอเราอย่าได้ลืมการบริกรรมประเภทนี้ เพราะนี่เป็นเครื่องทำตาทิพย์ให้มั่นคง เมื่อครบ๗วันแล้ว เด็กน้อยก็นำอุปกรณ์ของวัดไปคืน แล้วกลับเข้าสู่กรุงเทพฯ ด้วยความเหนื่อยอ่อน.
พ่อมึงเป็นอย่างไร มึงก็เป็นอย่างนั้น หวังลมๆแล้งๆอยู่กับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ กูรู้ กูเห็นมาหมดนั่นล่ะ กูนึกว่ากูหนีพ้นเชื้อแถวแนวนี้มาได้แล้ว ไม่คิดว่ามันยังติดตามมาถึงลูกถึงหลาน. ทำไมมึงต้องไปเรียนเอาสิ่งชั่วๆจากพ่อมึงมาด้วย เป็นคนเกียจคร้าน ไม่รู้จักทำมาหากิน มีแต่คอยเกาะ คอยอาศัยคนอื่น ถ้ากูเป็นเศรษฐีกูจะไม่ว่าเลยสักคำ แต่นี่กูก็แก่แล้ว ไม่มีเรี่ยวแรงหากินแล้ว หรือมึงจะให้กูไปหาขายก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงมึงอีก ทำไมมึงไม่รู้จักคิดเหมือนอย่างลูกชาวบ้านชาวเมืองเขาบ้าง เรียนจบแล้วก็ก้มหน้าทำมาหากินรอวันตายเท่านั้น ไม่ต้องมาดิ้นรนอยากเป็นผู้วิเศษเลิศบ้านเลิศเมืองเหมือนอย่างมึงหรือเชื้อแถวพ่อมึง พ่อมึงก็บ้าจะเป็นพระพุทธเจ้ามาหนหนึ่งแล้ว มึงยังจะมาบ้าเหมือนมันอีก มารดาด่าบุตรที่ไม่รู้จักโตของตนด้วยความน้อยใจ.
แม่ครับ การที่แม่เห็นพฤติกรรมของผมคล้ายกับที่พ่อเคยทำมาก่อนแล้ว ด่วนสรุปว่าผมจะล้มเหลวเหมือนกันกับที่พ่อเป็นมาแล้วนั้นมันไม่ควร เพราะพ่อก็คิดอย่างหนึ่ง ผมก็คิดอย่างหนึ่ง การที่ทำคล้ายกัน ไม่ได้เป็นเครื่องแสดงว่าต้องเหมือนกันทุกอย่าง เรื่องบางเรื่องที่แม่ไม่รู้ไม่เห็นก็มีอยู่มาก เพราะอย่างนั้นจึงไม่ควรจะดูหมิ่นลูกของตนว่าต่ำต้อย การดูหมิ่นตนเองนั้นเป็นสิ่งไม่ควร หากแม่จะลองพิจารณาหาข้อที่ผมทำต่างไปจากพ่อบ้าง แม่ก็คงจะไม่ว่าอย่างนี้ เพราะผมไม่ได้ทำอย่างพ่อทุกอย่าง เพราะผมรู้ว่า หากผมมีแฟน มีภรรยาในสภาพอย่างนี้ ผมก็จะมีทางเดินเหมือนอย่างที่พ่อเคยเป็นมาแล้ว ก็เพราะผมรู้ว่าตนเป็นคนเกียจคร้าน ไม่ทำมาหากินตามแบบที่ลูกชาวบ้านเขาคิดทำกัน ผมรู้ว่าตนจะลำบาก ผมจึงพยายามจะไม่ดึงใครให้มาลำบากด้วย แม่ยังมีลูกเหลืออีก ๓คนซึ่งก็พอจะหาเลี้ยงแม่ได้อยู่ หากแม่ไม่ทะยานอยากได้เกินพอดีเพื่อโอ้อวดชาวบ้าน แม่ก็ไม่ควรจะเดือดร้อน สำหรับตัวผมนั้น หากหมู่ญาติเลี้ยงไม่ได้ พากันคิดว่าผมเป็นภาระเป็นกาฝาก เป็นตัวน่ารังเกียจ ผมก็จะหนีเร่ร่อนไปหากินอยู่กับวัด เพราะที่ผมต้องการก็เพียงแค่อาหารพอเลี้ยงชีวิตตนเองให้ตั้งอยู่ พอให้ได้ทำความเพียร หากผมลำบากก็ให้ผมลำบากคนเดียว หากผมต้องสบายก็ขอให้สบายได้ทั่วถึงกันทุกคน ไม่ใช่สบายแต่ตนเอง หรือเฉพาะหมู่ญาติของตน ผมไม่คิดที่จะลำเอียงเข้าข้างใคร หากประพฤติไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นหน้าอินทร์ หน้าพรหม หรือใครหน้าไหน ผมก็จะตำหนิ เหมือนอย่างที่ผมตำหนิแม่อยู่ในเวลานี้แหละ เทพโต้ตอบมารดา.
เมื่อรู้สึกว่าการอยู่กับมารดาของตนทำให้มารดารู้สึกเป็นทุกข์มาก เทพจึงแสดงธรรมให้มารดาได้เห็นว่า การที่บุตรมาอยู่ด้วย กับบุตรห่างออกไปลำบากนั้น อย่างไหนแม่จะทุกข์กว่ากัน เทพจึงหนีออกจากบ้าน มุ่งตรงไปหาอโสกะ น้องชายผู้ปวารณาไว้แล้วว่า ผมจะเลี้ยงพี่ไปจนกว่าพี่จะทำงานเสร็จ ไม่ว่าจะนานเท่าใดก็ตาม เกรงแต่ว่าพี่จะกังวลจนไม่อาจทนอยู่เฉยรับการเลี้ยงดูจากผมได้ ผมไม่อยากให้พี่กังวลกับสิ่งใด พี่อยากทำอะไรก็ได้ เต็มที่เลยครับ ผมพร้อมจะตาม
๑ปีหลังจากเทพเรียนจบ อโสกะก็จบการศึกษาไปเป็นเภสัชกรประจำโรงพยาบาลในอำเภออันเป็นบ้านเกิดของวัณณอุตมะ เมื่อเทพระลึกถึงน้องชายแล้วจึงติดตามไปอาศัยอยู่กับน้องชายของตน วันหนึ่งๆก็มีเพียงเพ่งธรรม พิจารณาธรรม อยู่อย่างนั้น น้องชายก็อุปัฏฐากดูแลเรื่องอาหารและทรัพย์ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นต้องใช้ทุกอย่าง.
เมื่ออาศัยอยู่กับน้องชายได้เดือนเดียว จิตไม่เคยล่วงล้ำเข้าแม้แต่เขตของขณิกสมาธิเลยแม้แต่น้อย เพราะเทพเด็กน้อยเป็นผู้มากไปด้วยการใคร่ครวญ การพิจารณา เขารู้สึกว่าจิตของตนไม่เจริญพอที่จะนั่งกินนอนกินอาหารที่น้องชายน้อมนำเข้ามาด้วยความเคารพ จึงบอกน้องชายว่าจะหลีกไปหาน้าชายที่อำเภออันเป็นบ้านเกิดซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน หากทำได้สำเร็จแล้วจะกลับมารับ.
เทพไปอาศัยสวนมะขามของน้าชายเป็นที่เพ่งธรรมต่ออีก๓เดือน จิตก็ยังคงไม่สงบเป็นสมาธิ ความใคร่ครวญก็ยังคงพลุกพล่านอยู่ เทพจึงเดินทางกลับไปอยู่กับน้องชายอีกกึ่งเดือน แล้วกลับไปเยี่ยมมารดาที่เมืองหลวง อยู่กับมารดาอีก ในโอกาสนี้เองที่เทพได้ตามข่าวนักรบแห่งแสงสว่าง สุวลัย ผู้จุดประกายเรื่องโลกาวินาศและพระผู้กู้โลกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง.
27.สุวลัย นักรบแห่งแสงสว่าง
วชิรขันธะผู้สหายได้อ่านหนังสือเล่มแรกของสุวลัยแล้วก็รู้สึกว่า สุวลัยกำลังจัดองค์กรคล้ายอย่างที่เขาและเทพเคยพยายามกระทำ แต่สุวลัยทำออกมาได้มีกำลังรูปแบบปรากฏชัดเจนมากกว่า ทำให้วชิรขันธะปรึกษากับเทพว่าจะเข้าไปหาสุวลัยเพื่อปรึกษาประสานงานกันดู แต่เทพห้ามปรามไว้ว่า
พวกเราเป็นเด็ก หากเข้าไปหาเขา เขาก็จะไม่เคารพธรรมของพวกเรา เขาก็จะมองเราด้วยสายตาเดียวกับที่เขามองศิษย์ของเขา มีธรรมหลายอย่างที่เขายังไม่ได้รู้ แม้สิ่งที่พี่จะทำมันก็ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่เขาทำอยู่ เพราะโครงการของพี่มันลึกซึ้งกว้างไกลกว่านั้น. พี่ไม่อยากให้วิชได้รับคำดูหมิ่นจากคนที่ตนศรัทธาว่าน่าจะรู้จักเราแต่กลับไม่รู้ นั่นไม่สมควรกับวิชเลย คุณค่าของวิชมีมากกว่าที่สุวลัยจะเล็งเห็นได้มากมายนัก วชิรขันธะเชื่อตามคำของเทพจึงล้มเลิกความคิดว่าจะเข้าไปพบสุวลัยในเวลาต่อมา.
เทพเองก็เริ่มส่ายตาหาว่า จะมีใครไหมที่กล้าแสดงตนอย่างที่สุวลัยกระทำ เทพตามดูหนังสือที่วางขายอยู่ตามร้านหนังสือแล้วก็รู้ว่า มีเพียง๒๓คนเท่านั้น แต่พวกที่เก็บตัวเงียบงำเหมือนอย่างเทพนั้นยังมีอยู่อีกหลายร้อย ความสงสัยเรื่องธรรมิกราชโพธิสัตว์ ทำให้เทพเกิดอยากรู้ แต่ก็ไม่ได้อยากรู้มากมายอะไร เพราะถึงใครจะปฏิญาณตนเป็นผู้มีบุญอย่างไรก็ตาม เทพก็ยังจะไม่ถือตาม จนกว่าผลสำเร็จจะปรากฏแน่ชัดแล้วเท่านั้นว่าใครเป็นใคร เทพจึงจะหยุดความเพียร.
28.ปุณณะ จันทกะ, อริยะแห่งด่านซ้าย
อาศัยความรู้ที่เพิ่มขึ้นเรื่องธรรมิกราชโพธิสัตว์กับพระมหาเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ ที่สุวลัยแสดงไว้ ทำให้เทพก็อยากรู้ว่า หากตนคือธรรมิกราช แล้วใครจะเป็นมหาเถระให้ตน เทพแผ่ใจพิจารณาพระภิกษุที่มีชื่อเสียงทั้งหลายในประเทศไทยก็ไม่ได้ความพึงพอใจว่า จะมีภิกษุรูปใดมีภูมิธรรมพอแก่การเป็นสังฆราช เป็นไปได้มากที่สุวลัยจะเป็นธรรมิกราชโพธิสัตว์ เพราะสุวลัยค้นหาพระมหาเถระของตนได้แล้ว แต่เทพกลับยังหาไม่ได้.
ทินนะได้รู้จักกับภิกษุผู้เฒ่ารูปหนึ่ง นามว่า มหาพันธ์แห่งด่านซ้าย ซึ่งทินนะชอบใจ นำมาเล่าให้เทพฟัง แต่ทินนะก็ได้รู้จักกับหลวงปู่ก่อนที่หลวงปู่จะมรณภาพไม่กี่วันเท่านั้น ภายหลัง ทินนะได้ไปยังวัดของหลวงปู่มหาพันธ์ที่ด่านซ้าย แล้วได้รู้ว่าที่ด่านซ้ายยังมีพระอรหันต์ลูกศิษย์หลวงปู่เหลืออยู่องค์หนึ่ง ทินนะเรียกว่า แม่ชีน้อย
เทพได้ยินข่าวแม่ชีน้อยจากทินนะแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกชื่นชมยินดีแต่อย่างใด ในภายหลัง ทินนะก็ได้นำเรื่องของภิกษุหนุ่มนามว่า บุญ มาเล่าให้เทพฟังอีกว่า อาจารย์บุญมีธรรมไม่ต่ำทราม มีอัธยาศัยดี มีหน้าตาและท่าทางคล้ายๆกับเทพเลย ทินนะได้เห็นแล้วก็ระลึกถึงเทพผู้เป็นสหาย อยากให้เทพได้เห็น แต่ก็แล้วแต่ความชอบใจของเทพ.
เทพลองค้นหาว่า ภิกษุสายหลวงปู่มั่นจะมีใครที่มีกรรมเก่าเกี่ยวเนื่องกับเทพพอที่จะเป็นอาจารย์ของเทพได้หรือไม่ เพราะเทพรู้ว่าตนเป็นคนดื้อ อัธยาศัยแปรปรวน ยากที่จะหาอาจารย์ได้ เพราะเขาเป็นคนเอาแต่ใจตน คนที่สอนเขาได้ก็คือคนที่ยอมตามเขา แต่แล้ว เทพก็ได้รู้ว่า ภิกษุสายหลวงปู่มั่นไม่ใช่ญาติสนิทของตนในอดีต เทพจึงนึกถึงวัดป่าหัวนายูงของหลวงปู่มหาพันธ์ คิดว่าจะไปลองดู.
เทพติดตามทินนะไปยังด่านซ้าย ได้พบกับพระอาจารย์บุญ ไม่ว่าใครที่ไปวัด หากอธิษฐานว่าจะไปหา อาจารย์บุญก็จะออกมานั่งรอรับแขกอยู่เสมอ แม้เทพเองก็ได้ทดลองดู ก็เห็นว่า อาจารย์บุญมานั่งรออยู่ใต้ต้นขนุน แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าวิเศษอะไรเลย ไม่ได้แสดงธรรมดักใจใคร พูดขึ้นมาก็พูดได้แต่นั่งกรรมฐาน.
กรรมฐานของอาจารย์บุญนั้นต้องได้นั่งหลังขดหลังแข็งจึงจะได้รู้ อาจารย์บุญเรียกว่าเป็นกรรมฐานหัวตอด้วยความภาคภูมิใจ. หากใครอยากเรียนกรรมฐานหัวตอ อาจารย์บุญก็ถึงจะสอน ถ้ารังเกียจว่า กรรมฐานหัวตอ มันไม่เท่ห์ มันดูไม่ฉลาด ก็จะไม่บังคับสอนกัน นั่นแล้วแต่ความชอบใจ.
พระอาจารย์บุญนั่งอยู่บนม้าหินขัด ทินนะและเทพนั่งพับเพียบราบพื้น ทินนะมักจะกระตุ้นเทพว่า ถามสิ ถามสิ อยากรู้อะไรก็ถามเลย แต่เทพก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะรู้อะไร เพราะเขาคิดว่า เมื่อเขานั่งได้แล้วเขาก็รู้ได้เหมือนกัน ถามไปก็เท่านั้น ทำให้เสียพลังงานไปเปล่าๆ.
ทินนะบอกกับอาจารย์บุญว่า เพื่อนผมมันอยากเป็นพระพุทธเจ้า
อือ ก็ดีนี่ เป็นพระพุทธเจ้านี่เป็นคนดัง ถ้าอยากดังก็ต้องอยากเป็นพระพุทธเจ้า อาจารย์บุญกล่าว เทพรู้สึกขัดเคืองเพราะจิตกระทบกระทั่งกับถ้อยคำของอาจารย์บุญ เทพคิดไปว่า อาจารย์บุญหาว่าเราตัณหาหนาจัด. นั่นเลย คนมีจิตชั่ว มันก็คิดชั่ว กระทบกระทั่งไปทั่ว ถือตัวว่าตนเป็นพระโพธิสัตว์แล้วคิดแต่ว่าตนเลิศ ตนเก่ง ก็สมควรแล้วที่ต้องระคายใจเพราะความเก่งของตน.
เทพลองยกคำถามขึ้นถามอาจารย์บุญว่า หลวงพี่ครับ ที่เขาเล่าลือกันเรื่องพระธรรมิกราชโพธิสัตว์นี่ มันมีจริงหรือครับ แล้วตอนนี้พระธรรมิกราชาที่เขาว่ากันนั้นอยู่ที่ไหน อาจารย์บุญตอบเหมือนไม่อยากจะพูดถึงว่า ก็ทุกคนที่ปฏิบัติธรรมนั่นล่ะที่เป็นธรรมิกราชา ใครปฏิบัติธรรม คนนั้นก็เป็น
ผมหมายถึงธรรมิกราชาที่เป็นผู้นำน่ะครับ ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน
นั่งอยู่นี่ล่ะมั้ง อาจารย์บุญหัวเราะแล้วก็นิ่งเฉยไม่ใส่ใจ
เทพเห็นอาจารย์บุญแสดงอาการเหมือนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ จึงคิดว่า สงสัยอาจารย์บุญล้อเราเล่น เพราะดักใจเรา รู้ว่าเราคิดว่าตนเป็นธรรมิกราชโพธิสัตว์ ก็เลยยกให้เราเป็น ให้มันสมใจเราเสีย เราจะได้ไม่ต้องถามเรื่องนี้อีก. หรือถ้าอาจารย์บุญพูดความจริง ก็คงจะหมายถึงตัวอาจารย์บุญนั่นล่ะที่เป็นธรรมิกราชา เพราะอาจารย์บุญมีธรรมสูงกว่าเรามาก. เด็กน้อยคิดใคร่ครวญ.
ทินนะเล่าให้ฟังว่า อาจารย์บุญติดตามมาหาหลวงปู่ตั้งแต่สมัยอาจารย์บุญเป็นเณร. ในบรรดาลูกศิษย์หลวงปู่ แม่ชีน้อยนั่งกรรมฐานได้ดีที่สุด และนั่งจนไม่มีอะไรจะทำมาตั้งแต่ตอนที่ท่านอายุไม่เกิน๒๒ปี. ส่วนอาจารย์บุญนั้น แรกๆก็นั่งทนดี นั่งแข่งกับแม่ชีน้อยเป็นสองสามวัน แต่พอหลวงปู่สอบอารมณ์ กลับไม่มีอะไรจะเล่าให้หลวงปู่ฟังเหมือนอย่างแม่ชีน้อย เพราะนั่งแบบไม่รู้อะไร ดีอยู่ก็แต่ว่านั่งทนเท่านั้น แม้อย่างนั้นหลวงปู่ก็กล่าวชมต่อหน้าผู้คนทั้งหลายเสมอมาว่า หม่อมบุญนี้นั่งกรรมฐานดี นั่งสวย.
ในภายหลัง เมื่ออาจารย์บุญบวชเป็นภิกษุแล้ว ท่านก็นั่งได้เห็นรูปเห็นนาม ถึงได้รู้ว่า อ๋อ อย่างนี้นี่เอง การนั่งกรรมฐาน. พอเห็นรูปนามแล้ว มันถึงมีอารมณ์มาให้สอบ ให้พูด ให้ถาม แล้วหลวงปู่ถึงจะแก้อารมณ์ให้. ก่อนมรณภาพ หลวงปู่สั่งอาจารย์บุญไว้ว่า ห้ามหนีจากวัดแห่งนี้ ต่อไปในอนาคตอาจารย์บุญจะเป็นพระชื่อดัง ดังยิ่งกว่าพระที่เขาว่าดังๆกันทุกรูปที่ผ่านมานั้นอีก คนจำนวนมากจะมาหาอาจารย์บุญ หลวงปู่ก็เลยให้สร้างห้องนั่งกรรมฐานไว้ใต้ฐานโบสถ์ ทั้งๆที่ไม่เห็นจะมีใครมาวัดมากมายนัก ตั้งแต่สร้างมาก็ไม่เห็นได้ใช้ แต่ได้ยินว่า สร้างไว้ให้เป็นที่อาศัยของคนในช่วงก่อนยุคสามร่มโพธิ์ศรี.
ทินนะเล่าต่อไปว่า ไอ้ที่ว่าโลกาวินาศปี ค.ศ.๒๐๐๐นั้น ทินนะเองก็ลองเลียบเคียงถามแม่ชีน้อยอยู่เหมือนกัน แต่แม่ชีน้อยก็ไม่พูดถึง มีแต่บอกให้นั่งกรรมฐาน ให้ไปนั่งเอง ให้รู้เอง ไม่ต้องมายืมหูยืมตาของใคร. แม้จะอย่างนั้น บางครั้งเมื่อแม่ชีเหลืองถูกทินนะรบเร้าบ่อยๆเข้าก็เล่าสั้นๆว่า ถ้ามันไม่เกิดปีนี้ มันก็จะเลื่อนไปอีกประมาณ ๑๐ปี มันต้องเกิดแน่ๆ แต่ระบุเวลาที่แน่นอนไม่ได้ ส่วนว่ามันจะรุนแรงแค่ไหนนั้น ไม่ควรฟัง ไม่ควรรู้ เพราะถ้ารู้แล้วจะนั่งกรรมฐานไม่ลง(แม่ชีน้อยได้นามอีกอย่างหนึ่งว่าชีเหลือง เพราะตั้งแต่จบเรื่องที่ต้องทำแล้ว หลวงปู่มหาพันธ์ก็ให้ท่านนุ่งชุดชีสีเหลืองเพื่อเตือนสติแก่คนที่ได้พบเห็นว่า ให้ระวังจิตตนให้ดีๆในการนึกคิดตัดสินแม่ชีรูปนี้).
สำหรับความรู้สึกคุ้นเคยกันที่ทินนะมีต่อพระอาจารย์บุญ ต่อแม่ชีเหลืองกับภิกษุและแม่ชีบางรูปนั้น ทินนะเลียบเคียงถามจากแม่ชีโสม(ทินนะมักจะเรียกว่าแม่ชีขาว) ได้ยินมาว่า ในอดีตแม่ชีเหลืองเป็นแม่ พระอาจารย์บุญเป็นพี่ชายของทินนะ บ้านเมืองเดิมอยู่พิมาย เป็นตระกูลกษัตริย์ของเมืองพิมาย.
เทพทดลองไปมาหาสู่อาจารย์บุญอยู่สองสามหนจึงตัดสินใจว่าเมื่อบวชแล้วจะมาอยู่ศึกษาอาจารย์บุญดูอีกทีว่า พอจะเป็นอาจารย์ของเทพได้ไหม หากสามารถเป็นได้เทพจึงจะมากราบให้เป็นอาจารย์ในภายหลัง.
ที่เทพต้องได้เลือกเฟ้นผู้ที่เป็นอาจารย์ของตนเองนั้นก็เพราะว่า เขารู้สึกได้อยู่ว่า ในอนาคต ตัวเขาจะมีบริวารมาก และเขาจะยกศรัทธาทั้งหมดให้แก่ผู้เป็นอาจารย์ของตน เพื่อให้อาจารย์เป็นผู้นำ หากเลือกอาจารย์ได้ไม่ถูกต้องแล้ว ผู้เป็นอาจารย์ก็จะนำพาบริวารที่เขาพามานั้นไปไม่ตรงหนทาง หรือว่าพาไปอย่างเชื่องช้าเพราะความประมาท. ทางที่เขาประสงค์ให้พาบริวารของเขาไปคือ พระนิพพาน.
29.บวชครั้งที่ ๒ เป็นภิกษุนักเที่ยว
ในขณะที่คนจำนวนมากไม่พากันเป็นบ้าเรื่องโลกาวินาศนั้น เทพและสิริสีหะ สองสหายกลับรู้สึกร้อนรน ต้องได้หาทางบวชเพื่อเร่งฝึกกรรมฐาน ค