View Full Version : คุณคิดว่า "ทฤษฎีควาร์ก" นิวเคลียฟิสิกส์ ทฤษฎีสัมพันภาพ มันเกี่ยวกับ พุทธศาสนาใหม
Kamen rider
06-10-2004, 02:49 PM
"3 อเมริกัน" กับ "ทฤษฎีควาร์ก" คว้าโนเบลฟิสิกส์
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?s=&threadid=502
จากที่ผมไปเจอมา สรุปได้หรือไม่ว่า สิ่งที่นักวิทยาศาสต์ ค้นพบ จากอดีต จนถึง ปัจจุบัน และ ไปถึงอนาคต เขากำลัง ก้าวเข้าสู่ ความจริงของธรรมชาติ ความจริง ที่พระพุทธองค์ค้นพบ จะบอกได้ใหมว่า
วิทยาศาสตร์ กำลัง จะเชื่อมกับ พุทธศาสตร์
วิทยาศาสตร์ ก็ คือ พุทธศาสตร์ นั่นแหละ ตัวเดียวกัน
ตะวันตก มัน มี 2 สิ่ง
1.ความเชื่อดั้งเดิมของเขา ซึ่งเชื่อล้วนๆ
2.หลักทาง วิทยาศาสตร์ ที่ต้องพิสูจน์
2 อย่าง มันขัดแย้งกันเอง นะครับ ปลงใจเชื่อไปเลย ไม่พิสูจณ์ ก็ไม่ได้ เพราะ หลักทางวิทยาศาสตร์ มันค้ำคออยู่ มันต้องพิสูจน์ เมื่อ พิสูจน์ไป จะค้นพบ ว่า คำตอบ ทั้งหมด อยุ่ที่ พุทธศาสตร์
แล้วคุณ คิดว่า....
คุณคิดว่า "ทฤษฎีควาร์ก" นิวเคลียฟิสิกส์ ทฤษฎีสัมพันภาพ มันเกี่ยวกับ พุทธศาสนาใหม ครับ
zipper
06-10-2004, 03:05 PM
มีใครพอรู้เรื่อง mataphysic มั่งคับเรารู้แค่ว่าเป็นอภิปรัช_า ข้อมูลที่หามาได้ก็แค่
-----------------------------------------------------------------------------------------------
อภิปรัช_า (Metaphysic) สาขาหนึ่งของปรัช_าที่ว่าด้วยเรื่องความจริงแท้
อภิปรัช_าสนใจที่จะแสวงหาความจริงแท้ (Reality) ที่เป็นเรื่องเกินเลยไปจากประสบการณ์ธรรมดา เช่น โลกนี้คืออะไร? มนุษย์มีจิตหรือไม่? เวลาคืออะไร? ความเป็นสาเหตุคืออะไร? เป็นต้น
ตั้งแต่มนุษย์คือกำเนิดขึ้นมาบนโลก ดูเหมือนว่าความจริงแท้จะเป็นสิ่งที่มนุษย์พยายามแสวงหามาตลอด แม้ว่าตลอดหลายพันปีที่ผ่านมามนุษย์จะไม่เคยพบสิ่งนั้นเลยก็ตาม จนในปัจจุบันมีบางคนตั้งคำถามว่า ความจริงแท้มีจริงหรือ? แม้ว่าคำถามนี้จะตอบได้ไม่ง่ายนัก แต่บางครั้ง ความจริงแท้ นั้น เป็นสิ่งที่ไม่สำคั_เลยถ้าเทียบกับ เสน่ห์ของการแสวงหาความจริงแท้ มิใช่หรือ?.
------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝรั่งเป็นต้นกำเนิดอภิปรัช_าแต่เนื้อหาดูแล้วคล้ายๆกับพุทธศาสนาเลย(หรือเปล่า? จากการที่รีบด่วนสรุปนะ)
แม่นแล้วคุณKamen rider นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งและละเอียดอ่อนจริงๆจะ(กำลัง)ค้นพบความจริงข้อนี้ว่า เค้ากำลังไล่ตามสิ่งที่พุทธศาสนาค้นพบมาก่อนแล้วตั้ง2500กว่าปี
:D
WebSnow
07-10-2004, 05:17 AM
สังเกตุนะว่า ทฤษฏีที่ว่ามา ก็ค้นคว้าและเรียนรู้ธรรมชาติ ในขนาดที่เล็กลงไปเรื่อยๆ ค้นคว้าไปก็เพื่อเอาความรู้มาพัฒนาชีวิต การค้นคว้าอนุภาคและการทำงานของของเล็กๆก็สามารถเอามาขยายส่วนอธิบายจักวารได้
ทางพุทธศาสนาก็มีการค้นคว้าเรื่องเล็กๆ แต่ทางพุทธพบเล็กมากกว่าเรื่องอนุภาคต่างๆในปัจจุบันที่คนพบ ของพุทธเห็นเล็กจนไปถึงผี จิต วิ__าณ โลกในอีกมิติ สวรรค์นรก อนันตจักรวาล
ทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังไม่เคยเจอหรือทดลองโลกสวรรค์หรือผีหรือสิ่งมีชีวิตต่างมิติได้สำเร็จ
ทางพุทธเราไปไกลกว่ามากๆๆๆๆๆๆๆๆ
กระเจียว
07-10-2004, 04:28 PM
กระเจียวคิดว่า
ยิ่งคิดอยากจะสร้างยานไปที่ไกลๆในห้วงจักรวาล ยิ่งรู้สึกว่างเปล่าโดดเดี่ยวมากขึ้นเท่านั้น
แต่ถ้านาซ่าหันมานั่งสมาธิใช้จิตสำรวจ เงินทองไม่รั่วไหลไปไหน จิตใจคงดีงามไม่ีต้องไปรบกับใคร
ตอนนี้ หากมีนักวิทยาศาสตร์กำลังส่องกล้องออกไปเพื่อหาจุดที่ไกลที่สุดในอวกาศเท่าที่เขาจะมองเห็น
แต่เขาหารู้ไม่ ว่าจุดที่ไกลที่สุด ก็คือ ดวงตาของเขาเอง
ข้อความข้างบนเป็นปริศนาธรรมได้นะ
นายฉิม
12-10-2004, 07:27 AM
ศาสนาพุทธดีที่สุดชัวร์ว่างั้น
zcracher
11-12-2006, 10:35 PM
มันจะเป็นอย่างไรต่อไป ?
FATAL_FRAME
03-02-2007, 07:34 AM
การค้นพบ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ การออกไปค้นหา สิ่งที่อยู่ภายนอก
แต่ เป็นการ ค้นหาสิ่งที่อยู่ในตัวเราเอง
ton344
04-02-2007, 11:01 AM
ปรากฏการณ์การค้นพบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นั้นพระพุทธศาสนาค้นพบก่อนในเรื่องของญาณที่ซ้อนทับลงตัวกับสนามเวลาที่รองรับดาราจักรทางช้างเผือกทั้งปรากฏการณ์ (มีคำอธิบายของวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า บทที่6 "สัมพันธภาพ และธรรมชาติของเอกภพ"ของหนังสือชื่อ Ralatvity for the laymam แปลโดยคุณ<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-comhttp://www.palungjit.com/board/ /><st1:PersonName w:st=สุวิทย์ ชวเดช</st1:PersonName> ของสำนักพิมพ์ต้นหมาก ปีพ.ศ.2517,2524)
พระพุทธศาสนาค้นพบจากการสำรวจและเผชิญหน้ากับประสบการณ์ที่วิทยาศาสตร์เรียกว่าคลื่นและอนุภาคหรือสัมพัทธภาพ โดยอนุภาคภายนอกนี้ทำปฏิกริยากับโลกแห่งจิตสรีระภายใน
<O:p
ในโลกแห่งวัตถุไม่มีโลกของจิตสรีระเข้ามาทำให้เกิดสมดุลย์ ดังนั้นโลกวัตถุจึงมีแต่โครงสร้างแต่ไม่มีสนามเวลา ขณะที่โลกแห่งจิตสรีระมีทั้งโครงสร้างและสนามเวลา
<O:p
<O:p
โลกที่ไม่มีสนามเวลาหรือโลกที่ไม่มีจิตสรีระเกี่ยวข้อง ก็คือโลกที่ไม่มีลำดับเหตุการณ์มีแต่วัตถุอย่างเดียวก็คือ สุญญกัป คือไม่มีจิตมาเป็นคู่สมมาตร<O:p
<O:p
หลักฐานปรากฏการณ์ทางพรพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับสนามเวลามีอยู่ชัดเจนในพุทธประวัติ เช่นคมภีร์ปฐมโพธิกถา โดยที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงกระทำไว้เป็นหลักฐานตั้งแต่พระองค์มีชันษา 7 ขวบ ครั้งที่นั่งประทับอยู่ใต้ร่มหว้า ทอดพระเนตรดูพระราชบิดาทำพิธีแลกนาขวัญ พระองค์ได้เกิดสมาธิญาณสมาบัติขึ้นด้วยกาi"ล็อคเวลา" ของร่มต้นหว้าที่ประทับอยู่ให้คงที่ไว้ ในขณะที่ร่มหว้าต้นอื่นๆได้เคลื่อนเงายาวไปตามเวลาที่ผ่านไป และสิ่งที่เกิดนี้เป็นเหตุสำคัญที่พระองค์ใช้เป็นเครื่องมือค้นพบพระอนุตรสัมมาโพธิญาณ<O:p
ถ้าจะให้ทฤษฎีเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาก็ได้ แล้วแต่มุมมองและการตีความ สำหรับผมแล้วทฤษฎีเหล่านั้นยังไม่สมบรูณ์ เพราะยังตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องแรงโน้มถ่วงไม่ได้ แต่ต่อให้ตอบคำถามได้ทุกอย่าง(ทางด้านวิทยาศาสตร์)แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ผมพ้นทุกข์ได้อยู่ดี ดังนั้นสำหรับผมแล้วศาสนาพุทธถูกต้องที่สุด(ถึงแม้ว่าผมเองยังไม่พ้นทุกข์ก็ตาม แต่ก็ทำให้ผมสามารถอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุรนทุราย)
GenerationXXX
09-03-2007, 01:06 AM
ถ้าจะให้ถูกจริงๆ คงต้องบอกว่าพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์เดียวกันอย่างแยกไม่ได้ เพราะโดยเนื้อแท้แล้วทุกสิ่งทุกอย่าง มีระบบมีเหตุและมีผลในตัวของมันเองทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งในที่จะปรากฎได้โดยไร้ซึ่งเหตุผล นั่นก็หมายความว่าสุดท้ายแล้วก็จะเรียกว่าวิทยาศาสตร์ก็คงไม่ผิด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าใจเหตุและผลของสิ่งต่างๆ ว่าจะถูกต้องตามความเป็นจริงขนาดไหน เพราะแม้แต่พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสไว้ว่า พระองค์เป็นเพียงผู้ค้นพบเท่านั้น ไม่ว่าจะพระพุทธเจ้าพระองค์ใดๆ ก็ตามก็ทรงตรัสเหมือนกันหมด ดังนั้นจะเห็นว่าหลักการ ทฤษฎีอะไรต่างที่ค้นพบก็คือสิ่งที่มีอยู่แล้ว และเคยเกิดขึ้นมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนนับไม่ได้ จนสุดท้ายบทสูงสุดของวิทยาศาสตร์ก็คือ เหตุและผลที่จะทำให้จิตของเราเข้าสู่พระนิพพานนั่นแหละ ที่จะเป็นจุดสุดท้ายที่มีวันจบ
JONGKON SIRISIN
11-03-2007, 02:50 PM
อนุภาคที่เล็กมาก ๆคือโมเลกุล ต่อมาวิทยาศาสตร์พบว่าโมเลกุลยังแยกย่อยได้เป็นอะตอม และอะตอมแยกย่อยได้อีกโดยหนึ่งอะตอมประกอบด้วยโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน
และปัจจุบันวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่าในหนึ่งโปรตอนประกอบไปด้วยควาร์ก โดยนักวิทยาศาสตร์พยายามหาตำแหน่งแห่งที่ของควาร์กในโปรตอน บางเวลาก็พบ บางเวลาก็ไม่พบ นั่นแสดงว่า ควาร์กไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ตลอดเวลา แต่มันมีการเกิดดับสลับกันไปตลอดเวลา ควาร์กก็คือความว่างเปล่านั่นเอง สอดคร้องกับคำสอนทางพุทธศาสนาเรื่องความไม่เที่ยง สรรพสิ่งเกิดมาจากความว่างเปล่าและก็มีการเกิดดับตลอดเวลา เหมือนหลอดไฟกระแสสลับที่มีการติดและดับตลอดเวลา แต่การติดและดับนั้นเกิดขึ้นเร็วจนสายตาของคนเราเห็นว่าไฟมันติดอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
yutkanlaya
15-08-2007, 12:52 PM
ถ้าเมื่อใด...มนุษย์ เข้าใจได้ว่า
สรรพสิ่ง เทหวัตถุใดๆ ในสากลจักรวาล ตั้งอยู่ในบน ช่องว่าง ความว่าง ผืนเดียวกันหมด
สรรพสิ่ง เทหวัตถุใดๆ ในสากลจักรวาล มีช่องว่าง ความว่าง อยู่ในทุกๆอณู อะตอม อิเล็กตรอน โปรตรอน นิวตรอนฯลฯ ในตัวเรา สัตว์ สิ่งของ ดาว ทุกสรรพสิ่ง ผืนเดียวกันหมดและเป็นหนึ่งเดียว คุณสมบัติหนึ่งเดียว อันเดียวกันหมด
และเมื่อนั้นมนุษย์ คงคิดค้นเจอ
วัตถุ มวลสาร พลังงานรูปใดๆ(E=M) ที่มีพฤติกรรม ดุจดั่ง ความว่าง ช่องว่าง อันเป็นผืนแผ่นเดียวกันของทั่วทุกอณู ทั่วมหาสากลจักรวาล และ
มนุษย์จะรับรู้ สัมผัส เห็น แจ้งใน ทุกสรรพสิ่ง ทุกที่ ทุกเวลา ทุกภพภูมิ ทุกความยาวคลื่น ทุกคลื่นความถี่ เพราะวัตถุ มวลสาร พลังงาน นั้นๆคือ ที่ตั้งของทุกสรรพสิ่ง
และตัวอย่างนั้นคือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมณโคดม
..เอวัง ด้วยประการฉะนี้..แล
(bb-flower (bb-flower (b-cap)
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.