PDA

View Full Version : ...เทศกาลกินเจ พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เรื่องน่ารู้ ภาพน่าดู......อึ๊ยเสียว


Kamen rider
06-10-2004, 09:59 AM
เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนกระทั่ง 9 ค่ำ เดือน 9 (เดือน 9 ของจีน ตรงกับเดือน 11 ของไทย) เราจะเห็นธงสีเหลือง

ปรากฏอยู่ทั่วไปตามร้านอาหาร สองข้างทางถนน นั่นคือสั__ลักษณ์บ่งบอกให้รู้ว่า เป็นช่วงเวลาของเทศกาล

กินเจ

ถ้าสังเกตดูให้ดีในแต่ละปีนั้น ความหนาตาของ ธงเจ ที่ปรากฏจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะ

ปัจจุบันที่เมื่อถึงเทศกาลกินเจ ก็มีอาหารเจให้ซื้อหาได้ง่ายขึ้น แถมยังมีรสชาติอร่อย ซึ่งก็อาจเป็นปัจจัยที่กระตุ้น

ให้ผู้คนหันมาสนใจการ "กินเจ" กันมากขึ้น



แต่ "เจ" นั้นมีที่มาอย่างไร การกินแบบไหนจึงจะเรียกว่า "กินเจ" หรือแค่เพียงไม่รับประทานอาหาร ที่มี

ส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ ถ้าเช่นนั้นการกินเจแตกต่างกันอย่างไรกับการกินมังสวิรัติ เราลองค้นหาความเชื่อ

ของเทศกาลอันศักดิ์สิทธิ์นี้ดีไหมครับ


---------------------------------------------------------

ที่มาของเทศกาลเจ

ความเชื่อถือกระแสหนึ่งของตำนานการกินเจนั้น เชื่อกันว่าเป็นการสักการะพระพุทธเจ้าในอดีต 7 พระองค์ และ

พระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า ดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ในพิธีกรรมนี้

สาธุชนจึงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต หันมาบำเพ็_ศีล โดยการตั้งปณิธานในการกินเจ งดเว้นอาหารคาว เพื่อ

จุดมุ่งหมาย 3 ประการ คือ



1. เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาบำรุงชีวิตของตน

2. เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเลือดของตน

3. เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเนื้อของตน



สำหรับเมืองไทยความเชื่อเรื่องการกินเจ เป็นไปในแนวทางของการละเว้นการเอาชีวิตของสัตว์ เพื่อเป็นการ

สักการะบูชาแก่ พระพุทธเจ้า และมหาโพธิสัตว์กวนอิม อาจเนื่องจากการแพร่หลายของกการละเว้นการกินเนื้อวัว

ในกลุ่มคนที่นับถือ "เจ้าแม่กวนอิม" การกินเจ จึงเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมเพื่อการสักการะ



ความหมายของ "เจ"

"เจ" ในภาษาจีนมีความหมายว่า "อุโบสถ" เป็นคำแปลทาง พุทธสาสนา นิกายมหายาน

การกินเจนั้นแต่เดิมหมายความถึง "การรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน" ตามแบบอย่างของพระพุทธศาสนา

เราจะเห็นตัวอย่างชาวพุทธรักษาอุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8 ด้วยการไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว

เช่นเดียวกับพระภิกษุ แต่สำหรับพุทธนิกายมหายานนั้น การรักษาอุโบสถศีลจะรวมถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์

ด้วย จึงนิยมเรียกการไม่กินเนื้อสัตว์ไปรวมกับการกินเจ จนถึงปัจจุบัน ผู้ที่รับประทานอาหารครบ 3 มื้อ แต่ไม่กิน

เนื้อสัตว์ ก็ยังคงเรียกว่า "กินเจ"



ความหมายของการกินเจ จึงหมายถึงการรักษาศีล ปฏิบัติธรรมทั้งกาย วาจา และใจ ไม่ใช่หมายความเพียงการไม่

รับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้น การปฏิบัติธรรมร่วมไปด้วยจึงจะครบเป็น "การถือศีล-กินเจ" อย่างแท้จริง

Kamen rider
06-10-2004, 10:00 AM
สมัยหนึ่งในประเทศจีน ชายคนหนึ่งเดินทางจากเมืองกลับมาเยี่ยม_าติในชนบท ด้วยความดีใจที่ไม่ได้พบกันนาน

_าติของเขาจึงสั่งให้ภรรยาเอาแม่ไก่ไปฆ่าทำอาหารมาเลี้ยงต้อนรับแก่เขา

แต่ทันทีที่ได้ยินดังนั้น ชายคนนั้นบังเกิดความสงสารในชีวิตของสัตว์ที่ต้องมาตายเพราะตนเป็นสาเหตุ เขาจึง

แสร้งพูดว่า
“ข้าพเจ้ากินเจ ไม่กินเนื้อสัตว์ ท่านอย่าฆ่าเลย”
เจ้าของบ้านจึงงดฆ่าไก่ แล้วจัดอาหารเจและผลไม้มาแทน ตลอดเวลา ๓ วันที่พักอยู่บ้าน_าติ ทั้งตัวเขาและ_าติ

ทุกคนเลยต้องทานอาหารเจตลอด



เช้าวันต่อมาเขาก็อำลากลับ แต่ทางเดินนั้นช่วงหนึ่งต้องอาศัยเรือข้ามฟาก

ขณะที่เขาก้าวลงเรือและกำลังนั่งรอเรือออก ทันใดนั้นเองมีชายชราผมขาวคนหนึ่งมายืนเรียกด้วยเสียงอันดังว่า

“หยุดก่อน!! บนเรือมีชายผู้หนึ่ง พูดโกหกหลอกคนอื่นให้เชื่อว่า เขาเป็นคนกินเจ อย่าให้เขาลงเรือไปด้วยอย่าง

เด็ดขาด”
ผู้โดยสารต่างพากันงุงงงและสอบถามกันว่า ใครกันนะ? ใครกัน? ชายคนนั้นทราบดีว่าหมายถึงตนเอง จึงเอ่ย

ขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สำนึกผิดว่า
“เป็นข้าพเจ้าเอง แต่เพราะไม่อยากให้แม่ไก่ตัวหนึ่งต้องถูกฆ่า ข้าพเจ้าจึงโกหกว่า ข้าพเจ้ากินเจ ”
ผู้โดยสารในเรือจึงผลักเขาขึ้นฝั่ง ไม่ยอมให้โดยสารไปด้วย เมื่อเขากลับขึ้นฝั่งแล้วมองหาคนชราผมขาวคนนั้นก็

ไม่พบ ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว จึงทรุดตัวลงนั่งมองไปที่เรือข้ามฟากที่กำลังแล่นออกไปกลางแม่น้ำ ไม่นานนัก

บังเกิดลมหมุนมาอย่างหนัก พายุฝนพัดกระหน่ำอย่างไม่ทันตั้งตัว เรือข้ามฟากลำนั้นเอียงไปเอียงมา คนในเรือ

ตกใจลุกขึ้นพร้อมกันทำให้เรือเสียการทรงตัวคว่ำลงกลางแม่น้ำ ผู้โดยสารจมน้ำตายหมดไม่มีใครรอด

เมื่อนั้นเอง เขาจึงได้รู้ว่า
“ช่วยแม่ไก่ให้รอดตาย ๑ ตัว จึงสามารถรอดพ้นจากเคราะห์กรรมในครั้งนี้ไปได้”

Kamen rider
06-10-2004, 10:00 AM
ประเพณีและพิธีกรรม กินเจ ในจังหวัดภูเก็ต

ประเพณีกินเจ (เจี๊ยะฉ่าย) ได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกที่หมู่บ้าน ไล่ทู (ในทู) ซึ่งเป็นหมู่บ้านกะทู้ ตำบลกะทู้ จังหวัด

ภูเก็ตในปัจจุบัน คนจีนกลุ่มหนึ่งได้อพยพเข้ามาทำเหมืองแร่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยรัชสมัยสมเด็จพระ

นารายณ์มหาราช) มีการค้าขายแร่ดีบุกกับปอร์ตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ เป็นต้น

ต่อมาได้มีคณะงิ้ว ที่ได้เดินทางมาจากประเทศจีนมาเปิดแสดงที่บ้านในทู คณะงิ้วนี้

สามารถแสดงอยู่ได้ตลอดปี เนื่องจากเศรษฐกิจของชาวในทู รวมถึงร้านค้า มีรายได้ดีมากในขณะนั้น จึง

สามารถอุดหนุนงิ้วคณะนี้ได้ตลอดปี หลังจากคณะงิ้วได้เปิดทำการแสดงอยู่ที่บ้านในทูระยะหนึ่ง ได้เกิดมี

การเจ็บป่วยเป็นไข้ และจากการเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้คณะงิ้ว นึกขึ้นได้ว่าพวกตนไม่ได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่าย

(กินผัก) ซึ่งเคยปฏิบัติกันมาทุกปีที่เมืองจีน จึงได้ปรึกษาหารือในหมู่คณะ และได้ตกลงกันประกอบพิธี

เจี๊ยะฉ่ายขึ้นที่โรงงิ้วนั่นเอง







ต่อมาโรคภัยไข้เจ็บก็หายไปหมดสิ้น รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บที่เคยเบียดเบียดชาวในทู ก็ลดลงด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ชาวในทูเป็นอันมาก จึงได้สอบถามจากคณะงิ้วและได้คำตอบว่าพวก

เขาได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายแบบย่อๆ เนื่องจากไม่มีผู้รู้และผู้ชำนา_ในการจัดประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายโดย

เพียงแต่สักการะบูชากราบไหว้ขอขมาโทษ ระลึกถึงกิ้วอ๋องเอี๋ยหรือ กิ้วอ๋องต่ายเต่หรือพระราชาธิราชทั้งเก้าพระองค์นั้นเอง

Kamen rider
06-10-2004, 10:01 AM
หลังจากชาวจีนในทูได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายได้ประมาณ 2-3 ปี โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ลดน้อยลงและ

หายไปในที่สุด ทำให้ชาวจีนที่มาอาศัยทำเหมืองแร่อยู่ตามดงตามป่ามีความเชื่อและศรัทธาเลื่อมใสมาก

ยิ่งขึ้น





ก่อนคณะงิ้วจะย้ายไปทำการแสดงที่อื่น คณะงิ้วได้มอบเทวรูป, เล่าเอี๋ย และอื่นๆ และได้ให้

คำแนะนำแก่ชาวจีนเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมโดยย่อๆ

ในครั้งนั้นด้วยในช่วงระยะที่ชาวจีนกำลังประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ที่ท่านผู้รู้ท่านหนึ่งซึ่งไม่

ปรากฏนามเคยอาศัยอยู่ที่มณฑลกังไส (กังไส คือ เจียงซี้ของประเทศจีนในปัจจุบัน) ได้เดินทางมา

ประกอบอาชีพในทู ได้เห็นการประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายของชาวจีนไม่ถูกต้องตามแบบฉบับของฉ้ายตึ้ง

(ศาลเจ้าในมณฑลกังไส) จึงได้แจ้งให้ชาวจีนในทูทราบว่าตนยินดีรับอาสาเดินทางกลับไปมณฑล

กังไสของประเทศจีน เพื่อไปเชี้ยเฮี้ยวโห้ย (อั_เชิ_ธูปไฟ) และองค์ประกอบสำหรับพิธี แต่ไม่

สามารถเดินทางไปได้เนื่องจากขาดทุนทรัพย์ ชาวจีนในทูจึงได้ร่วมมือร่วมใจกันรวบรวมทุนทรัพย์

ให้กับผู้รู้ท่านนี้ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปมณฑลกังไส








อีก 2-3 ปีต่อมา ในระหว่างที่ชาวจีนในทูประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายแบบย่อๆ จนถึงวันขึ้น 7 ค่ำ (วันเก้าโง้ยโฉ่ยฉีด) ตามปฏิทินจีน เวลากลางคืน เรือใบจากประเทศจีนได้เดินทางมาถึงหัวท่าบ่างเหลียว

(บางเหนียวในปัจจุบัน) ท่านผู้รู้ได้เดินทางกลับมากับเรือใบลำนี้ด้วยและได้ส่งคนมาแจ้งข่าวให้ชาว

จีนในทูทราบว่า บัดนี้ตนได้เดินทางกลับจากประเทศจีนมาถึงหัวท่าบางเหลียวพร้อมเชียเฮี้ยวเอี้ยน

(ผงธูป) มาด้วยแล้ว ขอให้คณะกรรมการกับผู้ที่ร่วมประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายไปต้อนรับที่หัวบ่างเหลียว

ในวันเก้าโง้ยโฉ่ยโป๊ยคือวันรุ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังได้นำแก้ง(บทสวดมนต์,คัมภีร์,ตำราต่างๆ

Kamen rider
06-10-2004, 10:02 AM
วันแห่งพิธีกรรมของการกินเจที่ภูเก็ต

กลางคืนวันที่หนึ่ง จะมีพิธียกเสา "โกเด้ง" ขึ้นที่หน้าศาลเจ้า หรืออ๊าม เพื่อใช้เป็นที่แขวนตะเกียงทั้ง 9 ดวง

และอั_เชิ_ดวงวิ__าณของยกอ๋องฮ่องเต้ หรือ พระอิศวร และ กิวอ๋องไตเต หรือ ราชาผู้เป็นให_่ทั้งเก้า

มาประทับ

เช้าวันรุ่งขึ้นมีการจุดธูปขนาดให_่ ตั้งเครื่องเซ่นและเผาไม้หอม เพื่อบูชาเจ้าประจำอ๊าม

Kamen rider
06-10-2004, 10:03 AM
หลังพิธีการกินเจ ผ่านไป 3 วัน จะถือว่าตัวเองมีความสะอาดแล้ว หรือเรียกว่า "เช้ง" ในตอนค่ำมีพิธีการเชิ_

เจ้าเข้าทรงอีก 2 องค์ คือ "ลำเต้า" เจ้าผู้สำรวจคนเกิด และ "ปักเต้า" เจ้าผู้สำรวจคนตาย และทำพิธี "ปั้งกุ้น"

หรือพิธีปล่อยพระ หรือการจัดทหารของเจ้าไปรักษาศาลเจ้าทั้ง 5 ทิศ เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย และภูตผีมา

ทำลายพิธี ความสนุกสนานเริ่มขึ้นตรงนี้ เมื่อการเชิ_ทหารเต็มไปด้วยร่างทรงของตัวละคร อาทิ เห้งเจีย

บู๊สง เป็นต้น

ในวันที่เจ็ด เริ่มพิธี บูชาดาว เพื่อขอความเป็นสิริมงคล รักษาโรคภัยไข้เจ็บ

Kamen rider
06-10-2004, 10:04 AM
สองวันสุดท้าย เป็นความตื่นเต้นท้าทาย เมื่อมีการจัดขบวนพิธีแห่อย่างมโหฬาร เพื่อนำเกี้ยวไปรับ

พระจำหลักที่สะพานหิน เป็นการระถึงวันที่ควันธูปจากมณฑลกังไสมาถึงภูเก็ต ในขบวนแห่จะมี

การแสดงอิทธิฤทธิ์ของม้าทรง หรือ คนทรงเจ้า ซึ่งส่วนให_่เป็นผู้ชาย จะเห็นภาพของการใช้ของ

มีคมต่างๆ ทิ่มแทงตามร่างกาย มีทั้งง้าว ลูกตุ้มเหล็กฟาดหน้าฟาดหลัง เอาขวานจามหลัง หรือเอา

เหล็กแหลมทิ่มแทงร่างกาย หรือแทงลิ้น จนกระทั่งเฉือนลิ้นตัวเองออกมา โดยท้าทรงเหล่านั้นอ้าง

ว่าไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ขณะเป็นร่างทรง ม้าทรงจะเดินเต้น ไปทั่วเมือง ชาวบ้านจะตั้งโต๊ะ

เครื่องเซ่นไหว้เพื่อให้เจ้าไปโปรดและมีการจุดประทัดตลอดเส้นทาง ทั้งเกาะปกคลุมด้วยควันธูป

และประทัด

Kamen rider
06-10-2004, 10:06 AM
นี่เป็นความสามารถเฉพาะตัวนะครับ ห้ามเลียนแบบ

แต่ผมสงสัยว่า ถ้าเก่งจริงๆ อย่าแทงแค่ตรงแก้ม เพราะมันนิ่มเกินไป

น่าจะแทงทะลุแขน แทงทะลุขา ให้ดู ถึงจะเชื่อว่าเป็นอภินิหารจริงๆ

Kamen rider
06-10-2004, 10:08 AM
วันที่เก้า จะมีพิธีศักดิ์สิทธิ์ คือ พิธี "โก๊ยโห้ย" หรือพิธีลุยไฟสะเดาะเคราะห์ ม้าทรง หรือเจ้าจะเดิน

ผ่านกองไฟ ที่มีถ่ายร้อนแดงเป็นระยะทางกว่า 2 ฟุต และตามด้วยผู้ที่ถือศีลกินเจที่มีความมั่นใจว่า

ตัวเองสะอาดแล้ว ก็สามารถร่วมลุยไฟได้ด้วยเช่นกัน ในตอนกลางคืนจะมีพิธีปีนบันไดมีด สูง

ประมาณ 12 เมตร และจบลงที่ยามดึกของคืนวันที่ 9 จะมีการแห่พระไปส่งทะเลบริเวณสะพานหิน

และนำเสาโกเต้งลงดับโคมไฟทั้ง 9 เป็นเสร็จพิธีกินเจที่ภูเก็ต

Kamen rider
06-10-2004, 10:09 AM
กินเจ ที่ภูเก็ต ออกไปในแนวสนุกสนาน ตื่นเต้น ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ แต่หลายคนที่

ไปดูด้วยตาตนเอง ยังพกความตื่นตาตื่นใจ เป็นประสบการณ์มาถึงปัจจุบัน และเป็นอีกหนึ่ง

วัฒนธรรมการกินเจอีกรูปแบบหนึ่ง



การปฏิบัติตัวในช่วงเทศกาลกินเจ

เมื่อตั้งมั่นที่จะปฏิบัติศีลและกินเจ ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืนนี้แล้ว ก็ควรจะศึกษาข้อห้ามต่างๆ ที่

บั__ัติไว้เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตัว โดยทั่วไปแล้วจะมีข้อปฏิบัติดังนี้

· งดเว้นเนื้อสัตว์ หรือทำอันตรายต่อสัตว์

· งด นม เนย หรือน้ำมันที่มาจากสัตว์

· งดอาหารรสจัด หมายถึง อาหารรสเผ็ดมาก เค็มมาก หวานมาก เปรี้ยวมาก

· งดผักกลิ่นฉุน 5 ชนิด คือ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ รวมทั้งเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน

· รักษาศีล 5

· รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์ให้คงที่

· ทำบุ_ ทำทาน บางคนที่เคร่งอาจนุ่งขาว ห่มขาว

สำหรับคนที่กินเจอย่างเคร่งครัด นอกจากจะ "ถือศีล-กินเจ" แล้วยังต้องเลือกผู้ปรุงอาหารเจที่กินเจ

ด้วย เพื่อให้ "อาหารเจ" นั้นบริสุทธิ์จริงๆ บางคนจะมีการคัดแยกภาชนะที่บรรจุอาหารหรือใช้

ปรุงอาหาร แยกจากที่ใช้ใส่อาหารที่มีเนื้อสัตว์อย่างเด็ดขาด และในบางแห่งอาจพบว่ามีการจุด

ตะเกียงเก้าดวง ไว้เป็นเวลา 9 วันตลอดระยะเวลาการกินเจ เพื่อเป็นการรำลึกถึงบุ_คุณพ่อแม่_าติ

พี่น้อง และเพื่อเป็นพุทธบูชา

Kamen rider
06-10-2004, 10:10 AM
อาหารเจ

ปัจจุบันมีการยอมรับกันโดยทั่วไปถึงคุณค่าของ "อาหารเจ" เนื่องจากการรับประทานพืชผักใน

ปริมาณที่มากกว่าปกติ งดเว้นเนื้อสัตว์ ทำให้กระเพาะได้พักจากภารกิจการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำ

ประจำอยู่ และได้รับวิตามินเข้าไปเสริมสร้าง ซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งได้โปรตีน

จากถั่วชนิดต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากโปรตีนที่เราได้รับจากเนื้อสัตว์ ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นช่วงที่ร่างกาย

ได้พักผ่อนจากการรับสารอาหารย่อยยากจากแหล่งอาหารต่างๆ รวมทั้งยังได้รับพลังใจจากการที่

ปฏิบัติตัวอยู่ในศีล ทำให้จิตใจอิ่มเอิบ เบาสบาย



หลายคนคิดว่า การรับประทานแต่อาหารเจจะทำให้เกิดโรคขาดอาหาร ทั้งที่สาเหตุสำคั_ของการ

เกิดโรคขาดอาหารนั้น มาจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกหลัก ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับผู้ที่

กินเนื้อสัตว์และกินเจ ซึ่งมีนิสัยการบริโภคที่ไม่คำนึงถึงคุณค่าของสารอาหารที่ได้รับ



คนที่กินเจอย่างถูกหลักก็จะได้รับอาหารที่มีคุณค่า มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างครบถ้วน

สมบูรณ์ การประกอบอาหารเจเพื่อรับประทานในช่วงนี้ จึงสามารถเลือกอาหารพวก ข้าวกล้อง

(ใช้แทนข้าวขาว) โปรตีนเกษตร (แทนเนื้อสัตว์) ผักสด เห็ดหอม ถั่วนานาพันธุ์ เต้าหู้ แป้งหมี่กึง

ทดแทน และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำเป็นอาหารชนิดต่างๆ

"เจ" กับมังสวิรัติ

อาหารมังสวิรัติ คือ อาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบเช่นเดียวกับอาหารเจ แต่หากเป็น

มังสวิรัตินั้น สามารถนำผักทุกชนิดมาประกอบอาหารได้ แต่อาหารเจ ต้องงดเว้นผักฉุน 5 ประเภท

(ดังที่กล่าวมาแล้ว) รวมทั้งของเสพติดทุกชนิด และยังคงต้องประพฤติศีลร่วมด้วย จึงจะเป็นการ

ถือศีล-กินเจ ที่แท้จริง ในขณะที่มังสวิรัติ หมายรวมถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้น



การกินเจ นอกจากจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างบุ_กุศลด้วยการละ เลิก เพื่อชีวิตแล้ว ในแง่

ของสุขภาพร่างกายก็พลอยได้รับประโยชน์ร่วมด้วย เพราะถือเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ร่างกายมีโอกาส

พักผ่อน จากการย่อยอาหารประเภทที่ย่อยยากทั้งหลาย

Kamen rider
06-10-2004, 10:12 AM
อยากดู เรามีอีก ม้าทรง ล้วนๆ จ้า
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?s=&threadid=307

อาจตกหล่นไปครับ มีอีกเพียบบบบบบ สาระ ล้วนๆๆๆๆๆๆๆๆ
http://www.thai-d.com/siam-china/

เมฆคล้อยอนิจจัง
06-10-2004, 10:47 AM
การถือศีลกินเจ
ด้วยจุดมุ่งหมาย 3 ประการ คือ



1. เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาบำรุงชีวิตของตน

2. เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเลือดของตน

3. เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเนื้อของตน



ความหมายของการกินเจ จึงหมายถึงการรักษาศีล ปฏิบัติธรรมทั้งกาย วาจา และใจ ไม่ใช่หมายความเพียงการไม่

รับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้น การปฏิบัติธรรมร่วมไปด้วยจึงจะครบเป็น "การถือศีล-กินเจ" อย่างแท้จริง
--------------------------------------------------------------------------------
เพียงเท่านี้จากที่คุณมดเอ็กนำมาให้อ่านก็ควรค่าแก่การนำมาปฏิบัติแล้ว
ม้าทรงไม่ต้อง อุบายอย่าเยอะนัก
เดี๋ยวหลง

Kamen rider
06-10-2004, 02:10 PM
<EMBED src="http://www.suttaworld.org/scripture/kgin/kgin12/kgin12.swf" loop=false menu=false quality=high bgcolor=#FEFEDA WIDTH=710 HEIGHT=484 TYPE="application/x-shockwave-flash" PLUGINSPAGE="http://www.macromedia.com/shockwave/download/index.cgi?P1_Prod_Version=ShockwaveFlash"></EMBED>

wannock
06-10-2004, 04:17 PM
ชอบภาพข้างบนสวยดีจัง

polary
06-10-2004, 05:46 PM
กินเจ ตลอดชีวิตได้ยิ่งดี

nirvana4485
24-09-2007, 12:45 AM
โมนทนาคับกินอยู่คับมังสวิรัติตลอดเลย

นายดอกบัว
24-09-2007, 02:40 AM
ไม่จำเป็นต้องกินเจ หรอก กินผักมากๆ งดเว้นพวกเนื้อสัตว์ถ้าทำได้
อายุจะยืน โรคภัยไข้เจ็บจะไม่มี กินเจมันมีกฎห้ามการกินพักบ้างชนิดเยอะไป
กินมังสวิรัติดีกว่า เนื้อสัตว์กินให้น้อยลง ถ้าไม่กินได้ยิ่งดี