rinnn
12-09-2006, 01:05 AM
<TBODY><TR><TD class=thead id=currentPost style="BORDER-RIGHT: 0px; BORDER-TOP: 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: 1px solid; BORDER-BOTTOM: 1px solid"></TD></TR><TR valign="top"><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: 1px solid; BORDER-TOP: 0px; BORDER-LEFT: 1px solid; BORDER-BOTTOM: 0px" width="175">
ตอน เข็นเบาๆหน่อย
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>ขโมยหน้ามืดคนหนึ่ง ย่องเข้ามาลักเรือใต้ถุนกุฏิของสมเด็จฯโต ขณะที่กำลังเข็นเหยงๆอยู่นั้น ท่านรู้พอดี จึงเปิดหน้าต่างสอนเขาว่า เข็นเบาๆหน่อยจ้ะ ถ้าดังไป พระท่านได้ยินเข้าท่านจะตีเอา เจ็บเปล่าจ้ะ เข็นเรือบนแห้ง เขาต้องเอาหมอนรองข้างท้ายให้โด่งก่อนจ้ะ ถึงจะกลิ้งสะดวกดี เรือก็ไม่ช้ำไม่รั่วจ้ะ
.......เจ้าหัวโขมยได้ยินทีแรก คงจะรู้สึกตกใจไปเหมือนกัน เพราะไม่คิดว่าเจ้าของจะรู้ แต่เมื่อได้ยินเจ้าของพูดออกดีอย่างนั้น จึงรู้สึกเกรงใจ เกิดความละอาย ไม่กล้าเข็นต่อ รีบวิ่งหนีไป
.......ในเมื่องเจ้าของทั้งรู้ทั้งพูดดีอย่างนี้ ถ้ายังบังอาจเข็นต่อไปอีกก็เลวเกินไปแล้ว เลวจริงๆด้วย</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน คอยลา
.......เนื่องจากสมเด็จฯโตท่านไม่ใคร่มีเวลาว่างในฐานะที่เป็นถึงสมเด็จฯ หน้าที่ความรับผิดชอบจึงสูงมาก อีกทั้งการเป็นเจ้าอาวาส (วัดระฆัง) ก็เป็นงานเบาเสียเมื่อไหร่ล่ะ
.......งานเทศน์ สวดมนต์ จนถึงงานก่อสร้าง บางปีท่านก็ออกเดินธุดงค์หาความสงบวิเวก ทำให้ท่านไม่ใคร่มีเวลาในการปกครองดูแลลูกวัด โดยเฉพาะงานเทศน์อันเป็ฯงานหลักของท่าน เมื่อชาวบ้านนิมนต์เป็นต้องไป ไม่ยอมขัดศรัทธาใครเลย
.......ดังนั้นท่านจึงมอบหน้าที่ในการปกครองดูแลพระเณรและเด็กวันให้กับพระครูปลัดรูปหนึ่ง ให้ทำหน้าที่แทน
.......ท่านได้กำชับลูกวัดว่า จะไปทำกิจธุระนอกวัด ให้บอกลาพระครูปลัดเสียก่อน
.......ตัวท่านเอง เป็นถึงสมเด็จและเป็นเจ้าอาวาสด้วย เวลาจะไปไหนมาไหนก็ต้องบอกลาพระครูปลัดเหมือนกัน เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ขนาดสมเด็จฯโตจะไปไหนยังต้องบอกลาก่อน แล้วองค์อื่นๆจะไปโดยพลการได้อย่างไร
.......วันหนึ่ง ท่านจะต้องไปในงานพระราชพิธีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ไปไม่ทันเวลา พอไปถึงก็ล่าช้ามากแล้ว เมื่อถูกพระเจ้าอยู่หัวตรัสถามถึงความล่าช้า
.......ท่านถวายพระพรว่า เพราะคอยลาพระครูปลัด ซึ่งจำวัดยังไม่ตื่น
ตอน พิจารณา
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>คราวหนึ่ง ที่บ้านของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุรียวงศ์ (ช่วง) มีการประชุมนักปราชญ์ บุคคลสำคัญหลายชาติ
.......สมเด็จเจ้าพระยะฯให้บ่าวไปอาราธนาสมเด็จฯโต ไปแสดงทัศนะที่ถูกที่ชอบ เกี่ยวกับการโลกการธรรม ให้ต่างชาติได้รู้ว่าชาวสยามของเราก็มีนักปราชญ์อยู่เหมือนกัน
.......สมเด็จฯโตกล่าวตอบบ่าวว่า ฉันยินดีแสดงนักในข้อนี้
.......บ่าวกลับไปกราบเรียนสมเด็จเจ้าพระยาฯว่า สมเด็จรับแสดงว่าในเรื่องให้รู้ความผิดถูกทั้งปวงได้
.......พอถึงกำหนด สมเด็จฯโตท่านก็ไปถึง
.......บรรดานักปราชญ์ต่างชาติ ยินยอมให้นักปราชญ์สยามแสดงทัศนะก่อน สมเด็จเจ้าพระยาฯ จึงได้อาราธนาสมเด็จฯโตขึ้นนั่งบัลลังก์แล้วนิมนต์ให้กล่าววาทะ
.......สมเด็จโตฯโต กล่าวเป็นปริศนาขึ้นว่า พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา.. พึมพำอย่างนั้นอยู่นาน
.......สมเด็จเจ้าพระยาฯ จึงลุกขึ้นจี้ตะโพกสมเด็จฯโต แล้วกระซิบเตือนว่า ขยายคำอื่นให้ได้ฟังบ้าง
.......สมเด็จฯโตเปล่งเสียงดังขึ้นอีก แต่พึมพำอยู่อย่างเดิมว่า พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา.. ท่านว่าอยู่นานทีเดียว
.......สมเด็จเจ้าพระยาฯ เห็นจะไม่ได้การจึงต้องลุกขึ้นมาจี้ตะโพกของท่านอีกครั้ง พร้อมกับกล่าวว่า ขยายคำอื่นให้เขาได้รู้บ้างซิ
.......สมเด็จฯโต ท่านตะโกนให้ดังยิ่งกว่าเดิมว่า พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา.. แต่คราวนี้ท่านอธิบายขยายความออกไปอีกว่า การมองโลกก็ดี การของชาติก็ดี การของศาสนาก็ดี กิจที่จะพึงกระทำต่างๆในโลกก็ดี กิจควรกระทำสำหรับข้างหน้าก็ดี กิจที่ควรทำให้สิ้นธุระทั้งปัจจุบันและข้างหน้าก็ดี สำเร็จกิจเรียบร้อยดีงามได้ ด้วยพิจารณาเป็นขั้นๆ พิจารณาเป็นเปราะๆเข้าไป ตั้งแต่หยาบๆ ปูนกลาง และชั้นสูงชั้นละเอียด พิจารณาให้ประณีต ละเอียดเข้า จนถึงที่สุดแห่งเรื่อง ถึงที่สุดแห่งอาการ ให้ถึงที่สุดแห่งกรณี ให้ถึงที่สุดแห่งวิธี ให้ถึงที่สุดแห่งประโยชน์ยืดยาว
.......พิจารณาให้รอบคอบทั่วถึงแล้ว ทุกๆคนจะรู้จักประโยชน์คุณเกื้อกูลตน ตลอดทั้งเมื่อนี้เมื่อหน้าจะรู้ประโยชน์อย่างยิ่งได้ ก็ต้องอาศัยพิจารณาเลือกเฟ้นค้นหาของดีของจริงเด่นเห็นชัดปรากฏแก่คนก็ด้วยการพิจารณาของคนนั้นเอง
.......ถ้าคนใดสติน้อยด้อยปัญญา พิจารณาเหตุผลเรื่องราว กิจการงานของโลกของธรรม แต่พื้นๆก็รู้ได้พื้นๆ ถ้าพิจารณาด้วยสติปัญญาเป็นอย่างกลางก็รู้เพียงชั้นกลาง ถ้าพิจารณาด้วยสติปัญญาอันละเอียดลึกซึ่งในข้อนั้นๆอย่างสูงสุด ไม่หลับหูหลับตา ไม่งมงายแล้ว อาจจะแสเห็นผลแก่ตน ประจักษ์แท้แก่ตนเอง ดังบรรยายมาทุกประการ จบที
.......ทัศนะของสมเด็จฯโต ว่าด้วย การพิจารณา เป็นที่ยอมรับของปราชญ์ต่างประเทศ ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดแสดงทัศนะเข้าต่อกร แม้ต่างตนต่างก็เขียนเตรียมมาแสดงแล้วก็จริง ด้วยเกรงว่าจะสู้วาทะของสมเด็จฯโตไม่ได้นั่นเอง</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน จุดไต้กลางวัน
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>ครั้งหนึ่ง เมื่อสมเด็จฯโต รู้ว่ารัชกาลที่ ๔ ทรงหมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์ ท่านปราถนาจะตักเตือนให้รู้สึกพระองค์ ครั้นจะทูลเตือนโดยตรงก็เกรงพระทัย จึงจุไต้เดินถือเข้าไปในพระราชวังกลางวันแสกๆนี่แหละ เพื่อจะเตือนให้รู้ว่าในวังกำลังจะมืดมัว ไม่มีกลางวัน ไม่มีแสงสว่างแห่งปัญญา
.......พระจอมเกล้าทอดพระเนตรเห็นแล้ว จึงตรัสตอบว่า ขรัวโต ข้ารู้แล้วๆ
.......สมเด็จฯโต จึงเอาไต้ทิ่มกำแพง ดับไฟเสีย เดินกลับวัดไปด้วยความสบายใจ
.......ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ สมเด็จฯโต ก็จุดไต้กลางวันอีก คราวนี้ไม่ได้เดินถือไปในวัง แต่เดินถือไปที่จวนของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
.......เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อตอนที่รัชกาลที่ ๕ ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆนั้น พระองค์มีพระชนมพรรษาเพียง ๑๕ ปี ๗ เดือน กับอีก ๙ วันเท่านั้น นับว่ายังทรงพระเยาว์นัก จึงต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ผู้ที่เป็นก็คืออัครมหาเสนาบดีผู้ใหญ่ที่ชื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
.......สมเด็จฯโต ได้ข่าวว่าจะมีการกบฏคิดร้ายต่อแผ่นดินเพื่อยึดอำนาจจากรัชกาลที่ ๕ ท่านจึงจุดไต้เข้าไปยังจวนของสมเด็จเจ้าพระยาฯตอนกลางวัน
.......สมเด็จเจ้าพระยาฯ ถามว่า มีประสงค์อันใดหรือ จึงถือไต้เข้ามาหากระผมเช่นนี้
.......อาตมาได้ยินว่าทุกวันนี้แผ่นดินมืดมัวนัก ด้วยมีคนคิดร้ายจะเอาแผ่นดิน ไม่ทราบข้อเท็จจริงจะเป็นประการใด ถ้าแม้เป็นความจริงแล้วไซร้ อาตมาภาพก็ใคร่จะขอบิณฑบาตเข้าเสียสักครั้งหนึ่งเถิด
.......สมเด็จเจ้าพระยาฯ ฟังแล้วก็อึ้งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า ขอพระคุณเจ้าอย่าได้วิตกเลย ตราบใดที่กระผมยังมีชีวิตอยู่ฉะนี้ จะไม่ให้แผ่นดินนั้นมืดมัวหล่นลงไป ด้วยจะไม่มีผู้ดใดแย่งแผ่นดินไปได้เป็นอันขาด
.......โยมไม่สู้มืดนักดอกเจ้าคุณ อนึ่งโยมนี้มีใจแน่นแฟ้นในพระพุทธศาสนาแน่นอนมั่นคงเสมอ อนึ่ง โยมทะนุบำรุงแผ่นดินโดยเที่ยงธรรม และตั้งใจประคับประคองสนองพระเดชพระคุณโดยตรงโดยสุจริต คิดถึงชาติและศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นที่ตั้งตรงอยู่เป็นนิตย์ ขอเจ้าคุณอย่าปริวิตกให้ยิ่งกว่าเหตุ
.......เมื่อผู้สำเร็จราชการกล่าวดังนั้น สมเด็จฯโต ท่านก็เดินทางกลับวัด
.......เป็นหน้าที่ของพระภิกษุ และนักปราชญ์ราชบัณฑิต ที่จะต้องคอยเอาใจใส่ดูแล เรื่องของบ้านเมืองให้เป็นไปโดยถูกต้องเป็นธรรมเพื่อความผาสุกของประชาราษฎร์ ซึ่งนักปกครองนักบริหารบ้านเมืองที่ดีย่อมจะน้อมรับฟังคำตำหนิติเตียน คำสั่งสอนด้วยความเคารพ</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน เจ้าชีวิตเสวยน้ำเหล้า สมเด็จเจ้าก็ต้องแจวเรือ
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>ครั้งหนึ่ง เมื่อถึงเดือน ๑๑ - ๑๒ ซึ่งมีการลอยกระทงหลวง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จลงประทับบนพระที่นั่งชลังคพิมาน (ตำหนักแพ) พร้อมด้วยฝ่ายใน (หมายถึง พนักงานและข้าราชการหญิงที่อยู่ในพระราชฐานชั้นใน) เป็นจำนวนมาก
.......สมเด็จฯโต เห็นแล้วจึงแจวเรือข้าฟากฝ่าริ้วเข้ามา เจ้ากรมเรือดั้งจับเรือแหกทุ่น เมื่อพระจอมเกล้าฯ รับสั่งถามว่า เรือใคร
.......เจ้ากรมฯกราบทูลว่า เรือสมเด็จพระพุฒาจารย์โต
.......รับสั่งว่า เอาเข้ามานี่
.......ครั้นเจ้ากรมฯ นำเรือสมเด็จฯโต เข้าไปถวาย นิมนต์ให้นั่งแล้ว จึงมีรับสั่งถามว่า ไปไหน
.......สมเด็จฯโต ทูลว่า ขอถวายพระพร ตั้งใจมาเฝ้า
.......ทำไม เป็นถึงสมเด็จเจ้าแล้ว เหตุใดต้องแจวเรือเอง เสียเกียรติยศแผ่นดิน
.......สมเด็จฯโต ทูลว่า ขอถวายพระพร อาตมาภาพทราบว่า เจ้าชีวิตเสวยน้ำเหล้า สมเด็จเจ้าก็ต้องแจวเรือ
.......รับสั่งว่า อ้อ ! จริง จริง การกินเหล้าเป็นโทษ เป็นมูลเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติยศแผ่นดินใหญ่โตทีเดียว ตั้งแต่วันนี้ไป โยมจะถวายพระคุณเจ้า จักไม่กินเหล้าอีกแล้ว
.......สมเด็จฯโต เลยถวายยถา สัพพี ถวายพระพรลา
.......รับสั่งให้ฝีพายเรือดั้งไปส่งถึงวัดระฆัง
.......จะเห็นว่าสมเด็จฯโตท่านเป็นพระที่กล้าเตือนพระสติของพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะประมุขและผู้ปกครองประเทศ เมื่อเห็นว่าพระองค์จะทรงทำอะไรอันไม่ใคร่จะถูกต้องนัก
.......พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ท่านก็ทรงมีธรรมประจำพระทัย เมื่อเห็นว่าพระเตือนแล้วท่านก็เชื่อ นับว่าเป็นพระกษัตริย์ที่น่าสรรเสริญยิ่งนัก
.......แต่นักปกครองบ้านเมืองของเราในยุคปัจจุบันนี้นี่สิ ได้อำนาจจากพระเจ้าอยู่หัวมาแล้ว กลับทำเก่งยิ่งกว่าพระเจ้าอยู่หัว คือ พระเทศน์ก็ไม่ยอมฟัง ปราชญ์สอนสั่งก็ไม่ยอมเชื่อ ซ้ำยังตำหนิผู้กล่าวตักเตือนเสียอีก</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน ดีๆบ้าๆ
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>แต่ก่อนสมเด็จฯโต จะไปไหนมาไหน ถ้าเป็นบนบก ท่านก็ขึ้นคานหามไป ถ้าทางน้ำ ก็ไปด้วยเรือกันยา ผู้คนเห็นแล้วก็ชมท่านว่าทำตนสมเกียรติของพระหลวง
.......ภายหลังเมื่ออายุมากขึ้น ท่านเลิกละสิ่งเหล่านั้น ไปไหนมาไหนอย่างหลวงตาธรรมดาๆ นุ่งห่มปอนๆ ประชาชนก็หาว่าท่านประพฤติตนไม่สมกับเป็นสมเด็จฯ
.......ท่านเคยกล่าวเนืองๆว่า ทีขรัวโตบ้า ก็ว่าขรัวโตดี ทีขรัวโตดี ก็ว่าขรัวโตบ้า
.......มันก็เป็นเช่นนั้นแหละคนเรา จะเอาอะไรกับคนเล่า เวลาชอบมันก็ชมนิยมยกยอ แต่ยามชังมันก็ว่าบ้าบอ ทำติฉินนินทา
.......อยู่กับคน ต้องเข้าใจคน แล้วอย่าลืมท่องบ่นคำว่า ตถาตา มันเป็นเช่นนั้นเอง</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน นี่แหละตัวโทโส
สมเด็จฯโต ท่านเป็นนักเทศน์มีชื่อเสียงเกรียงไกรในสมัยนั้น ใครๆก็อยากจะฟังสมเด็จฯท่านเทศน์ เพราะนอกจากได้สารธรรมแล้วยังได้รับความเพลิดเพลินเจริญใจไปกับไหวพริบปฏิภาณ และลีลาวาทะของสมเด็จฯท่าน ใครได้ฟังแล้วเป็นต้องประทับใจไปทุกคน
.......น่าเสียดายที่ประวัติชีวิต คำสอน และจริยาวัตรของท่านไม่ได้มีการบันทึกไว้โดยละเอียด ที่มีตีพิมพ์กันอยู่บ้างก็เน้นหนักไปทางขลังศักดิ์สิทธิ์มากไปหน่อย จึงทำให้ชนรุ่นหลังอย่างเรามิได้รู้เรื่องราวของท่านมากนัก แต่กระนั้น เท่าที่มีอยู่ก็นับว่าน่าสนใจมิใช่น้อย
.......ตามปกติ สมเด็จฯโตท่านจะไม่ขัดศรัทธาใคร ใครจะมานิมนต์ให้ท่านไปเทศน์ที่ไหน ในชนบทบ้านนอกท่านรับหมด แต่มีข้อแม้ว่า จะต้องไม่มีกำหนดเวลา ถ้ากำหนดเวลาว่าจะต้องเทศน์เวลานั้นเวลานี้ ท่านจะไม่รับ ถ้าไม่กำหนดเวลาท่านยินดีไปให้ทุกแห่ง
.......คราวหนึ่งผู้นิมนต์ท่านไปเทศน์ที่วัดแห่งหนึ่งในคลองมอญ
.......สมเด็จฯโตไปถึงแต่เช้า ทำให้หมายกำหนดของท่านเจ้าภาพเปลี่ยนไป เพราะเจ้าภาพได้กำหนดเอาไว้ว่า จะมีเทศน์คู่ต่อฉันเพลแล้ว เมื่อสมเด็จฯไปถึงแต่เช้า ก็เลยต้องนิมนต์ให้เทศน์เป็นพิเศษเสียก่อนกัณฑ์หนึ่ง
.......เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ นาฬิกากว่าๆ (๔ โมงเช้ากว่าๆ) พระพิมลธรรม (ถึก) พระนักเทศน์องค์สำคัญที่เทศน์คู่กับสมเด็จฯโตเป็นประจำก็ไปถึง
.......เมื่อพอสมควรแก่เวลา สมเด็จฯโตท่านก็หยุดเทศน์ ลงจากธรรมาสน์เพื่อฉันเพล ครั้นฉันภัตตาหารเสร็จท่านก็ขึ้นเทศน์ต่อ แต่คราวนี้เป็นการเทศน์คู่กับพระพิมลธรรม (ถึก)
.......สมเด็จฯ ถามปัญหากับพระพิมลธรรมหรือท่านถึก (สมเด็จฯโต เรียก เจ้าถึก) ข้อหนึ่ง แต่ท่านถึกตอบไม่ได้ เมื่อตอบไม่ได้ ท่านเจ้าถึกก็เลยนั่งนิ่ง ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว
.......สมเด็จฯโต คงเกรงว่าท่านเจ้าถึกจะอายเขา จึงแกล้งพูดขึ้นว่า
.......ดูนะดูเถิดจ้ะ ท่าเจ้าถึกเขาอิจฉาฉัน เขาเห็นฉันเทศน์ ๒ กัณฑ์ เขาเทศน์ยังมิได้สักกัณฑ์ เขาจึงอิจฉาฉัน ฉันถามเขา เขาจึงไม่พูด ถามไม่ตอบ นั่งอม..
.......ได้ยินว่าทายกเขาจัดเครื่องกัณฑ์ให้ท่านเจ้าถึกได้เท่ากับ ๒ กัณฑ์เครื่องเท่ากันแล้ว
.......ท่านเจ้าถึกจึงถามบ้างว่า เจ้าคุณโทโสเป็นกิเลสสำคัญ พาเอาเจ้าของต้องเสียทรัพย์ เสียชื่อเสียง เงินทอง เสียน้องเสียพี่ เสียที่เสียทาง เสียอย่างเสียธรรมเนียม เสียเหลี่ยมเสียแต้ม ก็เพราะลุแก่อำนาจโทโส ให้โทษให้ทุกข์แก่เจ้าของมากนัก ก็ลักษณะแรกโทโสจะเกิดขึ้น เกิดตรงที่ไหนก่อนนะขอรับ ขอให้แก้ให้ขาว
.......สมเด็จฯโตแกล้งทำเป็นนั่งหลับ กรนเสียด้วย ทำเป็นไม่ได้ยินคำถาม
.......ท่านเจ้าถึกก็ถามซ้ำอีก ๒ ๓ ครั้ง สมเด็จฯโตก็ยังนั่งเฉย
.......เมื่อถามกี่ครั้งๆ ก็ไม่ตอบ ท่านเจ้าถึกก็ชักฉิว ตวาดแหวออกมาว่า ถามแล้วไม่ฟังนั่งหลับใน
.......ท่านเจ้าถึกตวาดถามย้ำอีก
.......สมเด็จฯโต คราวนี้ทำเป็นตกใจตื่น ทำทีด่าออกไปว่า อ้ายเปรต อ้ายกาก อ้ายห่า อ้ายถึก กวนคนหลับ
.......ท่านเจ้าถึกรู้สึกฉุนฉิวอยู่ก่อนแล้ว ครั้นถูกด่าเสียเกียรติในที่ประชุมเช่นนั้นก็ชักโกรธชักฉิวเพิ่มขึ้นอีก จนลืมตัว ไม่ทันสำรวมเพราะไม่รู้อุบายของสมเด็จฯโต จึงจับกระโถนปามาตรงสมเด็จฯ
.......สมเด็จฯนั่งภาวนากันตัวอยู่แล้ว กระโถนจึงไพล่ไปโดนเสาศาลาเปรี้ยง ! แตกทันที
.......นี่แหละ ! ตัวโทโส
.......สมเด็จฯโต ได้ที จึงชี้แจงแถลงไขถึงลักษณะของโทโสว่า สัปบุรุษ ! ดูซิ เห็นไหมๆ เจ้าคุณพิมลธรรมองค์นี้ ท่านดีแต่ชอบคำเพราะๆ แต่พอได้รับเสียงด่าก็เกิดโทโสโอหัง เพราะอนิฏฐารมณ์รูปร่างที่ไม่อยากจะดู มากระทบนัยน์ตา เสียงที่ไม่น่าฟังมากระทบหู กลิ่นที่ไม่น่าดมมากระทบจมูก รสที่ไม่น่ากินมากระทบลิ้น สัมผัสความกระทบถูกมากระทบถึงกาย ความคิดที่ไม่สมคิดผิดหมายมากระทบใจ ให้เป็นมูลมารับเกิดสัมผัสชาเวทนาขึ้น สำรวมไม่ทันจึงดันออกมาข้างนอกให้คนอื่นรู้ว่า เขาโกรธ ดังเช่นเจ้าคุณพิมลธรรมเป็นตัวอย่าง
.......ถ้าเขายอท่านว่า พระเดชพระคุณแล้ว ท่านยิ้ม พอเขาด่าก็โกรธ โทโสเกิดในทวาร ๖ เพราะถูกกระทบกระเทือนสิ่งที่เป็นอนิฏฐารมณ์ ไม่พอใจก็เกิดโกรธ
.......แต่โทโสก็ไม่มีอำนาจกดขี่เจ้าของเลย เว้นแต่เจ้าของโง่ เผลอสติ เช่นพระพิมลธรรมถึกนี้ โทโสจึงกดขี่ได้ ถ้าฉลาดแล้วระวัง ตั้งสติไม่พลุ่งพล่าน โทโสเป็นสหชาติเกิดดับด้วยจิต ไม่ได้ติดอยู่กับใจถึงเป็นรากเหง้าเค้ามูลก็จริง แต่เจ้าของไม่นำพาหรือคอยห้ามปราบข่มขู่ไว้ โทโสก็ไม่เกิดขึ้นได้
.......เปรียบเช่นพืชพันธุ์เครื่องเพาะปลูก เจ้าของอย่าเอาไปดองอย่าเอาไปแช่ อย่าเอาไปหมักในที่ฉำแฉะแล้ว เครื่องพืชพันธุ์เพาะปลูกทั้งปวงไม่ถูกชื้นแล้วงอกไม่ได้
.......โทโสก็เช่นกัน ถ้าไม่รับให้กระทบถูกแล้ว โทโสก็ไม่เกิดขึ้นได้
.......ดูแต่ท่านเจ้าถึกเป็นตัวอย่าง ตัวท่านเป็นเพศพระ ครั้งท่านขาดสังวร ท่านก็กลายเป็นโพระ กระโถนเลยพลอยแตกโพละ เพราะโทโสของท่าน ท่านรับรองยึดถือทำให้มูลแฉะชื้น จงจำไว้ทุกคนเทอญ
ตอน ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ
ตามปกติ พระที่มีพรรษาน้อยหรืออ่อนพรรษา ต้องแสดงความเคารพนบนอบต่อพระที่มีพรรษามากกว่าหรือแก่พรรษา
.......ถ้าเป็นการไหว้ เมื่อพระอ่อนพรรษากว่าไหว้พระผู้แก่พรรษาก็ประนมมือรับไหว้ และก็เป็นการกราบ เมื่อพระอ่อนพรรษากราบพระผู้แก่พรรษาก็เพียงแต่ประนมรับกราบ ถือว่าถูกต้องแล้ว
.......แต่บางทีสมเด็จฯโต ท่านทำมากกว่านั้น
.......คือครั้งหนึ่ง พระอุปัชฌาย์เดช จังหวัดสิงห์บุรีเข้าไปกราบท่าน ท่านก็กราบตอบ
.......พระอุปัชฌาย์เดช นึกแปลกใจเพราะไม่เคยเห็นมาก่อนจึงเรียนถามท่านว่า ทำไมท่านทำอย่างนี้?
.......สมเด็จฯโต ตอบว่า ทำตามพุทธฎีกาที่ว่า วันทะโก ปะฏิวันทะนัง ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ
.......เอากับท่านซิ
.......ความจริง ถ้าผู้ใหญ่จะเป็นพระหรือฆราวาสก็ตาม ทำอย่างท่านก็ดี จะได้ช่วยลดทิฐิมานะลงอีกเยอะเลย
ตอน ปริศนาธรรมดับกิเสส
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ สมเด็จบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานในพระบวรศพของพระปิ่นเกล้าเจ้าฯ พอเสด็จถึงพระทวารพระที่นั่ง พวกพระสวดพระอภิธรรม ๘ รูป ท่านตกใจด้วยเกรงพระบรมเดชานุภาพ ต่างลุกวิ่งหนีเข้าแอบที่หลังม่านที่กั้นพระโกศ
.......พระองค์ทรงทราบแล้วกริ้วใหญ่ ทรงดุเสียงดังว่า ดูซิ ! ดูซิ ! ดูถูกข้า มาเห็นข้าเป็นเสือ เป็นยักษ์ เอาไว้ไม่ได้ ต้องสึกให้หมด
.......รับสั่งแล้วก็ทรงพระอักษร (เขียนหนังสือ) ถึงสมเด็จฯโต สั่งให้พระธรรมเสนา (เนียม) นำลายพระราชหัตถเลขามาถวายที่วัดระฆัง
.......สมเด็จฯโต อ่านแล้วท่านก็จุดธูป ๓ ดอก จี้ที่กระดาษที่ว่างๆ ลายพระหัตถ์นั้น ๓ รู สั่งให้พระธรรมเสนานำถวายคืนในเวลานั้น
.......ครั้นพระธรรมเสนาทูลเกล้าถวาย ทรงเห็นรูปกระดาษไหม้ไม่ลามถึงตัวหนังสือ ก็ทรงทราบปริศนาธรรมของสมเด็จฯโต จึงรับสั่งว่า อ้อ ! ท่านให้เราดับราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นไฟ ๓ กอง งดทีๆ เอาเถอะๆ ถวายท่าน
.......เป็นอันว่าพระทั้ง ๘ รูปไม่ต้องถูกจับสึก แต่พระธรรมเสวนาได้เอาตัวพระเหล่านั้นมานั่งประจำที่ให้หมด แล้วพระจอมเกล้าฯก็ทรงแนะนำสั่งสอนระเบียบที่พึงปฏิบัติในหน้าพระที่นั่งให้ถูกต้อง ตั้งแต่นั้นมา</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน มันอยากได้ ก็ให้มันไป
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>ดึกคืนหนึ่ง ขณะสมเด็จฯโตกำลังจำวัด (หลับ) อยู่ ได้มีโจรขึ้นกุฏิ มันล้วงมือไปทางกรงหน้าต่างหวังจะหยิบตะเกียงลาน
.......โจรพยายามอยู่นาน แต่ไม่สำเร็จ ความพยายามที่ไหน ความพยายามก็ยังอยู่ที่นั่นตามเดิม ไม่มีความสำเร็จ เพราะเอื้อมไม่ถึง
.......สมเด็จฯโต ท่านรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา รู้สึกว่าเสียงกุกกักๆนั้นคงไม่ใช่แมว มันต้องเป็นโจรแน่ๆ
.......เมื่อเห็นว่ามันจะลักตะเกียง ท่านจึงเอาเท้าช่วยเขี่ยไปให้ใกล้มือโจร พอตะเกียงถึงมือ โจรก็รีบคว้าเอาไป แล้วรีบเผ่นทันที ไม่ยอมขอบคุณเจ้าของสักคำ ใจดำจริงๆ
.......เมื่อเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ท่านบอกว่า มันอยากได้ ก็ให้มันไป</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน บุญสลึงเฟื้อง
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>ยายแฟงมีอาชีพเป็นแม่เล้า เจ้าของซ่อง อาศัยแรงกายที่ขายกามของหญิงโสเภณีเป็นอยู่
.......แกไม่ต้องทำอาชีพอื่นให้เหน็ดเหนื่อย หากินบนความทุกข์ของคนอื่นนี่สบายที่สุด จะไปทำอย่างอื่นให้เมื่อยตุ้มทำไม
.......อาชีพแม่เล้าทำให้แกร่ำรวย มีเงินทองมากขึ้นทุกวัน จนใครๆพากันนับถือ (นับถือเงินตรา)
.......เมื่ออายุมากขึ้น ยายแฟงคิดอยากทำบุญใหญ่สักครั้งหนึ่ง เผื่อจะช่วยลบรอยบาปที่ฉาบทาชีวิตลงได้บ้าง จึงได้บริจาคเงินจำนวนมากสร้างวัดใหม่ยายแฟง หรือ วัดคณิกาผล ที่เรียกกันในเวลาต่อมาที่ป้อมปราบศัตรูพ่าย ฝั่งพระนคร
.......การสร้างวัดได้สำเร็จเสร็จลงด้วยดี ยายแฟงแกดีใจมากว่าแม้ตัวแกจะมีอาชีพเป็นเพียงแม่เล้าแต่ก็สามารถมีเงินสร้างวัดได้อย่างท่านเศรษฐีเชียวนะ
.......วันฉลองวัด ยายแฟงได้นิมนต์สมเด็จฯโต ไปเทศน์แสดงอานิสงส์ของการสร้างวัด จะได้บุญมากน้อยอย่างไร เทศนาธรรมของสมเด็จฯโต ตอนหนึ่งมีว่า
.......ยายแฟงสร้างวัดครั้งนี้ ได้ผลอานิสงส์บกพร่อง ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเงินที่สร้างวัดเป็นเงินที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของคนอื่นที่ไม่ชอบด้วยธรรมเนียม ถ้าเปรียบอานิสงส์นี้ด้วยเงินเหรียญบาท ยายแฟงก็ได้ไม่เต็มบาท จะได้สักสลึงเฟื้องเท่านั้น นี่ว่าอย่าเกรงใจกันนะ
.......ใครๆฟังแล้วก็ชอบใจ หัวเราะกันครื้นเครง แต่ยายแฟงฟังแล้วเกร็งๆซ้ำขัดเคือง
.......กาลเวลาผ่านไป ยายแฟงพิจารณาดูแล้วเห็นจริงตามที่สมเด็จฯโตว่า จึงไม่โกรธเคืองสมเด็จฯอีกต่อไป</TD></TR></TBODY></TABLE>
</TD></TR></TBODY>
ตอน เข็นเบาๆหน่อย
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>ขโมยหน้ามืดคนหนึ่ง ย่องเข้ามาลักเรือใต้ถุนกุฏิของสมเด็จฯโต ขณะที่กำลังเข็นเหยงๆอยู่นั้น ท่านรู้พอดี จึงเปิดหน้าต่างสอนเขาว่า เข็นเบาๆหน่อยจ้ะ ถ้าดังไป พระท่านได้ยินเข้าท่านจะตีเอา เจ็บเปล่าจ้ะ เข็นเรือบนแห้ง เขาต้องเอาหมอนรองข้างท้ายให้โด่งก่อนจ้ะ ถึงจะกลิ้งสะดวกดี เรือก็ไม่ช้ำไม่รั่วจ้ะ
.......เจ้าหัวโขมยได้ยินทีแรก คงจะรู้สึกตกใจไปเหมือนกัน เพราะไม่คิดว่าเจ้าของจะรู้ แต่เมื่อได้ยินเจ้าของพูดออกดีอย่างนั้น จึงรู้สึกเกรงใจ เกิดความละอาย ไม่กล้าเข็นต่อ รีบวิ่งหนีไป
.......ในเมื่องเจ้าของทั้งรู้ทั้งพูดดีอย่างนี้ ถ้ายังบังอาจเข็นต่อไปอีกก็เลวเกินไปแล้ว เลวจริงๆด้วย</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน คอยลา
.......เนื่องจากสมเด็จฯโตท่านไม่ใคร่มีเวลาว่างในฐานะที่เป็นถึงสมเด็จฯ หน้าที่ความรับผิดชอบจึงสูงมาก อีกทั้งการเป็นเจ้าอาวาส (วัดระฆัง) ก็เป็นงานเบาเสียเมื่อไหร่ล่ะ
.......งานเทศน์ สวดมนต์ จนถึงงานก่อสร้าง บางปีท่านก็ออกเดินธุดงค์หาความสงบวิเวก ทำให้ท่านไม่ใคร่มีเวลาในการปกครองดูแลลูกวัด โดยเฉพาะงานเทศน์อันเป็ฯงานหลักของท่าน เมื่อชาวบ้านนิมนต์เป็นต้องไป ไม่ยอมขัดศรัทธาใครเลย
.......ดังนั้นท่านจึงมอบหน้าที่ในการปกครองดูแลพระเณรและเด็กวันให้กับพระครูปลัดรูปหนึ่ง ให้ทำหน้าที่แทน
.......ท่านได้กำชับลูกวัดว่า จะไปทำกิจธุระนอกวัด ให้บอกลาพระครูปลัดเสียก่อน
.......ตัวท่านเอง เป็นถึงสมเด็จและเป็นเจ้าอาวาสด้วย เวลาจะไปไหนมาไหนก็ต้องบอกลาพระครูปลัดเหมือนกัน เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ขนาดสมเด็จฯโตจะไปไหนยังต้องบอกลาก่อน แล้วองค์อื่นๆจะไปโดยพลการได้อย่างไร
.......วันหนึ่ง ท่านจะต้องไปในงานพระราชพิธีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ไปไม่ทันเวลา พอไปถึงก็ล่าช้ามากแล้ว เมื่อถูกพระเจ้าอยู่หัวตรัสถามถึงความล่าช้า
.......ท่านถวายพระพรว่า เพราะคอยลาพระครูปลัด ซึ่งจำวัดยังไม่ตื่น
ตอน พิจารณา
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>คราวหนึ่ง ที่บ้านของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุรียวงศ์ (ช่วง) มีการประชุมนักปราชญ์ บุคคลสำคัญหลายชาติ
.......สมเด็จเจ้าพระยะฯให้บ่าวไปอาราธนาสมเด็จฯโต ไปแสดงทัศนะที่ถูกที่ชอบ เกี่ยวกับการโลกการธรรม ให้ต่างชาติได้รู้ว่าชาวสยามของเราก็มีนักปราชญ์อยู่เหมือนกัน
.......สมเด็จฯโตกล่าวตอบบ่าวว่า ฉันยินดีแสดงนักในข้อนี้
.......บ่าวกลับไปกราบเรียนสมเด็จเจ้าพระยาฯว่า สมเด็จรับแสดงว่าในเรื่องให้รู้ความผิดถูกทั้งปวงได้
.......พอถึงกำหนด สมเด็จฯโตท่านก็ไปถึง
.......บรรดานักปราชญ์ต่างชาติ ยินยอมให้นักปราชญ์สยามแสดงทัศนะก่อน สมเด็จเจ้าพระยาฯ จึงได้อาราธนาสมเด็จฯโตขึ้นนั่งบัลลังก์แล้วนิมนต์ให้กล่าววาทะ
.......สมเด็จโตฯโต กล่าวเป็นปริศนาขึ้นว่า พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา.. พึมพำอย่างนั้นอยู่นาน
.......สมเด็จเจ้าพระยาฯ จึงลุกขึ้นจี้ตะโพกสมเด็จฯโต แล้วกระซิบเตือนว่า ขยายคำอื่นให้ได้ฟังบ้าง
.......สมเด็จฯโตเปล่งเสียงดังขึ้นอีก แต่พึมพำอยู่อย่างเดิมว่า พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา.. ท่านว่าอยู่นานทีเดียว
.......สมเด็จเจ้าพระยาฯ เห็นจะไม่ได้การจึงต้องลุกขึ้นมาจี้ตะโพกของท่านอีกครั้ง พร้อมกับกล่าวว่า ขยายคำอื่นให้เขาได้รู้บ้างซิ
.......สมเด็จฯโต ท่านตะโกนให้ดังยิ่งกว่าเดิมว่า พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา.. แต่คราวนี้ท่านอธิบายขยายความออกไปอีกว่า การมองโลกก็ดี การของชาติก็ดี การของศาสนาก็ดี กิจที่จะพึงกระทำต่างๆในโลกก็ดี กิจควรกระทำสำหรับข้างหน้าก็ดี กิจที่ควรทำให้สิ้นธุระทั้งปัจจุบันและข้างหน้าก็ดี สำเร็จกิจเรียบร้อยดีงามได้ ด้วยพิจารณาเป็นขั้นๆ พิจารณาเป็นเปราะๆเข้าไป ตั้งแต่หยาบๆ ปูนกลาง และชั้นสูงชั้นละเอียด พิจารณาให้ประณีต ละเอียดเข้า จนถึงที่สุดแห่งเรื่อง ถึงที่สุดแห่งอาการ ให้ถึงที่สุดแห่งกรณี ให้ถึงที่สุดแห่งวิธี ให้ถึงที่สุดแห่งประโยชน์ยืดยาว
.......พิจารณาให้รอบคอบทั่วถึงแล้ว ทุกๆคนจะรู้จักประโยชน์คุณเกื้อกูลตน ตลอดทั้งเมื่อนี้เมื่อหน้าจะรู้ประโยชน์อย่างยิ่งได้ ก็ต้องอาศัยพิจารณาเลือกเฟ้นค้นหาของดีของจริงเด่นเห็นชัดปรากฏแก่คนก็ด้วยการพิจารณาของคนนั้นเอง
.......ถ้าคนใดสติน้อยด้อยปัญญา พิจารณาเหตุผลเรื่องราว กิจการงานของโลกของธรรม แต่พื้นๆก็รู้ได้พื้นๆ ถ้าพิจารณาด้วยสติปัญญาเป็นอย่างกลางก็รู้เพียงชั้นกลาง ถ้าพิจารณาด้วยสติปัญญาอันละเอียดลึกซึ่งในข้อนั้นๆอย่างสูงสุด ไม่หลับหูหลับตา ไม่งมงายแล้ว อาจจะแสเห็นผลแก่ตน ประจักษ์แท้แก่ตนเอง ดังบรรยายมาทุกประการ จบที
.......ทัศนะของสมเด็จฯโต ว่าด้วย การพิจารณา เป็นที่ยอมรับของปราชญ์ต่างประเทศ ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดแสดงทัศนะเข้าต่อกร แม้ต่างตนต่างก็เขียนเตรียมมาแสดงแล้วก็จริง ด้วยเกรงว่าจะสู้วาทะของสมเด็จฯโตไม่ได้นั่นเอง</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน จุดไต้กลางวัน
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>ครั้งหนึ่ง เมื่อสมเด็จฯโต รู้ว่ารัชกาลที่ ๔ ทรงหมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์ ท่านปราถนาจะตักเตือนให้รู้สึกพระองค์ ครั้นจะทูลเตือนโดยตรงก็เกรงพระทัย จึงจุไต้เดินถือเข้าไปในพระราชวังกลางวันแสกๆนี่แหละ เพื่อจะเตือนให้รู้ว่าในวังกำลังจะมืดมัว ไม่มีกลางวัน ไม่มีแสงสว่างแห่งปัญญา
.......พระจอมเกล้าทอดพระเนตรเห็นแล้ว จึงตรัสตอบว่า ขรัวโต ข้ารู้แล้วๆ
.......สมเด็จฯโต จึงเอาไต้ทิ่มกำแพง ดับไฟเสีย เดินกลับวัดไปด้วยความสบายใจ
.......ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ สมเด็จฯโต ก็จุดไต้กลางวันอีก คราวนี้ไม่ได้เดินถือไปในวัง แต่เดินถือไปที่จวนของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
.......เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อตอนที่รัชกาลที่ ๕ ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆนั้น พระองค์มีพระชนมพรรษาเพียง ๑๕ ปี ๗ เดือน กับอีก ๙ วันเท่านั้น นับว่ายังทรงพระเยาว์นัก จึงต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ผู้ที่เป็นก็คืออัครมหาเสนาบดีผู้ใหญ่ที่ชื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
.......สมเด็จฯโต ได้ข่าวว่าจะมีการกบฏคิดร้ายต่อแผ่นดินเพื่อยึดอำนาจจากรัชกาลที่ ๕ ท่านจึงจุดไต้เข้าไปยังจวนของสมเด็จเจ้าพระยาฯตอนกลางวัน
.......สมเด็จเจ้าพระยาฯ ถามว่า มีประสงค์อันใดหรือ จึงถือไต้เข้ามาหากระผมเช่นนี้
.......อาตมาได้ยินว่าทุกวันนี้แผ่นดินมืดมัวนัก ด้วยมีคนคิดร้ายจะเอาแผ่นดิน ไม่ทราบข้อเท็จจริงจะเป็นประการใด ถ้าแม้เป็นความจริงแล้วไซร้ อาตมาภาพก็ใคร่จะขอบิณฑบาตเข้าเสียสักครั้งหนึ่งเถิด
.......สมเด็จเจ้าพระยาฯ ฟังแล้วก็อึ้งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า ขอพระคุณเจ้าอย่าได้วิตกเลย ตราบใดที่กระผมยังมีชีวิตอยู่ฉะนี้ จะไม่ให้แผ่นดินนั้นมืดมัวหล่นลงไป ด้วยจะไม่มีผู้ดใดแย่งแผ่นดินไปได้เป็นอันขาด
.......โยมไม่สู้มืดนักดอกเจ้าคุณ อนึ่งโยมนี้มีใจแน่นแฟ้นในพระพุทธศาสนาแน่นอนมั่นคงเสมอ อนึ่ง โยมทะนุบำรุงแผ่นดินโดยเที่ยงธรรม และตั้งใจประคับประคองสนองพระเดชพระคุณโดยตรงโดยสุจริต คิดถึงชาติและศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นที่ตั้งตรงอยู่เป็นนิตย์ ขอเจ้าคุณอย่าปริวิตกให้ยิ่งกว่าเหตุ
.......เมื่อผู้สำเร็จราชการกล่าวดังนั้น สมเด็จฯโต ท่านก็เดินทางกลับวัด
.......เป็นหน้าที่ของพระภิกษุ และนักปราชญ์ราชบัณฑิต ที่จะต้องคอยเอาใจใส่ดูแล เรื่องของบ้านเมืองให้เป็นไปโดยถูกต้องเป็นธรรมเพื่อความผาสุกของประชาราษฎร์ ซึ่งนักปกครองนักบริหารบ้านเมืองที่ดีย่อมจะน้อมรับฟังคำตำหนิติเตียน คำสั่งสอนด้วยความเคารพ</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน เจ้าชีวิตเสวยน้ำเหล้า สมเด็จเจ้าก็ต้องแจวเรือ
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>ครั้งหนึ่ง เมื่อถึงเดือน ๑๑ - ๑๒ ซึ่งมีการลอยกระทงหลวง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จลงประทับบนพระที่นั่งชลังคพิมาน (ตำหนักแพ) พร้อมด้วยฝ่ายใน (หมายถึง พนักงานและข้าราชการหญิงที่อยู่ในพระราชฐานชั้นใน) เป็นจำนวนมาก
.......สมเด็จฯโต เห็นแล้วจึงแจวเรือข้าฟากฝ่าริ้วเข้ามา เจ้ากรมเรือดั้งจับเรือแหกทุ่น เมื่อพระจอมเกล้าฯ รับสั่งถามว่า เรือใคร
.......เจ้ากรมฯกราบทูลว่า เรือสมเด็จพระพุฒาจารย์โต
.......รับสั่งว่า เอาเข้ามานี่
.......ครั้นเจ้ากรมฯ นำเรือสมเด็จฯโต เข้าไปถวาย นิมนต์ให้นั่งแล้ว จึงมีรับสั่งถามว่า ไปไหน
.......สมเด็จฯโต ทูลว่า ขอถวายพระพร ตั้งใจมาเฝ้า
.......ทำไม เป็นถึงสมเด็จเจ้าแล้ว เหตุใดต้องแจวเรือเอง เสียเกียรติยศแผ่นดิน
.......สมเด็จฯโต ทูลว่า ขอถวายพระพร อาตมาภาพทราบว่า เจ้าชีวิตเสวยน้ำเหล้า สมเด็จเจ้าก็ต้องแจวเรือ
.......รับสั่งว่า อ้อ ! จริง จริง การกินเหล้าเป็นโทษ เป็นมูลเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติยศแผ่นดินใหญ่โตทีเดียว ตั้งแต่วันนี้ไป โยมจะถวายพระคุณเจ้า จักไม่กินเหล้าอีกแล้ว
.......สมเด็จฯโต เลยถวายยถา สัพพี ถวายพระพรลา
.......รับสั่งให้ฝีพายเรือดั้งไปส่งถึงวัดระฆัง
.......จะเห็นว่าสมเด็จฯโตท่านเป็นพระที่กล้าเตือนพระสติของพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะประมุขและผู้ปกครองประเทศ เมื่อเห็นว่าพระองค์จะทรงทำอะไรอันไม่ใคร่จะถูกต้องนัก
.......พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ท่านก็ทรงมีธรรมประจำพระทัย เมื่อเห็นว่าพระเตือนแล้วท่านก็เชื่อ นับว่าเป็นพระกษัตริย์ที่น่าสรรเสริญยิ่งนัก
.......แต่นักปกครองบ้านเมืองของเราในยุคปัจจุบันนี้นี่สิ ได้อำนาจจากพระเจ้าอยู่หัวมาแล้ว กลับทำเก่งยิ่งกว่าพระเจ้าอยู่หัว คือ พระเทศน์ก็ไม่ยอมฟัง ปราชญ์สอนสั่งก็ไม่ยอมเชื่อ ซ้ำยังตำหนิผู้กล่าวตักเตือนเสียอีก</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน ดีๆบ้าๆ
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>แต่ก่อนสมเด็จฯโต จะไปไหนมาไหน ถ้าเป็นบนบก ท่านก็ขึ้นคานหามไป ถ้าทางน้ำ ก็ไปด้วยเรือกันยา ผู้คนเห็นแล้วก็ชมท่านว่าทำตนสมเกียรติของพระหลวง
.......ภายหลังเมื่ออายุมากขึ้น ท่านเลิกละสิ่งเหล่านั้น ไปไหนมาไหนอย่างหลวงตาธรรมดาๆ นุ่งห่มปอนๆ ประชาชนก็หาว่าท่านประพฤติตนไม่สมกับเป็นสมเด็จฯ
.......ท่านเคยกล่าวเนืองๆว่า ทีขรัวโตบ้า ก็ว่าขรัวโตดี ทีขรัวโตดี ก็ว่าขรัวโตบ้า
.......มันก็เป็นเช่นนั้นแหละคนเรา จะเอาอะไรกับคนเล่า เวลาชอบมันก็ชมนิยมยกยอ แต่ยามชังมันก็ว่าบ้าบอ ทำติฉินนินทา
.......อยู่กับคน ต้องเข้าใจคน แล้วอย่าลืมท่องบ่นคำว่า ตถาตา มันเป็นเช่นนั้นเอง</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน นี่แหละตัวโทโส
สมเด็จฯโต ท่านเป็นนักเทศน์มีชื่อเสียงเกรียงไกรในสมัยนั้น ใครๆก็อยากจะฟังสมเด็จฯท่านเทศน์ เพราะนอกจากได้สารธรรมแล้วยังได้รับความเพลิดเพลินเจริญใจไปกับไหวพริบปฏิภาณ และลีลาวาทะของสมเด็จฯท่าน ใครได้ฟังแล้วเป็นต้องประทับใจไปทุกคน
.......น่าเสียดายที่ประวัติชีวิต คำสอน และจริยาวัตรของท่านไม่ได้มีการบันทึกไว้โดยละเอียด ที่มีตีพิมพ์กันอยู่บ้างก็เน้นหนักไปทางขลังศักดิ์สิทธิ์มากไปหน่อย จึงทำให้ชนรุ่นหลังอย่างเรามิได้รู้เรื่องราวของท่านมากนัก แต่กระนั้น เท่าที่มีอยู่ก็นับว่าน่าสนใจมิใช่น้อย
.......ตามปกติ สมเด็จฯโตท่านจะไม่ขัดศรัทธาใคร ใครจะมานิมนต์ให้ท่านไปเทศน์ที่ไหน ในชนบทบ้านนอกท่านรับหมด แต่มีข้อแม้ว่า จะต้องไม่มีกำหนดเวลา ถ้ากำหนดเวลาว่าจะต้องเทศน์เวลานั้นเวลานี้ ท่านจะไม่รับ ถ้าไม่กำหนดเวลาท่านยินดีไปให้ทุกแห่ง
.......คราวหนึ่งผู้นิมนต์ท่านไปเทศน์ที่วัดแห่งหนึ่งในคลองมอญ
.......สมเด็จฯโตไปถึงแต่เช้า ทำให้หมายกำหนดของท่านเจ้าภาพเปลี่ยนไป เพราะเจ้าภาพได้กำหนดเอาไว้ว่า จะมีเทศน์คู่ต่อฉันเพลแล้ว เมื่อสมเด็จฯไปถึงแต่เช้า ก็เลยต้องนิมนต์ให้เทศน์เป็นพิเศษเสียก่อนกัณฑ์หนึ่ง
.......เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ นาฬิกากว่าๆ (๔ โมงเช้ากว่าๆ) พระพิมลธรรม (ถึก) พระนักเทศน์องค์สำคัญที่เทศน์คู่กับสมเด็จฯโตเป็นประจำก็ไปถึง
.......เมื่อพอสมควรแก่เวลา สมเด็จฯโตท่านก็หยุดเทศน์ ลงจากธรรมาสน์เพื่อฉันเพล ครั้นฉันภัตตาหารเสร็จท่านก็ขึ้นเทศน์ต่อ แต่คราวนี้เป็นการเทศน์คู่กับพระพิมลธรรม (ถึก)
.......สมเด็จฯ ถามปัญหากับพระพิมลธรรมหรือท่านถึก (สมเด็จฯโต เรียก เจ้าถึก) ข้อหนึ่ง แต่ท่านถึกตอบไม่ได้ เมื่อตอบไม่ได้ ท่านเจ้าถึกก็เลยนั่งนิ่ง ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว
.......สมเด็จฯโต คงเกรงว่าท่านเจ้าถึกจะอายเขา จึงแกล้งพูดขึ้นว่า
.......ดูนะดูเถิดจ้ะ ท่าเจ้าถึกเขาอิจฉาฉัน เขาเห็นฉันเทศน์ ๒ กัณฑ์ เขาเทศน์ยังมิได้สักกัณฑ์ เขาจึงอิจฉาฉัน ฉันถามเขา เขาจึงไม่พูด ถามไม่ตอบ นั่งอม..
.......ได้ยินว่าทายกเขาจัดเครื่องกัณฑ์ให้ท่านเจ้าถึกได้เท่ากับ ๒ กัณฑ์เครื่องเท่ากันแล้ว
.......ท่านเจ้าถึกจึงถามบ้างว่า เจ้าคุณโทโสเป็นกิเลสสำคัญ พาเอาเจ้าของต้องเสียทรัพย์ เสียชื่อเสียง เงินทอง เสียน้องเสียพี่ เสียที่เสียทาง เสียอย่างเสียธรรมเนียม เสียเหลี่ยมเสียแต้ม ก็เพราะลุแก่อำนาจโทโส ให้โทษให้ทุกข์แก่เจ้าของมากนัก ก็ลักษณะแรกโทโสจะเกิดขึ้น เกิดตรงที่ไหนก่อนนะขอรับ ขอให้แก้ให้ขาว
.......สมเด็จฯโตแกล้งทำเป็นนั่งหลับ กรนเสียด้วย ทำเป็นไม่ได้ยินคำถาม
.......ท่านเจ้าถึกก็ถามซ้ำอีก ๒ ๓ ครั้ง สมเด็จฯโตก็ยังนั่งเฉย
.......เมื่อถามกี่ครั้งๆ ก็ไม่ตอบ ท่านเจ้าถึกก็ชักฉิว ตวาดแหวออกมาว่า ถามแล้วไม่ฟังนั่งหลับใน
.......ท่านเจ้าถึกตวาดถามย้ำอีก
.......สมเด็จฯโต คราวนี้ทำเป็นตกใจตื่น ทำทีด่าออกไปว่า อ้ายเปรต อ้ายกาก อ้ายห่า อ้ายถึก กวนคนหลับ
.......ท่านเจ้าถึกรู้สึกฉุนฉิวอยู่ก่อนแล้ว ครั้นถูกด่าเสียเกียรติในที่ประชุมเช่นนั้นก็ชักโกรธชักฉิวเพิ่มขึ้นอีก จนลืมตัว ไม่ทันสำรวมเพราะไม่รู้อุบายของสมเด็จฯโต จึงจับกระโถนปามาตรงสมเด็จฯ
.......สมเด็จฯนั่งภาวนากันตัวอยู่แล้ว กระโถนจึงไพล่ไปโดนเสาศาลาเปรี้ยง ! แตกทันที
.......นี่แหละ ! ตัวโทโส
.......สมเด็จฯโต ได้ที จึงชี้แจงแถลงไขถึงลักษณะของโทโสว่า สัปบุรุษ ! ดูซิ เห็นไหมๆ เจ้าคุณพิมลธรรมองค์นี้ ท่านดีแต่ชอบคำเพราะๆ แต่พอได้รับเสียงด่าก็เกิดโทโสโอหัง เพราะอนิฏฐารมณ์รูปร่างที่ไม่อยากจะดู มากระทบนัยน์ตา เสียงที่ไม่น่าฟังมากระทบหู กลิ่นที่ไม่น่าดมมากระทบจมูก รสที่ไม่น่ากินมากระทบลิ้น สัมผัสความกระทบถูกมากระทบถึงกาย ความคิดที่ไม่สมคิดผิดหมายมากระทบใจ ให้เป็นมูลมารับเกิดสัมผัสชาเวทนาขึ้น สำรวมไม่ทันจึงดันออกมาข้างนอกให้คนอื่นรู้ว่า เขาโกรธ ดังเช่นเจ้าคุณพิมลธรรมเป็นตัวอย่าง
.......ถ้าเขายอท่านว่า พระเดชพระคุณแล้ว ท่านยิ้ม พอเขาด่าก็โกรธ โทโสเกิดในทวาร ๖ เพราะถูกกระทบกระเทือนสิ่งที่เป็นอนิฏฐารมณ์ ไม่พอใจก็เกิดโกรธ
.......แต่โทโสก็ไม่มีอำนาจกดขี่เจ้าของเลย เว้นแต่เจ้าของโง่ เผลอสติ เช่นพระพิมลธรรมถึกนี้ โทโสจึงกดขี่ได้ ถ้าฉลาดแล้วระวัง ตั้งสติไม่พลุ่งพล่าน โทโสเป็นสหชาติเกิดดับด้วยจิต ไม่ได้ติดอยู่กับใจถึงเป็นรากเหง้าเค้ามูลก็จริง แต่เจ้าของไม่นำพาหรือคอยห้ามปราบข่มขู่ไว้ โทโสก็ไม่เกิดขึ้นได้
.......เปรียบเช่นพืชพันธุ์เครื่องเพาะปลูก เจ้าของอย่าเอาไปดองอย่าเอาไปแช่ อย่าเอาไปหมักในที่ฉำแฉะแล้ว เครื่องพืชพันธุ์เพาะปลูกทั้งปวงไม่ถูกชื้นแล้วงอกไม่ได้
.......โทโสก็เช่นกัน ถ้าไม่รับให้กระทบถูกแล้ว โทโสก็ไม่เกิดขึ้นได้
.......ดูแต่ท่านเจ้าถึกเป็นตัวอย่าง ตัวท่านเป็นเพศพระ ครั้งท่านขาดสังวร ท่านก็กลายเป็นโพระ กระโถนเลยพลอยแตกโพละ เพราะโทโสของท่าน ท่านรับรองยึดถือทำให้มูลแฉะชื้น จงจำไว้ทุกคนเทอญ
ตอน ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ
ตามปกติ พระที่มีพรรษาน้อยหรืออ่อนพรรษา ต้องแสดงความเคารพนบนอบต่อพระที่มีพรรษามากกว่าหรือแก่พรรษา
.......ถ้าเป็นการไหว้ เมื่อพระอ่อนพรรษากว่าไหว้พระผู้แก่พรรษาก็ประนมมือรับไหว้ และก็เป็นการกราบ เมื่อพระอ่อนพรรษากราบพระผู้แก่พรรษาก็เพียงแต่ประนมรับกราบ ถือว่าถูกต้องแล้ว
.......แต่บางทีสมเด็จฯโต ท่านทำมากกว่านั้น
.......คือครั้งหนึ่ง พระอุปัชฌาย์เดช จังหวัดสิงห์บุรีเข้าไปกราบท่าน ท่านก็กราบตอบ
.......พระอุปัชฌาย์เดช นึกแปลกใจเพราะไม่เคยเห็นมาก่อนจึงเรียนถามท่านว่า ทำไมท่านทำอย่างนี้?
.......สมเด็จฯโต ตอบว่า ทำตามพุทธฎีกาที่ว่า วันทะโก ปะฏิวันทะนัง ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ
.......เอากับท่านซิ
.......ความจริง ถ้าผู้ใหญ่จะเป็นพระหรือฆราวาสก็ตาม ทำอย่างท่านก็ดี จะได้ช่วยลดทิฐิมานะลงอีกเยอะเลย
ตอน ปริศนาธรรมดับกิเสส
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ สมเด็จบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานในพระบวรศพของพระปิ่นเกล้าเจ้าฯ พอเสด็จถึงพระทวารพระที่นั่ง พวกพระสวดพระอภิธรรม ๘ รูป ท่านตกใจด้วยเกรงพระบรมเดชานุภาพ ต่างลุกวิ่งหนีเข้าแอบที่หลังม่านที่กั้นพระโกศ
.......พระองค์ทรงทราบแล้วกริ้วใหญ่ ทรงดุเสียงดังว่า ดูซิ ! ดูซิ ! ดูถูกข้า มาเห็นข้าเป็นเสือ เป็นยักษ์ เอาไว้ไม่ได้ ต้องสึกให้หมด
.......รับสั่งแล้วก็ทรงพระอักษร (เขียนหนังสือ) ถึงสมเด็จฯโต สั่งให้พระธรรมเสนา (เนียม) นำลายพระราชหัตถเลขามาถวายที่วัดระฆัง
.......สมเด็จฯโต อ่านแล้วท่านก็จุดธูป ๓ ดอก จี้ที่กระดาษที่ว่างๆ ลายพระหัตถ์นั้น ๓ รู สั่งให้พระธรรมเสนานำถวายคืนในเวลานั้น
.......ครั้นพระธรรมเสนาทูลเกล้าถวาย ทรงเห็นรูปกระดาษไหม้ไม่ลามถึงตัวหนังสือ ก็ทรงทราบปริศนาธรรมของสมเด็จฯโต จึงรับสั่งว่า อ้อ ! ท่านให้เราดับราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นไฟ ๓ กอง งดทีๆ เอาเถอะๆ ถวายท่าน
.......เป็นอันว่าพระทั้ง ๘ รูปไม่ต้องถูกจับสึก แต่พระธรรมเสวนาได้เอาตัวพระเหล่านั้นมานั่งประจำที่ให้หมด แล้วพระจอมเกล้าฯก็ทรงแนะนำสั่งสอนระเบียบที่พึงปฏิบัติในหน้าพระที่นั่งให้ถูกต้อง ตั้งแต่นั้นมา</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน มันอยากได้ ก็ให้มันไป
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>ดึกคืนหนึ่ง ขณะสมเด็จฯโตกำลังจำวัด (หลับ) อยู่ ได้มีโจรขึ้นกุฏิ มันล้วงมือไปทางกรงหน้าต่างหวังจะหยิบตะเกียงลาน
.......โจรพยายามอยู่นาน แต่ไม่สำเร็จ ความพยายามที่ไหน ความพยายามก็ยังอยู่ที่นั่นตามเดิม ไม่มีความสำเร็จ เพราะเอื้อมไม่ถึง
.......สมเด็จฯโต ท่านรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา รู้สึกว่าเสียงกุกกักๆนั้นคงไม่ใช่แมว มันต้องเป็นโจรแน่ๆ
.......เมื่อเห็นว่ามันจะลักตะเกียง ท่านจึงเอาเท้าช่วยเขี่ยไปให้ใกล้มือโจร พอตะเกียงถึงมือ โจรก็รีบคว้าเอาไป แล้วรีบเผ่นทันที ไม่ยอมขอบคุณเจ้าของสักคำ ใจดำจริงๆ
.......เมื่อเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ท่านบอกว่า มันอยากได้ ก็ให้มันไป</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ตอน บุญสลึงเฟื้อง
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>ยายแฟงมีอาชีพเป็นแม่เล้า เจ้าของซ่อง อาศัยแรงกายที่ขายกามของหญิงโสเภณีเป็นอยู่
.......แกไม่ต้องทำอาชีพอื่นให้เหน็ดเหนื่อย หากินบนความทุกข์ของคนอื่นนี่สบายที่สุด จะไปทำอย่างอื่นให้เมื่อยตุ้มทำไม
.......อาชีพแม่เล้าทำให้แกร่ำรวย มีเงินทองมากขึ้นทุกวัน จนใครๆพากันนับถือ (นับถือเงินตรา)
.......เมื่ออายุมากขึ้น ยายแฟงคิดอยากทำบุญใหญ่สักครั้งหนึ่ง เผื่อจะช่วยลบรอยบาปที่ฉาบทาชีวิตลงได้บ้าง จึงได้บริจาคเงินจำนวนมากสร้างวัดใหม่ยายแฟง หรือ วัดคณิกาผล ที่เรียกกันในเวลาต่อมาที่ป้อมปราบศัตรูพ่าย ฝั่งพระนคร
.......การสร้างวัดได้สำเร็จเสร็จลงด้วยดี ยายแฟงแกดีใจมากว่าแม้ตัวแกจะมีอาชีพเป็นเพียงแม่เล้าแต่ก็สามารถมีเงินสร้างวัดได้อย่างท่านเศรษฐีเชียวนะ
.......วันฉลองวัด ยายแฟงได้นิมนต์สมเด็จฯโต ไปเทศน์แสดงอานิสงส์ของการสร้างวัด จะได้บุญมากน้อยอย่างไร เทศนาธรรมของสมเด็จฯโต ตอนหนึ่งมีว่า
.......ยายแฟงสร้างวัดครั้งนี้ ได้ผลอานิสงส์บกพร่อง ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเงินที่สร้างวัดเป็นเงินที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของคนอื่นที่ไม่ชอบด้วยธรรมเนียม ถ้าเปรียบอานิสงส์นี้ด้วยเงินเหรียญบาท ยายแฟงก็ได้ไม่เต็มบาท จะได้สักสลึงเฟื้องเท่านั้น นี่ว่าอย่าเกรงใจกันนะ
.......ใครๆฟังแล้วก็ชอบใจ หัวเราะกันครื้นเครง แต่ยายแฟงฟังแล้วเกร็งๆซ้ำขัดเคือง
.......กาลเวลาผ่านไป ยายแฟงพิจารณาดูแล้วเห็นจริงตามที่สมเด็จฯโตว่า จึงไม่โกรธเคืองสมเด็จฯอีกต่อไป</TD></TR></TBODY></TABLE>
</TD></TR></TBODY>