View Full Version : เราจะทราบได้อย่างไรว่าพระองค์ไหนเป็นพระอรหันต์ มีวิธีดูอย่างไรคะ
hongsanart
04-09-2006, 05:21 PM
กราบนมัสการท่านอาจารย์เจ้าขา
หนูขอถามอีกข้อนะคะ เราจะทราบได้อย่างไรว่าพระองค์ไหนเป็นพระอรหันต์ มีวิธีดูอย่างไรคะ เพราะมีผู้มาเล่าให้ฟังว่าพระองค์นี้เป็นพระอรหันต์ พระองค์นั้นก็เป็นพระอรหันต์ แล้วจะทราบได้อย่างไรคะว่าเป็นพระอรหันต์จริงหรือเปล่า
แม่ชีณัฐทิพย์
05-09-2006, 12:39 PM
เจริญธรรมลูกศิษย์มือขวา
แหม...ดีจังที่ถามแทนคนอื่น อย่างนี้เขาเรียกว่า ชอบคิดแทนชาวบ้านนะ เรียกง่ายๆคือ "เสือก"
ฮ่าๆๆๆ เอ้า...แต่ว่าเสือกดี มีประโยชน์และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น อย่างนี้ ได้บุญจ้า...
ถามว่าจะดูพระอรหันต์ ดูยังไง?
แม่ชีเจอแต่คนมาบอกว่าให้ไปไหว้ไปกราบพระอรหันต์สิ และเพิ่งหมาดๆนี่เอง
มีพระท่านหนึ่งมาหาถึงที่ แถมยังพ่วงพระท่านอื่นมาให้ช่วยรับรองว่าเป็นพระอรหันต์อีกต่างหาก
แม่ชีก็กราบค่ะ แหม...พระอรหันต์ให้เกียรติแม่ชีขนาดนี้ ไม่กราบงามๆได้อย่างไร?
แม่ชีเลยถามท่านว่า "พระอรหันต์เป็นเช่นใด?"
ท่านตอบว่า ถ้าไม่ได้เป็นพระอรหันต์นั้นย่อมไม่เห็นพระอรหันต์ด้วยกันหรอก สาธุเจ้าค่ะ...
และมีวิธีดูพระอรหันต์ได้อย่างไร? แม่ชีถามต่อ
ท่านตอบว่า มันเป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน ผู้อื่นมิมีวันรู้หรอก
แม่ชีก็เลยตอบไปว่า "หรือคะ"
แม่ชีดูแลพระอรหันต์มาก่อน ไม่เห็นท่านสอนแบบนั้นเลย
ท่านกลับอธิบายได้ว่าพระอรหันต์เป็นเช่นใด พระท่านก็เลยตอบว่า "งั้นไปที่วัดฉันสิ ฉันจะอธิบายให้ฟังหมดเลย" โอ้ย...ไม่ต้องไปที่วัดท่านก็ได้ อธิบายตรงนี้จะเป็นไรไป
ญาติโยมของแม่ชีจะได้รู้ได้เข้าใจและได้เห็นพระอรหันต์ด้วยไงคะ?
พระท่านตอบว่าไม่ได้หรอก มันรู้ได้เฉพาะตน
โอย...ไม่เอาด้วยหรอกเจ้าค่ะ
พระท่านอื่นจึงกล่าวแทนว่า พระรูปนี้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์ต้องบวชในวันที่บรรลุเลย
ถ้าไม่บวชก็ต้องตาย แม่ชีปากคันเลย พูดว่าก็เห็นท่านมาหาแม่ชีตั้งแต่ยังไม่ได้บวชหลายครั้งแล้ว มาถึงก็มาสอนต่างๆนานา บอกว่ารู้หมด รู้แจ่มแจ้ง พอถามก็ไม่เห็นตอบ
แถมยังมาขอซีดีของแม่ชีเอาไปให้คนที่ท่านสอนไม่ได้อีกฟัง ก็ไม่เห็นท่านตายนี่ ทำไมคะ?
ถ้าเป็นพระอรหันต์บวชแล้วจะไม่ตายหรือคะ?
ถ้าเป็นเช่นนั้นพระพุทธเจ้าตายทำไม? พระอรหันต์ต่างๆตายทำไม?
เฮ้อ...เอาละแม่ชีจะขออธิบายการดูพระอรหันต์ให้นะ "ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้มักไม่จริง"
ไม่ได้หมายความว่า พระอรหันต์ท่านไม่พูดนะ ท่านพูดแต่ท่านไม่อวดตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์ หรือถ้าจะอวดก็ต้องเป็นพระอรหันต์จริง คือท่านจะต้องได้ ปฏิสัมภิทาญาณ 6 อภิญญาและวิชชา 3 คือเรียบเรียงคำพูดได้ดี รู้ทั้งอรรถะและพยัญชนะ ถ้อยความนั้นมีเหตุมีผล
สามารถรู้ว่าบุคคลนี้ควรให้ธรรมข้อใด คนแบบนี้ควรสอนแบบไหน บางทีไม่ต้องพูดสอน แต่แสดงท่าให้ดู ทำให้ดู มีปฏิภาณไหวพริบสามารถแก้ต่างและตอบโต้แก่ผู้ถามได้ รู้อดีต รู้ปัจจุบันและรู้อนาคต และไม่เสือก
มีอภิญญา ทำอะไรได้จริง มีฤทธิ์คือสามารถสะกดคนฟังได้อย่างน่าอัศจรรย์
ไม่ยึดถือยึดมั่นในตัวตน ไม่เรื่องมาก ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง เป็นธรรมชาติ
สามารถบอกธรรมที่ตนบรรลุได้ อธิบายได้ว่าบรรลุธรรมเวลาใด ที่ไหน?
พยากรณ์ตนเองได้ ที่สำคัญท่านไม่หลอกลวงหรือต้องให้ใครมาสนับสนุนการเป็นพระอรหันต์หรอก
ค่ะ
"ปัจจัตตัง" หมายความว่า รู้ได้เฉพาะตนในคนที่ทำ คือรู้อารมณ์ (จิต) ของตัวเองอย่างกระจ่างและสามารถอธิบายให้คนอื่นรู้ได้ด้วย เมื่อรู้อารมณ์ของตัวเอง การจะรู้อารมณ์ของคนอื่นย่อมง่ายมาก นี่คือ ปัจจัตตัง ไม่ใช่รู้แต่อธิบายไม่ได้ นั่นก็เท่ากับไม่รู้
พระอรหันต์ที่ท่านไม่สอนคนกับสอนคนนั้น ไม่ได้หมายความว่าท่านไม่รู้และพูดไม่เป็นนะ
ที่ท่านไม่สอนคนเพราะคนพวกนี้อินทรีย์ยังไม่แก่กล้า คือพูดไปสอนไปก็เท่านั้น เพราะมันไม่รับฟัง เปลืองน้ำลายเปล่าๆ "พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง" บางทีมันโกรธอีก จึงไม่สอนไม่พูดดีกว่า
พระอรหันต์มีทั้งพระ ,แม่ชี ,เณร,คฤหัสถ์ มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นอรหันต์กันเฉพาะพระ หรือผู้ใหญ่หรอก
ในโลกนี้ยังมีพระอรหันต์อีกมากมาย ตราบใดที่สาธุชนทั้งหลายยังคงดำเนินตามมรรคมีองค์ 8 ตราบนั้นพระอรหันต์ไม่หมดโลกเด็ดขาด "พระอรหันต์นั้นมีมาก แต่พวกหันซ้ายหันขวานั้นก็มีเยอะ ยิ่งพวกที่หลงตนเป็นพระอรหันต์ยิ่งมีมากมายกว่า"
แต่ยังไงก็ขอกราบทุกท่านที่กำลังจะเป็นพระอรหันต์นะ ถ้าหาพระอรหันต์ไม่พบ ก็ทำตัวเองให้เป็นพระอรหันต์ซะก็สิ้นเรื่อง
อ้อ...ลูกศิษย์บอกว่า ทำไมอาจารย์ไม่บอกว่าเป็นพระอรหันต์ล่ะ?
เฮ้ย...วันนี้ยังหันซ้ายหันขวาอยู่เลย แต่พรุ่งนี้ขอเป็นพระอรหันต์บ้างก็แล้วกันเด้อ...
อ้อ...มีอีกอย่าง ผู้ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์นั้น ส่วนใหญ่จะได้รับการกล่าวจากจิตว่า "เอหิภิกขุ อุปสัมปทา"
ส่วนแม่ชีนั้นได้คำว่า" เอหิภิกษุณี อุปสัมปทา เมื่อตอนเข้าพรรษาที่แล้วเจ้าค่ะ" พรรษานี้ยังไม่รู้จะได้อะไร?
ขออย่าให้ได้ดังเปรี้ยงก็แล้วกันนะ
เอาละรู้แล้วนะว่าการจะดูและรู้กับพระอรหันต์เป็นเช่นใด?
ส่วนใครบอกว่า เขาเป็นพระอรหันต์ก็สาธุกับเขาเถอะ
เผื่อว่าวันข้างหน้าเขาได้เป็นพระอรหันต์ เราก็จะได้บุญไปด้วยคือแม่พลอยไง สาธุจ้า....
แม่ชีณัฐทิพย์
25-09-2006, 12:49 PM
สาธุ!!!คุณปานโสม
ดีจัง...ที่เจอกับคนที่ยังมีกิเลสอยู่ แม่ชีก็ยังมีกิเลสอยู่นะ กิเลสหมดและวางกิเลสได้ก็โบกมือบ้าย...บายกันที ไม่เจอกันแล้วจ้า...
แต่ตอนนี้เจอกันก่อนเถอะ...
น้ำใส ใจจริง ไม่นิ่งหยุด
กระเซ็นผุด ปลิวละล่อง เป็นฟองใส
น้ำนิ่ง ไหลมุด เข้าสุดใจ
น้ำเน่าได้ เมื่อนิ่ง ยิ่งน่ากลัว ฯ
ห้วงน้ำที่ดีย่อมไม่นิ่ง ห้วงน้ำเสียเท่านั้นที่นิ่งตลอดจ้า....
ธรรมะสวัสดี...
นายฉิม
19-04-2007, 07:53 AM
ตอบฉะฉานดีครับ
หนูแว่น
28-05-2007, 03:46 PM
ขอขอบพระคุณที่ให้ความรู้ อนุโมทนาค่ะท่าน
kong_sorakrit
19-08-2007, 12:02 AM
ขออนุโมทนาครับ
พุทธภาษิตความว่า
“ผู้ให้อาหาร ชื่อว่า ให้กำลัง ผู้ให้ผ้า ชื่อว่า ให้ผิวพรรณ ผู้ให้ยาน ชื่อว่า ให้ความสุข ผู้ให้ประทีป ชื่อว่า ให้ดวงตา”
(พระไตรปิฏก เล่มที่ 15 ข้อ 138 หน้า 44 )
และพระพุทธภาษิต ความว่า
“ผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ ย่อมได้สิ่งที่น่าพอใจ ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ย่อมได้สิ่งที่เลิศ ผู้ให้สิ่งประเสริฐ ย่อมได้สิ่งที่ประเสริฐ ผู้ให้สิ่งที่ประเสริฐสุด ย่อมได้สิ่งที่ประเสริฐสุด “ (พระไตรปิฏก เล่มที่ 22 ข้อ 44 หน้า 66)<!-- / message --><!-- sig -->
แม่ชีณัฐทิพย์
04-09-2007, 08:20 AM
เจริญธรรม...
ต้องขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน ที่พยายามสอดแทรกสาระดีๆ ให้เกิดมีในกระทู้และเว็ป
นับว่ายังมีผู้ให้สาระดีๆมีอีกมาก ผู้รับก็ย่อมได้สาระกลับไป
"ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนสัตว์ทั้งหลาย"
การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือการให้สาระประโยชน์ในชีวิต นั่นคือ การให้กำลังใจ ให้โอกาส ให้อภัยต่อกัน จัดเป็นธรรมวิทยาทาน เกิดเป็นคุณประโยชน์ร่วมกันในสังคม เป็นที่มาของความสุข และสันติสุข
บุญรักษา/ธรรมะสวัสดี
wee3250
23-09-2007, 10:07 AM
ขออนุโมทนาด้วยครับผม แม่ชีสุดยอดมาก
แม่ชีณัฐทิพย์
25-09-2007, 11:09 AM
ขออนุโมทนาด้วยครับผม แม่ชีสุดยอดมาก
เจริญธรรม...
ต้องขอขอบคุณ ที่ผู้ชายให้เกียรติผู้หญิงและชมในความดีของผู้หญิง อีกทั้งยังช่วยเหลือผู้หญิงด้วย
ยังมีผู้ชายอีกมากที่ชอบเหยียบย่ำผู้หญิง ก็ไม่รู้ว่ามีเมียเป็นผู้หญิงทำไม?
ระวังจะได้ภรรยาเป็นเพศอื่นนะ ฮ่าๆๆๆๆ
บุญรักษา / ธรรมะสวัสดี
suthamma
05-10-2007, 02:59 AM
http://www.palungjit.com/board/images/icons/icon_03.gif ระวังจะได้ภรรยาเป็นเพศอื่นนะ ฮ่าๆๆๆๆ http://www.palungjit.com/board/images/icons/icon_03.gif
http://www.palungjit.com/board/images/icons/icon_03.gif กึ๋ยยย..แช่งหรือเปล่าครับ..?!?!? http://www.palungjit.com/board/images/icons/icon_03.gif
Noppadol.Ve
24-11-2007, 08:11 PM
มีความสงสัยครับ "ผู้ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ส่วนใหญ่จะได้รับการกล่าวจากจิตว่า เอหิภิกขุ อุปสัมปทา" ตามที่เคยเรียนพุทธประวัติ "เอหิภิกขุ" เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตผู้ที่จะทำการอุปสมบทไม่ใช่หรือครับ คุณแม่บอกว่าเกิดจากจิต หมายถึงนิมิตธรรมแห่งจิตจากภูมิธรรมของตนเอง หรือจากกระแสแห่งพระพุทธญาณครับ....ส่วนคำที่คุณแม่ได้นั้นแสดงว่า คุณแม่สำเร็จแล้วอย่างแน่นอน...ขอน้อมกราบคารวะด้วยความเคารพอย่างสูงครับ
แม่ชีณัฐทิพย์
02-12-2007, 04:06 PM
มีความสงสัยครับ "ผู้ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ส่วนใหญ่จะได้รับการกล่าวจากจิตว่า เอหิภิกขุ อุปสัมปทา" ตามที่เคยเรียนพุทธประวัติ "เอหิภิกขุ" เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตผู้ที่จะทำการอุปสมบทไม่ใช่หรือครับ คุณแม่บอกว่าเกิดจากจิต หมายถึงนิมิตธรรมแห่งจิตจากภูมิธรรมของตนเอง หรือจากกระแสแห่งพระพุทธญาณครับ....ส่วนคำที่คุณแม่ได้นั้นแสดงว่า คุณแม่สำเร็จแล้วอย่างแน่นอน...ขอน้อมกราบคารวะด้วยความเคารพอย่างสูงครับ
เจริญธรรม...
คำทั้งหลายที่เกิดขึ้นในจิตนั้นเป็นคำที่เกิดขึ้นจากจิตของเราเอง ที่เกิดจากการสั่งสมการทำความดี คำนี้เป็นภาษาธรรม
คือจงมาร่วมทำความดีให้มีในตนสิ คำนี้เป็นคำเชื้อเชิญชวนเท่านั้นเองจ้า...
บุญรักษา/ธรรมะสวัสดี
ชาตรี ช้างน้อย
10-12-2007, 12:38 PM
สาธุ สาธุ สาธุอนุโมทามิ
พิศวัสต์
18-12-2007, 07:50 PM
แม่ชีครับ แม่ชีทราบเรื่องลามะหนุ่มรึป่าวครับ ที่เป็นข่าวดังๆเมื่อรายการเรื่องจริงผ่านจอเอามาให้ชมกัน
-แล้วแม่ชีคิดอย่างไรกับการปฏิบัติของลามะผู้นี้ครับ
-เขามีโอกาสที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ครับ ผมคิดว่าน่าจะได้เป็นอย่างมากก็แค่พระโพธิ์สัตว์เท่านั้นครับ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่พระพุทธเจ้าจะลงมาครับ
-เป็นไปได้ไหมครับที่คนเราจะอดอาหารได้นานถึง 6-7 เดือน ผมว่าเป็นไปไม่ได้ อย่างมากถ้าเข้านิโรธสมาบัติก็อยู่ได้ไม่เกิน 7 วันครับ อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงอยูในนิโรธสมาบัติ ตามสถานที่ที่ละ 7 วัน รวม 7 ที่ 49 วัน น่าจะมากแล้วนะครับ ไม่ทราบว่าแม่ชีมีความคิดเห็นอย่างไรครับ
กราบอนุโมทนาครับ....*-*
อนุโมทนาแม่ชีแสดงธรรม
กระผมก็สงสัยในเรื่องเดียวกันกับคุณพิศวันต์
ท่านโปรดสัตว์โลกให้เห็นทางสว่างด้วยเทอญ
แม่ชีณัฐทิพย์
21-12-2007, 09:41 AM
แม่ชีครับ แม่ชีทราบเรื่องลามะหนุ่มรึป่าวครับ ที่เป็นข่าวดังๆเมื่อรายการเรื่องจริงผ่านจอเอามาให้ชมกัน
-แล้วแม่ชีคิดอย่างไรกับการปฏิบัติของลามะผู้นี้ครับ
-เขามีโอกาสที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ครับ ผมคิดว่าน่าจะได้เป็นอย่างมากก็แค่พระโพธิ์สัตว์เท่านั้นครับ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่พระพุทธเจ้าจะลงมาครับ
-เป็นไปได้ไหมครับที่คนเราจะอดอาหารได้นานถึง 6-7 เดือน ผมว่าเป็นไปไม่ได้ อย่างมากถ้าเข้านิโรธสมาบัติก็อยู่ได้ไม่เกิน 7 วันครับ อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงอยูในนิโรธสมาบัติ ตามสถานที่ที่ละ 7 วัน รวม 7 ที่ 49 วัน น่าจะมากแล้วนะครับ ไม่ทราบว่าแม่ชีมีความคิดเห็นอย่างไรครับ
กราบอนุโมทนาครับ....*-*
เจริญธรรม...
ทุกวันนี้การสร้างภาพลักษณ์มีมากทุกที่และในบางคนเพื่ออะไรสักอย่าง ก็ไม่ผิดและไม่แปลก...
เรื่องลามะหนุ่มที่ฮือฮามากนั้นมันเป็นเรื่องของบุคคล
สมัยนี้ยุคใหม่ที่ความเจริญก้าวเข้ามามาก พระพุทธเจ้าที่จะมาอุบัติในครั้งใหม่นี้คงไม่ต้อง ไปนั่งอดข้าว อดน้ำเพื่อให้บรรลุอะไรหรอกมั้ง?
เมื่อบ้านเมืองเจริญ พระพุทธเจ้าก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์
ได้สิ...
อย่าติดกับตำราเก่าๆเลย ในหลวงท่านสอนว่า อย่าติดตำรา ต้องพัฒนาบุคคล คือต้องมีการเรียนรู้ ศึกษา ลงมือปฏิบัติจริง รู้เหตุรู้ผล รู้ประมาณการพอดี มีภูมิคุ้มกัน
มีเรื่องให้คิด คือ ทำไมพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่จะมาอุบัติจึงทรงเครื่องกษัตริย์ ไม่เห็นโกนหัวเหมือนพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆเลย น่าคิดให้ลึกๆนะ...
บุญรักษา/ธรรมะสวัสดี
ยี่เข่ง
26-02-2008, 04:18 PM
อนุโมทนา สาธุค่ะ
ข้าวหอมออมฟ้า
27-02-2008, 02:34 PM
อนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ
ศึกษาธรรม2551
09-10-2008, 12:32 PM
หลวงพ่อสรวง วัดถ้ำขวัญเมือง ชุมพรเคยบอกว่า หากอยากรู้ว่าพระองค์ไหนเป็นพระอรหันต์ให้อยู่ใกล้ชิดและพูดคุยกับท่าน จะรู้ว่าท่านเป็นอรหันต์หรือไม่?
ปิยธรรมโม
09-10-2008, 01:05 PM
สาธุ..อนุโมทนาแด่แม่ชีสำหรับการแสดงธรรม
กราบคาราวะแม่ชีครับhttp://board.palungjit.com/images/icons/icon_06.gif
(สำหรับความเห็นผม พระอรหันต์ ที่พบเห็นได้อย่างชัดเจน อยู่ที่บ้าน 2 องค์คือ คุณพ่อ-คุณแม่ ครับ);aa41
มาจากดิน
09-10-2008, 04:59 PM
ผู้ที่จะรู้จิตของพระอรหันต์ ได้แก่ พระอรหันต์ด้วยกัน ต่ำกว่านั้นคือตั้งแต่พระอนาคามีลงมาถึงชาวเราทั้งหลายนี่ไม่รู้หรอกครับ เดาก็ไม่ถูก
และผู้ที่อวดตนตั้งตนเองว่าเป็นพระอรหันต์หมดสิ้นอาสวะแล้ว ก็ไม่ใช่พระอรหันต์
แม่ชีณัฐทิพย์
11-10-2008, 01:11 PM
สาธุ..อนุโมทนาแด่แม่ชีสำหรับการแสดงธรรม
กราบคาราวะแม่ชีครับhttp://board.palungjit.com/images/icons/icon_06.gif
(สำหรับความเห็นผม พระอรหันต์ ที่พบเห็นได้อย่างชัดเจน อยู่ที่บ้าน 2 องค์คือ คุณพ่อ-คุณแม่ ครับ);aa41
เจริญธรรม...
พระอรหันต์ คือผู้ที่มีคุณใหญ่ มีพรหมวิหารธรรมได้แก่ มารดาบิดา ผู้ให้กำเนิดเลี้ยงดู อุ้มชูอุปการะลูก
พระพุทธเจ้าผู้ค้นพบหลักธรรมชาติแล้วนำมาสอนบอกผู้อื่นให้กระทำตาม เพื่อความสุขในชีวิตปัจจุบันและในอนาคต
พระสงฆ์และชายหญิงผู้ปฎิบัติตามรอยพระพุทธเจ้า จนเข้าใจและบอกกล่าวให้ผู้อื่นฟังและกระทำตามนั้น ผู้กระทำตามย่อมรู้แจ้งเห็นจริงได้
ดังคำที่ว่า ปัจจัตตัง คือรู้ได้เฉพาะตนคนที่กระทำ
พระอรหันต์ไม่ได้มีเฉพาะผู้ที่โกนหัวแล้วนุ่งผ้าย้อมฝาด หรือนุ่งผ้าขาว
บุคคลใดกระทำตนบนความพอดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง มีการทาน
คือช่วยเหลือคนในครอบครัว อันมีพ่อแม่ พี่น้อง ญาติเป็นต้น รวมทั้งมีการเสียสละความสุขส่วนตน
แบ่งปันให้กับบุคคลอื่นโดยไม่เลือกเพศ วัย ชนชั้นชาติศาสนา อีกทั้งมีการทบทวนสิ่งที่ตนกระทำว่าดีหรือไม่ ?
ถ้าดีก็เพียรทำให้มากขึ้นอีก ถ้าไม่ดีก็ละเว้นแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น ทำให้เจริญขึ้นด้วยวิธีต่างๆ เมื่อทำได้ดังที่กล่าวมา จิตใจของผู้นั้นย่อมผ่องใส เบิกบานเกิดเป็นความสุขสงบ
จัดอยู่ใน ทาน ศีล ภาวนา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง
อย่ามัววิ่งตามหาพระอรหันต์อยู่เลยเสียเวลาเปล่า ให้หันมากระทำตนให้เป็นพระอรหันต์ดีกว่า
พระอรหันต์ก็คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ของตนโดยสมบูรณ์ ครบถ้วน ไม่มีกิเลสครอบงำด้วยการมีสัมมาทิฐิ เห็นตรง เห็นถูก เห็นชอบ เจริญมรรคมีองค์ 8
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องมีการเรียนรู้เพื่อการลงสู่การปฏิบัติอย่างถูกต้อง
ฉะนั้นการปฏิบัติที่ถูกต้องนั้นจะต้องมีหลักการณ์ มีกฏเกณฑ์ มีระเบียบแต่ไม่เครียด คือ ไม่ยึดอุดมการณ์ที่ผิดของตน
สาธุ!!! ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ตามฐานะที่ตนเลือกให้สุดกำลังด้วยความเพียรพยายาม อดทนต่ออุปสรรค แก้ไขกับปัญหา เบิกบานอยู่เสมอ ท่านก็จะได้เป็นพระอรหันต์ในที่สุด
พระอรหันต์ย่อมไม่อวดอ้าง เพราะคนที่อวดอ้างมักจะไม่ใช่พระอรหันต์
แต่พระอรหันต์มีจริง ท่านมักจะอวดอ้างด้วยการกล่าวสอนในสิ่งที่ถูก ที่ควร คำสอนนั้นต้องไม่เป็นไปเพื่อการสะสมกองกิเลส และต้องไม่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อแบบงมงาย
บุญรักษา/ธรรมสวัสดี
เฮียปอ ตำมะลัง
11-10-2008, 01:52 PM
อ นุ โ ม ท น า ส า ธุ
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=412162&stc=1&thumb=1&d=1222855128 (http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=412162&d=1222855128)
pucca2101
11-10-2008, 02:06 PM
อนุโมทนา สาธุค่ะ
ธรรมาภิรมย์
26-10-2008, 12:44 AM
สวัสดีครับแม่ชีffice:office" /><O:p></O:p>
ผมเป็นคนหนึ่งที่ขี้สงสัย และสนใจเรื่องนี้ หวังว่าแม่ชีจะเมตตาช่วยแจ้งแถลงไข ไม่ถือโทษโกรธาเป็นโทสานุโทษ โปรดอนุเคราะห์ขจัดชะล้างผงฝุ่นธุลีในดวงตาให้ให้กระจ่างใส และเพิ่มพูนความรู้ประดับสติปัญญาอันน้อยนิดของกระผมผู้เขลาเบาปัญญา จะได้เจริญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนาพ้นจากอบายภูมิไปทุกภพทุกชาติไป<O:p></O:p>
คือผมมีข้อสัยที่ในความตอนหนึ่งว่า<O:p></O:p>
อ้อ...มีอีกอย่าง ผู้ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์นั้น ส่วนใหญ่จะได้รับการกล่าวจากจิตว่า เอหิภิกขุ อุปสัมปทาส่วนแม่ชีนั้นได้คำว่า เอหิภิกษุณี อุปสัมปทา เมื่อตอนเข้าพรรษาที่แล้วเจ้าค่ะ" พรรษานี้ยังไม่รู้จะได้อะไร?<O:p></O:p>
เอหิภิกษุณี อุปสัมปทา คำนี้ผมได้ลองไปสอบถามผู้มีความรู้ทางบาลี ท่านได้อธิบายว่า<O:p></O:p>
มีคำว่า เอหิภิกขุ อุปสัมปทา นี้เคยเห็นและว่าตามความหมายเป็นลักษณะของคำ นาม เพราะถ้าแปลตรงตัวแล้วแปลว่า<O:p></O:p>
เอหิ แปลว่า อ.เจ้าจงมา (มีประธานเป็นเอกพจน์ คือให้มาคนเดียว เป็นลักษณะของคำสั่ง)<O:p></O:p>
ภิกขุ แปลว่า เป็นภิกษุ (เถิด)<O:p></O:p>
อุปสัมปทา แปลว่า การบรรลุธรรมขั้นสูง หรือ การบวช มาจาก (อุปริ=เบื้องบน+สัมปทา=การถึงพร้อม) โดยรวมก็คือ<O:p></O:p>
การบวชชนิดหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เธอจงมาเป็นภิกษุเถิด เป็นการบวชนิดหนึ่งใน 3 ชนิดที่มีปรากฏในพระไตรปิฏก<O:p></O:p>
กล่าวคือในสมัยต้นพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงประทานอุปสมบทเองที่เรียกว่าเอหิภิกขุอุปสัมปทา <O:p></O:p>
ต่อมาทรงอนุญาตให้พระสาวกบวชกุลบุตรให้เป็นภิกษุได้โดยวิธีติสรณคมนูปสัมปทา (อ่านว่า ติสะระณะคะมะนูปะ-) แปลว่า การอุปสมบทด้วยการเข้าถึงไตรสรณะ หมายถึงการบวชเป็นภิกษุโดยการรับไตรสรณคมน์ โดย ให้กุลบุตรนั้นรับไตรสรณคมน์เท่านั้น ซึ่งการบวชแบบนี้สำเร็จได้โดยบุคคล คือพระสาวกรูปใดรูปหนึ่งก็สามารถบวชกุลบุตรได้ <O:p></O:p>
ต่อมาจึงเลิกวิธีบวชพระแบบติสรณคมนูปสัมปทา แต่ทรงอนุญาตให้ใช้วิธีนี้บวชสามเณร ซึ่งถือปฏิบัติกันมาตราบเท่าทุกวันนี้ภายหลังทรงอนุญาตวิธีการอุปสมบทโดยสงฆ์คือให้ทำเป็นสังฆกรรมที่เรียกว่าแบบญัตติจตุตถกรรมวาจา ซึ่งพราหมณ์ราธะเป็นภิกษุรูปแรกที่บวชด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรม ซึ่งเป็นต้นแบบของการบวชในปัจจุบันนั่นเอง และหลังจากนั้นก็พระพุทธไม่เคยประทางการอุปสมบทเองอีกเลย<O:p></O:p>
ส่วนในการบวชภิกษุณี ผมไม่แน่ใจว่ามีการบวชโดยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ซึ่งในกรณีของพระนางมหาปชาบดี พระพุทธเจ้าประทานอนุญาตภิกษุณีบรรพชาโดยมีเงื่อนไข <O:p></O:p>
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ดูก่อนอานนท์ ถ้าพระนางมหาปชาบดี โคตมี จะทรงรับครุธรรม ๘ ประการได้ นั้นก็จงเป็นอุปสัมปทา (การบวช) ของพระนางเถิด คือ <O:p></O:p>
๑. นางภิกษุณีแม้บวชแล้ว ๑๐๐ ปี ต้องทำอภิวาท การลุกขึ้นต้อนรับ อัญชลีธรรม และสามีจิกรรมแก่ภิกษุผู้บวชในวันนั้น นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต. <O:p></O:p>
๒. นางภิกษุณีไม่พึงจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพนับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต. <O:p></O:p>
๓. นางภิกษุณีพึงหวังธรรม ๒ อย่างจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน คือการถามวันอุโบสถ กับ การเข้าไปหา เพื่อรับโอวาท นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต. <O:p></O:p>
๔. นางภิกษุณีจำพรรษาแล้ว พึงปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย (ภิกษุสงฆ์ และภิกษุณีสงฆ์) ด้วยฐานะ ๓ คือ ด้วยได้เห็น หรือ ด้วยได้ฟัง หรือ ด้วยนึกรังเกียจ นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต. <O:p></O:p>
๕. นางภิกษุณีทีต้องครุธรรม (ต้องอาบัติสังฆาทิเสส) พึงประพฤติมานัตต์ตลอดปักษ์ในสงฆ์ ๒ ฝ่าย นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต. <O:p></O:p>
๖. นางสิกขมานา (สตรีผู้ก่อนเป็นนางภิกษุณี ต้องเป็นนางสิขมานา แปลว่า ผู้ศึกษา) ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการตลอด ๒ ปีแล้ว จึงควรแสวงหาอุปสมบทในสงฆ์ ๒ ฝ่าย(คือก่อนจะบวชเป็นนางภิกษุณี จะต้องเป็นนางสิกขมานา ๒ ปี ระหว่าง ๒ ปี รักษาศีล ๖ ข้อ ขาดไม่ได้ ศีล ๖ ข้อ คือ ศีล ๕ กับเพิ่มข้อที่ ๖ อันได้แก่การเว้นบริโภคอาหารในเวลาวิกาล) นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพนับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต. <O:p></O:p>
๗. นางภิกษุณี ไม่พึงด่า ไม่พึงบริภาษภิกษุด้วยปริยายใด ๆ นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะเคารพ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต. <O:p></O:p>
๘. จำเดิมแต่วันนี้ไป ห้ามนางภิกษุณีว่ากล่าวสั่งสอนภิกษุ ไม่ห้ามภิกษุกล่าวสั่งสอนนางภิกษุณี นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ นับถือ เคารพ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต. <O:p></O:p>
ดูก่อนอานนท์ ถ้าพระนางมหาปชาบดี โคตมี รับครุธรรม ๘ ประการเหล่านี้ได้ นั้นก็จงเป็นอุปสัมปทา (การบวช) ของพระนางเถิด." <O:p></O:p>
พระอานนท์จำครุธรรมไปบอก <O:p></O:p>
ลำดับนั้น พระอานนท์ผู้มีอายุ เรียนครุธรรม ๘ ประการในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็เข้าไปเฝ้าพระนางมหาปชาบดี โคตมี แล้วกล่าวว่า "พระนางโคตมี ถ้าพระนางจะพึงรับครุธรรม ๘ ประการได้ นั้นก็จักเป็นอุปสัมปทา(การบวช) ของพระนาง คือ (มีข้อความเหมือนข้างต้น)." <O:p></O:p>
พระนางมหาปชาบดี โคตมี ทรงรับ <O:p></O:p>
พระนางมหาปชาบดี โคตมี ทูลตอบว่า "ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ หญิง หรือชายรุ่นหนุ่มสาว รักการประดับ สนานศีรษะแล้ว ได้พวงมาลัยดอกอุบลก็ดี พวงมาลัยดอกมะลิก็ดี พวงมาลัยดอกลำดวนก็ดี พึงประดิษฐานไว้บนกระหม่อม บนศีรษะฉันใด ข้าพเจ้าก็ฉันนั้น จะรับครุธรรม ๘ ประการเหล่านี้ไว้ ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต." <O:p></O:p>
วินัยปิฎก ๗/๓๒๐-๓๒๖<O:p></O:p>
อันนี้ก็ไม่นับว่าเป็นการบวชโดยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ของพระนางพิมพาหรือนางภิกษุณีอื่นก็ไม่เคยปรากฏ<O:p></O:p>
ตามความรู้สึกของผม ผมว่าแม่ชีเป็นผู้มีบุญญาธิการมากกว่าคนและสัตว์อื่น ๆ ที่เกิดมาในโลกนี้ โชคดีได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ได้เกิดมาพบพระศาสนา และมีบุญวาสนามากกว่าสัตว์โลกอื่น ๆ เพราะแม่ชีได้มีนิมิตจากจิตเจตสิกอันเป็นมงคล ว่าจะได้เป็นภิกษุณีในกาลข้างหน้า อีกทั้งจะได้รับการอุปสมบทโดยวิธี เอหิภิกขุณี อุปสัมปทา จากพระโอฐขององค์พระบรมศาสดาเป็นองค์แรก ซึ่งไม่เคยมีปรากฏมาก่อน เชื่อว่าพระพุทธองค์จะทรงสรรเสริญแต่งตั้งให้แม่ชีได้เป็นเอกทัคคะด้านใดด้านหนึ่งยิ่งกว่าพระนางมหาปชาบดีและพระนางพิมพาเป็นแน่แท้ หรือไม่แน่การที่พระอรหันต์นั้น ส่วนใหญ่จะได้รับการกล่าวจากจิตว่า เอหิภิกขุ อุปสัมปทา ก็ไม่ใช่ว่าจะได้รับการกล่าวจากจิตอย่างนี้กันทุกคน ส่วนแม่ชีนั้นเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในส่วนใหญ่ที่ได้รับการกล่าวจากจิตว่า เอหิภิกษุณี อุปสัมปทา เมื่อตอนเข้าพรรษาที่แล้ว ก็น่าจะได้เป็นอรหันต์แล้วเป็นแน่แท้ เพียงแต่กาลเวลาผ่านไป ทำให้เราเข้าใจอะไรไม่ถ่องแท้คลาดเคลือนจากความเป็นจริง ซึ่งบางทีเครื่องแบบสีขาวที่แม่ชีสวมใส่อยู่อาจเป็นสีผ้ากาสาวะที่พระองค์ทรงครองตลอดพระชนม์ชีพก็ได้ เพียงเพราะเราเกิดไม่ทันทำให้เข้าใจกันว่าต้องเป็นสีนั้นสีนี้ และการบรรลุธรรมก็ไม่ต้องสั่งสมบารมีกันยาวนาน ใครก็เป็นพระอรหันต์ได้ เพราะทุกอย่างในปัจจุบันอะไรก็ทันใจไปทุกอย่างเหมือติดจรวด ไม่เว้นแม้แต่กรรม เมื่อพระศาสนาเสื่อมลง คนดีมีน้อย คนชั่วผู้เป็นลูกหลานพระเทวทัตมาเกิดมากขึ้น พระศาสนาของเราจึงถูกพวกอลัชชีนำพระธรรมวินัยมาบิดเบือน นำมาเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินสร้างความเคารพเลื่อมใสหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง <O:p></O:p>
ผมยังเชื่อมั่นตามที่พระองค์ทรงตรัสว่า ตราบใดยังคงมีคนปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ตราบนั้นยังมีพระอรหันต์ผู้ละกิเลสเครื่องเคร้าหมองอยู่ในโลก<O:p></O:p>
ถ้าเป็นจริงตามนิมิตบอก แม่ชีก็เป็นผู้ที่ได้ประกาศตัวเป็นผู้หนึ่งในจำนวนผู้ข้ามพ้นวัฏฏสงสารแล้ว ก็ขอให้ผมมีส่วนเฉพาะในธรรมอันใดที่แม่ชีได้รู้เห็นตามความเป็นจริงขององค์พระบรมศาสดาด้วยเทอญ<O:p></O:p>
ผมก็มีพระอรหันต์นะ hongsanart อยากมากราบไหม มีอยู่ที่บ้าน ๒ องค์ กราบไหว้อยู่เช้าเย็น เผื่อ hongsanart หรือแม่ชีจะได้ถามท่านว่าเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร ผมว่าท่านคงไม่หวงที่จะตอบเป็นแน่แท้ หรือถ้าไม่มีเวลาไม่ต้องเดินทางไปถามหลวงพ่อ หลวงปู่ ครูบา หรือแม่ชีที่ไหนหรอก ลองออกจากวัด กลับไปที่บ้านกราบคุณพ่อ คุณแม่ ที่เท้าท่านงาม ๆ แล้ว จิตจะบอกเองว่าการอยู่ใกล้พระอรหันต์เป็นอย่างไร <O:p></O:p>
รีบกลับไปกราบนะก่อนจะไม่มีเวลาให้กราบ<O:p></O:p>
ตนเตือนตนของตนให้พ้นผิด <O:p></O:p>
ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน<O:p></O:p>
ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน<O:p></O:p>
ตนแชเชือนไม่เตือนตนให้พ้นภัย<O:p></O:p>
ศึกษาธรรม2551
03-11-2008, 07:15 PM
ขออนุโมทนาสาธุ...กับผู้ที่เป็นอรหันต์และจะเป็นอรหันต์ในวันข้างหน้าด้วยครับ
ธรรมใดที่ท่านบรรลุแล้วขอให้กระผมขอบรรลุบ้าง สาธุ....
ยายผีป่า
07-11-2008, 06:48 PM
นมัสการพระคุณเจ้าและแม่ชี อีกทั้งสวัสดีเด้อพ่อแม่พี่น้องเด้อ
เมื่อก่อนเคยกราบหลวงปู่ที่ท่านเป็นพระสายหลวงปู่มั่นท่านจำวัดในวัดป่าช้าแห่งหนึ่ง(ตอนนี้รื้อเป็นโรงเรียนเทศบาลไปแล้วค่ะ) ตอนนั้นเรียนมอต้น ยังไม่ค่อยกระจ่างเรื่องข้อธรรมอะไรเลย ในบทเรียนบอกว่า พระอรหันต์คือพระที่พระพุทธเจ้าบวชให้ในสมัยพระพุทธกาล ส่วนพระสงฆ์ในปัจจุบันนี้คือสมมุติสงฆ์ ยายผีป่าถามอาจารย์ที่สอนเรื่องนี้ ว่า ...
ครูคะ...แล้วคนเราจะมีโอกาสบรรลุอรหันต์ไหม เพราะไม่มีพระพุทธเจ้าบวชให้แล้ว ท่านตอบว่า นิพพานมีแต่พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ หมายถึงพระอรหันต์สมัยพุทธกาล คือพระที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ พระรุ่นหลังๆ เรียกว่า พระเกจิ พระโสดาบัน พระสุปฏิปันโน (ตอนนั้นยายผีป่าแสนจะเบื่อเวลาครูอธิบายเป็นคำที่ต้องแปลแล้วแปลอีก งงตึ๊บ)
เลยไปถามหลวงปู่ว่า...
หลวงปู่หนูอยากเป็นพระอรหันต์ได้ไหม
หลวงปู่อมยิ้ม แล้วเคี้ยวหมากต่อไป แต่คุณครูที่ไปด้วย(คนละคนที่สอนเรื่องนั้น) ก็พากันขำ แล้วบอกว่า เอ็งไม่ใช่ผู้ชาย...บวชพระยังไม่ได้ จะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร
ยายผีป่าเลยหน้าเจื่อนเพราะความคิดของตนเองนั้น กลายเป็นเรื่องขบขันของผู้อื่น
พอหลังจากเพล (หลวงปู่ฉันแต่น้ำอ้อยมื้อเพล) ท่านกวักมือเรียกยายผีป่าไปหาแล้วพูดเบาๆ ว่า
อย่าไปสนใจความหมาย อย่าไปสนใจว่าเป็นได้ไม่ได้ เอ็งตั้งหน้าตั้งตาทำดีเข้าไป คำตอบมันจะรู้เอง
แล้วต่อมายายผีป่าอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เทียบบิดามารดาว่าเป็นพรหมของบุตร ธิดา
ยายเลยเอาไปถามหลวงปู่อีกรูปว่า
ทำไมถึงเทียบอย่างนี้ ท่านตอบว่า เอ็งจะเรียกว่าอรหันต์ก็ได้
ยายเลยถามท่านว่า
ทำไมถึงเทียบว่าอรหันต์ แสดงว่าพ่อแม่หนูตายไปก็ไปนิพพานใช่ไหม
หลวงปู่ตอบว่า
มันเป็นนัยยะ เพื่อให้ลูกเล็กเด็กแดง รู้สำนึกในบุญคุณ ไม่ใช่วิ่งโร่ไปกราบคนอื่นๆ ไปหมด ลืมพ่อแม่ที่บ้าน แต่ถ้าพ่อแม่เอ็งปฏิบัติได้ถึงก็จะได้เป็นพระอรหันต์ได้จริงๆ
ยายผีป่าจึงหัวเราะกับท่านแล้วบอกว่า
ต่อให้พ่อแม่หนูทำบาปทำกรรมทางโลก แต่หนูก็รักท่าน แม้จะมีงอนกันบ้าง ก็รักนะหลวงปู่ ท่านไม่ต้องเป็นพระอรหันต์ก็ไม่ลืมบุญคุณหรอก
แล้วยายได้ถือโอกาสถามท่านถึงที่ค้างคาในใจว่า
พระสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บวชให้ บรรลุอรหันต์ได้ไหม รู้ได้อย่างไร และคนทั่วไปเป็นอรหันต์ได้ไหม
ท่านตอบว่า
พระพุทธเจ้ามิได้ตั้งตนเป็นศาสดาเพื่อให้ท่านเข้านิพพานได้เพียงผู้เดียว ท่านต้องการให้ทุกคนเข้าถึงธรรมสูงสุดที่ท่านตรัสรู้ชอบแล้วทั้งหมดทั้งสิ้น เอ็งไปทำเอา
ข้าวก้นบาตรพระดาบส
11-11-2008, 12:30 AM
สาธุครับ
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.