PDA

View Full Version : ทำไมพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า เราไม่มีครูสอนให้ตรัสรู้?


แม่ชีณัฐทิพย์
25-08-2006, 05:11 PM
เจริญธรรมทุกท่าน...ช่วงนี้แม่ชีมีปัญหาทางธรรมมาถาม ให้สมองซีกซ้ายและซีกขวาทำงานกันหน่อยดีไหม? ใครตอบและวิเคราะห์ได้โดนใจ...แม่ชีมีตะกรุดและขวัญถุงติดกระเป๋าให้ รับรองเงินไม่ขาดกระเป๋าแน่นอน แต่ต้องตอบในกระทู้นะ ให้คนอื่นได้อ่านบ้าง จะได้เป็นธรรมวิทยาทานแก่ผู้อื่น ได้กุศลผลบุญนะ คำถามๆว่า "ทำไมพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า เราไม่มีครูสอนให้ตรัสรู้?" ลองช่วยกันคิด วิเคราะห์และแยกแยะกันหน่อยดีไหม? สมองจะได้ไม่ฝ่อไง เอ้า...คิดดู สาธุ...

โจโฉ คร้าบบบ
25-08-2006, 10:18 PM
อัพไฟล์เสียงแม่ชีเสร็จแล้วนะครับ ควรไม่ควรอย่างไรจะให้แก้ตรงไหน
บอกได้นะครับ ตอนแรกเห็นกล่องมาจากสงขลา ยังนึกว่าใครส่งระเบิดมาให้อะป่าว อิๆๆ หรือ คนที่มาด่า อาจจะส่งส่งปฎิกูลมาให้เป็นของขวัญ

แต่พอเห็นชื่อคุณหงสนาถ ก็เลยมั่นใจว่า ของดีแน่
แต่ว่า กล่องใหญ๋จังคับ ซ๊ดี ใส่ซองกันกระแทกก็เอาอยู่แล้วคับ
เล่นซะผมกลัวเลย (แหมนึกว่า จะมีอะไรแถมมาให้ .. คิๆๆ )

http://www.palungjit.com/buddhism/audio/showthread.php?p=875#post875

กราบสวัสดีแม่ชีครับ

เอาตะกรุดมาล่อ นี่ผมเห็นตัวโลภะในใจ ตัวเบ้อเริ่มเลยอะคับ
วันนี้นึกว่าจะมีปาฎิหารย์ กับเสียงโทรศัพท์มะกี้ (เพราะอธิฐานไว้เมื่อคืน)
แต่กลายเป็นปฎิกูลในบัดดล เฮ่อ.. หนทางดับไปอีกทางนึง

เรื่องพระพุทธเจ้า
ผมอ่านแล้วก็คิดได้สั้นๆ เองครับว่า

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
เราจะถึงฝั่งก็ต้องเดินเอง

พระพุทธองค์เอง ท่านก็ทรงเป็นแค่ผุ้บอกทาง
บำเพ็ญเพียร อดทน สะสมบารมี อดทนข้ามภพข้ามชาติ
ท่านถึงฝั่ง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

ท่าทางผม จะคิดลึกไม่เป็นอะคับ
คิดได้แค่เนี้ย เห็นแววอยู่หลัดๆ ว่า ยังไง ก็ต้องพึ่งตน
อยากไปสบาย ก็ต้องทำทางเดินเอง แล้วก้าวเดินไปเอง

ลำบากอยู่ทุกวันนี้ ก้ตัวเองทั้งนั้น..ทำไว้

ขอบพระคุณสำหรับรูปนะครับ อยากหยุดพักยาวๆ จัง

กราบขอบพระคุณแม่ชีสำหรับความเมตตานะครับ
และก็ขอบพระคุณทุกท่าน เช่นกัน ที่มาให้กำลังใจ

ผมหวังว่าจะสมพรปากของทุกท่านนะครับ สาธุ

edtaro
26-08-2006, 06:33 AM
เพราะพระพุทธองค์ืืทรงตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์ท่านเอง และท่านจึงสอนให้เรารู้จักเรียนรู้ด้วยตัวเราเองคือทุกอย่างจะสำเร็จได้จะทุกข์สุขเศร้า
ดีหรือชั่วก็ด้วยตัวเราเองทั้งนั้น ดังเช่นที่พระองค์ทรงตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เองท่านก็ทรงเรียนรู้และปฏิบัติลองผิดลองถูกเอง
ครูบาอาจารย์ก็เป็นได้แต่เพียงผู้บอกผู้สอนเท่านั้น แต่หากไม่รู้จักและเรียนรู้ปฏิบัติด้วยตัวเราเองย่อมจะไม่มีผลใดๆเลย
ปัญญาก็มีน้อยนิดแค่่นี้้ิครับท่านอาจารย์แต่ด้วยความอยากมีเงินไม่ขาดกระเป๋าก็เลยลองตอบ
ดูมั่งครับ สาธุ..........หากไม่ได้ขวัญถุงอย่างน้อยสมองก็จะไม่ฝ่อครับ

maliwal
26-08-2006, 10:46 AM
"ทำไมพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า เราไม่มีครูสอนให้ตรัสรู้?"

ก็อย่างที่ท่านแม่ชีได้ฟันธงไว้เมื่อคราวที่แล้ว ดิฉันขี้กลัวและไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองจริงๆ ด้วยค่ะ
ตะกรุดก็อยากได้ อายในระดับสติปัญญาของตัวเองก็อาย แต่ว่าความโลภอยากได้ มันบังซะ หน้ามืดตามัวไปหมดแล้ว....

เริ่มเลยแล้วกัน.

หลังจากที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตสุข เป็นเวลา 49 วัน ภายหลังจากตรัสรู้ ก็ทรงมีดำริที่จะเสด็จไปเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ในขณะที่ท่านเดินทางมุ่งสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธองค์ได้เดินผ่านอาชีวกคนหนึ่งชื่อ อุปกะ เขาเห็นผิวพรรณของนักพรตผู้ที่เพิ่งเดินผ่านไปผ่องใสนัก อาการเยื้องย่างของท่านก็ดูสงบและสง่างามผิดจากนักพรตส่วนมากที่เขาเห็นมา ด้วยความอยากรู้จึงเดินกลับไปถามนักบวชหนุ่มผู้นั้นว่า
“ ท่านนักพรต ฉวีวรรณของท่านหมดจด ขาวผ่อง อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ท่านบวชในสำนักของใคร ใครเป็นครูบาอาจารย์ของท่าน ? หรือว่าท่านนิยมคำสอนของใคร”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบอาชีวกผู้นั้น ตามที่เป็นจริงว่า
“ เราคือสยัมภู เป็นผู้ครอบงำได้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นใหญ่ในตนเองเต็มที่ เราเป็นผู้รู้จบหมด ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งทั้งหลาย ละได้แล้วซึ่งสิ่งทั้งปวง หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา เราหักกงกรรมแห่งสังสารจักรอันเป็นเหตุให้เวียนว่ายตายเกิดด้วยตนเองแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ จะพึงอ้างใครเล่าว่าเป็นศาสดา อาจารย์ของเราไม่มี ผู้ที่เป็นเหมือนเราไม่มี ผู้จะเปรียบกับเราก็ไม่มี เราเป็นอรหันต์ในโลก เราเป็นครูไม่มีใครยิ่งกว่า เราผู้เดียวเป็นสัมมาสัมพุทธะ เป็นผู้ดับแล้วเย็นสนิท จะไปสู่เมืองแห่งชาวกาสีเพื่อแผ่พระธรรมจักร จะไปตีกลองแห่งอมตธรรมให้กึกก้องขึ้น”

อุปกะชีวกฟังพระพุทธเจ้าตรัสด้วยสายตาที่มิได้แสดงความยกย่องแต่อย่างใดและกล่าวว่า
“อาวุโส ท่านเป็นผู้ชนะอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและใหญ่โตปานนั้นเชียวหรือ”
พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า
“เราพูดตามความเป็นจริง”
“คงเป็นไปได้นะ อาวุโส คนที่รู้อะไร ๆ ได้เองโดยไม่มีครูอาจารย์ ท่านวิเศษเกินไปเสียแล้ว”
อุปกะชีวกพูดอย่างเย้ยหยัน แลบลิ้น ส่ายศรีษะ แล้วก็เดินหลีกไปด้วยความคิดว่า ท่านช่างโอ้อวดตัวเองสิ้นดี.

“ปัญญา” ตามที่เคยๆ อ่านมาเห็นว่า มีแบ่งไว้อยู่ 3 ระดับ คือ
1. สุตมยปัญญา เป็นปัญญาที่ได้จากการฟัง แล้วจำมา
2. จินตมยปัญญา เป็นปัญญาที่ได้จากการ เอาสิ่งที่จำๆ มาผ่านกระบวนการคิด พิจารณา เปรียบเทียบ
3. ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาที่รู้ขึ้นมาเอง ตรงๆเลย โดยไม่ต้องมีใครมาบอกมาสอน หรือจากการขบคิดพิจารณาด้วยเหตุผล

ถ้าหากเป็นผู้มีปัญญาในระดับโลกๆ ย่างท่านอุปกะชีวก เมื่อได้ยินใครมาบอกว่า รู้เองเห็นเองโดยไม่มีใครเป็นครูผู้สอน ก็ต้องคิดว่า มันไม่มีทางเป็นไปได้ และคิดว่าผู้ที่พูดเช่นนั้นช่างเป็นผู้ขี้โม้โอ้อวดแท้ๆ

แต่ทว่า.. ปัญญาในระดับที่รู้เองเห็นเองได้โดยไม่ต้องมีใครบอกใครสอนนั้นมันมีจริง และบุคคลถ้าได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้องก็สามารถมีได้
ความรู้ใน รหัสกลไก ความจริง ต่างๆ ของธรรมชาติ ความรู้เหล่านี้มันฝังอยู่แล้วในตัวทุกๆ ท่าน แต่อวิชชามันบดบังจนมองไม่เห็น พระพุทธองค์เป็นผู้สามารถทำลายม่านอวิชชาที่บดบังอยู่นี้ จนเข้าถึงความรู้แจ้งแทงตลอด ความเป็นมาเป็นไปของสังสารวัฏ ทั่วทั้งจักรวาล รู้ขึ้นมาเองจากในกายโดยไม่มีใครเป็นผู้สอน

ความรู้ที่พระองค์ตรัสรู้นั้น พระองค์เปรียบว่า เสมือนใบไม้ในป่าใหญ่ และใบไม้ในกำมือที่พระองค์มอบให้นั้น เปรียบเสมือนข้อมูล หรือความรู้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญ นั่นก็คือวิถีทางแห่งการรู้แจ้งหรือตรัสรู้ ที่ต้องรู้เสียก่อน แล้วความรู้เองเห็นเองตามธรรมชาติก็จะมีขึ้นมาเอง

ซึ่งถ้าเราอยากรู้อยากเห็นเหมือนพระองค์มั่ง มันก็ต้อง ฝึกฝน ๆ ๆ เอาเอง จากความรู้ หรือวิธีการตามที่พระองค์ได้มอบให้

“ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทาง... เธอทั้งหลาย ต้องเดินเอง”

เขียนมาซะยืดยาว ถึงไม่ถูกใจ แต่อย่างน้อยก็ต้องเห็นใจดิฉันมั่งหละนะคะ
เพราะฉะนั้นโปรดเมตตา มอบตะกรุดให้หนูด้วยเถิดค่ะ
และก็กรุณามอบพรแถมเป็นพิเศษมาในตะกรุด ให้หนูด้วยนะคะ
ขอให้หนูเป็นผู้แกล้วกล้าในการคิดและตัดสินใจ เพราะหนูรำคาญมากๆ กับข้อเสียของหนูข้อนี้.

กรุณาส่ง
ภาพร เจนรังสรรค์
80 หมู่1 ถ.ราษฎร์บำรุง ต.ชุมแพ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น 40130

SaNdolLaR
26-08-2006, 12:20 PM
หนูอยากตอบบ้างน่ะอาจารย์ พอดีเพิ่งได้เปิดคอม ม
"ทำไมพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า เราไม่มีครูสอนให้ตรัสรู้?"
ความคิดจากสมองและความรู้อันน้อยนิดของหนูน่ะคะ หากเปรียบคำว่าตรัสรู้เป็นแล้ว หนูยกให้ เป็นกองไฟ ที่จุดติดแล้ว แต่ครูทุกคนทำได้แค่จุดประกายไฟ เปรียบเสมือนไม้ขีด หรือเชื้อไฟ ประกายไฟจะดีแค่ไหน หนักแน่นแค่ไหน ไวไฟแค่ไหน หากตัวเชื้อมันเปียกน้ำหรือมีไม่มากพอ มันคงลุกติดเป็นไฟขึ้นมาไม่ได้ มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวแล้วว่า จะรับประกายไฟที่จุดประจุนั้นได้แค่ไหน และมีมากพอแค่ไหน ถ้าหากเชื้อไฟมันจุดไม่ติด ต่อให้เอาไม้ขีดขีดกันหมดกล่องมันก็ไม่เกิดกองไฟ ไม่ต่างไปจากครูอาจารย์ที่ตรัสรู้แล้วสอนคนที่รับไม่ได้สอนแค่ไหนป้อนแค่ไหน มันคงไม่ต่างจากไฟที่ก่อไม่ติด กองฟืนกองนั้นคงต้องปรับปรุงเป็นกองฟืนที่แห้งและพร้อมที่จะติดไฟ ประสบการณืก็เป็นแค่ครูของเรา หากเราไม่นำมา คิด พิจรณา ไตร่ตรอง อย่างแยบยลและแยบคายประสบการณ์นั้นก็เป็นแค่ประสบการณืที่ผ่านมาและผ่านไปตามกาลเวลา ไม่มีใครมาคิดแทนเราได้ หรือคิดแล้วเอาความคิดความรู้ชอบ ความเห็นชอบ ที่ท่านคิดได้หรือคิดถูกแล้ว มายัดใส่สมองที่รอยหยักมีน้อยแขนงไม่แตกของเราได้แน่ ตัวเราเองเท่านั้นที่ต้องสอนให้ตัวเราเองตรัสรู้ได้ บางทีประกายไฟแค่น้อยนิดอาจลุกโพลนเป็นกองไฟที่ใหญ่ และแบ่งเชื้อไฟไปสู่กอง อื่นๆอีกก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าครูไม่มีความหมายน่ะ ถ้าไม่มีครูก็เหมือนไม่มีผู้จุดประกายไฟมันก็ไม่ติดน่ะ แต่กองฟืนเท่านั้นที่จะทำให้ไฟลูกขึ้นมาได้อาจารย์ว่าความคิดของหนูมันขวางโลกอีกหรือเปล่าค่ะ comment ด้วย หนูจะรอน่ะค่ะ
http://www.yenta4.com/webboard/upload_images/237011_2220820.gif
ไปแระไปติดกาวตะกรุดต่อ เมื่อคืนติดได้หลายแร้น

klu
27-08-2006, 09:50 AM
"ทำไมพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า เราไม่มีครูสอนให้ตรัสรู้?"


เพราะอริยสัจ 4 เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากยิ่ง

คงต้องย้อนกลับไปดูล่ะมั้งว่า ทำไมพระพุทธองค์ทรงออกบวช
เพราะเห็นเทวทูตทั้ง 4 ใช่มั้ย เด็กที่เกิด คนเจ็บ คนตาย และสมณะ
มองปั๊บ เห็นเลยว่า คนทุกคนต้องผ่านเรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น
แล้วลองหันกลับมาถามตัวเราเองบ้างว่า
ไอ้ที่เห็น ๆ กันอยู่ทุกวันเคยคิดได้บ้างมั้ย ไม่เคย
พระพุทธเจ้าเห็นเพียงเท่านี้ เข้าใจในความจริง
จึงมุ่งแสวงหาความหลุดพ้นจากการเกิด
พระองค์ทรงคิดขึ้นมาเอง ไม่มีใครมาบอก
การที่จะคิดแบบนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย คือหลุดจากการเกิดไปเลย

สำนักอาจารย์ต่าง ๆ ในสมัยนั้น เราไม่อาจทราบได้หรอกว่าสอนอะไรยังไงกันบ้าง
ที่แน่ ๆ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการหลุดพ้น
จะเพื่อความสุขในชาติปัจจุบันนั้น หรือไม่ก็ เป็นไปในลักษณะที่ตนเองชอบ ชอบแบบไหนบูชาแบบนั้น
แต่อย่างเรื่องกฎของกรรมก็อาจจะมี เรื่องสมาธิก็น่าจะมีบ้าง

สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเข้าใจ
คนทั่ว ๆ ไปจะมี อกุศลกรรม อุปาทาน ตัณหา แล้วก็อะไรไม่รู้อีกอย่างหนึ่ง บดบังอยู่
มันก็เลยมองผ่านไป

พอมันไม่มีคนสอน ไม่มีใครคิดได้อย่างพระองค์ ก็ต้องมานั่งคิดนั่งหาเอง
ด้วยศรัทธาว่า สิ่งที่พระองค์แสวงหานั้นมีอยู่จริง
ศึกษามาก็เยอะ เก่งไม่รู้จะเก่งอย่างไร

แต่พระองค์กลับไม่คิดเลยว่า มันอาจจะไม่มีก็ได้นิ เพราะก็ไม่เห็นมีคนสอน

พระองค์มีความมั่นคงในการที่จะแสวงหา
ยากลำบากเพียงใดก็ยังเชื่อว่าสามารถที่จะหลุดพ้นได้
ถ้าไม่เชื่อว่าจริงคงล้มเลิกไปนานแล้วใช่มั้ย

สุดท้ายแล้ว พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง

มันจักหาใครสอนได้เล่า
ในเมื่อความจริงที่มองเห็น คนทั่ว ๆ ไปเขามองข้ามกันน่ะ
แค่ความทุกข์ธรรมดา ๆ นี่แหละ เหตุของมันนี่แหละ
มองเหมือนมันไกล จริง ๆ ก็อยู่ใกล้ ๆ ใกล้เกินไปมั้ง 555+

แม่ชีณัฐทิพย์
28-08-2006, 10:06 AM
เจริญธรรมและสวัสดีทุกท่าน...ได้อ่านคำตอบเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแล้วชื่นใจ ที่ทุกคนไม่ได้นับถือศาสนาแค่เพียงบัตรประชาชน เยี่ยมยอดมาก นับถือๆ เอาละ...โดยสรุป ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า "เราไม่มีครูสอนในเรื่องของการตรัสรู้" ไม่ใช่พระองค์ถือตนว่าเก่งโดยไม่ต้องมีครูนะ พระองค์มีครูสอนแต่ให้เอา ให้เป็น ให้มีด้วยกิเลสและตัณหา แต่ครูที่สอนให้ลด ละ เลิก ลา นั้นไม่มี พระองค์คิด วิเคราะห์และแยกแยะกับมันได้ จนถึงกับทำให้ปล่อยวางจากความยึดถือยึดมั่นได้อย่างสิ้นเชิง" รู้กระจ่างจึงวางได้" แต่ถ้ารู้หมดแต่อดไม่ได้" นั้นแปลว่ายังรู้ไม่กระจ่างอย่างถ่องแท้ จึงทำให้แก้และอดไม่ได้...ขออนุโมทนาสาธุ และปรบมือดังๆให้กับทุกท่านที่ตอบเข้ามา มีสาระมาก จะให้คุณหงสนาถ (อ้อยศักดิ์)จัดส่งไปให้ทุกท่านที่ตอบเข้ามา...มีคำถามมาให้ใช้สมองทั้งสองซีกคิดอีกแล้ว (อยากให้ช่วยบอกลูกๆ น้องๆและคนรู้จักได้เข้ามาตอบบ้างจัง)...คำถามๆว่า "ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่รับของถวายจากนางกีสาโคตรมี แต่ให้นางนำไปถวายให้กับพระที่บวชใหม่ที่นั่งอยู่อันดับสุดท้ายแทน" ซึ่งพระอันดับสุดท้ายนั้นคือพระอชิตะ ซึ่งจะมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อไป สาระสำคัญอยู่ที่การถวาย...(บอกใบ้ให้นะ) ลองช่วยกันตอบนะ คราวนี้มีเสื้อยืดจ๊าบมาก ข้างหน้าเสื้อเขียนคำว่า "สาธุ" เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ข้างหลังมียันต์ "นะ" แคล้วคลาดปลอดภัยและมีคนรักใคร่เมตตาตลอด ไม่ได้สอนให้งมงายแต่ใส่แล้วอบอุ่นเหมือนมีคนกอดเลยนะ...จะบอกให้ สาธุ!

seelerdk
28-08-2006, 10:14 AM
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814071824394.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814072024395.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814072124396.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814073724399.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814073924400.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814074024401.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814074024401.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814074224402.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814074424403.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814074624404.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814074824405.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814075024406.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814075224407.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814075324408.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814075524409.jpg
http://www.gmwebsite.com/System_images/PicturePath_WEBBOARD/MSG-060814075724410.jpg
ขอเอาเรื่อง พระประนวัดสารนาถธรรมาราม ของอุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติม มาเป็นการตอบคำถาม "ทำไมพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า เราไม่มีครูสอนให้ตรัสรู้?" และขอขอบคุณและอนุโมทนาสาธุกับคุณเนาว์ผู้สร้างเว็บพุทธวงศ์และนำเรื่องนี้โพสต์เป็นกระทู้และผมนำมาขยายเป็นการตอบคำถามข้างบนด้วยครับ
โมทนาสาธุครับ

kook1519
29-11-2006, 03:47 PM
เป็นคำตอบที่ใครๆ ก็รู้ค่ะ
เพราะว่า " อัตาหิ อัตโน นาโถ " ค่ะ
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และเห็นชอบด้วยพระองค์เอง
ทรงลองผิด ลองถูก ด้วยตัวของพระองค์เอง ไม่มีใครมาบอก มาสอน
เอาตัวเองเป็นเครื่องทอสอบ ทดลอง

Khunkik
08-01-2007, 12:53 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="85%" border=0><CENTER>http://www.larnbuddhism.com/anatottawong/top1.jpg

พระอชิตะ

ในอนาคตกาลจะมาตรัสรู้เป็นพระอาริยเมตไตรย
</CENTER><CENTER>http://www.larnbuddhism.com/anatottawong/g3.gif</CENTER>
สมัยหนึ่ง พระบรมครูเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์เป็นวาระที่ ๒ พระนางมหาปชาบดีโคตมีพระน้านางทรงจินตนาว่า จำเดิมแต่พระลูกเจ้ามาสู่พระนครนี้ เรามิได้ถวายสิ่งใดเลย ฉะนั้น เราจะถวายจีวรสาฎกเถิด แล้วจึงทรงทำผ้าสาฏก ซึ่งพระนางได้ทรงกระทำด้วยหัตถ์ของพระนางเองทั้งหมดโดยเริ่มจากเก็บฝ้ายนั้นด้วยพระหัตถ์ใส่ลงในผอบทองแล้วก็ทรงเลือก ทรงหีบ ทรงดีด ทรงปั่น ด้วยพระหัตถ์มิให้ผู้อื่นกระทำ ปรากฏว่าเส้นด้ายนั้นละเอียดปราณีตยิ่งนัก และมีสีเหลืองอร่ามดุจสีทองคำธรรมชาติ
แล้วจึงรับสั่งให้หาช่างหูกฝีมือเอกมาให้บริโภคซึ่งปราณีตโภชนาหารอันระคนด้วยจตุมธุรส และให้ตกแต่งกายนุ่งห่มด้วยวัตถาภรณ์เป็นอันดี ที่โรงหูกนั้นก็ให้ดาดเพดานในเบื้องบนห้องพวงดอกไม่มีพรรณต่าง ๆ ให้น่ารื่นรมณ์แห่งใจ แล้วเสด็จลงไปสู่โรงหูกกับนางในข้าราชบริพารทั้งหลาย ทอดพระเนตรการทอผ้าวิเศษนั้นทุกวันมิได้ขาด จนการทอผ้าสำเร็จได้ผ้าสาฏก ๒ ผืน ยาว ๑๔ ศอก กว้าง ๗ ศอกเสมอกัน มีพรรณงามรุ่งเรืองสุกพรรณนา เนื้อผ้าก็ละเอียดมีมุทุสัมผัสเป็นอันดี และภูษาทั้งคู่นี้เป็นพัสตราภรณ์อันหาค่ามิได้ สมควรแก่ที่สมเด็จพระจอมไตรโลกนาถจะทรง
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
“ ดูกรพระมาตุจฉาซึ่งมีคุณแก่เราตถาคต ! วัตถยุคคลอันประเสริฐนี้ขอให้พระมาตุจฉาจงถวายแก่สงฆ์เถิด จะเกิดมีผลานิสงส์มากยิ่งกว่าถวายอุทิศแก่เราตถาคต ด้วยว่าเมื่อได้ถวายภูษาทั้งคู่แก่สงฆ์แล้ว ย่อมได้ชื่อว่าเป็นการบูชาเราตถาคตและสงฆ์ทั้งปวง” http://www.larnbuddhism.com/anatottawong/B58.jpg
พระนางก็อ้อนวอนถึงสามครั้งสามคราพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงตรัสเช่นเดิม พระนางจึงทรงถือเอาภูษาทั้งคู่เข้าไปสู่ที่ใกล้องค์พระสารีบุตรธรรมเสนาบดี ซึ่งสถิตอยู่ ณ เบื้องขวาสมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า ประณตน้อมเข้าถวายด้วยจิตศรัทธา แต่แล้วก็กลับถูกองค์พระธรรมเสนาบดีซึ่งทราบถึงพระพุทโธบายปฏิเสธเสียด้วยคำว่า
“ ดูกรพระพุทธมาตุจฉามหาปชาบดี ! การที่พระองค์จะถวายแก่อาตมาภาพนี้ อาตมารับมิได้เพราะการมิสมควร ขอพระองค์จงทรงถวายภิกษุรูปอื่นต่อไปเถิด”
เมื่อได้รับการปฏิเสธฉะนี้ พระนางจึงทรงเลื่อนที่เข้าไปถวายแด่พระมหาโมคคัลลานเถระเจ้า ซึ่งสถิตอยู่ ณ เบื้องซ้ายแห่งองค์สมเด็จพระจอมไตรโลกนาถ แต่พระผู้เป็นเจ้าก็มิได้รับกลับปฏิเสธเสียด้วยถ้อยคำเหมือนองค์พระธรรมเสนาบดี พระนางจึงเลื่อนที่ถวายพระอรหันตอสีติมหาสาวกทั้งหลายต่อ ๆ ลงไปโดยลำดับ ก็มิได้มีพระผู้เป็นจ้ารูปใดรับแต่สักองค์หนึ่ง จนตราบเท่าถึงพระภิกษุหนุ่มนามว่า พระอชิตะ ซึ่งเป็นพระสังฆนวกะนั่งอยู่ในที่สุดท้ายสงฆ์ทั้งปวง เมื่อน้อมเข้าไปถวาย พระอชิตะหนุ่มก็รับภูษาวิเศษทั้งคู่นั้นทันที
พระอชิตราชกุมารผู้มีวาสนาใหญ่ก็ได้มาเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยและนั่งเป็นพระสังฆนวกะอยู่ ณ ที่ประชุมนั้น เมื่อทัศนาการเห็นพระนางมหาปชสบดียื่นภูษาเข้ามาถวายตรงหน้า ท่านก็กรุณารับเอาโดยประสงค์ที่จะรักษาศรัทธาของพระนางไว้ จนเป็นเหตุให้พระนางเจ้าทรงเกิดความน้อยใจไปใหญ่โต
สมเด็จพระบรมศาสดาผู้ทรงคุณใหญ่ เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระมาตุจฉาเสียพระทัยทรงพระโทมนัสในการบำเพ็ญทานพิเศษครั้งนี้จึงทรงมีพระดำริว่า ในกาลบัดนี้ สมควรที่เราตถาคตจะกระทำให้สมเด็จพระมาตุจฉาทรงคลายจากโทมนัสเสียใจ จะให้มีแต่ความชื่นใจยินดี ในวัตถุทานพิเศษนี้โดยยิ่ง แล้วจึงมีพระพุทธฏีกาตรัสเรียกใช้พระอานนท์ว่าเธอจงไปเอาบาตรของเราตถาคตมา พระอานนท์ก็รีบไปนำเอาบาตรทรงนั้นมาถวายพระองค์ทรงรับเอาบาตรแล้วทรงกระทำพุทธาธิษฐานว่า
“ พระสาวกทั้งปวง แม้จะทรงฤทธิ์ปานใดจงอย่าถือเอาบาตรนี้ได้เลย ให้พระอชิตะภิกษุหนุ่มผู้มีวาสนา จงถือเอาบาตรนี้ได้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น”
ทรงกระทำพระพุทธาธิษฐานฉะนี้ ก็ทรงเหยียดยื่นพระหัตถ์ข้างที่ถือบาตร ทันใดบาตรนั้นก็ลอยขึ้นไปในกลีบเมฆแล้วอันตรธานไปมิได้ปรากฏจึงทรงโปรดให้ภิกษุทั้งหลายไปนำเอาบาตรนั้นมา จะมีภิกษุสาวกรูปใดสามารถหรือไม่ ในลำดับนั้น พระธรรมเสนาสารีบุตรองค์อัครสาวกเบื้องขวากระทำอัญชลีแล้วกราบทูลว่า ข้าพระองค์ของพระบรมพุทธานุญาตนำเอาบาตรทรงนั้นมาถวาย แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เหาะขึ้นไปในอากาศเที่ยวแสวงหาซึ่งบาตรด้วยอิทธิ์ฤทธิ์ก็มิได้พบ จึงกลับลงมากราบทูลให้ทรงทราบซึ่งอาการที่ไม่พบนั้น บรรดาพระอสีติมหาสาวกทั้งหลายที่เหลือ
มีพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นอาทิ ต่างองค์ก็ขอพระบรมพุทธานุญาตเพื่อรับอาสาแล้วก็เหาะขึ้นไปแสสวงหาบาตรบนอากาศ แต่ก็ไม่มีองค์ที่สามารถนำเอาบาตรทรงมาถวายสมเด็จพระพุทธองค์ด้วยอานุภาพแห่งตนนั้น ในที่สุดสมเด็จพระจอมโลกนาถจึงมีพระพุทธฏีกาตรัสสั่งพระอชิตสังฆนวกภิกษุว่า
“ ดูก่อนอชิตะ ! ในกาลบัดนี้ ขอเธอจงแสดงความสามารถไปนำเอาบาตรของตถาคตมา”
อชิตะภิกษุหนุ่มราชบุตรพระเจ้าอชาตสัตตุราช ซึ่งจะได้ตรัสเป็นสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยในอนาคตภายหน้า ได้สดับพระพุทฏีกาตรัสสั่งดังนั้น พระผู้เป็นเจ้าก็ให้เป็นสิ่งอัศจรรย์น่าแปลกใจดำริว่า ไฉนพระอสีติมหาสาวกทั้งหลาย แต่ล้วนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ปราศจากราคาทิกิเลส มีฤทธานุภาพมาก ทั้งชำนาญยิ่งในฌานอภิญญา จึงมิอาจแสวงหาซึ่งบาตรทรงขององค์พระสัพพัญญูเจ้าได้ ก็แลอาตมาผู้มีนามว่าอชิตะนี้ไซร้ เป็นสังฆนวกภิกษุใหม่ในสงฆ์ ยังมิได้บรรลุคุณวิเศษในพุทธศาสนาแม้แต่เพียงพระโสดาปัตติมรรคญาณขั้นต่ำ
ซ้ำปราศจากฤทธิ์อันเกิดจากอภิญญาฌานสามาบัติแล้วสามารถนำมาเอาบาตรทรงมาถวายสมเด็จพระพุทธองค์ได้อย่างไร การที่สมเด็จพระจอมไตรโลกนาถทรงมีพระมหากรุณาดำรัสสั่งให้อาตมาไปนำเอาบาตรมาครั้งนี้ น่าที่จะมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งเป็นมั่นคงอย่ากระนั้นเลย จำอาตมาจะกระทำตามพระพุทธดำรัสสั่งไปตามกำลังสติปัญญา จิตนาฉะนี้แล้ว พระผู้เป็นเจ้าอชิตะจึงน้อมกายถวายนมัสการสมเด็จพระบรมครู ซึ่งสถิตอยู่บนบวรพุทธอาสน์ แล้วค่อยดำเนินไปยืนในที่สุดบริษัท ทัศนาซึ่งนภากาศแล้ว ตั้งจิตกระทำสัตยาธิษฐานว่า
“ อาตมาผู้มีนามว่าอชิตะนี้ จะได้เข้ามาบรรพชาในพระบวรพุทธศาสนาด้วยเหตุที่มีความปรารถนาในจตุปัจจัยลาภ หรือด้วยเหตุที่มิสามารถจะเลี้ยงชีพในฆราวาสวิสัยก็หามิได้ โดยที่แท้อาตมาเข้ามาบรรพชาด้วยตั้งใจจะประพฤติพรหมจรรย์ หมายมั่นจะได้ตรัสรู้ซึ่งสรรพธรรมเป็นพระสัพพัญญูในอนาคตกาล เพื่อจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ออกไปให้พ้นจากจตุรโอฆสงสาร เสมือนเช่นสมเด็จพระพิชิตมารเจ้าของบาตรบรมครูแห่งอาตมาขณะนี้
“ อนึ่ง ตั้งแต่กาลบรรพชามา อาตมาก็พยายามรักษาศีลประพฤติพรหมจรรย์มิให้ด่างพร้อยขาดทำลาย ตั้งใจประพฤติให้บริสุทธิ์อยู่เป็นอันดี ด้วยเดชะแห่งสัจจะความจริงนี้ ขอให้บาตรทรงแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์เจ้าจงลงมาประดิษฐานอยู่ในหัตถ์ของอาตมา ซึ่งจะเหยียดออกไปโดยพลันในกาลบัดนี้ ”
เมื่อเสร็จจากการตังจิตเป็นสัตยาธิษฐานตามประสาปุถุชนผู้ไร้ฤทธิ์อิทธิปาฏิหาริย์ อชิตะภิกษุหนุ่มผู้ปราศจากอภิญญาฌานสมาบัติ ก็เหยียดหัตถ์ออกไปเบื้องหน้าโดยพลัน บัดนี้ ก็ควรจะเห็นเป็นอัศจรรย์ด้วยว่า บาตรทรงขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ซึ่งเป็นสิ่งปราศจากจิตวิญญาณ ก็มีอาการดุจจะแสดงซึ่งพระสัพพัญญฌาณนิมิต แด่พระอชิตราชบุตรสังฆนวกผู้ซึ่งจะได้ตรัสเป็นพระสัพพญญูเจ้าในอนาคตกาลโดยบันดาลตกลงมาเองคัคนาลัย ประดิษฐานอยู่ในหัตถ์พระอชิตภิกษุเป็นที่ประจักษ์แก่นัยนา มีอาการดุจจะออกวาจาเป็นภาษามนุษย์ให้พระสังฆนวกชินบุตรทราบว่า
“ การที่ข้านี้หลบลี้ซ่อนเร้น ไม่ยอมเข้าไปอยู่ในอุ้งหัตถ์แห่งพระมหาสาวกทั้งหลาย แม่จะทรงคุณยิ่งใหญ่ เช่น พระธรรมเสนาสารีบุตรเป็นต้นนั้น ก็เพราะเหตุว่าข้านี้มิได้เป็นบริขารสาวก ข้านี้เป็นบาตรทรงสำหรับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีค่าเป็นพุทธบริขารโดยแท้ แต่พระผู้เป็นเจ้านี้สร้างพระบารมีมา มิใช่ว่าเพื่อจะเป็นพระสาวก หรือเพื่อจะเป็นพระปัจเจกโพธิ แท้จริงสร้างพระบารมีมาเพื่อจะได้เป็นสมเด็จพระสัญญูพุทธเจ้าในอนาคตกาลดังนั้น ข้านี้จึงยอมเข้ามาอยู่ในอุ้งหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้าได้ ”
ภิกษุใหม่นามว่าอชิตราชบุตรผู้จะได้เป็นพระศรีอาริยเมตไตรย เมื่อได้รับบาตรสมความปรารถนาแล้วก็มีจิตผ่องแผ้วปีติโสมนัสค่อยประคองบาตรทรงตรงเข้าไปถวายสมเด็จพระจอมไตรโลกนาถเจ้า ยังความมหัศจรรย์ในให้เกิดแก่หมู่ชนในที่เฝ้านั้นเป็นมันมาก ฝ่ายสมเด็จพระมหาปชาบดีได้เห็นเหตุมหัศจรรย์ดังนั้น ก็พลันหมดสิ้นซึ่งความน้อยเนื้อต่ำใจในดวงหฤทัยมีแต่ปีติปราโมทย์ บังเกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภิกษุหนุ่มสังฆนวกนาวว่าอชิตะเป็นกำลังพลางดำริว่า “ พระสงฆ์สาวกในพระพุทธศาสนานี้ มีพระคุณยิ่งเป็นมหัตจรรย์นักดูเอาเถิด แต่เพียงพระสังฆนวกก็ยังกอบด้วยคุณวิเศษเห็นปานดั่งนี้ ท่านเป็นพระอรหันตมหาเถระที่ทรงอภิญญาวิธีจะมีคุณานุภาพและทรงคุณวิเศษเป็นดังฤๅ” ยิ่งทรงจิตนาไปพระนางเจ้าก็ยิ่งเกิดพลวศรัทธาอันยิ่งใหญ่จนพระอสุชนัยน์ไหลตกจากพระเนตรอยู่พราก ๆ เมื่อเห็นสมควรที่จะเสด็จออกไปจากที่นั้น จึงยกขึ้นซึ่งพระหัตถ์ประณตนมัสการสมเด็จพระสัพพัญญูแลพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย แล้วพาบริวารเสด็จกลับคืนไปยังพระราชนิเวศน์สถาน
<TBODY></TBODY></TABLE>
----------------------

พอเห็นคำถามคุณแม่ รีบมาตอบเลยค่ะ ไม่ใช่เพราะอยากได้เสื้อหรอกนะคะ อันนั้นก็ถือเป็นอามิสอย่างหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ คืออยากรู้ พออ่านคำถามเล้วอยากรู้มากๆ ยังไม่เห็นมีใครตอบ เลยลองค้นหาดู แล้วก็ได้รู้ในเรื่องดีๆ อีกเรื่องหนึ่ง

ขออนุโทนา กับบารมีที่พระท่านได้ปฏิบัติมาแล้วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และด้วยการอนุโมทนาบุญนี้ ลูกขอตั้งจิตอธิษฐาน ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบุญกุศลที่ได้กระทำมาแล้วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ให้เป็นกำลัง เป็นปัจจัยให้บรรลุถึงที่สุดแห่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ทุกท่านทุกคนเทอญ^/|\^

แม่ชีณัฐทิพย์
16-01-2007, 09:12 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="85%" border=0><CENTER>http://www.larnbuddhism.com/anatottawong/top1.jpg

พระอชิตะ

ในอนาคตกาลจะมาตรัสรู้เป็นพระอาริยเมตไตรย
</CENTER><CENTER>http://www.larnbuddhism.com/anatottawong/g3.gif</CENTER>
สมัยหนึ่ง พระบรมครูเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์เป็นวาระที่ ๒ พระนางมหาปชาบดีโคตมีพระน้านางทรงจินตนาว่า จำเดิมแต่พระลูกเจ้ามาสู่พระนครนี้ เรามิได้ถวายสิ่งใดเลย ฉะนั้น เราจะถวายจีวรสาฎกเถิด แล้วจึงทรงทำผ้าสาฏก ซึ่งพระนางได้ทรงกระทำด้วยหัตถ์ของพระนางเองทั้งหมดโดยเริ่มจากเก็บฝ้ายนั้นด้วยพระหัตถ์ใส่ลงในผอบทองแล้วก็ทรงเลือก ทรงหีบ ทรงดีด ทรงปั่น ด้วยพระหัตถ์มิให้ผู้อื่นกระทำ ปรากฏว่าเส้นด้ายนั้นละเอียดปราณีตยิ่งนัก และมีสีเหลืองอร่ามดุจสีทองคำธรรมชาติ
แล้วจึงรับสั่งให้หาช่างหูกฝีมือเอกมาให้บริโภคซึ่งปราณีตโภชนาหารอันระคนด้วยจตุมธุรส และให้ตกแต่งกายนุ่งห่มด้วยวัตถาภรณ์เป็นอันดี ที่โรงหูกนั้นก็ให้ดาดเพดานในเบื้องบนห้องพวงดอกไม่มีพรรณต่าง ๆ ให้น่ารื่นรมณ์แห่งใจ แล้วเสด็จลงไปสู่โรงหูกกับนางในข้าราชบริพารทั้งหลาย ทอดพระเนตรการทอผ้าวิเศษนั้นทุกวันมิได้ขาด จนการทอผ้าสำเร็จได้ผ้าสาฏก ๒ ผืน ยาว ๑๔ ศอก กว้าง ๗ ศอกเสมอกัน มีพรรณงามรุ่งเรืองสุกพรรณนา เนื้อผ้าก็ละเอียดมีมุทุสัมผัสเป็นอันดี และภูษาทั้งคู่นี้เป็นพัสตราภรณ์อันหาค่ามิได้ สมควรแก่ที่สมเด็จพระจอมไตรโลกนาถจะทรง
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
“ ดูกรพระมาตุจฉาซึ่งมีคุณแก่เราตถาคต ! วัตถยุคคลอันประเสริฐนี้ขอให้พระมาตุจฉาจงถวายแก่สงฆ์เถิด จะเกิดมีผลานิสงส์มากยิ่งกว่าถวายอุทิศแก่เราตถาคต ด้วยว่าเมื่อได้ถวายภูษาทั้งคู่แก่สงฆ์แล้ว ย่อมได้ชื่อว่าเป็นการบูชาเราตถาคตและสงฆ์ทั้งปวง” http://www.larnbuddhism.com/anatottawong/B58.jpg
พระนางก็อ้อนวอนถึงสามครั้งสามคราพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงตรัสเช่นเดิม พระนางจึงทรงถือเอาภูษาทั้งคู่เข้าไปสู่ที่ใกล้องค์พระสารีบุตรธรรมเสนาบดี ซึ่งสถิตอยู่ ณ เบื้องขวาสมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า ประณตน้อมเข้าถวายด้วยจิตศรัทธา แต่แล้วก็กลับถูกองค์พระธรรมเสนาบดีซึ่งทราบถึงพระพุทโธบายปฏิเสธเสียด้วยคำว่า
“ ดูกรพระพุทธมาตุจฉามหาปชาบดี ! การที่พระองค์จะถวายแก่อาตมาภาพนี้ อาตมารับมิได้เพราะการมิสมควร ขอพระองค์จงทรงถวายภิกษุรูปอื่นต่อไปเถิด”
เมื่อได้รับการปฏิเสธฉะนี้ พระนางจึงทรงเลื่อนที่เข้าไปถวายแด่พระมหาโมคคัลลานเถระเจ้า ซึ่งสถิตอยู่ ณ เบื้องซ้ายแห่งองค์สมเด็จพระจอมไตรโลกนาถ แต่พระผู้เป็นเจ้าก็มิได้รับกลับปฏิเสธเสียด้วยถ้อยคำเหมือนองค์พระธรรมเสนาบดี พระนางจึงเลื่อนที่ถวายพระอรหันตอสีติมหาสาวกทั้งหลายต่อ ๆ ลงไปโดยลำดับ ก็มิได้มีพระผู้เป็นจ้ารูปใดรับแต่สักองค์หนึ่ง จนตราบเท่าถึงพระภิกษุหนุ่มนามว่า พระอชิตะ ซึ่งเป็นพระสังฆนวกะนั่งอยู่ในที่สุดท้ายสงฆ์ทั้งปวง เมื่อน้อมเข้าไปถวาย พระอชิตะหนุ่มก็รับภูษาวิเศษทั้งคู่นั้นทันที
พระอชิตราชกุมารผู้มีวาสนาใหญ่ก็ได้มาเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยและนั่งเป็นพระสังฆนวกะอยู่ ณ ที่ประชุมนั้น เมื่อทัศนาการเห็นพระนางมหาปชสบดียื่นภูษาเข้ามาถวายตรงหน้า ท่านก็กรุณารับเอาโดยประสงค์ที่จะรักษาศรัทธาของพระนางไว้ จนเป็นเหตุให้พระนางเจ้าทรงเกิดความน้อยใจไปใหญ่โต
สมเด็จพระบรมศาสดาผู้ทรงคุณใหญ่ เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระมาตุจฉาเสียพระทัยทรงพระโทมนัสในการบำเพ็ญทานพิเศษครั้งนี้จึงทรงมีพระดำริว่า ในกาลบัดนี้ สมควรที่เราตถาคตจะกระทำให้สมเด็จพระมาตุจฉาทรงคลายจากโทมนัสเสียใจ จะให้มีแต่ความชื่นใจยินดี ในวัตถุทานพิเศษนี้โดยยิ่ง แล้วจึงมีพระพุทธฏีกาตรัสเรียกใช้พระอานนท์ว่าเธอจงไปเอาบาตรของเราตถาคตมา พระอานนท์ก็รีบไปนำเอาบาตรทรงนั้นมาถวายพระองค์ทรงรับเอาบาตรแล้วทรงกระทำพุทธาธิษฐานว่า
“ พระสาวกทั้งปวง แม้จะทรงฤทธิ์ปานใดจงอย่าถือเอาบาตรนี้ได้เลย ให้พระอชิตะภิกษุหนุ่มผู้มีวาสนา จงถือเอาบาตรนี้ได้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น”
ทรงกระทำพระพุทธาธิษฐานฉะนี้ ก็ทรงเหยียดยื่นพระหัตถ์ข้างที่ถือบาตร ทันใดบาตรนั้นก็ลอยขึ้นไปในกลีบเมฆแล้วอันตรธานไปมิได้ปรากฏจึงทรงโปรดให้ภิกษุทั้งหลายไปนำเอาบาตรนั้นมา จะมีภิกษุสาวกรูปใดสามารถหรือไม่ ในลำดับนั้น พระธรรมเสนาสารีบุตรองค์อัครสาวกเบื้องขวากระทำอัญชลีแล้วกราบทูลว่า ข้าพระองค์ของพระบรมพุทธานุญาตนำเอาบาตรทรงนั้นมาถวาย แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เหาะขึ้นไปในอากาศเที่ยวแสวงหาซึ่งบาตรด้วยอิทธิ์ฤทธิ์ก็มิได้พบ จึงกลับลงมากราบทูลให้ทรงทราบซึ่งอาการที่ไม่พบนั้น บรรดาพระอสีติมหาสาวกทั้งหลายที่เหลือ
มีพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นอาทิ ต่างองค์ก็ขอพระบรมพุทธานุญาตเพื่อรับอาสาแล้วก็เหาะขึ้นไปแสสวงหาบาตรบนอากาศ แต่ก็ไม่มีองค์ที่สามารถนำเอาบาตรทรงมาถวายสมเด็จพระพุทธองค์ด้วยอานุภาพแห่งตนนั้น ในที่สุดสมเด็จพระจอมโลกนาถจึงมีพระพุทธฏีกาตรัสสั่งพระอชิตสังฆนวกภิกษุว่า
“ ดูก่อนอชิตะ ! ในกาลบัดนี้ ขอเธอจงแสดงความสามารถไปนำเอาบาตรของตถาคตมา”
อชิตะภิกษุหนุ่มราชบุตรพระเจ้าอชาตสัตตุราช ซึ่งจะได้ตรัสเป็นสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยในอนาคตภายหน้า ได้สดับพระพุทฏีกาตรัสสั่งดังนั้น พระผู้เป็นเจ้าก็ให้เป็นสิ่งอัศจรรย์น่าแปลกใจดำริว่า ไฉนพระอสีติมหาสาวกทั้งหลาย แต่ล้วนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ปราศจากราคาทิกิเลส มีฤทธานุภาพมาก ทั้งชำนาญยิ่งในฌานอภิญญา จึงมิอาจแสวงหาซึ่งบาตรทรงขององค์พระสัพพัญญูเจ้าได้ ก็แลอาตมาผู้มีนามว่าอชิตะนี้ไซร้ เป็นสังฆนวกภิกษุใหม่ในสงฆ์ ยังมิได้บรรลุคุณวิเศษในพุทธศาสนาแม้แต่เพียงพระโสดาปัตติมรรคญาณขั้นต่ำ
ซ้ำปราศจากฤทธิ์อันเกิดจากอภิญญาฌานสามาบัติแล้วสามารถนำมาเอาบาตรทรงมาถวายสมเด็จพระพุทธองค์ได้อย่างไร การที่สมเด็จพระจอมไตรโลกนาถทรงมีพระมหากรุณาดำรัสสั่งให้อาตมาไปนำเอาบาตรมาครั้งนี้ น่าที่จะมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งเป็นมั่นคงอย่ากระนั้นเลย จำอาตมาจะกระทำตามพระพุทธดำรัสสั่งไปตามกำลังสติปัญญา จิตนาฉะนี้แล้ว พระผู้เป็นเจ้าอชิตะจึงน้อมกายถวายนมัสการสมเด็จพระบรมครู ซึ่งสถิตอยู่บนบวรพุทธอาสน์ แล้วค่อยดำเนินไปยืนในที่สุดบริษัท ทัศนาซึ่งนภากาศแล้ว ตั้งจิตกระทำสัตยาธิษฐานว่า
“ อาตมาผู้มีนามว่าอชิตะนี้ จะได้เข้ามาบรรพชาในพระบวรพุทธศาสนาด้วยเหตุที่มีความปรารถนาในจตุปัจจัยลาภ หรือด้วยเหตุที่มิสามารถจะเลี้ยงชีพในฆราวาสวิสัยก็หามิได้ โดยที่แท้อาตมาเข้ามาบรรพชาด้วยตั้งใจจะประพฤติพรหมจรรย์ หมายมั่นจะได้ตรัสรู้ซึ่งสรรพธรรมเป็นพระสัพพัญญูในอนาคตกาล เพื่อจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ออกไปให้พ้นจากจตุรโอฆสงสาร เสมือนเช่นสมเด็จพระพิชิตมารเจ้าของบาตรบรมครูแห่งอาตมาขณะนี้
“ อนึ่ง ตั้งแต่กาลบรรพชามา อาตมาก็พยายามรักษาศีลประพฤติพรหมจรรย์มิให้ด่างพร้อยขาดทำลาย ตั้งใจประพฤติให้บริสุทธิ์อยู่เป็นอันดี ด้วยเดชะแห่งสัจจะความจริงนี้ ขอให้บาตรทรงแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์เจ้าจงลงมาประดิษฐานอยู่ในหัตถ์ของอาตมา ซึ่งจะเหยียดออกไปโดยพลันในกาลบัดนี้ ”
เมื่อเสร็จจากการตังจิตเป็นสัตยาธิษฐานตามประสาปุถุชนผู้ไร้ฤทธิ์อิทธิปาฏิหาริย์ อชิตะภิกษุหนุ่มผู้ปราศจากอภิญญาฌานสมาบัติ ก็เหยียดหัตถ์ออกไปเบื้องหน้าโดยพลัน บัดนี้ ก็ควรจะเห็นเป็นอัศจรรย์ด้วยว่า บาตรทรงขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ซึ่งเป็นสิ่งปราศจากจิตวิญญาณ ก็มีอาการดุจจะแสดงซึ่งพระสัพพัญญฌาณนิมิต แด่พระอชิตราชบุตรสังฆนวกผู้ซึ่งจะได้ตรัสเป็นพระสัพพญญูเจ้าในอนาคตกาลโดยบันดาลตกลงมาเองคัคนาลัย ประดิษฐานอยู่ในหัตถ์พระอชิตภิกษุเป็นที่ประจักษ์แก่นัยนา มีอาการดุจจะออกวาจาเป็นภาษามนุษย์ให้พระสังฆนวกชินบุตรทราบว่า
“ การที่ข้านี้หลบลี้ซ่อนเร้น ไม่ยอมเข้าไปอยู่ในอุ้งหัตถ์แห่งพระมหาสาวกทั้งหลาย แม่จะทรงคุณยิ่งใหญ่ เช่น พระธรรมเสนาสารีบุตรเป็นต้นนั้น ก็เพราะเหตุว่าข้านี้มิได้เป็นบริขารสาวก ข้านี้เป็นบาตรทรงสำหรับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีค่าเป็นพุทธบริขารโดยแท้ แต่พระผู้เป็นเจ้านี้สร้างพระบารมีมา มิใช่ว่าเพื่อจะเป็นพระสาวก หรือเพื่อจะเป็นพระปัจเจกโพธิ แท้จริงสร้างพระบารมีมาเพื่อจะได้เป็นสมเด็จพระสัญญูพุทธเจ้าในอนาคตกาลดังนั้น ข้านี้จึงยอมเข้ามาอยู่ในอุ้งหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้าได้ ”
ภิกษุใหม่นามว่าอชิตราชบุตรผู้จะได้เป็นพระศรีอาริยเมตไตรย เมื่อได้รับบาตรสมความปรารถนาแล้วก็มีจิตผ่องแผ้วปีติโสมนัสค่อยประคองบาตรทรงตรงเข้าไปถวายสมเด็จพระจอมไตรโลกนาถเจ้า ยังความมหัศจรรย์ในให้เกิดแก่หมู่ชนในที่เฝ้านั้นเป็นมันมาก ฝ่ายสมเด็จพระมหาปชาบดีได้เห็นเหตุมหัศจรรย์ดังนั้น ก็พลันหมดสิ้นซึ่งความน้อยเนื้อต่ำใจในดวงหฤทัยมีแต่ปีติปราโมทย์ บังเกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภิกษุหนุ่มสังฆนวกนาวว่าอชิตะเป็นกำลังพลางดำริว่า “ พระสงฆ์สาวกในพระพุทธศาสนานี้ มีพระคุณยิ่งเป็นมหัตจรรย์นักดูเอาเถิด แต่เพียงพระสังฆนวกก็ยังกอบด้วยคุณวิเศษเห็นปานดั่งนี้ ท่านเป็นพระอรหันตมหาเถระที่ทรงอภิญญาวิธีจะมีคุณานุภาพและทรงคุณวิเศษเป็นดังฤๅ” ยิ่งทรงจิตนาไปพระนางเจ้าก็ยิ่งเกิดพลวศรัทธาอันยิ่งใหญ่จนพระอสุชนัยน์ไหลตกจากพระเนตรอยู่พราก ๆ เมื่อเห็นสมควรที่จะเสด็จออกไปจากที่นั้น จึงยกขึ้นซึ่งพระหัตถ์ประณตนมัสการสมเด็จพระสัพพัญญูแลพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย แล้วพาบริวารเสด็จกลับคืนไปยังพระราชนิเวศน์สถาน

<TBODY></TBODY></TABLE>
----------------------

พอเห็นคำถามคุณแม่ รีบมาตอบเลยค่ะ ไม่ใช่เพราะอยากได้เสื้อหรอกนะคะ อันนั้นก็ถือเป็นอามิสอย่างหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ คืออยากรู้ พออ่านคำถามเล้วอยากรู้มากๆ ยังไม่เห็นมีใครตอบ เลยลองค้นหาดู แล้วก็ได้รู้ในเรื่องดีๆ อีกเรื่องหนึ่ง

ขออนุโทนา กับบารมีที่พระท่านได้ปฏิบัติมาแล้วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และด้วยการอนุโมทนาบุญนี้ ลูกขอตั้งจิตอธิษฐาน ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบุญกุศลที่ได้กระทำมาแล้วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ให้เป็นกำลัง เป็นปัจจัยให้บรรลุถึงที่สุดแห่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ทุกท่านทุกคนเทอญ^/|\^


เจริญธรรม...

ช่วยแจ้งที่อยู่มาด้วยนะ จะได้ให้คุณหงสนาถจัดส่งเสื้อจ๊าบไปให้

(verygood)(verygood)(verygood)
ธรรมะสวัสดี สาธุ!!!

Khunkik
21-02-2007, 03:35 PM
ได้รับเสื้อเรียบร้อยแล้วค่ะ
กราบขอบพระคุณคุณแม่ และพี่ที่ส่งเสื้อมาให้ด้วยค่ะ สวยมากๆ

albertalos
26-02-2007, 01:53 AM
ทำไมพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า เราไม่มีครูสอนให้ตรัสรู้?
ขอตอบตามความเข้าใจบ้างนะครับ เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้รู้คือสิ่งที่ ไม่มีผู้ใดสร้างขึ้น เปนสิ่งที่มีอยู่ แต่ต้องใช้ปัญญาในการไตร่ตรองจึงเข้าใจ ดังนั้นการตรัสรู้จึงมิใช่ความรู้ไหม่แต่เป็นความเข้าใจในสิ่งที่เป็น สิ่งที่กระทำ สิ่งที่มีอยู่ เป็นการ รู้ ตื่น และเบิกบาน รู้ไม่หลงตาม ตื่นจากความหลง เบิกบานไม่เป็นทุก
สิ่งเหล่านี้ ท่ามองเห็นก็จะเข้าใจและรู้ได้ด้วยตน คนอื่นบอกก็ไม่อาจรู้ได้หากไม่มีความเข้าใจที่ถูก คือความเห็นตามสภาพจริงที่ต้องเป็นไป ฝืนได้แต่เป็นทุก ยับยั้ง เว้น เลิกได้เป็นสุข ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงต้องรู้ด้วยตน รู้ด้วยใจของตนเอง
และท่านเปนผู้เห็นเองมิได้มีผู้ใดชี้ทาง ทำไห้ดูหรือ บอกกล่าว จึง กล่าวว่า
ทรว ตสัสรู้โดยพระองค์เองโดยไม่มีผู้สอน

<!-- currently active users -->

รติโก
09-06-2007, 10:28 AM
การได้ทำบุญกับพระมหาโพธิสัตว์ที่มีบารมีครบถ้วนทั้ง 30 ทัศ นั้นนับเป็นมหากุศลที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการที่ได้ทำบุญกับพระพุทธเจ้าและพระอริยะสงฆ์สาวกเลยทีเดียว.....เพราะหากต่อไปเบื้องหน้าท่านนั้นก็จักตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาลอันใกล้นี้เช่นกัน.......สาธุ.....

kk008
09-06-2007, 10:23 PM
เอาด้วยนะครับ ขอคิดตามพุทธประวัติเลยแล้วกัน

ขอเปลียบเทียบกับ เอดิสัน ผู้ประดิษหลอดไฟ ให้ชาวโลกเราได้ใช้กันนะครับ
เป็นที่รู้กันดีว่าท่านเป็นคนคิดค้นคนแรก ย่อมตีความได้ว่า ไม่มีใครสอนท่าน
ท่านคิดค้นของท่านเอง """ข้อความมีน้ำหนัก ศาลเห็นว่าฟังขึ้น"""

ถึงแม้ว่าท่านจะได้เรียนรู้หลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสต่างๆ จากตำรา และครู
อาจารย์ มา แต่ก็ต้องยกย่องว่าท่านเป็นผู้ผลิตหลอดไฟคนแรก

ผู้ประดิษหลอดไฟคนแรก = คิดประดิษเอาเอง = ไม่มีใครสอนให้ทำหลอดไฟ
= ไม่มีครูสอนทำ

--พระพุทธเจ้า --
ถึงแม้พระพุทธอง จะมีครูอาจารสอนสั่ง ปูพื้นฐานมาบ้าง แต่ครูท่านก็ไม่มีสักคน ที่รู้จักวิธี เข้าถึงพระอรหัน

พระพุทธองได้นำความรู้ที่ท่านได้เรียนรู้นั้น มาเป็นพื้นฐาน ในการค้นหาวิธี
ในการเข้าถึง พระอรหัน

หากเปลียบเที่ยบกับ เอดิสันแล้ว ก็ถือได้ว่า

พระพุทธเจ้า ไม่มีผู้ไดมาสอนวิธีการดับทุกข์ แก่ท่าน
= พระพุทธเจ้าคิดวิธีเอาเอง = ไม่มีครู

ผมเข้าใจของผมแบบนี้ครับ เป็นอันว่าขอ ตะกรุด เลยแล้วกัน(พูดเล่นนะครับ)

kanlayanee
01-07-2007, 06:49 AM
อนุโมทนา กับความรู้ที่ได้รับจากkhunkikค่ะ

ตาแก่
24-08-2008, 10:46 PM
โมทนา ด้วยคนครับ