PDA

View Full Version : ทุกคนสามารถตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าได้


Kamen rider
05-10-2004, 11:47 AM
*** ภาพมันสวยดีครับ เลยเอาลง อิ อิ อิ

http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/images/p37_01.jpghttp://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/images/p37_02.jpghttp://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/images/p37_03.jpghttp://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/images/p37_04.jpghttp://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/images/p37_05.jpg

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราในชาติก่อนๆ ก็ได้เคยเกิดมาเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับพวกเราทุกคน



พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของเราก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาเช่นเดียวกับพวกเรา แต่เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีหัวใจไม่ธรรมดา
ก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้ทรงสั่งสมบุ_บารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน โดยมีความปรารถนา จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่วแน่ ได้ผ่านชีวิตมาทุกระดับแล้ว ได้พยายามทดลอง อยู่หลายๆ วิธี เพื่อค้นหาทางพ้นทุกข์

พระองค์มุ่งสร้างบารมี ทำแต่ความดี เมื่อละโลกไป ก็ได้ไปพักอยู่ที่สุคติโลกสวรรค์ แต่ก็มีเหมือนกันที่บางครั้งอกุศลเข้าสิงจิต ทำให้พระองค์พลาดพลั้งกระทำความผิด ทำให้ต้องวนเวียนอยู่ในทุคติเป็นเวลายาวนาน

Kamen rider
05-10-2004, 11:54 AM
http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p38_1.jpg
ก่อนที่พระองค์จะได้เป็นพระพุทธเจ้า ได้สร้าง
บุ_ สร้างบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน
เพื่อปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า




http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p38_2.jpg
พระองค์ได้ลองผิดลองถูก เพื่อค้นหาหนทางพ้นทุกข์


http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p38_3.jpg
พระองค์มุ่งสร้างบารมี ทำแต่ความดี
เมื่อละโลกไปก็ได้ไปพักอยู่ที่สุคติ


http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p38_4.jpg
แต่ในบางครั้งที่พระองค์พลาดพลั้งทำบาปอกุศลบ้าง
จึงวนเวียนอยู่ในทุคติเป็นเวลายาวนาน



บุคคลใดที่ตั้งความปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตนั้น แสดงว่าบุคคลนั้นจะต้องมีความรู้เรื่องราวความเป็นจริงของโลก และชีวิตในระดับหนึ่ง รู้ว่าโลกที่เราอยู่นี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไป นับครั้งไม่ถ้วน แม้กระทั่งสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม อรูปพรหม ตลอดจนสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรกต่างก็ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้มายาวนาน ถ้าชาติไหน สัตวโลกเหล่านั้นทำความดี ก็จะไปเกิดใน สุคติ คือ เกิดเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม อรูปพรหม ตามกำลังแห่งบุ_ที่ตัวได้กระทำเอาไว้ แต่ถ้าชาติไหนเกิดพลาดพลั้งทำบาปอกุศลเข้า ก็จะต้องไปเกิดในทุคติ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก

Kamen rider
05-10-2004, 11:57 AM
http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p39_1.jpg
ดังนั้น บุคคลที่ตั้งความปรารถนา
มาเป็นพระพุทธเจ้านั้น จะต้องมีความรู้ ในความเป็นจริงของโลก และชีวิตในระดับหนึ่ง



http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p39_2.jpg
รู้ว่า โลกที่เราอยู่นี้ มีวันแตกดับไป
แล้วเกิดขึ้นใหม่ พร้อมกับตั้งอยู่
และในที่สุดก็มีวันเสื่อมสลายไป
นับจำนวนครั้งไม่ถ้วน



http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p39_3.jpg
แม้กระทั่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์
เทวดา พรหม อรูปพรหม ตลอดจนสัตว์เดรัจฉาน
เปรต อสุรกาย สัตว์นรก
ต่างต้องวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้



http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p39_4.jpg
ถ้าชาติไหนสัตวโลกเหล่านั้นทำความดี
ก็จะไปเกิดในสุคติ เป็นมนุษย์ เทวดา พรหม
อรูปพรหม ตามกำลังแห่งบุ_


จะเห็นได้ว่า ในสังสารวัฏมีแค่บุ_กับบาปเท่านั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ารวยหรือจน ซึ่งเราจะต้องเลือกเอาว่าเราจะอยู่ตรงไหน จะทำ บุ_หรือว่าจะทำบาป เพราะเราต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้ไปนับภพนับชาติไม่ถ้วน และบาปบุ_นั้นไม่มีเว้นใคร ไม่ว่าบุคคลนั้นจะตั้งความปรารถนาอันใดไว้ เพราะฉะนั้นเราไม่ควร ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความประมาท แม้แต่ผู้มีบารมีที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตก็ยังพลาดพลั้งได้

ในขณะที่สรรพสัตว์ทั้งหลายยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่นั้น ไม่พ้นที่จะต้องประสบ กับความทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดเป็นใครก็แล้วแต่ล้วนประสบทุกข์ทั้งสิ้น เศรษฐีก็ทุกข์แบบเศรษฐี ยาจกก็ทุกข์แบบยาจก ชนชั้นกลางก็ทุกข์แบบชนชั้นกลาง

Kamen rider
05-10-2004, 12:00 PM
http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p40_1.jpghttp://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p40_2.jpghttp://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p40_3.jpg

แต่ถ้าบางชาติพลาดพลั้งทำบาปอกุศลเข้า
ก็ต้องไปเกิดในทุคติ
จะต้องวนเวียนตายเกิด
อยู่อย่างนี้นับภพนับชาติไม่ถ้วน ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก
ความผิดหวัง ไม่ได้ตั้งใจ

ความทุกข์ มี ๒ ประการ

ประการแรก คือ ทุกข์ประจำ เป็นความทุกข์ที่เกิดมาพร้อมกับร่างกายที่เกิดมา คือ ความแก่ ความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ หลีกเลี่ยงไม่ได้

ประการที่สอง คือ ทุกข์จร เป็นทุกข์ที่เกิดจากความไม่สบายกาย เจ็บไข้ได้ป่วย ความร่ำไรรำพัน ความน้อยใจ คับแค้นใจ ประสบกับสิ่งที่เกลียดชังบ้าง พลัดพรากจากสิ่งที่รักบ้าง ไม่สมหวังดังใจบ้าง ซึ่งความทุกข์จรเหล่านี้จะมีมากน้อยขึ้นอยู่กับวิบากกรรมของแต่ละบุคคล

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไปของโลก รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกชีวิตต่างล้วนต้องประสบความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติของโลกใบนี้และเป็นธรรมชาติของทุกๆ ชีวิต

Kamen rider
05-10-2004, 12:06 PM
http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p40_4.jpg http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p40_5.jpg
http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p40_6.jpg

เมื่อประสบเหตุการณ์สะดุดใจ
บุคคลผู้นั้นจึงพลันคิดได้ว่า
"วัฏจักร คือ ทะเลแห่งทุกข์" เป็นคุกใบให_่ที่ขังสรรพสัตว์
ทั้งหลายให้ทนทรมานอย่าง
แสนสาหัส วนเวียนอยู่ใน
วัฏสงสารแห่งนี้ ยากที่จะพ้นจาก
วัฏสงสารแห่งนี้ไปได้ บุคคลผู้นั้นถือว่าเป็นอุดมบุรุษ
ที่มองเห็นทุกข์ภัยในวัฏสงสาร
ท่านจึงได้คิดว่า วันหนึ่งเราจักทำลายวัฏสงสารนี้
ออกไปให้ได้ จะออกไปให้พ้น
จากทะเลทุกข์ทรมานแห่งนี้


เมื่อสรรพสัตว์ทั้งหลายต่างต้องเวียนว่าย ตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนานเข้า สัตว์ผู้สั่งสมปั__ามามากก็จะเกิดการสังเกต จะมีการพัฒนาตนเองขึ้นไปตามลำดับ จะมีสติปั__ามากขึ้นจนกระทั่งถึงในระดับหนึ่ง เมื่อประสบ เหตุการณ์ที่สะดุดใจ บุคคลผู้นั้นก็จะพลันคิดได้ว่า วัฏสงสารนี้ก็คือทะเลแห่งกองทุกข์ อุปมาเหมือนคุกใบให_่ที่ขังสรรพสัตว์ทั้งหลายเอาไว้ให้ทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส บังคับให้ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารแห่งนี้โดยยากที่จะพ้นจากวัฏสงสารนี้ไปได้ จึงได้คิด ต่อไปว่า วันหนึ่งเราจักทำลายวัฏสงสารนี้ออกไปให้ได้ จะออกไปให้พ้นจากทะเลทุกข์ทรมานแห่งนี้ และหากวันไหนที่เราออกจากวัฏสงสารนี้แล้ว จะไม่ไปเพียงลำพัง แต่จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายนั้น ฝ่าวงล้อมนี้ออกไปด้วย เหมือน ทลายคุก คือ ภพสามออกไป บุคคลผู้มีความคิดเช่นนี้ถือว่าเป็นความคิดของอุดมบุรุษที่มุ่งปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคตกาล

Kamen rider
05-10-2004, 12:08 PM
http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p40_7.jpg
นี้คือความคิดของอุดมบุรุษที่มุ่งปรารถนา
จะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต


http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/pic/p40_8.jpg
ดังนั้น ทุกคนก็สามารถตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งกลางๆ ไม่ผูกขาด ไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นใคร ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นได้ทั้งนั้น เมื่อตั้งความปรารถนา แล้วก็สั่งสมบารมีให้ครบถ้วนบริบูรณ์

ดังนั้น ทุกคนก็สามารถตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งกลางๆ ไม่ผูกขาด ไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นใคร ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นได้ทั้งนั้น เมื่อตั้งความปรารถนา แล้วก็สั่งสมบารมีให้ครบถ้วนบริบูรณ์


ที่มา
http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/jun47/c37.htm

thanan
10-10-2004, 08:27 PM
ใช่ครับทุกคนสามารถตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าได้
แต่ต้องมีกำลังใจที่แน่วแน่ มั่นคงมากกกกกกกก(เพราะทำเป็นอสงไขย)
ไม่สนใจว่าตัวเองจะเป็นอย่างไร ขอให้คนอื่นมีความสุขก็พอ ขอให้ชาวโลกพ้นทุกข์ก็พอ นี่แหละความเมตตาของพระพุทธะ มหาบุรุษของโลก

Star Platinum
18-10-2004, 07:39 PM
เส้นทางยังอีกยาวไกล แต่ใจเกินร้อย

nat
19-10-2004, 09:04 PM
ป่วยการที่จะหวังตราบใดที่ยังกินเลือดเนื้อผู้อื่นอยู่ ที่ๆจะไปคือนรก และต้องไปเกิดเป็นสัตว์ที่กินเข้าไปจนครบจำนวน

Star Platinum
20-10-2004, 12:10 PM
ป่วยการที่จะหวังตราบใดที่ยังกินเลือดเนื้อผู้อื่นอยู่ ที่ๆจะไปคือนรก และต้องไปเกิดเป็นสัตว์ที่กินเข้าไปจนครบจำนวน

เหรอครับ? เอามาจากไหนครับ? ตั้งแต่คุณเกิดมาคุณกินเนื้อสัตว์เข้าไปบ้างหรือเปล่า? พระพุทธองค์และพระอริยสงค์ทั้งหลายก็ฉันเนื้อสัตว์นะครับ แต่ก็ไปนิพพานกันได้ ร่างกายคนนั้นประกอบด้วยเลือดด้วยเนื้อย่อมยังอยู่ได้ด้วยเลือดด้วยเนื้อของสิ่งมีชีวิตอื่นๆเช่นกัน เพราะเหตุนี้แหละผู้คนมากหลายปรารถนาที่จะออกจากระบบนี้ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายก็ปรารถนาจะนำสัตว์ทั้งหลายออกไปเช่นกัน

ผมว่าผู้ที่คิดช่วยผู้อื่นเนี่ยไม่ป่วยการหรอกครับ แต่ผู้ที่ทำลายศรัทธาที่ดี หรือแช่งผู้อื่นนั่นแหละจะได้ไปนรก

nat
21-10-2004, 11:56 AM
พระโพธิสัตว์ ทรงตรัสว่า ธรรมะพิสูจน์ได้เดี๋ยวนี้ ถ้าออกไปด่าเขา..เขาก็ด่าเราตอบ........
ไม่มีใครอยู่เหนือกฏแห่งกรรมได้ เรากินเนื้อเขาวันนี้พรุ่งนี้เขาก็กินเนื้อเราคืนไม่มีพระอริยเจ้าองค์ใดทานเลื้อดเนื้อของพี่น้องเราเองได้.....

Star Platinum
21-10-2004, 08:26 PM
พระโพธิสัตว์ ทรงตรัสว่า ธรรมะพิสูจน์ได้เดี๋ยวนี้ ถ้าออกไปด่าเขา..เขาก็ด่าเราตอบ........
ไม่มีใครอยู่เหนือกฏแห่งกรรมได้ เรากินเนื้อเขาวันนี้พรุ่งนี้เขาก็กินเนื้อเราคืนไม่มีพระอริยเจ้าองค์ใดทานเลื้อดเนื้อของพี่น้องเราเองได้.....

พระโพธิสัตว์องค์ไหนตรัสไว้อย่างนั้นครับ? เห็นด้วยว่าๆไม่มีใครอยู่เหนือกฎแห่งกรรมได้ แต่คุณเคยเห็นพระฉันเนื้อสัตว์ใหม?

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ห้ามฉันเนื้อสัตว์ทั่วๆไป นอกจากเนื้อสัตว์บางชนิดนะครับ
ลองอ่านเรื่องนี้ดู

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

*นางสุปปิยา*
เอตทัคคะในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้

นางสุปปิยา เกิดในตระกูลหนึ่ง ในกรุงพาราณสี เมื่อเจริ_วัยแล้วได้สามีผู้มีฐานะใกล้
เคียงกัน นางเป็นผู้มีอุปนิสัยศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแน่วแน่
ต่อมา เมื่อพระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จจาริกไปยังกรุงพาราณสี
นางได้ทราบข่าวการเสด็จมาจึงเข้าเฝ้าพร้อมกับพุทธบริษัทอื่น ๆ ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วได้
บรรลุโสดาปัตติผล
วันหนึ่งนางได้ไปฟังธรรมที่วัด และก่อนที่จะกลับบ้านได้เดินเยี่ยมเยือนพระภิกษุภายใน
วัดนั้น พบพระภิกษุอาพาธรูปหนึ่ง ได้ถามอาการของท่านแล้วจึงถามต่อไปว่า:-
“ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริ_ พระคุณเจ้าต้องการสิ่งใดบ้าง ?”
“อุบาสิกา อาตมาต้องการอาหารที่มีเนื้อจ้ะ”
“เอาเถาะ พระคุณเจ้า ดิฉันจะจัดมาถวายตามที่พระคุณเจ้าต้องการ”

เฉือนเนื้อตัวเองถวายพระ
วันรุ่งขึ้น นางได้ใช้ให้ทาสีไปหาซื้อเนื้อที่ตลาด ปรากฏว่าวันนั้นทั่วทั้งตลาดไม่มีเนื้อ
เหลืออยู่เลย นางทาสีจึงกลับมามือเปล่า อุบาสิกาเมื่อไม่มีเนื้อจะปรุงอาหารถวายพระก็ร้อนใจ
ว่า:-
“เราได้บอกกับพระคุณเจ้าไว้ว่า จะจัดอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อมาถวาย ถ้าเราไม่มีส่งไป
พระคุณเจ้าก็จะลำบาก ควรที่เราจะส่งเนื้ออย่างใดอย่างหนึ่งไปถวาย”
เมื่อนางคิดดังนั้นแล้วก็เข้าไปในห้อง ใช้มีดเฉือนเนื้อที่ขาของตนเองออกมาก้อนหนึ่ง
แล้วส่งให้นางทาสีจัดการปรุงอาหาร พร้อมทั้งสั่งให้นำไปถวายพระคุณเจ้าที่วัด ถ้าพระคุณเจ้า
ถามถึงก็ให้บอกว่าอุบาสิกาเป็นไข้
นางทาสีก็ทำตามที่อุบาสิกาผู้เป็นนายสั่งทุกประการ
พระบรมศาสดาเมื่อทรงทราบว่านางสุปปิยาไม่สบาย ครั้นวันรุ่งขึ้นจึงพร้อมด้วยภิกษุ
สงฆ์เป็นบริวารเสด็จไปยังบ้านของนางสุปปิยาอุบาสิกา นางเมื่อทราบว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จ
มา ได้ปรึกษากับสามีว่า ตนไม่สามารถที่จะเข้าเฝ้าถวายการต้อนรับได้ ขอให้สามีจัดการกราบทูล
อาราธนาพระบรมศาสนาให้ประทับนั่ง ณ ที่อันควรแล้วถวายพระกระยาหาร
พระบรมศาสดา เสด็จมาถึงบ้านของนางสุปปิยา ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่จัดไว้แล้ว
ตรัสถามถึงนางสุปปิยาว่า:-
“อุบาสก นางสุปปิยาไปไหน ?”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริ_ นางเป็นไข้นอนอยู่ในห้อง พระเจ้าข้า”
“จงเรียกนางมาเถิด อุบาสก”
นางสุปปิยา นอนอยู่ในห้องได้ยินพระพุทธดำรัสที่ตรัสกับสามีโดยตลอดจึงคิดว่า “พระ
บรมศาสดา ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณสงเคราะห์เกื้อกูลแก่ชาวโลกทั้งปวง คงจะทรงทราบเหตุ
เรื่องราวของเราแล้วจึงรับสั่งเรียกหา” เมื่อคิดดังนี้แล้ว เกิดปีติปราบปลื้มลืมความเจ็บปวด จึงรีบ
ลุกขึ้นจากเตียง โดยเร็วด้วยหวังจะเข้าเฝ้า ทันใดนั้น เหตุอัศจรรย์อันเกิดจากพุทธานุภาพ บาด
แผลที่ขาของนางก็หายสนิท ผิวราบเรียบไม่มีร่องรอยของบาดแผล ผิวพรรณผ่องใสยิ่งกว่าเดิม
นางยิ่งเกิดปีติศรัทธามากขึ้น รีบจัดแจงแต่งกายเรียบร้อยแล้วออกมาเข้าเฝ้า กราบถวายยังคมด้วย
เบ_จางคประดิษฐ์แล้วนั่ง ณ ที่อันควรแก่นตน
พระพุทธองค์ทรงพระดำริว่า “อุบาสิกานี้ไม่สบายด้วยเหตุอุไรหนอ” ดังนี้แล้วจึงได้
ตรัสถาม นางสุปปิยา ก็ได้กราบทูลเรื่องราวที่ตนกระทำทั้งหมดให้พระพุทธองค์ได้ทรงทราบ

*ทรงบั__ัติสิกขาบทห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์*
พระบรมศาสดาครั้งเสร็จกิจแล้วเสด็จกลับพระวิหารรับสั่งให้ประชุมสงฆ์แล้วทรงตำหนิ
ภิกษุรูปนั้นเป็นอย่างมากแล้ว ทรงบั__ัติสิกขาบทห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ต่อมาพระบรมศาสดาขณะประทับอยู่ ณ พระเชตะวันมหาวิหาร เมื่อทรงสถาปนา
อุบาสิกาทั้งหลายในตำแหน่งต่าง ๆ ได้ทรงปรารภอุปนิสัยศรัทธาของนางสุปปิยาแล้ว ได้ทรง
สถาปนานางไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่า อุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้



เนื้อที่ภิกษุฉันไมได้ ๑๐ อย่าง
๑. เนื้อมนุษย์
๒. เนื้อช้าง
๓. เนื้อม้า
๔. เนื้อสุนัข
๕. เนื้องู
๖. เนื้อราชสีห์
๗. เนื้อหมี
๘. เนื้อเสือโคร่ง
๙. เนื้อเสือดาว
๑๐. เนื้อเสือเหลือง


สัตว์ที่ภิกษุไม่ควรฉัน ๔ ประเภท
๑. สัตว์ที่เห็นเขาฆ่า
๒. สัตว์ที่ได้ยินเขาฆ่า
๓. สัตว์ที่เขาจงใจฆ่าให้ฉัน
๔. สัตว์ที่เลี้ยงไว้เอง

ข้อมูลจาก: http://www.84000.org/one/4/07.html

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

อีกเรื่องหนึ่งที่คุณ nat ควรจะอ่าน
*ทำไมพระสงฆ์จึงไม่ฉันท์มังสวิรัต*
http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/006369.htm

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

nat
22-10-2004, 06:58 AM
? พระพุทธองค์และพระอริยเจ้าทั้งหลายท่านทรงมีมหาเมตตาและท่านฉันท์เจแม้ตระกูลขององค์พระศาสดาที่ยังอยู่ในประเทศอินเดียก็ยังทานเจ
เป็นพระโอวาทของพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม
พระไตรปิฏกยุคหลังถูกสังคายนาโดยพระที่มิได้บรรลุอรหันต์
พระพุทธองค์ท่านทรงหยั่งรู้หมื่นโลกธาตุ ถ้าสมมุติเราเอาเนื้อหมูไปถวายท่านแน่นอนท่านย่อมสามารถหยั่งรู้ว่าเนื้อหมูตัวนี้ได้มาอย่างไรแล้วยังหยั่งรู้ต่อไปอีกว่าก่อนที่สัตว์ตัวนี้จะมาเกิดเป็นหมูเขาได้เคยเกิดเป็นอะไรมาแล้วบ้าง
แล้วอย่างนี้แล้วพระพุทธองค์จะฉันเนื้อได้เหรอคุณลองไตร่ตรองโดยใช้เหตุผลไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดพระสงฆ์หรือคนธรรมดาหรือเด็กเล็กทำผิดก็ไม่อาจหนีพ้นกฏแห่งกรรม..........ไตร่ตรองแล้วจึงเชื่อจึงเรียกว่าผู้มีปั__า

Star Platinum
22-10-2004, 09:11 AM
พระสงฆ์ทั้งหลายเป็นผู้อยู่ง่าย ยังชีพด้วยการขออาหารจากผู้อื่น ฉะนั้นจะเรื่องมากไม่ได้ครับ ใครที่อยากฉันแต่ผัก พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ว่าอะไร

อีกอย่าง แล้วคุณเป็นใครถึงจะไปล่วงรู้พุทธวิสัยว่าพระองค์คิดอย่างไร?

ส่วนพระไตรปิฏกทางเถรวาทนี่ก็ใช่ว่าใครจะไปเปลี่ยนแปลงกันง่ายๆ
พระไตรปิฏกฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกคือแบบเถรวาทนี่แหละ

แต่อย่าคิดว่า ผมไม่ได้ใช้ปัญญาไตร่ตรอง ผมก็คิดด้วยปัญญาเช่นกัน
แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น

ถึงแม้เราอาจจะมีส่วนในการกินเนื้อสัตว์ แต่ใจเราไม่ได้มีความพยาบาทหรือความต้องการพรากชีวิตสัตว์นั้นๆ ไม่ยินดีในการฆ่า ย่อมไม่ผิด

คุณเคยได้ยินมาบ้างไหม เรื่องพระสงฆ์ท่านต้องระมัดระวังเวลาเดินไปที่ต่างๆ ควรจะระวังในการทำลายชีวิตสัตว์อื่นๆ แต่ถ้าเกิดเหยีบมดโดยไม่รู้ตัว หรือไม่ตั้งใจก็ไม่ผิด ถือว่านี่ก็เป็นกรรมของสัตว์นั้นเช่นกัน

พระพุทธเจ้าสั่งสอนให้ดำเนินทางสายกลาง ถ้าตึงเกินไปก็จะเป็นอย่างนักบวชเชน
อยู่แต่ในวัด ออกไปไหนมิได้ ด้วยเกรงว่าจะไปเผลอทำลายชีวิตสัตว์นั้น

ผมเห็นด้วยบางข้อที่ว่าเราอาจจะมีส่วนบาปอยู่บ้าง แต่มันเป็นบาปที่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่ใช่บาปหนักหนาขนาดที่ทำให้คนเราสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้

มารวิกะ
22-10-2004, 09:16 AM
คุณnat คงจะไม่เคยรู้เรื่อง หมูของนายจุล เลยมีความคิดอย่างนั้น

คิดอะไรก็คิดได้ แต่การคิดแบบนี้มันไม่ดีครับมันบาปมากบาปเร็ว

ทำให้นึกถึงเรื่องของพระเทวทัตที่ทูลขอให้กินแต่พืชผัก

คุณรู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่พระอรหันต์มาสังคายนา

การที่จะรู้ได้ต้องมีจิตระดับเดียวกันจึงจะมองเห็นได้

หรือว่าคุณnat......

มารวิกะ
22-10-2004, 09:25 AM
คุณแสตน ตอบเร็วกว่าอีก

โอว..Star Platinum...

สงสัยเวลามันหยุดไป3วิเลยตอบไม่ทัน

nat
24-10-2004, 08:28 PM
พระพุทธองค์มีเพียงหนึ่งเดียวการศึกษาพระพุทธศาสนาต้องนำ หินยาน และมหายานมารวมกันแล้วเราจะได้พระไตรปิฏกที่สมบูรณ์
เราขอถามนาย ก. เป็นมือปืนไปยิงนาย ค.ตายแล้วถูกจับนาย ก.จึงซัดทอดนาย ข. นาย ข.ผู้จ้างวานจึงถูกจับคุณคิดว่าใครจะได้รับโทษหนักกว่ากันแน่
นอนผู้จ้างวานฆ่าต้องได้รับโทษหนักกว่า แล้วเราเอาเงินไปซื้อเนื้อต่างอะไรจากผู้จ้างวานหรือ ผมยังไม่ได้บรรลุแต่........คุณรู้ในสิ่งที่ควรรู้ก็พอแล้ว
บำเพ็_ธรรมพระอริยเจ้าตรัสว่าอย่าแบ่งเขาแบ่ง ไม่มีสูง ไม่มีต่ำ ทางสายกลางมิได้หมายความว่า ทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง กฎแห่งกรรมไม่มีข้อยกเว้นแม้เป็นพระพุทธองค์ก็ทรงมิอาจต้านแรงกรรมได้

Star Platinum
24-10-2004, 09:26 PM
ผมไม่ได้หมายความว่าทางสายกลางหมายถึงทำช่ัวบ้างหรือทำดีบ้าง

คนเราเกิดมาทำทั้งกรรมดีกรรมชั่วครับ จะดีจะช่ัวที่ว่ากรรมไหนเยอะกว่ากัน

ผมหมายความว่าการจะทำดีต้องอยู่ที่เจตนาเป็นสำคั_ถ้าไม่ได้ตั้งใจหรือฆ่าก็ไม่บาป

การกินมังสะวิรัตนี่ดีครับ แต่เรื่องการกินเนื้อสัตว์นี่นับว่าเป็นกรรมเล็กมาก แม้ว่าจะเจตนากินก็ตาม

อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจว่าสัตว์ในโลกนี้อยู่ได้ด้วยการเบียดเบียนอาศัยสิ่งมีชีวิตอื่นๆ พืช ผักมันก็มีชีวิตเหมือนกันนั่นแหละครับ เชื้อโรคล่ะครับ มีชีวิตหรือเปล่า แต่ก็เลี่ยงไม่ได้

ทุกคนก็กินกันไปเหมือนกัน จำนวนทีละเป็นล้านๆด้วย แล้วต้องเกิดเป็นเชื้อโรคด้วยหรือเปล่า? ถ้าต้องเกิดเป็นเชื้อโรคตามจำนวนที่กินให้ครบ ทุกคนคงจะไม่มีวันได้เข้านิพพานเลยกระมัง? (แล้วพวกเชื้อโรคที่กินคนเข้าไป ต้องเกิดเป็นคนเพื่อใช้กรรมด้วยหรือเปล่า?)

ส่วนคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีกรรมเรื่องเบียดเบียนสัตว์นะครับ เคยเห็นมาเยอะ พวกที่กินเจแต่ทำร้ายจิตใจเบียดเบียนผู้อื่น ทุบตีลูกเมีย ด่าว่านินทาต่างๆ

สรุปว่า จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ไม่ใช่เพราะเลี่ยงเนื้อสัตว์หรอกครับ แต่เป็นเพราะมีเจตนาบริสุทธิ์มีความเข้าใจถึงภัยแห่งการเกิดและพยายามทำดีให้มากต่างหาก

กรุงเก่า
22-11-2004, 01:41 PM
คุณ Nat จะสรุปว่าถ้ากินเนื้อสัตว์แล้วไปนิพพานไม่ได้

อันนี้อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อละครับ การทานเนื้อสัตว์กับบงการฆ่าเนี่ยยังไงก็คนละเรื่องอยู่ดี ถ้าคุณไปร้านอาหารแล้วชี้นิ้วบอกคนทำว่าเอาตัวนี้ที่มันว่ายอยู่นี่อันนี้ผมก็ไม่เถียงว่าเป็นผู้บงการ แต่เราทานซากสัตว์ที่มันตายอยู่แล้วนี่ครับวิ__าณมันก็รู้ว่าเราไม่ได้สั่งดังนั้นอย่าคิดมากคุณไม่ชอบทานก็ไม่เป็นไรแต่อย่าไปว่าคนอื่นเขา ลองศึกษาให้ดีใช้ปั__ามากๆ ผู้ปฏิบัติย่อมอยู่ง่ายทานง่ายยิ่งสมณะเขาถวายอะไรก็ต้องทานยกเว้นที่พระพุทธเจ้าท่านห้ามไว้ ๑๐ อย่าง จริงๆเขาเน้นที่ปั__าไม่ใช่หรือครับให้เข้าใจตามธรรมชาติ กินผักอย่างเดียวแต่ปั__าไม่เกิดไม่เข้าใจธรรมะก็ไปไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นผมว่ามังสะวิรัตหรือไม่ไม่สำคั_ครับ

Palmnaraks
18-02-2005, 06:33 PM
คุณnatยังเข้าใจไม่กระจ่าง เนื้อสัตว์ก็เป็นสารธาตุขันธ์ที่มารวมตัวกันเฉยๆครับ หากเราได้มาโดยไม่ได้ไปเบียดเบียนสัตว์ก็ทานได้ครับ เรียกว่าเนื้อบังสกุล เป็นเนื้อสัตว์ที่สัตว์ตายลงเองโดยหมดอายุขัย หรือบางทีก็มีอุบัติเหตุให้มันตายไปตามกรรมของมัน หากเนื้อสัตว์นั้นไปได้มาโดยการฆ่าสัตว์เอาหรือเบียดเบียนสัตว์เอา แน่นอนครับบาปชัวร์ไม่เป็นอื่น แต่เนื้อสัตว์ที่เรากินทุกวันนี้มันจะมาจากการฆ่าสัตว์ครับ เพราะเนื้อที่เป็นเนื้อบังสกุลคนไม่นิยมกินกัน และหาได้ยากไม่เพียงพอต่อกิเลสคนที่ต้องการกิน และเพราะมันเป็นเนื้อที่ตายเองรสชาติไม่อร่อย ดังนั้นเนื้อในปัจจุบันที่เราซื้อมากินเราก็อาจมีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้เกิดการฆ่าสัตว์ครับบาปแน่แต่ไม่เท่าฆ่าด้วยตัวเอง ถ้าเราไม่ซื้อทุกคนไม่ซื้อคนขายก็ไม่ฆ่ามาขายสัตว์ก็ไม่โดนฆ่าตาย

Karz
13-04-2005, 01:19 PM
อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจว่าสัตว์ในโลกนี้อยู่ได้ด้วยการเบียดเบียนอาศัยสิ่งมีชีวิตอื่นๆ พืช ผักมันก็มีชีวิตเหมือนกันนั่นแหละครับ เชื้อโรคล่ะครับ มีชีวิตหรือเปล่า แต่ก็เลี่ยงไม่ได้

งี้แปลว่า ถ้าจำเป็น คุณคงต้องเบียดเบียนผมด้วยรึปล่าวครับ
โทษทีครับ ไม่ได้มาป่วนครับ แต่อยากปรับความเข้าใจ
คนเราเลือกที่จะทำได้ครับ เบียดเบียน หรือไม่เบียดเบียน

----------------
คุณ nat ครับ
พระก่อนจะฉันอาหารเค้าให้พิจาณาอาหารก่อนครับ อย่างที่คุณว่านั่นแหล่ะ สัตว์นี้อาจเคยเป็นใครมาก่อนก้อได้ เค้าให้พิจารณาเป็นธาตุขันธ์อันประกอบจากดินน้ำลมไฟ จนถึงกรรมฐานที่เรียกว่าอาหาเรปฏิกูลสัญญา

ส่วนใครที่กระทำกรรมลามกในอาหาร (หมายถึงการกระหายใคร่เพลิดเพลินในรสของเนื้อสัตว์นั้นๆ) ตายไปก้อจะเข้าถึงการเป็นสหายแห่งสัตว์นั้นๆ คือเกิดเป็นสัตว์นั้นด้วย (เศษกรรมยังจะได้เกิดเป็นเปรต)