PDA

View Full Version : บทโศลก หลวงปู่พุทธะอิสระ จะทยอยลงให้อ่านครับ


Kamen rider
05-10-2004, 01:46 AM
บทโศลกแห่งพุทธะอิสระ อารามธรรมะอิสระ (อ้อน้อย) ถนนมาลัยแมน ตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบั__ัติ ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2538 ข้อความบทโศลกแห่งพุทธะอิสระ เป็นสมบัติของพระศาสนา และ อารามธรรมะอิสระ (อ้อน้อย)


ลูกรัก
สิ่งที่พ่อเขียนต่อไปนี้ มิใช่ข้อนำเสนอแนะ หรือขอให้เจ้ายอมรับ แต่พ่อถือว่าเป็นการชี้หนทางให้เจ้าเลือก ซึ่งก็สุดแต่ปั__า ดุลยพินิจ พิจารณาของลูก ที่เจ้าจะเลือกเดินทางไหน
พุทธะอิสระ



ลูกรัก...แง่มุมของพุทธศาสนา เจ้าจักมองพุทธศาสนา ในแง่มุมไหน มองในแง่มุมของศิลปะ นั้นหมายถึงทั้งศิลปะวัตถุและศิลปะในการครองชีวิต เช่น สอนให้มีชีวิตที่เป็นระเบียบ เรียบง่าย สุขุมแยบคาย ทำลายกิเลสช่างวิเศษได้อารมณ์สำหรับผู้พบเห็น

มองในแง่มุมวัฒนธรรม เช่น การยอมรับกันและกันโดยคุณธรรม ความรู้ ซึ่งตรงกับวัฒนธรรมสากล

โดยวัยวุฒิ คือผู้น้อยเคารพผู้ให_่ อันเป็นลักษณะเฉพาะของพุทธศาสนา

โดยชาติวุฒิ คือ การยอมรับโดยฐาน เป็นสมมติสัจจะ ที่อยู่ร่วมในสังคม แต่ก็ไม่หลงติดจนคิดว่าเป็นสิ่งสำคั_ ทั้งหมดนี้แหละเป็นเหตุให้เกิดระเบียบพิธีปฏิบัติต่อการยอมรับ อันมีลักษณะต่างๆกัน และก็กระทำกันโดยสม่ำเสมอ จนกลายเป็นวัฒนธรรมประเพณี

มองในแง่มุมของระเบียบวินัยและแบบแผน ซึ่งก็มีสอนทั้งสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำ และสิ่งที่เป็นคำสั่ง คือ ห้ามเด็ดขาด

มองในแง่มุมของคุณธรรม เช่น การสอนให้รู้จักละอายชั่ว ทั้งที่อยู่ต่อหน้าและลับหลัง และสอนให้เกรงกลัวผลของบาปที่ตนกระทำ แทนที่จะมากลัวต่ออำนาจฟ้าดิน ผีสางเทวดา รวมทั้งสอนให้รู้จักหน้าที่ กระทำหน้าที่ ซื่อตรงต่อหน้าที่ รับประโยชน์จากหน้าที่ และสุดท้ายอย่ายึดติดในหน้าที่ และถ้ามองในแง่มุมของปรัช_า คือสิ่งที่เห็นแจ้งต่อการพิสูจน์ และประกอบด้วยเหตุผลทุกขั้นตอน เช่นคำสอนที่ว่า สิ่งทั้งปวงเกิดแต่เหตุ เมื่อจะดับก็ต้องดับที่เหตุ เช่นนี้เป็นต้น

มองในแง่มุมของปั__า ปั__าคือสิ่งที่อยู่เหนือสมอง แต่เกิดจากการพิสูจน์ทราบและลุถึงมัน นั่นแหละปั__า เช่นมีปั__าเท่าทันอารมณ์ ปั__ารู้เท่าทันอาการเกิดดับของจิต ปั__าในการรู้แจ้งว่าความไม่รู้เป็นเหตุให้เกิดความอยาก (ที่เรียกว่าตัณหา)

เมื่อความอยากเกิด ก็ทำให้เกิดการยึดถือ (เรียกว่าอุปาทาน)ความยึดถือ ก็เป็นเหตุให้เกิด การเกิด แก่ เจ็บ ตาย และรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ที่ทนได้ยาก และถ้าจะดับทุกข์ ก็ต้องทำให้เกิดความรู้แจ้ง

เมื่อความรู้เกิด ความไม่รู้ก็ไม่ปรากฎ ความไม่รู้ว่านี่ ตัณหาคือความอยากก็ดับ เมื่อตัณหาดับ อุปาทานความยึดถือก็ดับ อุปาทานดับ ชาติ(การเกิด) ชรา(การแก่) มรณะ(การตาย) ก็ไม่มีความทุกข์ที่ทนได้ยากก็จักไม่ปรากฏ

มองในแง่มุมของจิตวิทยา พุทธศาสนาก็ได้กล่าวสอนให้รู้เท่าทันการเกิดดับของจิต รู้แจ้งในอารมณ์ที่มาสิงอยู่ในจิต รู้จักชำระล้างสิ่งที่สิงอยู่ในจิต รู้จักเหตุและที่สถิตย์ของจิตที่เกิดดับ

เจ้าจะต้องแสดงให้ครูผู้ยิ่งให_่ ได้รู้ว่า ถ้ามองในแง่มุมของสัจธรรม คือความจริงของธรรมชาติ ก็ต้องกล่าวว่า พุทธศาสนาสอนให้รู้จักธรรมชาติของสัตว์ คน เทวดา พรหม มาร โลก และจักรวาล ได้อย่างตรงและถูกต้องต่อความเป็นจริง

ถ้าจักมองในแง่ของวิมุตติธรรม คือ ธรรมเครื่องนำพาให้หลุดพ้น ก็ต้องมองในเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สรรพสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีตัวตนคงที่แน่นอนแม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ธรรมและอธรรม

ถ้าจักมองในแง่มุมของศาสนาสากล ก็ต้องมองว่าคำสอนของพระพุทธศาสนา สอนอย่างมีเหตุให้ผู้ฟังตรองตามและพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ (ถ้าผู้ฟังทดลองปฏิบัติ) ทุกชาติ ทุกภาษา โดยไม่ยกเว้น และก็เป็นศาสนาที่สามารถเอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ ธรรมชาติ โลกและจักรวาลให้อยู่รวมกันโดยสันติสุข พ้นทุกข์ ดับทุกข์ในที่สุด



ลูกรัก...สำหรับพ่อแล้ว คำว่า ศาสนา มิใช่กฎเกณฑ์กติกา ระเบียบแบบแผน ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี หรือความดีกับความชั่ว

ศาสนา มิใช่การทำตัวให้ไปอยู่กับพระเจ้า หรือเป็นบ่าวของพรหม
ศาสนา มิใช่เพียงแค่ทำตัวให้เป็นที่นิยมยอมรับหรือปฏิเสธ

พ่อคิดว่า ศาสนา คือที่มาของคำว่าดับและเย็นเท่านั้น



ลูกรัก...การเรียนรู้พุทธศาสนา ผู้ที่จะเข้าถึงความจริงของศาสนานี้ มิใช่เข้าได้ด้วยการเรียนรู้ตำรา คัมภีร์ อักษรภาษาหนังสือ

แต่มันเริ่มต้นการเรียนรู้ ด้วยการเข้าใจความหมายของสรรพชีวิต สรรพสิ่ง สรรพสัตว์ และสรรพวัตถุ แค่นี้พ่อคิดว่าเข้าถึงตัวศาสนาแล้วหละ



ลูกรัก...สำหรับพ่อ, ศาสนามิได้สอนทฤษฎีหรือปรัช_า และวิชาการต่อพ่อ แต่ศาสนาได้สอนตัวชีวิตและวิ__าณให้แก่พ่อ ซึ่งมันก็คงจะรวบรวมเอาสรรพทฤษฎี ปรัช_า และสรรพสิ่งเข้ามาด้วยเป็นแน่



ลูกรัก...ศาสนานี้ เขามิได้มีไว้สอนคนดี แต่มีเอาไว้มุ่งสอนคนที่เพียรพยายามจะทำดี ให้เป็นผู้ดี และส่งเสริมคนดีให้ดียิ่งๆขึ้นไป



ลูกรัก...เจ้าจงอย่าเข้าใจผิด คิดว่าพระพุทธศาสนา มีไว้สำหรับคนเบื่อโลก หรือสำหรับผู้ที่เข้าไปอยู่ตามป่าตามเขาเท่านั้น



ลูกรัก...เจ้าจักนับถือศาสนาประเภทไหน ศาสนาเปลือก ศาสนาเนื้อ ศาสนาแก่น



ลูกรัก....ศาสนานี้ มิได้เริ่มต้นที่ศรัทธาอันโง่เขลา



ลูกรัก...คราใดที่เจ้ารู้สึกตัวว่า เจ้าอยู่ในพระพุทธศาสนานี้ ครานั้น เจ้าคือคนของพระศาสนา คราใดที่เจ้าเป็นคนของพระศาสนา ครานั้นเจ้าก็ต้องทำงานให้กับพระศาสนา คราใดที่เจ้าทำงานให้กับพระศาสนา ครานั้นเจ้าก็ต้องทำความเจริ_ให้กับพระศาสนา คราใดที่เจ้าทำความเจริ_ให้กับพระศาสนา ครานั้นเจ้าจงรู้ไว้เถิดว่า เจ้ากำลังทำความเจริ_ให้กับจักรวาล และตัวเจ้าเอง

๑๐

ลูกรัก...การค้นหาตัวเจ้าเอง เป็นกิจเบื้องต้นของศาสนาธรรมนี้ และพระบริสุทธิธรรมเป็นกิจเบื้องปลาย

๑๑

ลูกรัก...ธรรมะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ สรุปลงตรงที่สอนให้ นั่งให้เป็น ยืนให้เป็น กินให้เป็น เดินให้เป็น นอนให้เป็น สุดท้าย ตายให้เป็น

๑๒

ลูกรัก...ไม่ว่าจะเป็นคนในศาสนาใด มีใครเป็นศาสดา ทุกคนอยู่ในสภาพเดียวกัน คือ ต่างยืนอยู่บนขอบกระทะ และมีสิทธิ์ที่จะตกลงไปในกระทะได้เท่าเทียมกัน

๑๓

ลูกรัก...หัวใจสำคั_ของพระศาสนา (อริยสัจอันยิ่งให_่) เป็นปรัช_าขั้นสูงที่พรหมและเทวดาทั้งหลาย ไม่สามารถเสกสรรปั้นแต่งเอามาปรุงอบรมกันได้

๑. ไม่ทำชั่ว รวมทั้งอบายมุข ๖ เหตุแห่งเครื่องฉิบหาย
๒. ทำดี ดียังไงก็ได้ ที่ตัวเองไม่ฉิบหาย ใครไม่เดือดร้อน ทำดีอย่าอยากดี เพราะนั่นไม่ใช่ดี แต่ต้องเป็นดี ที่ออกจากใจอารี เป็นดีที่เกิดขึ้นในใจเป็นความฉลาด (ถ้าโง่ก็จะไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงดีที่สุด)
๓. ทำใจให้ผ่องใส อย่าให้อารมณ์ถูกฉุดกระชากลากไปเป็นทาส

๑๔

ลูกรัก...ถ้าเจ้าจักถามพ่อว่า ศาสนา คืออะไรพ่อคงจะไม่มีคำอธิบายอื่นๆ นอกจากคำว่า รู้จักวาง

๑๕

ลูกรัก...มนุษยสมบัติ นั้นหมายถึง สิ่งที่มั่งมีเพิ่มเติม และเต็มพร้อมไปด้วยประโยชน์ อย่างที่มนุษย์ธรรมดาจะพึงได้ ด้วยการเอาเหงื่อไคลเข้าแลกมันมา จนเกิดความผาสุกในปัจจุบันและเดี๋ยวนี้

สวรรคสมบัติ นั้นหมายถึง ความเพิ่มพูน เพิ่มเติม เต็มพร้อมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม มีความละอายชั่วกลัวบาป รวมทั้งสติปั__าในการดำรงชีวิต อย่างชนิดไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร โดยทำเดี๋ยวนี้ ได้ผลเดี๋ยวนี้ เราจะมีแต่ไมตรี และความยินดีต่อคนทั้งหลาย โดยมิต้องรอให้ตายก่อน

นิพพานสมบัติ นั้นหมายถึง ความเต็มพร้อมสมบูรณ์ในความดับสรรพพิษทั้งปวง ที่จะทำให้เกิดความยึดถือ ปรุงแต่ง เติมแต้ม แยกแยะ จนแกะไม่ออกจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย จนสรรพสิ่งมิมา กล้ำกราย จนสุดท้ายก็สงบ ดับ และเย็น

สมบัติทั้ง ๓ นี้ ถ้าลูกทำได้เดี๋ยวนี้ ได้ผลตรงนี้ และในปัจจุบัน ไม่ต้องรอไว้ให้ถึงชาติหน้า ลูกจึงได้ชื่อว่า ผู้ได้รับประโยชน์ จากพระพุทธศาสนา

๑๖

ลูกรัก...ระวัง อย่าทำตัวเป็นชาวต่างประเทศ หรือแขกแปลกหน้า กับพระพุทธศาสนา

Kamen rider
05-10-2004, 01:47 AM
๑/๑๗

ลูกรัก...การที่เจ้าเข้าไปในวัด พ่อว่าเจ้าคงไม่โง่ พอที่จักไปเก็บความเลว ระยำ อัปรีย์ ความไม่ดี ของใครต่อใครเค้า เอามาใส่ตัวใส่ใจของตนเองหรอกนะ และถ้าเจ้าอยากจะรู้ว่าโบราณเขาพาลูก จูงหลานไปวัดกันทำไม พ่อก็จะบอกให้เจ้าฟังว่า โบราณเค้าพากันเข้าวัดนั้น

ประการแรก เขาเข้าวัดเพื่อไปเลือกเก็บความดีของพระ ของวัด และของผู้ที่ไปวัดด้วยกัน

ประการที่สอง เขาพากันไปวัดก็เพื่อจักฝึกหัดดัด กาย วาจา ใจ ของตนให้เป็นผู้อ่อนควรแก่การงานและสังคม

ประการที่สาม เขาเข้าวัดก็เพื่อจะได้มีโอกาสวัดกาย วาจา ใจ ของตน

ที่ว่าวัดกาย นั้นก็คือ เขาจะดูว่ากายของตนกับกายของชาววัด มีอะไรแตกต่างกันและเมื่อเค้าเห็นความแตกต่างแล้วเขาก็พร้อมที่จะยอมรับฝึกหัด ดัดกาย ให้เข้ากับกฎเกณฑ์ ระเบียบปฏิบัติของจารีตประเพณี อันมีอยู่ในวัดนั้นๆ

ที่ว่าวัดวาจา ก็คือ เขาจะดูว่าวาจาที่ชาววัดเค้ากล่าวกับวาจาที่ตนกล่าว มีอะไรแตกต่าง และมีข้อดีข้อเลวอย่างไร เมื่อเล็งเห็นความแตกต่าง คนโบราณเค้าจะปรับปรุง วาจาของตนเองและสอนลูก สอนหลานให้เลือกกล่าววาจาที่นำมาซึ่งความถูกต้อง สุจริต ไม่เสแสร้ง แกล้งกล่าววาจาที่พร้อมไปด้วย มายาสาไถย ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนด้วยวาจาของตน ไม่กล่าววาจาเพ้อเจ้อ ไร้สาระ ไม่ให้มีวาจาหยาบกระด้าง ไม่มีวาจาที่นำมาซึ่งความคลางแคลงระแวงสงสัย คนโบราณมักสอนลูกหลาน ให้กล่าวแต่วาจาที่ถูกต้องเป็นความจริง

ข้อที่ว่าวัดใจนั้น โบราณเขาเชื่อกันว่าผู้ที่อยู่ในสังคมของวัด ส่วนมากมักจะเป็นบัณฑิต เป็นปราช_์ มีคุณธรรม ความรู้ดีรู้แจ้ง เป็นความรู้ที่บริสุทธิ์ เป็นความรู้ที่เยือกเย็น เป็นความรู้ที่ปลอดภัย เป็นความรู้ที่ทำให้ผู้รู้ได้รับประโยชน์เป็นแก่นสารของชีวิตได้อย่างแท้จริง

ผู้ที่อยู่ในสังคมของวัด ในสมัยโบราณมักจะทำตัวเป็นกระจกเงาใส คอยส่องให้ผู้ที่เข้าวัดได้เห็นโทษเห็นภัยของการกระทำ คำที่พูด สูตรที่คิด อันไร้สาระทั้งปวงได้อย่างถูกต้อง ตรงต่อความเป็นจริง ทั้งยังมีความสุจริต ยุติธรรม ต่อการชี้นำนั้นๆด้วย เช่นนี้ผู้ที่เข้าไปสู่วัด ก็มักจะได้มีโอกาสวัดดูความคิด จิตใจของตน จากการชี้นำถ้อยคำของท่านผู้รู้ ที่อยู่ในวัดนั้น และถ้าปรารถนาที่จักเปลี่ยนแปลงแก้ไข ความรู้สึกนึกคิด จิตใจ ให้รู้ถูกรู้ผิด ผู้ที่เข้าวัดสมัยนั้นก็พร้อมที่จะน้อมรับคำสอนสั่ง ด้วยความคิดจิตใจที่ยอมศิโรราบ ยอมรับโดยความบริสุทธิ์ใจ

ฉะนั้น การพาลูกจูงหลานเข้าไปวัดของคนโบราณจึงเต็มเปี่ยมไปด้วย สาระประโยชน์ อันพึงได้ของชีวิตแห่งตน เพราะนอกจากจะได้เลือกเก็บเอาความดี บริสุทธิ์ ของสรรพสิ่งต่างๆ ที่รวมอยู่ในคำว่า วัด แล้ว เขายังมีโอกาสที่จะเรียนรู้ข้อเปรียบเทียบระหว่างความถูกกับความผิด ความดีกับความชั่ว ทั้งยังมีโอกาสได้รับการชี้นำการที่กระทำ คำที่พูด สูตรที่คิด ให้ไปสู่วิถีทางแห่งความถูกต้อง ตรงแนว บริสุทธิ์ ยุติธรรมได้อย่างดีทีเดียวแหละ

ครั้นเมื่อพวกเขาพาลูกจูงหลานออกจากวัด พวกเขาก็จะเดินออกมาด้วยความอิ่ม เต็มภาคภูมิยินดี กลับมาสู่บ้านสู่เรือน ที่ทำงาน ท้องนา ไร่สวน ด้วยความพร้อมที่จะต่อสู้ ยิ้มรับสถานการณ์ต่างๆในชีวิต ได้อย่างเป็นผู้แก่กล้า อาจหา_ เบิกบาน เช่นนี้ต่างหากล่ะที่เขาเรียกวิถีของผู้มีบุ_

นอกจากนี้ คนโบราณยังมีความเชื่อว่าวัด เป็นศูนย์รวมแห่งวิชาการ เป็นโรงเรียนแห่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม จากไร้สาระไปสู่ความเป็นสาระ ทั้งยังเชื่อว่าเป็นที่เกิดและรวมแห่งพฤติกรรม ที่เป็นบุ_ เป็นกุศล เป็นคลัง ในการสะสมความดี เป็นเสมือนคลังที่เก็บสะสมโภคทรัพย์เอาไว้ชาติหน้า ภพหน้า

๒/๑๘

ลูกรัก...คนอื่นมาวัด เพราะอาจจะศรัทธาในตัวหลวงปู่ แต่หลวงปู่คิดว่า เมื่อไม่มีหลวงปู่และบุคคลก็ไม่มีใครเข้าวัด เพราะเช่นนี้เจ้าจะต้องทำให้เขาศรัทธาในวัดและพระให้ได้

๓/๑๙

ลูกรัก...ผู้ที่มาอยู่ที่นี่ ถึงแม้จักช่วยเหลือจัดทำสรรพกิจน้อยให_่ ให้เป็นประโยชน์ด้วยความเอื้ออาทรมากมายอย่างไรก็ตาม ต้องถือว่านั้นเป็นหนึ่งในหลายร้อยวิถีทาง ที่จะเข้าถึงธรรมชาติแท้แห่งชีวิต ถ้าต้องการให้เป็นวิถีทางที่สมบูรณ์ที่สุด นี่แหละใช่เลยฯ

๔/๒๐

ลูกรัก...วัดที่ดีในอุดมคติของพ่อคือ เข้ามาก็เย็นใจ อยู่อาศัยก็สุขใจ ออกไปแล้วก็สบายใจ นี่แหละวัดที่พ่อต้องการละ

๕/๒๑

ลูกรัก...ผู้ที่มาอยู่ที่นี่ ถึงแม้จะช่วยเหลือจัดทำสรรพกิจน้อยให_่ให้เป็นประโยชน์ด้วยความเอื้ออาทรมากมายอย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันท่านต้องไม่ลืมที่จะส่งความรู้สึกลึกๆ ลงไปในกาย เพื่อจะมุ่งหวังค้นหาธรรมชาติแท้แห่งชีวิต และปฏิบัติให้สอดคล้องกับธรรมชาติแห่งชีวิตนั้นๆ นี่คือจุดมุ่งหมายของที่นี่และศาสนานี้

๖/๒๒

ลูกรัก...น้ำเพียงหยดเดียว จะมีค่ามากสำหรับสิ่งมีชีวิตในทะเลทราย ทำไมพวกเราจึงบ้าบุ_
เฉพาะในวัด ทำไมไม่หันไปทำบุ_กับคนที่ต้องการน้ำ เหมือนคนที่อยู่ในทะเลทรายบ้าง

Kamen rider
05-10-2004, 01:49 AM
๑/๒๓

ลูกรัก...ท่านปู่ของเจ้าสอนพ่อว่า ภิกษุบริษัทสาวกของเรา เป็นนายของกาม เป็นผู้ใช้กาม เป็นผู้บรรเทากาม เป็นผู้ผลักออกจากกาม เป็นผู้ละกาม เป็นผู้หมดกาม

๒/๒๔

ลูกรัก...พื้นฐานของนักบวช ต้องได้มาจากการใช้สมมติ เป็นอนัตตา เป็นสุ_โ_

อุปาทะ เกิดขึ้น
ฐิติ ตั้งอยู่
ภังคะ ดับไป
สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนี้ นักบวชที่ดีจักต้องเข้าใจให้ถ่องแท้

๓/๒๕

ลูกรัก...ชั่วชีวิตนักบวช ท่านทั้งหลายจงอย่าทำตนเป็นภิกษุโรคเรื้อน แล้วขายยาแก้เกลื้อนเลย บวชมาไม่กี่วันก็รู้จักตัดสินอะไรผิดอะไรถูกซะแล้ว

๔/๒๖

ลูกรัก...เมื่อไม่รู้จักตนเอง ทุกสรรพสิ่งย่อมเกิดขึ้น เมื่อใดรู้จักตนเอง ทุกสรรพสิ่งย่อมไม่มี ความศรัทธา มิใช่ความจริง แต่ความจริงมันเป็นสิ่งที่สิงอยู่ในศรัทธา

๕/๒๗

ลูกรัก...เจ้าจงอย่าเข้าใจว่าพระอรหันต์ และนิพพานเป็นสิ่งที่สูงจนเอื้อมไม่ถึง แต่ถ้าเผอิ_เจ้าเข้าถึงมันแล้ว พ่อคิดว่าเจ้าคงมิต้องการคำอธิบายใดๆเป็นแน่

๖/๒๘

ลูกรัก...พ่อไม่รู้ว่า ลูกจักเป็นเช่นนี้หรือเปล่า คนเดี๋ยวนี้เขาถือกันว่า พระจะดี ต้องอยู่ที่วัตถุ ถ้าวัตถุไม่ดี แสดงว่า พระไม่ดัง ถ้าวัตถุพัง แสดงว่าพระดังไม่ดี

๗/๒๙

ลูกรัก...หมั่นถามตัวเองว่า ก่อนบวชเป็นอะไร ขณะบวชทำอะไร บวชแล้วได้อะไร บวชต่อไปจะเสียอะไร

๘/๓๐

ลูกรัก...นักบวช ภิกษุ สมณะ สามารถทำผิดได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นพระแล้วผิดไม่ได้

๙/๓๑

ลูกรัก...การงาน ที่เต็มไปด้วยความเสียสละยังประโยชน์ เหล่านี้คือศีล การพูดจา เป็นคำพูดที่สามารถทำลายโทษและสร้างสาระ เหล่านี้คือศีล

สมาธิ คือ เวลาพบกับปั_หาหรือเรื่องราวต่างๆสามารถควบคุมตัวเองไม่ให้วิตกกังวล หรือไม่แก้ปั_หาด้วยอารมณ์ สติปั__าคือความมีชัยชนะต่อความโง่ หลงผิด ทั้งหมดนี้ คือ คุณสมบัติของพระ

๑๐/๓๒

ลูกรัก...คนพาล คือคนที่ไม่รู้สัจธรรมความเป็นจริงของโลก ไม่รู้กฎเกณฑ์กติกาของโลก บัณฑิต คือใครก็ได้ที่ทำให้เรารู้ได้ว่า การมีชีวิตแท้ๆคืออะไร และสามารถทำลายความอัปรีย์ให้เราได้

๑๑/๓๓

ลูกรัก...๑ คนมาเผาพระพุทธรูป ตัดเศียรพระ ไม่น่ารู้สึกอะไร
๒ แต่พระสงฆ์ทำอัปรีย์ จังไร น่ารู้สึกอะไร
๓ คนมาเผาพระไตรปิฎก เผาวัด ไม่น่ารู้สึกอะไร
๔ แต่พุทธศาสนิกชน อุบาสก อุบาสิกา ละเว้นหน้าที่ข้อวัตรปฏิบัติ น่ารู้สึกอะไร

๑๒/๓๔

ลูกรัก...เวลาที่ท่านประพฤติชอบชื่อว่า ฤกษ์ดี มงคลดี ราศีดี สว่างดี รุ่งเรืองดี วันดี และเวลาดี

๑๓/๓๕

ลูกรัก...วิถีชีวิตของผู้ฝึกหัด

๑. เจริ_ภาวนาเช้ามืด เพื่อจัดระเบียบ ของกายและจิต
๒. ฉันอาหารเพื่อยังอัตภาพ
๓. โปรดสัตว์ด้วยจิต ของผู้ฝึกหัด
๔. เก็บปัดกวาดกุฏิ หอกรรมฐาน ศาลา ลานวัด
๕. พัฒนาจิตที่หลับใหล ให้รู้ตัวและตื่น
๖. ทำเรื่องส่วนตัว แล้วฉันเพล พลันเสร็จจากการจัดสวนเกษตรแล้วสรงน้ำ พัฒนาจิต อ่านหนังสือ
๗. สรงน้ำ ทำวัตรเย็น ฟังธรรม อ่านหนังสือ พักผ่อน ทำด้วยกายและใจ

๑๔/๓๖

ลูกรัก...ความรู้สึกของพ่อที่มีต่อสรรพสิ่งดังนี้ ปลาต้องรักน้ำ นกต้องรักฟ้า พยัคฆาและราชสีห์ ต้องรักป่าและขุนเขา นักบวชและสมณะดีๆต้องพลีชีวีเพื่อรักษาความสงบสันติ

๑๕/๓๗

ลูกรัก...ท่านปู่ของเจ้าสอนพ่อว่า บุคคลผู้เจริ_เมตตาจิต เพียงแค่ชั่วเวลาลัดนิ้วมือเดียว มีผลและความเจริ_อันวิเศษเทียบเท่าผู้ทรง_าณ

นับประสาอะไรกับผู้เจริ_เมตตาจิตอยู่เป็นนิจ และกระทำการอนุเคราะห์ช่วยผู้อื่น สัตว์อื่น ด้วยเมตตา

๑๖/๓๘

ลูกรัก...เจ้าจงจำไว้ว่า การประพฤติตนให้อยู่ในพรหมจรรย์นี้

มิใช่มีลาภ ชื่อเสียง เกียรติยศ เป็นอานิสงส์
มิใช่มีความสมบูรณ์ด้วยศีล เป็นอานิสงส์
มิใช่มีฤทธิ์อำนาจ เป็นอานิสงส์
มิใช่มีสมาธิ เป็นอานิสงส์
มิใช่มีความสมบูรณ์ด้วยปั__า เป็นอานิสงส์
มิใช่มีปั__า_าณ เป็นอานิสงส์
แต่มีความหลุดพ้น อิสระ เป็นอานิสงส์

๑๗/๓๙

ลูกรัก...ปู่ของเจ้าสั่งพ่อไว้อย่างนี้ว่า เจ้าจักต้องพิจารณาทุกเวลาว่า บัดนี้เจ้าเป็นสมณะแล้ว อาการกิริยาใดๆที่เป็นวิสัยของคฤหัสถ์ เจ้าจักทำอาการนั้นๆไม่ได้

การเลี้ยงชีวิตของเจ้าต้องอาศัยผู้อื่น เจ้าต้องทำตน ให้เป็นคนเลี้ยงง่าย

เจ้าสามารถติเตียนตนเองได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ควรให้ครูผู้ใจอารีเตือนเจ้าได้

วันคืนผ่านไปทุกขณะ เจ้าให้ประโยชน์แก่ตนและคนอื่นๆได้มากน้อยแค่ไหน แลเจ้าจักปลดปล่อย จิตวิ__าณให้เป็นอิสระได้หรือไม่

๑๘/๔๐

ลูกรัก...ทุกวันนี้มีแต่คนพร่ำที่จะสอนแต่คนอื่น จะมีสักกี่คน ที่คอยหมั่นสอนและพัฒนาตัวเอง

๑๙/๔๑

ลูกรัก...ปราช_์และบัณฑิตที่แท้จริงต้องสะอาดทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ปราช_์และบัณฑิตย่อมมีพื้นฐานจากการเป็นนักฟังที่ดี

๒๐/๔๒

ลูกรัก...ลักษณะของผู้รู้ แบบพุทธะ เรามองเขาไม่ออกหรอก

๒๑/๔๓

ตำราดูอรหันต์

๑. บริโภคกามแล้วตกเป็นทาสของกามหรือไม่
๒. หน้าที่การงานทำแล้วดูสะอาดเป็นประโยชน์ปราศจากโทษหรือไม่
๓. ตบะ คืออำนาจหรือพลังในการทนต่อการบีบคั้นต่างๆ และมีน้ำใจให้อภัยต่อทุกสิ่งได้มากน้อยแค่ไหน
๔. สติปั__า สังเกตจากคำพูดหรือการเจรจาว่า พูดแล้วผู้ฟังฉลาดขึ้นหรือไม่

๒๒/๔๔

ลูกรัก...สำหรับผู้มิได้มีธรรมะเป็นเครื่องอยู่ เขามักจะเป็นอยู่โดยอิงอาศัย ความเริงรมย์ เพลิดเพลินกับสิ่งที่ได้มาจากการดู การละเล่น ขับร้อง เสียงเพลง ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ เล่นของเล่นต่างๆ และค้นหาวิธีที่ทำให้ตนเองเพลิดเพลินไปวันๆ

๒๓/๔๕

ลูกรัก...ผู้ประพฤติพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด พร้อมทั้งเป็นผลบ้างไม่เป็นผลบ้าง ไม่มากก็น้อย ย่อมเป็นผู้รู้จักประมาณในการเป็นผู้รับ

๒๔/๔๖

ลูกรัก...คนที่ควรบูชา ๑. บิดามารดา ๒. พระมหากษัตริย์ ๓. พระพุทธเจ้า สาวกและผู้สืบทอดศาสนา และที่สำคั_ คือบูชาพระธรรมที่อยู่ในหัวใจเรา หาเพชรในตัวเราให้เจอ จะได้ไม่ต้องไปค้นหาที่ไหนอีก

๒๕/๔๗

ลูกรัก...อย่าปล่อยให้ดินพอกหางหมูแม้แต่นิดเดียว วันข้างหน้าจะกลายเป็นภูเขา ความเลวของตนถ้าไม่รีบกำจัดให้เฉียบขาด วันข้างหน้าก็จะกลายเป็นความชั่ว

๒๖/๔๘

ลูกรัก... วิถีแห่งพุทธะ ไม่ใช่ให้เราเปลี่ยนทุกข์ แต่ให้เราแก้ทุกข์ วิธี คือ หยุดการตามติดอารมณ์ที่ผ่านไปแล้ว อย่าให้กลับมาสู่ตัวเรา

๒๗/๔๙

ลูกรัก...ใครๆก็พูดได้ แต่ใครๆก็ทำไม่ค่อยได้

๒๘/๕๐

ลูกรัก...รู้จริง ทำจริง จึงเห็นผลจริง

๒๙/๕๑

ลูกรัก...คนเรียนไม่ใช่คนรู้ คนรู้ก็ไม่ใช่ได้มาจากการเรียน แต่ได้มาจากการฝึกหัดปฏิบัติตน รู้จำถึงทำได้อาจมีโทษ รู้จำทำไม่ได้ไม่มีประโยชน์ รู้จริงไม่ต้องจำทำได้มีประโยชน์ รู้จริงถึงทำไม่ได้ก็ไม่มีโทษ

๓๐/๕๒

ลูกรัก...ความยากลำบาก ทำให้คนอยากฉลาด

๓๑/๕๓

ลูกรัก...นักปฏิบัติจะต้องเรียนรู้ได้ทุกสถานที่ โดยไม่มีความรู้สึกว่าที่นั่นเหมาะสำหรับเรา หรือที่นี่ไม่เหมาะสำหรับเรา พระคือผู้ทำลายความเป็นทาสของประชาชาติ และสัตว์โลก

๓๒/๕๔

ลูกรัก...เจ้าจงรู้เถิดว่า การเข้าถึงและทำความรู้จักกับตัวเจ้าล้วนๆ นั่นแหละคือพื้นฐานของการศึกษาวิชาธรรมชาติ

๓๓/๕๕

ลูกรัก...เจ้าจงอย่าเรียนเพียงแค่สะกดอารมณ์ และสยบพฤติกรรม เพราะนั่นไม่ใช่การกระทำของผู้ชา_ฉลาดเลย

๓๔/๕๖

ลูกรัก...ความรู้ เรียกว่าวิชา วิชา แปลว่า แสงสว่าง แสงสว่างมีคุณสมบัติในการกำจัดความมืดบอด ฉะนั้น วิชาใดๆ ที่เจ้าเรียน แล้วยังมืดบอดอยู่ นั่นมิใช่วิชา ควรจะเรียกว่าสั__าต่างหาก

๓๕/๕๗

ลูกรัก...รู้จากใจ นั้นมันได้มาจากการกระทำ มิได้มาจากการทรงจำ คนที่รู้จากสมองและความทรงจำ ถ้าไม่กระทำก็ไม่ซึมเข้าใจ

๓๖/๕๘

ลูกรัก...รู้จริง ไม่ต้องจำทำได้ มีประโยชน์ รู้ไม่จริง ถึงจำ ทำไม่ได้ มีแต่โทษ

๓๗/๕๙

ลูกรัก...ขอได้โปรด อย่าใช้สมอง ความรู้สึกนึกคิด ความคาดเดา ความเคยชิน เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความถูกผิดของสามั_สัตว์

๓๘/๖๐

ลูกรัก...ถึงเจ้าจักเพียรพยายาม บอก หลอก คนอื่นๆ ว่าเจ้ามีดี เด่น ดัง อย่างนั้นอย่างนี้ เจ้าคงจะไม่หน้าด้านพอที่จะหลอกตัวเองหละนะ

๓๙/๖๑

ลูกรัก...หัวใจสำคั_ของนักพัฒนา จงทำทุกอย่างให้รวดเร็ว เร่งรีบ รวบรัดและต้องเรียบร้อยด้วย

๔๐/๖๒

ลูกรัก...ผู้ประพฤติปฏิบัติศีล ด้วยความหวาดระแวง นั่นควรจะเรียกว่าผู้กำลังเรียนศีล

ผู้ประพฤติปฏิบัติศีล ด้วยการขอ และรอให้ผู้อื่นบอก นั่นแสดงว่า

เจ้ากำลังจะเริ่มท่องจำศีล

ผู้ที่มีความละอายชั่ว กลัวผลบาป ที่จักเกิดการกระทำ คำที่พูด

สูตรที่คิด และรู้จักผิดชอบชั่วดี นั่นแหละผู้เจริ_ในศีล

๔๑/๖๓

ลูกรัก...ศีล คือ การทำกายและวาจาให้เรียบร้อย เปรียบได้แค่เปลือกไม้

๔๒/๖๔

ลูกรัก...ถ้าใจสะอาด ใจดี ใจปกติ ใจถูกต้อง ใจรู้อะไรที่เป็นจริงของโลก

ศีลกี่ข้อก็รักษาได้

๔๓/๖๕

ลูกรัก...รักษาใจได้อย่างเดียว ศีลกี่ข้อก็รักษาได้ ศีลมีแค่ไม่กี่ร้อยข้อ แต่เพราะใจนั้นกว้างขวางยิ่งกว่าจักรวาลจึงรักษาได้ยากยิ่ง

๔๔/๖๖

ลูกรัก...การที่เจ้าเข้ามาสู่ป่าและมองเห็นต้นไม้ให_่ที่โดดเด่นสูงตระหง่าน

แผ่กิ่งก้านสาขา ให้ความร่มเย็นต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย และบังเอิ_

เจ้าเข้าไปอาศัยร่มเงาของมัน แถมยังได้กลิ่นดอกที่หอมหวานชวนชื่นใจ

แต่มันมิใช่ดอกของต้นไม้ให_่นั้นมันกลับเป็นดอกของต้นกาฝาก

ที่เฝ้าดูดกินน้ำเลี้ยงของต้นไม้ให_่ และเอาไปผลิดอกออกใบให้แก่ตนเอง

ถ้าเจ้าจะถามไม้ให_่ต้นนั้นว่าพอใจหรือชอบใจหรือไม่ ที่มี

กาฝากเช่นนี้ และถ้ามันพูดได้มันก็จะตอบว่า ข้ามิได้พึงพอใจกับ

การมีกาฝากเช่นนี้

ก็เพราะเจ้าพวกกาฝากพวกนี้แหละ ที่มันชอบดูดกินน้ำ

เลี้ยงในตัวของข้า จนทำให้ข้าต้องตายเร็วขึ้น ถ้ามันดูดน้ำเลี้ยงของข้า

แล้วมันจะไปช่วยทำประโยชน์คือ ผลิดอก ออกใบ ที่เป็นของข้าแทน

ข้าก็คงไม่ตายเร็วอย่างนั้นหรอก ทีนี้เราสามารถดูกันว่า ที่ต้นไม้ให_่

พูดนั้นมันหมายถึงอะไร ในขณะที่เราพากันเอามาเปรียบกับศาสนาอยู่นี้

ต้นไม้ให_่ คือ ศาสนา

กี่งก้านสาขา คือ ศีล สมาธิ ปั__า

ร่มเงา ร่มเย็น คือ ผลของศีล สมาธิ ปั__า

น้ำเลี้ยง คือ ลาภ สักการะ ชื่อเสียง เกียรติภูมิ ศรัทธา

กาฝาก คือ ผู้ที่บวชเข้ามาอย่างไม่จริงจังแต่อาศัยการกล่าว

อ้างถึงผลของศีล สมาธิ ปั__า ทำให้ได้มาซึ่งดอกและกลิ่น

รวมความแล้ว นักบวชที่บวชอย่างไม่จริงจัง ล้วนแต่จะมา

ทำลายศาสนาให้ตายเร็วขึ้น

๔๕/๖๗

ลูกรัก...พระพุทธเจ้า, สมัยที่พระองค์ยังเป็นพระราชโอรส, เป็นพระราชกุมาร

ออกบวชใหม่ๆ พระองค์ก็เชื่อว่า ฌาน สมาบัติมีจริง แต่พระองค์ก็ยังไม่เชื่อสมบูรณ์แบบ ต้องเอาตัวเองเข้าไปพิสูจน์เสียก่อน แล้วก็มีคำเล่าลือมาว่าอรหันต์องค์นั้น สำนักนั้นเกิดขึ้น อรหันต์ที่นี่สำนักนี้เกิดขึ้นพระองค์ก็ต้องเข้าไปพิสูจน์ ว่าเป็นอรหันต์ จริงๆหรือเปล่า โดยการเอาตัวเองไปทดลอง การทดลองของพระองค์ก็ไม่ทดลองอย่างชนิดที่ว่า เชื่อมันทุกชนิด ทดลองอย่างเอาใจแบ่งเป็น ๓ ภาค

ภาคหนึ่งแบ่งให้ผู้เป็นเจ้าของสำนัก
ภาคหนึ่งแบ่งไว้สำหรับผลของการกระทำ
ภาคหนึ่งแบ่งไว้สำหรับเป็นกลางๆ สำหรับตัดสินทั้งสองข้าง

เมื่อถึงเวลาพระองค์ก็ทรงลงมือทดลอง สุดท้ายพระองค์ก็ทรงรู้ว่า

ทุกสำนักไม่มีอรหันต์เลย นี่คือวิธีการของพระพุทธเจ้า

๔๖/๖๘

ลูกรัก...จงรื้อขยะเก่า ไม่เพิ่มขยะใหม่ ทำของดีที่มีอยู่แล้วให้ผ่องใส

ทั้งหมดนี้ คือหน้าที่สำคั_ในพระศาสนานี้

๔๗/๖๙

ลูกรัก...เจ้าเคยชมพระจันทร์ในกระจกเงาบ้างไหม เจ้าเคยเด็ดดอกไม้ในอากาศบ้างหรือเปล่า

ถ้าเคยเจ้าก็จักรู้ว่า พระศาสดาทรงสอนอะไรแก่เจ้า

๔๘/๗๐

ลูกรัก...การที่เราทำอะไรเพื่อผู้อื่น มันเป็นความวิเศษสุด ที่คนทั้งหลายยากที่จะทำมันได้ทำมันถึง

๔๙/๗๑

ลูกรัก...เราปลูกต้นไม้หนึ่งต้น ด้วยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ นั่นก็ถือว่าเป็นสูตรสำเร็จของการเรียนรู้ ฝึกปรือคุณธรรม ในหัวข้อว่าความเพียรพยายาม ความอดทน และความเมตตาการุณยภาพต่อสรรพสัตว์ เจ้าก็จะรู้ว่า คุณธรรมของเจ้ามันเบ่งบาน ผลิดอกออกผลแล้วหละ

๕๐/๗๒

ลูกรัก...สัจจธรรมของผู้อยากดี แรกๆก็รักษาอุดมการณ์ อยู่มาไม่นานก็เป็นอุดมเกิน จากอุดมเกินก็เป็นอุดมกด ทำไปทำมาก็เป็นอุดมหด และแล้วก็ต้องปลดจากอุดมการณ์นั้นๆในที่สุด

๕๑/๗๓

ลูกรัก...บางครั้งตัวเองสกปรก แต่อยากให้คนอื่นมาดูความสะอาดของตนทั้งๆที่ไม่มีสาระอะไรให้เขาดู นี่แหละที่เขาเรียกว่าคน

๕๒/๗๔

ลูกรัก...ทุกคนบวชเข้ามาอยากดีทั้งนั้น พรรษาแรกๆก็ไม่คิดอะไร พรรษาสอง ชักเริ่มมองว่าอนาคตเราจะเป็นอะไร เป็นหลวงพี่ หลวงน้า หลวงอา หลวงตา เป็นพระครู เป็นเจ้าคุณ เป็นสมเด็จ เป็นมหาเป็นบัณฑิต แล้วก็หันมาเป็นอรหันต์ เป็นเกจิ ทำไมไม่คิดจะเป็นตัวของตัวเอง ที่ไม่ต้องอาศัยใคร

๕๓/๗๕

ลูกรัก...จงอย่าทำดีเพียงเพื่อให้คนอื่นเขาชม จงทำดีเพื่อให้ตนเองได้ดี คนดีไม่ต้องทาสี ระฆังดีไม่ต้องตีก็ดัง คนไม่ดีตียังไงก็พัง คนดีไม่ต้องโฆษณาเดี๋ยวก็ดัง ดังในหัวใจของตนเอง

๕๔/๗๖

ลูกรัก...คนดีไม่ต้องมียี่ห้อ คนมียี่ห้อไม่ใช่คนดีก็ได้

๕๕/๗๗

ลูกรัก...บารมี แปลว่าเต็ม คือ อิ่มทุกอย่าง คนมีบารมี คือ คนที่มีจิตคิดจะให้ตลอดเวลา

๕๖/๗๘

ลูกรัก...การทำดีด้วยหัวใจอารี ตามหน้าที่ที่มี นั่นคือความดีที่ออกจากใจ

๕๗/๗๙

ลูกรัก...ทำดีเสมอๆจนชิน กลายเป็น ดีธรรมชาติ หรือดีเป็นปกติ

๕๘/๘๐

ลูกรัก...การทำชั่วที่มีผลเกิดช้าขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการทำ ขั้นตอนในการทำ วิธีการทำ เวลาในการทำ และบุคคลที่ทำ

๕๙/๘๑

ลูกรัก...ผลของความดี ยากที่จะหาสิ่งตอบแทนทางวัตถุสิ่งของ

๖๐/๘๒

ลูกรัก...ละพยศ ปลดมานะ ละอัตตา คงไว้แต่ภาระและหน้าที่

๖๑/๘๓

ลูกรัก...องคุลีมาลตั้งใจบวชแต่ไม่ได้ตั้งใจฆ่า การบรรลุธรรมนั้นจึงเป็นผลของการตั้งใจทำกรรมดี

๖๒/๘๔

ลูกรัก...คนหัวอ่อน ว่านอนสอนง่าย อาจยังไม่ใช่คนดีแท้ก็ได้ จะดีแท้ก็ต่อเมื่อต้องมีลักษณะนิสัยที่เป็นตัวของตัวเองด้วย เป็นผู้กล้าหา_ มีปั__าอันพัฒนาดีแล้ว

๖๓/๘๕

ลูกรัก...เป็นคนจริง ทำเรื่องจริง ยอมรับความจริง รู้จริงในสิ่งที่เป็นเรื่องจริง นั่นแหละดีจริง

๖๔/๘๖

ลูกรัก...สำหรับอริยชนนั้น เขาจะไม่ตัดสินว่าอะไรถูก อะไรผิด แต่เขาจะรู้ว่า ควรจะทำอย่างไรกับทั้งสองสิ่งนั้น

๖๖/๘๘

ลูกรัก...ตั้งแต่หลวงปู่อยู่ที่นี่มา ถามว่าได้เคยทำอะไรให้ตัวเองบ้าง มีคำตอบว่าไม่เคยทำอะไรให้ตัวเอง ถามว่าได้ทำอะไรให้กับใคร มีคำตอบว่าไม่ได้ทำอะไรให้กับใคร และถ้าถามต่อว่าได้ทำอะไรเพื่ออะไร ก็ต้องตอบว่าได้ทำอะไรหลายๆอย่างเพื่ออะไรๆ ที่อยู่ในหัวใจของใครๆได้ทุกคน อย่างน้อยก็ได้สร้างพฤติกรรมนำเสนอ ให้พวกเราได้รวมเป็นหมู่เป็นกลุ่ม เพราะเรามีหัวใจดวงเดียวกันคือเป็นผู้คิดจะให้ แล้วร่วมทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อแผ่นดินต่อประเทศชาติศาสนา ยังผลให้ความโลภ ความอิจฉา ความตระหนี่ และอะไรๆที่ไม่ดีในตัวเราจะถูกทำลายลงไป

๖๗/๘๙

ลูกรัก...จงอย่าเห็นแก่ตัว...แล้วจะไม่มีตัวให้เห็น

๖๘/๙๐

ลูกรัก...จงถือเสมอว่า เสียงด่าว่า ตักเตือน เป็นเสมือนเสียงเพลงแห่งความสุข ปลุกตื่น

๖๙/๙๑

ลูกรัก...ระเบียบที่นี่ เมื่อถึงเวลากิน ท่านจงกินให้อิ่ม เมื่อถึงเวลาทำ ท่านจงทำทุกอย่างให้ดี เมื่อถึงเวลาถ่ายของเสีย ท่านจงถ่ายอย่างหมดจด เมื่อถึงเวลานอน ท่านจงนอนให้เต็มที่ เมื่อถึงเวลาตื่น ท่านจงตื่น ตื่น และตื่นจริงๆ

tewiran
20-08-2005, 11:36 PM
ผมก็เป็นศิษย์ของหลวงปู่คนหนึ่งเหมือนกัน ท่านสอนธรรมะได้เข้าใจง่าย และเข้าถึงคนในสมัยนี้ได้ดี(ในมุมมองของผม) คำสอนหลายอย่างของท่านทำให้ผมพยายามที่จะปรับปรุงตัวเองในหลาย ๆด้าน แล้วก็บทโศลกของท่านก็เขียนได้ตรงใจ(คือ บางอย่างที่ท่านเขียนทำให้ผมรู้สึกว่าผมลืม หรือไม่ได้สนใจบางสิ่งบางอย่างไป) ผมหลายเรื่อง ผมได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมช่วงวันวิสาขบูชา และวันเข้าพรรษา(4วัน) ครั้งนั้นทำให้ผมเปลี่ยนทัศนคติผม คือ แต่ก่อนผมสนใจที่จะศึกษาเรื่องกสิณ หรือพวกอภิญญาต่าง ๆ แต่หลังจากที่ผมไปก็ทำให้รู้ว่า ปัญญาเป็นสิ่งที่สำคัญกว่ามากมาย และคำสอนนั้นก็ทำให้ผมพยายามพัฒนาตนเองมาเรื่อย ๆครับ(เขียนซะยาวเชียว แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ทางวิญญาณอันน้อยนิดของผมละกันครับ)
ป.ล. ตอนแรกกะจะเอาบทโศลกมาลงเพิ่มให้ แต่ดูอีกทีก็มีบทโศลกที่ผมอยากลง ลงไว้แล้วเลยเขียนอะไรผิดจุดประสงค์ของกระทู้นี้นิดหน่อยครับ