WebSnow
02-07-2006, 12:53 AM
ในป่าบนเทือกเขาเชียงดาวยามนั้นร่มรื่นอุดมสมบูรณ์ ไม่โปร่งไม่ทึบจนเกินไปอากาศถ่ายเทสะดวก ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน มีถ้ำอยู่มากมาย เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นที่บำเพ็ญธรรม แม้แต่อาจารย์มั่น ภูริทัตโต ยังเคยกล่าวไว้ว่า
“สถานปฏิบัติธรรมทั่วประเทศไทย เชียงดาวเป็นอันดับหนึ่งโดยเฉพาะถ้ำหลวงนั้น ภายในยังมีถ้ำซอยอีกหลายแห่ง เป็นสัปปายะของนักปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรโดยแท้”
http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=83557&stc=1&d=1151779964
สามเณรแหวน ยามนี้คือ หลวงปู่แหวน สุุจิณโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่ ยังเคยไปปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรมาแล้วระยะหนึ่ง ม่านได้ทุ่มเททั้งกำลังกายกำลังใจจนถึงที่สุด เพื่อบรรลุการหลุดพ้นจากอาสวกิเลสอย่างหมดจด
ในพรรษาหนึ่ง หลวงปู่แหวนได้บำเพ็ญเพียรแต่ผู้เดียวท่ามกลางความวิเวกของป่าเชียงดาว โดยการนั่งภาวนาสลับกับการเดินจงกรมเกือบทั้งวันทั้งคืน ใช้เวลาหลับนอนแต่เพียงน้อยนิด เพื่อให้เวลาที่เหลือหมดไปกับการปฏิบัติธรรม
วันหนึ่ง.....เวลาประมาณ ๕ โมงเย็น ขณะที่่ท่านเดินจงกรมอยู่นั้น ก็มีเสียงเหมือนกิ่งไม้ใหญ่หักรานลงกระแทกพื้นดังสนั่น หลวงปู่แหวนหยุดเดิน หันไปมองทางต้นกำเนิดเสียง
สิ่งที่ท่านเห็น กลับไม่ใช่กิ่งไม้หักโค่น หากแต่เป็นร่างของอมนุษย์ตนหนึ่ง ร่างกายสูงใหญ่ผมยาวรุงรังเป็นกระเซิง หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว กำลังเอาเท้าเกี่ยวกิ่งไม้ห้อยหัวลงเกือบถึงพื้น นัยตาที่ลุกวาวจ้องมองเขม็งมายังหลวงปู่
http://kachin.biz/main/images/mong2.files/image002.gif หากเป็นคนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆ คงต้องหวั่นไหวพรั่นพรึง หรือเสียสติเผ่นหนีกระเจิงไปด้วยกลัวสุดขีดหายว๊าบในนาทีเดียวแล้ว หากแต่นี่ หลวงปู่แหวน ท่านหาได้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย ซ้ำกลับยังคิดเวทนาวิญญาณตนนี้ ที่ต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชใจ และคิดว่า
“เขาอยากหลอกหลอนก็ให้เขาทำไป เพราะใจเราไม่เกี่ยวข้องด้วย”
จิตท่านสงบนิ่ง แล้วไม่หันกลับไปมองอีก อมนุษย์ตนนั้นก็ยังคงกรีดเสียงร้องโหยหวนต่อไป ทว่าหลวงปู่แหวนกลับยังคงเดินจงกรมอย่างสงบนิ่งต่อไปไม่ได้ยินเสียงอะไร อมนุษย์ตนนั้นเห็นว่าหลวงปู่มิได้หวาดกลัว จึงหายไป
แต่เหตุการณ์หาได้จบเพียงแค่นี้ไม่ อีกสองสามวันต่อมา อมนุษย์ตนเดิมก็กลับมาปรากฏร่างให้เห็นอีก หลวงปู่ก็ไม่ได้สนใจเช่นเคย ท่านเดินจงกรมกำหนดจิตพิจารณาธรรมด้วยสมาธิอันแน่วแน่ ร่างร้ายนั้นก็หายไป
หลวงปู่แหวนได้เปิดเผยให้สานุศิษย์ที่ใกล้ชิดภายหลังว่า ร่างอมนุษย์นั้น คือเปรตที่ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส จตวิญญาณของเขาไม่ผิดกับจมอยู่ในความมืดมิดไม่มีทางไป ไม่มีทางออก ไม่อาจหลุดพ้นไปจากสภาพที่กำลังเป็นไปตามกรรมได้ ซึ่งทุกวันเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น เปรตตนนั้นก็จะปรากฏร่างในลักษณะเดิมๆ แต่หาได้เข้าใกล้หรือแสดงกิริยาอื่นๆ
จนวันหนึ่ง หลวงปู่แหวนจึงกำหนดจิตถามว่า “เจ้ามาแสดงตัวเช่นนี้ต้องการอะไร”
เปรตตนนั้นกลับเงียบไม่ตอบ หลวงปู่แหวนจึงกำหนดจิตถามไปอีกหลายครั้ง เปรตตนนั้นจึงได้กล่าวออกมว่า “ผมมาขอส่วนบุญ”
หลวงปู่ถามต่อว่า “เมื่อก่อนเจ้าทำกรรมอะไรจึงต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้”เรื่องราวต่างๆจึงได้เปิดเผยออกมาว่า สมัยที่เปรตตนนี้เป็นมนุษย์อยู่ ได้ประพฤติชั่ว ลักขโมยบ้าง ปล้นเขาบ้าง ก่อนออกไปปล้นก็มักจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปบนกับพระพุทธรูปองค์หนึ่งในถ้ำ เพื่อขอความคุ้มครองและอำนวยความสำเร็จให้งานปลอดภัยทุกครั้ง
แต่พระไม่ได้เข้าข้างคนชั่ว เมื่อออกปล้นครั้งล่าสุด ก็ถูกเจ้าทรัพย์ต่อสู้ป้องกันตัว แล้วใช้ดาบฟันจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่หนีมาได้ จากการที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจึงโมโหท่พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นั้นไม่ยอมคุ้มครอง จึงเอาขวานไปทุบเศียรพระพุทธรูปองค์นั้นจนคอหัก นอกจากนี้ยังคิดแค้นใจที่ถูกเจ้าทรัพย์ทำให้ตนได้รับบาดเจ็บ แต่บาดแผลที่ถูกฟันมานั้นมันเป็นแผลฉกรรจ์มาก พิษของบาดแผลจึงกำเริบมากขึ้นเรื่อยๆจนตนเองเสียชีวิตลงเมื่อตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นเปรตอยู่ในสภาพเช่นนี้
“ขอความกรุณาจากพระคุณเจ้าโปรดเอ็นดูแผ่เมตตาให้กระผม เพื่อบรรเทาทุกข์ทรมานที่กำลังได้รับด้วยเถิด” หลวงปู่แหวนไดัฟังก็สำรวมจิตแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลไปให้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาได้รับไหม เพราะกรรมที่สร้างมานั้นหนักหนาสาหัสเหลือเกิน แต่หลังจากวันนั้นแล้ว เปรตตนนั้นก็ไม่เคยปรากฏกายให้เห็นอีกเลย
หลวงปู่แหวนยังเคยเล่าให้ฟังอีกว่า ที่ถ้ำเชียงดาวมีพญานาคครองอยู่ ถ้ำดังกล่าวนี้แยกขึ้นไปทางซ้ายมืออยู่เหนือถ้ำหลวงเล็กน้อย พื้นถ้ำมีหินรูปกงจักรกับดอกบัว มีพญานาคเฝ้าถ้าอยู่ใต้แผ่นหินนี้
เวลามีกรรมฐานเข้าภาวนา หากกระดุกกระดิกตัวเป็นต้องถูกพญานาคกล่าวโทษโดยทันทีว่า“สมณะอะไรช่างไม่สำรวม คะนองกายเหมือนเด็กๆ” หากเดินสะดุดหินดังกรอกแกรก เขาก็จะกล่าวโทษว่า “สมณะอะไรจะเดินจะเหินไม่สำรวม รีบไปรีบมาเหมือนม้าแข่ง” พระที่ไปทำกรรมฐานจะทำอะไรต้องคอยระมัดระวังไปหมดทุกอริยาบท ถึงอย่างนั้นยังไม่วายจะถูกตำหนิติเตียนเป็นประจำ แม้แต่หลวงปู่แหวนเองก็ไม่มีข้อยกเว้น ท่าเองได้เข้าไปบำเพ็ญเพียรเพียงวันเดียวก็ต้องย้ายออกไปอยู่ถ้ำอื่น
หมายเหตุ: โดย : คะฉิ่น
http://kachin.biz/main/modules.php?name=News&file=article&sid=60
“สถานปฏิบัติธรรมทั่วประเทศไทย เชียงดาวเป็นอันดับหนึ่งโดยเฉพาะถ้ำหลวงนั้น ภายในยังมีถ้ำซอยอีกหลายแห่ง เป็นสัปปายะของนักปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรโดยแท้”
http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=83557&stc=1&d=1151779964
สามเณรแหวน ยามนี้คือ หลวงปู่แหวน สุุจิณโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่ ยังเคยไปปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรมาแล้วระยะหนึ่ง ม่านได้ทุ่มเททั้งกำลังกายกำลังใจจนถึงที่สุด เพื่อบรรลุการหลุดพ้นจากอาสวกิเลสอย่างหมดจด
ในพรรษาหนึ่ง หลวงปู่แหวนได้บำเพ็ญเพียรแต่ผู้เดียวท่ามกลางความวิเวกของป่าเชียงดาว โดยการนั่งภาวนาสลับกับการเดินจงกรมเกือบทั้งวันทั้งคืน ใช้เวลาหลับนอนแต่เพียงน้อยนิด เพื่อให้เวลาที่เหลือหมดไปกับการปฏิบัติธรรม
วันหนึ่ง.....เวลาประมาณ ๕ โมงเย็น ขณะที่่ท่านเดินจงกรมอยู่นั้น ก็มีเสียงเหมือนกิ่งไม้ใหญ่หักรานลงกระแทกพื้นดังสนั่น หลวงปู่แหวนหยุดเดิน หันไปมองทางต้นกำเนิดเสียง
สิ่งที่ท่านเห็น กลับไม่ใช่กิ่งไม้หักโค่น หากแต่เป็นร่างของอมนุษย์ตนหนึ่ง ร่างกายสูงใหญ่ผมยาวรุงรังเป็นกระเซิง หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว กำลังเอาเท้าเกี่ยวกิ่งไม้ห้อยหัวลงเกือบถึงพื้น นัยตาที่ลุกวาวจ้องมองเขม็งมายังหลวงปู่
http://kachin.biz/main/images/mong2.files/image002.gif หากเป็นคนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆ คงต้องหวั่นไหวพรั่นพรึง หรือเสียสติเผ่นหนีกระเจิงไปด้วยกลัวสุดขีดหายว๊าบในนาทีเดียวแล้ว หากแต่นี่ หลวงปู่แหวน ท่านหาได้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย ซ้ำกลับยังคิดเวทนาวิญญาณตนนี้ ที่ต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชใจ และคิดว่า
“เขาอยากหลอกหลอนก็ให้เขาทำไป เพราะใจเราไม่เกี่ยวข้องด้วย”
จิตท่านสงบนิ่ง แล้วไม่หันกลับไปมองอีก อมนุษย์ตนนั้นก็ยังคงกรีดเสียงร้องโหยหวนต่อไป ทว่าหลวงปู่แหวนกลับยังคงเดินจงกรมอย่างสงบนิ่งต่อไปไม่ได้ยินเสียงอะไร อมนุษย์ตนนั้นเห็นว่าหลวงปู่มิได้หวาดกลัว จึงหายไป
แต่เหตุการณ์หาได้จบเพียงแค่นี้ไม่ อีกสองสามวันต่อมา อมนุษย์ตนเดิมก็กลับมาปรากฏร่างให้เห็นอีก หลวงปู่ก็ไม่ได้สนใจเช่นเคย ท่านเดินจงกรมกำหนดจิตพิจารณาธรรมด้วยสมาธิอันแน่วแน่ ร่างร้ายนั้นก็หายไป
หลวงปู่แหวนได้เปิดเผยให้สานุศิษย์ที่ใกล้ชิดภายหลังว่า ร่างอมนุษย์นั้น คือเปรตที่ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส จตวิญญาณของเขาไม่ผิดกับจมอยู่ในความมืดมิดไม่มีทางไป ไม่มีทางออก ไม่อาจหลุดพ้นไปจากสภาพที่กำลังเป็นไปตามกรรมได้ ซึ่งทุกวันเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น เปรตตนนั้นก็จะปรากฏร่างในลักษณะเดิมๆ แต่หาได้เข้าใกล้หรือแสดงกิริยาอื่นๆ
จนวันหนึ่ง หลวงปู่แหวนจึงกำหนดจิตถามว่า “เจ้ามาแสดงตัวเช่นนี้ต้องการอะไร”
เปรตตนนั้นกลับเงียบไม่ตอบ หลวงปู่แหวนจึงกำหนดจิตถามไปอีกหลายครั้ง เปรตตนนั้นจึงได้กล่าวออกมว่า “ผมมาขอส่วนบุญ”
หลวงปู่ถามต่อว่า “เมื่อก่อนเจ้าทำกรรมอะไรจึงต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้”เรื่องราวต่างๆจึงได้เปิดเผยออกมาว่า สมัยที่เปรตตนนี้เป็นมนุษย์อยู่ ได้ประพฤติชั่ว ลักขโมยบ้าง ปล้นเขาบ้าง ก่อนออกไปปล้นก็มักจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปบนกับพระพุทธรูปองค์หนึ่งในถ้ำ เพื่อขอความคุ้มครองและอำนวยความสำเร็จให้งานปลอดภัยทุกครั้ง
แต่พระไม่ได้เข้าข้างคนชั่ว เมื่อออกปล้นครั้งล่าสุด ก็ถูกเจ้าทรัพย์ต่อสู้ป้องกันตัว แล้วใช้ดาบฟันจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่หนีมาได้ จากการที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจึงโมโหท่พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นั้นไม่ยอมคุ้มครอง จึงเอาขวานไปทุบเศียรพระพุทธรูปองค์นั้นจนคอหัก นอกจากนี้ยังคิดแค้นใจที่ถูกเจ้าทรัพย์ทำให้ตนได้รับบาดเจ็บ แต่บาดแผลที่ถูกฟันมานั้นมันเป็นแผลฉกรรจ์มาก พิษของบาดแผลจึงกำเริบมากขึ้นเรื่อยๆจนตนเองเสียชีวิตลงเมื่อตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นเปรตอยู่ในสภาพเช่นนี้
“ขอความกรุณาจากพระคุณเจ้าโปรดเอ็นดูแผ่เมตตาให้กระผม เพื่อบรรเทาทุกข์ทรมานที่กำลังได้รับด้วยเถิด” หลวงปู่แหวนไดัฟังก็สำรวมจิตแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลไปให้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาได้รับไหม เพราะกรรมที่สร้างมานั้นหนักหนาสาหัสเหลือเกิน แต่หลังจากวันนั้นแล้ว เปรตตนนั้นก็ไม่เคยปรากฏกายให้เห็นอีกเลย
หลวงปู่แหวนยังเคยเล่าให้ฟังอีกว่า ที่ถ้ำเชียงดาวมีพญานาคครองอยู่ ถ้ำดังกล่าวนี้แยกขึ้นไปทางซ้ายมืออยู่เหนือถ้ำหลวงเล็กน้อย พื้นถ้ำมีหินรูปกงจักรกับดอกบัว มีพญานาคเฝ้าถ้าอยู่ใต้แผ่นหินนี้
เวลามีกรรมฐานเข้าภาวนา หากกระดุกกระดิกตัวเป็นต้องถูกพญานาคกล่าวโทษโดยทันทีว่า“สมณะอะไรช่างไม่สำรวม คะนองกายเหมือนเด็กๆ” หากเดินสะดุดหินดังกรอกแกรก เขาก็จะกล่าวโทษว่า “สมณะอะไรจะเดินจะเหินไม่สำรวม รีบไปรีบมาเหมือนม้าแข่ง” พระที่ไปทำกรรมฐานจะทำอะไรต้องคอยระมัดระวังไปหมดทุกอริยาบท ถึงอย่างนั้นยังไม่วายจะถูกตำหนิติเตียนเป็นประจำ แม้แต่หลวงปู่แหวนเองก็ไม่มีข้อยกเว้น ท่าเองได้เข้าไปบำเพ็ญเพียรเพียงวันเดียวก็ต้องย้ายออกไปอยู่ถ้ำอื่น
หมายเหตุ: โดย : คะฉิ่น
http://kachin.biz/main/modules.php?name=News&file=article&sid=60