NoOTa
26-06-2006, 09:21 AM
82376
พูดถึงองค์การคลังสินค้า ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "อคส." จะรู้จักว่าเป็นองค์กรและเครื่องมืออย่างหนึ่งของรัฐบาล ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ ในการกำกับและดูแลราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำหรือปริมาณล้นตลาด โดยจะเข้าแทรกแซงราคาผ่านโครงการรับจำนำ
ภาพในอีกมิติ "อคส." จะถูกมองว่าเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์แอบแฝง ภาพพจน์ขององค์กรเต็มไปด้วยทุจริต มีขบวนการหรือกลุ่มบุคคลทั้งจากฝ่ายเอกชน และฝ่ายการเมือง เข้ามาตักตวงผลประโยชน์ โดยอาศัยช่องโหว่ของขั้นตอนปฏบัติงานที่ซับซ้อนและบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวพัน
เรียกได้ว่าเป็นองค์กรที่มีคดีความค้างคามากที่สุดองค์กรหนึ่ง และได้ชื่ออีกว่า ใช้ผู้อำนวยการเปลืองที่สุด คือ 29 คนใน 30 ปี !!!!
โดยทฤษฎีแล้ว "อคส." เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่มีจุดประสงค์ไม่แสวงหากำไร ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานกว่า 400 คน มีรองผู้อำนวยการ อคส.ที่เป็นสตรีรวม 3 คน หนึ่งในนี้นาม "ณัฐฐิรา ลิ่ววรุณพันธ์" ได้ชื่อว่าเป็นหญิงเหล็กคนหนึ่งของ อคส.
ตลอดชีวิตการทำงานใน อคส.ต้องฝ่าฟันและใช้ความอดทนอย่างสูงต่อแรงกดดันรอบข้าง ต้องใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา
"ณัฐฐิรา" เข้ามาทำงานกับ อคส.ในปี 2526 เริ่มที่เจ้าหน้าที่ระดับ 8 พร้อมกับประสบการณ์ที่สะสมมาจากการทำงานด้านการลงทุน การประสานงาน และการส่งออกสินค้าเกษตร (มันสำปะหลัง) กับเอกชนรายบริษัทและรายประเทศ
จนถึงวันนี้อายุการทำงานเข้าปีที่ 23 มีผู้บังคับบัญชา หรือผู้อำนวยการ อคส.มาแล้ว 19 คน <TABLE style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px dotted; BORDER-TOP: #ffffff 1px dotted; BORDER-LEFT: #ffffff 1px dotted; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px dotted" cellSpacing=5 cellPadding=1 width="20%" align=right border=1><TBODY><TR bgColor=#ffe9ff><TD>http://www.matichon.co.th/newsphoto/matichon/eco16260649p2.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE>
ตลอดเวลาของการทำงาน เจ้าตัวมุ่งหวังเสมอว่าอยากให้ อคส.เป็นองค์กรที่ยืนได้ด้วยตนเอง เป็นธุรกิจสากลเต็มไปด้วยประสบการณ์ ผู้เชี่ยวชาญ เป็นธุรกิจหลักของมหาชน และสนับสนุนสังคม
เมื่อขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ อคส.ในปี 2541 จึงได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์กรภายในแบบค่อยเป็นค่อยไปมาตลอด ปักธงไว้ว่าความตั้งใจนี้จะได้เห็นก่อนเกษียณอายุราชการในปี 2554
"ยอมรับว่าก่อนนี้เข้ามาทำงานใหม่ๆ เครียดมาก ไม่ค่อยรู้อะไร และไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ที่อยู่ก่อนมักกล่าวว่า คนจะอยู่ อคส.ได้นาน ต้องปิดหู ปิดตา ปิดปาก ต่อมาจึงเข้าใจว่าเพราะเป็นหน่วยงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับบุคคล และยืนบนผลประโยชน์หรือขัดผลประโยชน์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งต้องทำใจกล้าและเรียนรู้
สำหรับดิฉันแล้วถือว่าโชคดี เพราะจบด้านวรรณคดีและภาษาต่างประเทศ (อังกฤษ ละติน และอื่นๆ จากธรรมศาสตร์) และได้ตักตวงความรู้ความเชี่ยวชาญอย่างมากในการทำงานในบริษัทเงินทุนและส่งออก ที่ต้องอาศัยวิธีการพูดและหลักการทำงานกับคนหมู่มาก สะสมแล้วมาใช้กับ อคส.ได้มาก"
แม้งานที่ทำจะเต็มไปด้วยความเครียด ความกดดันนานัปการ แต่ใครที่ได้พบปะ ติดต่อ หรือประสานงานกับ "ณัฐฐิรา" จะสัมผัสได้ถึงความสุขุม และความใจเย็นที่แผ่ออกมาให้รู้สึกได้
"เราต้องมีสติในการทำงาน ต้องรักตนเอง ยึดพื้นฐานในการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ ถึงเวลาทำงานก็เต็มที่ หมดเวลาก็กลับบ้าน กินอาหารและเข้านอน ไม่ต้องนำงานเข้าบ้านหรือเข้าห้องนอน ไม่ต้องนำปัญหากลับไปคิดต่อ งานก็ควรอยู่ที่ทำงาน บ้านก็คือที่พักผ่อนกายและใจ ใช้เวลาบางส่วนกับผ่อนคลายอารมณ์ด้วยการฟังเพลง ตีกอล์ฟ อ่านหนังสือ และการทำงานในที่ตึงเครียด ควรต้องยึดเอาธรรมะเข้าช่วยบริหารและประคองตัว"
และด้วยคนในครอบครัวชอบเรื่องโหราศาสตร์ ทำให้ "ณัฐฐิรา" ผู้มีนิสัยใฝ่รู้จึงไปเข้าคอร์สเรียนศาสตร์นี้ ควบคู่กับการอ่านหนังสือธรรมะ เพียงไม่นานก็หันจากการอ่านหนังสือนวนิยาย และสะสมของที่ซื้อจากการเดินทางไปต่างประเทศ มาเป็นสะสมหนังสือด้านธรรมะและโหราศาสตร์ กับตำราฮวงจุ้ย อีกมากมาย
"ธรรมะและโหราศาสตร์ใช้เสริมกันได้ในการดำรงชีวิต การอ่านได้รับรู้ถึงด้านโลกธรรม 8 ที่มีรักก็มีเกลียด มีสุขก็มีทุกข์ มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ สอนให้ไม่ยึดติด เมื่อถึงเวลาลงก็ลง หากทุกคนมีศีล 5 โลกก็จะสงบ อย่ามองคนอื่นชั่วตัวดี ต้องมองคนอื่นดีด้วย
"ส่วนการเรียนโหราศาสตร์ เป็นสิ่งหนึ่งที่ได้สร้างความมั่นใจต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ตระหนักถึงผลที่ได้รับ และทำให้เกิดความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
"ประสบการณ์ครั้งใหญ่ในชีวิต คือวันที่คุณแม่เสียชีวิตแบบกะทันหัน วันนั้นเป็นวันที่รับอาสาขับรถรับส่งคุณแม่ไปงานมงคล เป็นงานแต่งงานลูกของเพื่อนสนิทคุณแม่ ไปร่วมทั้งงานกลางวันและกลางคืน แม้คุณแม่จะเหนื่อยเพลียในวันนั้น แต่ก็เห็นถึงความสุขที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน จนถึงงานกลางคืน ที่คุณแม่ได้พบปะเพื่อนเก่า บางท่านไม่ได้เจอกันมาถึง 30 ปี คุยกันอย่างสนุกสาน คุณแม่มีความสุขมาก มีการป้อนเค้กให้กัน แต่พอถึงเวลากลับบ้าน คุณแม่ก็มีอาการเวียนหัวและล้มลงเสียชีวิตในเวลารวดเร็วก่อนนำส่งโรงพยาบาล"
ด้วยการปฏิบัติและการยึดหลักธรรมะ เสริมกับโหราศาสตร์ ทำให้คนใกล้ชิดได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเธอ จากผู้หญิงที่มุ่งมั่นทำงาน หมกมุ่นอยู่กับงาน สีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลา ทั้งจากปัญหาจากงานปกติ และแรงกดดันจากภายนอก กลายเป็นคนใจเย็น หน้าตาผ่องใสขึ้น ซึ่งเจ้าตัวมักแนะนำคนอื่นเสมอว่าต้องวางอุเบกขา วางตัววางตา ยึดความเป็นกลาง และยึดหลักธรรมะจะเป็นเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุด
"ตอนนี้เจอปัญหาอะไร เราจะตั้งสติได้เสมอว่าควรจะทำอย่างไร แก้ไขอย่างไร หากเราเป็นกลาง และปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ตามระเบียบ ก็ไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น
"ยอมรับว่าปัญหาภายใน อคส.นั้นมีมาตลอด มีสารพันปัญหา เป็นงานที่จุกจิก อาศัยการตัดสินใจตลอดเวลา แต่ที่ผ่านมาก็ผ่านมรสุมไปได้"
อย่างไรก็ตาม อคส.กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อกับการปรับโครงการองค์กร กับการล้างภาพพจน์ทุจริตครั้งใหญ่ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีการตั้งธงว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า อคส.จะมี 2 ร่างในทางปฏิบัติงาน
ร่างแรก ยังคงเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลดูแลบริหารราคาสินค้าเกษตร ส่วนร่างที่สอง คือ ทำธุรกิจเหมือนองค์กรเอกชน ที่สามารถแสวงหากำไร สุดท้ายคือการเข้าไปเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
แต่จะทำได้ตามที่ตั้งใจหรือไม่ ต้องติดตามดู!!
ที่มา : http://www.matichonbook.com/images/mtc.gif (http://www.matichon.co.th/matichon/)
พูดถึงองค์การคลังสินค้า ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "อคส." จะรู้จักว่าเป็นองค์กรและเครื่องมืออย่างหนึ่งของรัฐบาล ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ ในการกำกับและดูแลราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำหรือปริมาณล้นตลาด โดยจะเข้าแทรกแซงราคาผ่านโครงการรับจำนำ
ภาพในอีกมิติ "อคส." จะถูกมองว่าเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์แอบแฝง ภาพพจน์ขององค์กรเต็มไปด้วยทุจริต มีขบวนการหรือกลุ่มบุคคลทั้งจากฝ่ายเอกชน และฝ่ายการเมือง เข้ามาตักตวงผลประโยชน์ โดยอาศัยช่องโหว่ของขั้นตอนปฏบัติงานที่ซับซ้อนและบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวพัน
เรียกได้ว่าเป็นองค์กรที่มีคดีความค้างคามากที่สุดองค์กรหนึ่ง และได้ชื่ออีกว่า ใช้ผู้อำนวยการเปลืองที่สุด คือ 29 คนใน 30 ปี !!!!
โดยทฤษฎีแล้ว "อคส." เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่มีจุดประสงค์ไม่แสวงหากำไร ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานกว่า 400 คน มีรองผู้อำนวยการ อคส.ที่เป็นสตรีรวม 3 คน หนึ่งในนี้นาม "ณัฐฐิรา ลิ่ววรุณพันธ์" ได้ชื่อว่าเป็นหญิงเหล็กคนหนึ่งของ อคส.
ตลอดชีวิตการทำงานใน อคส.ต้องฝ่าฟันและใช้ความอดทนอย่างสูงต่อแรงกดดันรอบข้าง ต้องใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา
"ณัฐฐิรา" เข้ามาทำงานกับ อคส.ในปี 2526 เริ่มที่เจ้าหน้าที่ระดับ 8 พร้อมกับประสบการณ์ที่สะสมมาจากการทำงานด้านการลงทุน การประสานงาน และการส่งออกสินค้าเกษตร (มันสำปะหลัง) กับเอกชนรายบริษัทและรายประเทศ
จนถึงวันนี้อายุการทำงานเข้าปีที่ 23 มีผู้บังคับบัญชา หรือผู้อำนวยการ อคส.มาแล้ว 19 คน <TABLE style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px dotted; BORDER-TOP: #ffffff 1px dotted; BORDER-LEFT: #ffffff 1px dotted; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px dotted" cellSpacing=5 cellPadding=1 width="20%" align=right border=1><TBODY><TR bgColor=#ffe9ff><TD>http://www.matichon.co.th/newsphoto/matichon/eco16260649p2.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE>
ตลอดเวลาของการทำงาน เจ้าตัวมุ่งหวังเสมอว่าอยากให้ อคส.เป็นองค์กรที่ยืนได้ด้วยตนเอง เป็นธุรกิจสากลเต็มไปด้วยประสบการณ์ ผู้เชี่ยวชาญ เป็นธุรกิจหลักของมหาชน และสนับสนุนสังคม
เมื่อขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ อคส.ในปี 2541 จึงได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์กรภายในแบบค่อยเป็นค่อยไปมาตลอด ปักธงไว้ว่าความตั้งใจนี้จะได้เห็นก่อนเกษียณอายุราชการในปี 2554
"ยอมรับว่าก่อนนี้เข้ามาทำงานใหม่ๆ เครียดมาก ไม่ค่อยรู้อะไร และไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ที่อยู่ก่อนมักกล่าวว่า คนจะอยู่ อคส.ได้นาน ต้องปิดหู ปิดตา ปิดปาก ต่อมาจึงเข้าใจว่าเพราะเป็นหน่วยงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับบุคคล และยืนบนผลประโยชน์หรือขัดผลประโยชน์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งต้องทำใจกล้าและเรียนรู้
สำหรับดิฉันแล้วถือว่าโชคดี เพราะจบด้านวรรณคดีและภาษาต่างประเทศ (อังกฤษ ละติน และอื่นๆ จากธรรมศาสตร์) และได้ตักตวงความรู้ความเชี่ยวชาญอย่างมากในการทำงานในบริษัทเงินทุนและส่งออก ที่ต้องอาศัยวิธีการพูดและหลักการทำงานกับคนหมู่มาก สะสมแล้วมาใช้กับ อคส.ได้มาก"
แม้งานที่ทำจะเต็มไปด้วยความเครียด ความกดดันนานัปการ แต่ใครที่ได้พบปะ ติดต่อ หรือประสานงานกับ "ณัฐฐิรา" จะสัมผัสได้ถึงความสุขุม และความใจเย็นที่แผ่ออกมาให้รู้สึกได้
"เราต้องมีสติในการทำงาน ต้องรักตนเอง ยึดพื้นฐานในการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ ถึงเวลาทำงานก็เต็มที่ หมดเวลาก็กลับบ้าน กินอาหารและเข้านอน ไม่ต้องนำงานเข้าบ้านหรือเข้าห้องนอน ไม่ต้องนำปัญหากลับไปคิดต่อ งานก็ควรอยู่ที่ทำงาน บ้านก็คือที่พักผ่อนกายและใจ ใช้เวลาบางส่วนกับผ่อนคลายอารมณ์ด้วยการฟังเพลง ตีกอล์ฟ อ่านหนังสือ และการทำงานในที่ตึงเครียด ควรต้องยึดเอาธรรมะเข้าช่วยบริหารและประคองตัว"
และด้วยคนในครอบครัวชอบเรื่องโหราศาสตร์ ทำให้ "ณัฐฐิรา" ผู้มีนิสัยใฝ่รู้จึงไปเข้าคอร์สเรียนศาสตร์นี้ ควบคู่กับการอ่านหนังสือธรรมะ เพียงไม่นานก็หันจากการอ่านหนังสือนวนิยาย และสะสมของที่ซื้อจากการเดินทางไปต่างประเทศ มาเป็นสะสมหนังสือด้านธรรมะและโหราศาสตร์ กับตำราฮวงจุ้ย อีกมากมาย
"ธรรมะและโหราศาสตร์ใช้เสริมกันได้ในการดำรงชีวิต การอ่านได้รับรู้ถึงด้านโลกธรรม 8 ที่มีรักก็มีเกลียด มีสุขก็มีทุกข์ มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ สอนให้ไม่ยึดติด เมื่อถึงเวลาลงก็ลง หากทุกคนมีศีล 5 โลกก็จะสงบ อย่ามองคนอื่นชั่วตัวดี ต้องมองคนอื่นดีด้วย
"ส่วนการเรียนโหราศาสตร์ เป็นสิ่งหนึ่งที่ได้สร้างความมั่นใจต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ตระหนักถึงผลที่ได้รับ และทำให้เกิดความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
"ประสบการณ์ครั้งใหญ่ในชีวิต คือวันที่คุณแม่เสียชีวิตแบบกะทันหัน วันนั้นเป็นวันที่รับอาสาขับรถรับส่งคุณแม่ไปงานมงคล เป็นงานแต่งงานลูกของเพื่อนสนิทคุณแม่ ไปร่วมทั้งงานกลางวันและกลางคืน แม้คุณแม่จะเหนื่อยเพลียในวันนั้น แต่ก็เห็นถึงความสุขที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน จนถึงงานกลางคืน ที่คุณแม่ได้พบปะเพื่อนเก่า บางท่านไม่ได้เจอกันมาถึง 30 ปี คุยกันอย่างสนุกสาน คุณแม่มีความสุขมาก มีการป้อนเค้กให้กัน แต่พอถึงเวลากลับบ้าน คุณแม่ก็มีอาการเวียนหัวและล้มลงเสียชีวิตในเวลารวดเร็วก่อนนำส่งโรงพยาบาล"
ด้วยการปฏิบัติและการยึดหลักธรรมะ เสริมกับโหราศาสตร์ ทำให้คนใกล้ชิดได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเธอ จากผู้หญิงที่มุ่งมั่นทำงาน หมกมุ่นอยู่กับงาน สีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลา ทั้งจากปัญหาจากงานปกติ และแรงกดดันจากภายนอก กลายเป็นคนใจเย็น หน้าตาผ่องใสขึ้น ซึ่งเจ้าตัวมักแนะนำคนอื่นเสมอว่าต้องวางอุเบกขา วางตัววางตา ยึดความเป็นกลาง และยึดหลักธรรมะจะเป็นเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุด
"ตอนนี้เจอปัญหาอะไร เราจะตั้งสติได้เสมอว่าควรจะทำอย่างไร แก้ไขอย่างไร หากเราเป็นกลาง และปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ตามระเบียบ ก็ไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น
"ยอมรับว่าปัญหาภายใน อคส.นั้นมีมาตลอด มีสารพันปัญหา เป็นงานที่จุกจิก อาศัยการตัดสินใจตลอดเวลา แต่ที่ผ่านมาก็ผ่านมรสุมไปได้"
อย่างไรก็ตาม อคส.กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อกับการปรับโครงการองค์กร กับการล้างภาพพจน์ทุจริตครั้งใหญ่ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีการตั้งธงว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า อคส.จะมี 2 ร่างในทางปฏิบัติงาน
ร่างแรก ยังคงเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลดูแลบริหารราคาสินค้าเกษตร ส่วนร่างที่สอง คือ ทำธุรกิจเหมือนองค์กรเอกชน ที่สามารถแสวงหากำไร สุดท้ายคือการเข้าไปเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
แต่จะทำได้ตามที่ตั้งใจหรือไม่ ต้องติดตามดู!!
ที่มา : http://www.matichonbook.com/images/mtc.gif (http://www.matichon.co.th/matichon/)