PDA

View Full Version : ฉบับที่ ๒๖ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๙


WebSnow
01-04-2006, 11:52 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนเมษายน ๒๕๔๕
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ


ถาม : คืนนี้ต้องลองนั่งดูบ้าง ?
ตอบ : ลองดูก็ได้ ตอนหลวงพ่อสอนให้นั่งมันทรมาน หัวเข่าจะขาดออกไป ใครจะนึกว่าต้องเอามาใช้ เพราะว่าช่วงนั้นเวลาวันพระหลวงพ่อจะลงเทศน์ที่ศาลา ๒ ไร่ เมื่อถึงเวลาที่หลวงพ่อเทศน์ ญาติโยมประเคนอาหารพระฉัน หลังจากสวดแล้วหลวงพ่อก็เทศน์ หลวงพ่อเทศน์ไปพระก็ฉันไป หลวงพ่อท่านฉันข้าวต้มมาต่างหากแล้วนี่ พอถึงเวลาหลวงพ่อเทศน์เสร็จท่านก็รับสังฆทานต่อ พระก็กราบลาไปกันเกลี้ยง วันนั้นท่านบอกว่าเมื่อถึงเวลาฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้พระนั่งอยู่จนกว่าข้าจะสั่งให้ลุก โอ้โห...ตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่งล่อซะบ่ายสี่โมงครึ่ง รู้สึกว่าหัวเข่ามันจะหลุดอกไปน่ะ

หลังจากนั้นท่านบอกทุกงานให้นั่งอยู่ลักษณะอย่างนี้ เพราะว่าญาติโยมเขามาวัดเขาเห็นพระมาก ๆ แล้วเขาสบายใจ เขาชื่นใจ นั่งอยู่ให้เขาดูหน่อย เราก็อูย...หลังจะขาด ขาจะหลุดแล้ว หลวงพ่อท่านนั่งคุยกับโยมทั้งวันโยกหน้า โยกหลังทั้งวัน แจกของโยมไปด้วย ท่านแย่กว่าเราเท่าไหร่ ? หลังจากนั้นมาแต่ละคนก็อ้างว่ามีงานไม่ลงศาลา เราอ้างไม่ได้เพราะงานของเราก็คือเฝ้าหน้าห้องหลวงพ่อ หลวงพ่ออยู่ไหนต้องอยู่นั่น ก็เดี้ยงคนเดียว จะมีหลวงตาแก่ ๆ อย่างหลวงปู่ทอง เทศ หลวงตาเจริญแล้วก็หลวงตาสมชาย อย่างนี้อยู่ด้วยกัน สงสารคนแก่จริง ๆ ต้องมากลุ้มกับพระลูกพระหลาน ของเราเองบางทีก็ยกมือขอเวลานอกขอไปส้วมหน่อยมันอั้นไม่อยู่จริง ๆ เลยตอนนั้น มันรู้สึกทรมานเหมือนใจจะขาด ไม่รู้ว่าหลวงพ่อจะให้นั่งไปทำไม

หลังจากที่ออกจากวัดไปแล้วต้องมานั่งตรงนี้ ๑๐ ปีผ่านไปรู้แล้วว่าทำไมถึงต้องหัดนั่งตอนนั้น (หัวเราะ) ทุกอย่างหลวงพ่อท่านสายตายาวไกล ท่านเห็นแจ้งแทงตลอดไปหมด เรามันเห็นไม่ถึง นี่แค่เฉพาะหน้าก็รบกับกิเลสไม่ไหวแล้ว เลยต้องใช้วิธีประเภทที่ว่าถึงเวลาก็แล้วแต่หลวงพ่อจะสงเคราะห์เถิด

ถาม : งั้นก็แปลว่าต้องมาสายพุทธภูมิก่อน ?
ตอบ : ถ้าใครตามหลวงพ่อมามันเป็นพุทธภูมิ ตกกระไดพลอยโจนมาทั้งนั้นแหละ ที่คำว่าตกกระไดพลอยโจนก็คือว่ากำลังใจจริง ๆ ไม่ได้คิดอยากจะเป็นพระพุทธเจ้า อธิษฐานตามหลวงพ่อมา หลวงพ่อท่านฟาดซะ ๑๖ อสงไขยกับแสนมหากัป พวกตามระยะแรก ๆ ล่อไป ๑๐ กว่าทั้งนั้นแหละ

ถ้าตั้งใจเป็นพระพุทธเจ้าเองเลี้ยวไปได้ ๒ รอบแล้วอยากเป็นปัญญาธิกะเลี้ยวตั้งแต่ ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป อยากเป็นศรัทธาธิกะเลี้ยวไปตั้งแต่ ๘ อสงไขยกับแสนมหากัป นี่ประเภทตามอย่างเดียวไปไหนไปด้วยล่อซะ ๑๐ กว่า ตอนขึ้นไปกราบลาพระท่านขอลาพุทธภูมิ ท่านอนุญาตให้ลาได้ แต่ท่านบอกว่างานเก่าให้ทำไปก่อน คือเรื่องของการสงเคราะห์คน งานเก่าก็ต้องทำไปก่อนนะ มันก็เลยกลายเป็นว่าอยู่ในลักษณะ อนุญาตให้ลาได้ถ้าเอ็งแน่จริงก็เข้านิพพานไป ถ้าไม่แน่จริงต้องเหมาต่อ เพราะท่านบอกว่างานเก่าทำไปก่อนนะ พยายามหนีสุดชีวิตเลยร่างกายมันแย่ เขาเรียกว่าพุทธภูมิแบบตกกระไดพลอยโจนไม่ได้เจตนาจะเป็นเลย เขาถีบเอาไปเป็นพระเอกเอง

ที่มีเรื่่องที่เขาเล่ากันที่เด็กตกน้ำ เสียงร้องช่วยด้วย ๆ เด็กตกน้ำ แล้วมีชายคนหนึ่งพุ่งหลาวลงไปช่วยเด็กขึ้นมา นักข่าวตากล้องก็วิ่งกันมาเต็มไปหมดขอสัมภาษณ์หน่อยครับว่า ท่านคิดยังไงมีอะไรจะพูดกับผู้ชมทางบ้านบ้าง เขาว่าถามหน่อยซิว่าใครถีบกูลงไปวะ ? (หัวเราะ) ไม่ได้เจตนาเขาถีบไปเป็นพระเอกจนได้ ไหน ๆ ลงไปแล้วเลยช่วยเด็กขึ้นมาด้วย มันต้องเจอลักษณะอย่างนั้น

การปรารถนาพระโพธิญาณนี่จะบอกว่าเป็นเชื้อเก่าฝังอยู่ในใจของพวกเราทุกคน เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้มามากเหลือเกิน ขนาดในบทสวด สัมพุทเธบอกว่า สัมพุทเธ อเนกะ สะตะโกฏะโย เป็นร้อยโกฏิจนไม่สามารถจะนับได้ พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ เมื่อตรัสรู้แล้วก็ต้องเสด็จขึ้นไปโปรดพระมารดา อันนี้เขาเรียกว่าเป็นพุทธธรรมเนียม เป็นประเพณี ที่พระพุทธเจ้าท่านต้องปฏิบัติอยู่แล้ว เป็นการสงเคราะห์พ่อแม่หรือญาติ หรือที่เรียกว่า ญาตะกานัญจะ สังคะโห สงเคราะห์ญาติของตน ตอนที่ท่านเสด็จลงจากดาวดึงส์หลังจากโปรดพระพุทธพระมารดา แล้วก็จะเปิดโลกทั้งหมดตั้งแต่นิพพาน ลงไปยันอเวจีให้เห็นถึงกันหมด ตอนนั้น สรรพสัตว์ทุกหมู่ ทุกเหล่า ทุกภพ ทุกภูมิ ทุกจักรวาลก็จะเ็ห็นว่านี่แหละ ผู้ที่เลิศประเสริฐที่สุดไม่มีใครยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว นอกจากจะชื่นชมยินดีแล้ว มันยังมีใจลึก ๆ ว่า เออ...ถ้าเป็นเราบ้างก็ดี ตัวนี้แหละมันเพาะเชื้ออยู่ในใจเรา

เพราะฉะนั้นต่อให้มดดำ มดแดงอะไร ตอนนั้นอยากจะเชื่อว่าที่ตั้งใจอย่างนั้นเหมือนกัน เพียงแต่ว่าตัวเองทำไปได้ไกลเท่าไหร่ ท่านที่กำลังใจเข้มแข็งมั่นคงจริง ๆ ก็ทำจนกระทั่งสำเร็จไป ท่านที่ไม่เข้มแข็งไม่มั่นคงหนัก ๆ เข้า ไปเจอธรรมะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเข้า เห็นว่าเออ...ทำอย่างนี้สบายใจกว่าก็เลี้ยวแว๊บหายไป

อย่างสมัยพุทธกาลพระมหากัจจายนะ ท่านบำเพ็ญพุทธภูมิบารมีมาทางด้านพระโพธิญาณมา จนกระทั่งมีมหาปุริสสลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้า พราหมณ์พาวรี ที่เป็นอาจารย์ของมานพ ๑๖ องค์ที่ตอนหลังเป็นพระอรหันต์หมด ท่านมีแค่ ๓ อย่าง แต่ว่าพระมหากัจจายนะนี่ คล้ายพระพุทธเจ้าเลย แล้วพระอานนท์ที่เป็นน้อง (ลูกอา) ก็คล้าย พระนันทะที่เป็นน้องต่างแม่ก็คล้าย ถึงเวลาออกบิณฑบาติไปทางด้านเดียวกัน พระพุทธเจ้าเสด็จ พอถึงยามว่างจากภารกิจ พระอานนท์เสด็จ เดี๋ยวก็พระนันทะไป พระมหากัจจายนะไป คนเขาก็เลยว่า เอ๊ะสมณผู้นี้ทำไมถึงมักมากแท้มาแล้วมาอีกอย่างนี้

พระมหากัจจายนะท่านเลยอธิษฐานให้ร่างกายท่านอ้วน คนอื่นจะได้จำได้เป็นคนละคนกัน แต่จริง ๆ แล้วท่านเองนี่มีมหาปุริสลักษณะเสียด้วยซ้ำไป แล้วเป็นพระเถระองค์เดียวที่มีความสามารถพิเศษในการขยายหัวข้อ ที่พระพุทธเจ้าย่อไว้ให้เป็นของพิสดารคือ จากของยากให้เป็นของง่ายของละเอียดได้ก็เลย เป็นพระเถระองค์เดียวที่มีพระสูตรบันทึกอยู่ในพระไตรปิฎก เพราะว่าพระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระมหากัจจายนะแก้ในข้ออรรถ ข้อธรรมมาในลักษณะอย่างนี้ ๆ พระพุทธเจ้าประทานสาธุการบอกสาธุ ๆ ถ้าเป็นตถาคตก็แก้อย่างนี้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นพระมหากัจจายนะ เป็นพระอรหันต์องค์เดียวที่มีพระสูตรที่ท่านกล่าวถึงอยู่ในพระไตรปิฎก นอกนั้นจะเป็นคำเทศน์ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เขาเรียกภัตรเทกะรัตตะสูตร สูตรของผู้มีราตรีอันเจริญ ทำอย่างไรจะเป็นผู้มีสติอยู่ทั้งหลับทั้งตื่น นั่นแหละพระพุทธเจ้าท่านเทศน์เอาไว้สั้น ๆ พระมหากัจจายนะขยายซะยาวยืด แล้วเสร็จแล้วต้องดูลีลาครูบาอาจารย์ ลีลาของพระสมัยนั้น พระมหากัจจายนะนี่บ้านของท่านอยู่แคว้นอวันตี ถ้าเป็นสมัยนี้ก็บ้านนอกสุดกู่คือสุไหงโกลกเลย ถึงเวลากลับไปแต่ละทีมีผู้ศรัทธาเลื่อมใสตามมาบวชทีหนึ่ง ๑๐๐, ๒๐๐, ๕๐๐ พามากราบพระพุทธเจ้า ๆ ท่านก็ประทานสาธุการ สาธุ...กัุจจายนะเธอทำดีแล้ว ๆ ...รายงานว่าปฏิบัติอย่างไรบ้าง ๆ เทศน์อย่างไรบ้าง สอนอย่างไรบ้าง พอเห็นถูกต้องสมบูรณ์ท่านประทานสาธุการให้

ลองครูบาอาจารย์สมัยนี้ดูบ้างซิเอาแค่ทองผาภูมิก็พอ อาจารย์สมจิตร พระครูสุจิณ บุญกาญจนํ เจ้าคณะตำบลท่าขนุน เขต ๓ บวชพระมาตั้งแต่ ๒๕๓๖ จนป่านนี้เจ้าคณะอำเภอยังไม่ยอมออกใบสุทธิให้สักองค์ เำพราะกลัวว่าถ้าลูกศิษย์ของอาจารย์จิตรมาก ๆ เดี๋ยวจะไปแข่งบุญกับตัวเอง เอากับพ่อซิ แล้วพ่อท่านประกาศไว้เลยว่า เขตของอำเภอทองผาภูมิห้ามคนอื่นนั่งอุปัชฌาย์ ต้องเป็นท่านถึงนั่งได้องค์เดียว

อาตมาไปถึงครั้งแรกก็กัดกันเขี้ยวบิ่นเลย เพราะว่าเด็กมอญจะบวช ๔ คนก็ไปติดต่อท่านเป็นอุปัชฌาย์ ท่านกำหนดมาเลยว่าค่านั่งอุปัชฌาย์ท่าน อย่างต่ำองค์ละสามพัน ๔ องค์ล่อไปหมื่นกว่าก็เลยเช่ารถพาทั้ง ๔ องค์ไปบวชกับหลวงพ่ออุตตะมะไม่เสียเลยซักตังค์แล้วแต่โยมจะถวาย พระดีทำอย่างหนึ่ง พระดีมาก ๆ ทำอีกอย่างหนึ่งนั่นน่ะเป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นถ้าหากเราดูในพระไตรปิฎก ดูอย่างไรเสียก็จะเห็นตัวมุทิตาจิตอย่างชัดเจนเลย โดยเฉพาะพระผู้ใหญ่มีมุทิตาจิตกับผู้น้อย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามุทิตาต่อภิกษุสามเณรตลอดถึงญาติโยมทั้งหมด

สมัยนี้มันดีแต่ขัดคอกัน หลวงวิจิตรวาทการท่านว่า อันที่จริงคนเขาอยากเห็นเราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้ จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน ขาดตัวมุทิตาจิต
ตอนฝึกพรหมวิหาร ๔ ใหม่ ๆ นี่สนุกมากเลย พรหมวิหาร ๔ มัน เมตตารักเขาเสมอตัวเอง กรุณา สงสารอยากให้เขาพ้นทุกข์ มุทิตา พลอยยินดีเมื่อเขาอยู่ดีมีสุข อุเบกขาวางเฉย ถ้าหากว่าเป็นกฎของกรรมไม่สามารถจะแก้ไขได้ ที่ปล้ำ ๆ มาในกรรมฐาน ๔๐ นี่ยอมรับว่า อรูปฌาน ๔ กับพรหมวิหาร ๔ นี่สาหัสที่สุด เพราะว่าเป็นเรื่องที่ทำยากจริง ๆ ทำไป ๆ ถึงตัวมุทิตาจิตมันบอกไม่ถูก อธิบายให้เป็นคำ พูดมันยากจริง ๆ เอาแค่เป็นเลา ๆ ก็แล้วกัน

เดินบิณฑบาตอยู่เสียงรถแล่นพรืดมา โอ้หนอ เขาทำบุญมาดีจริง ๆ เนอะ เกิดมาชาตินี้เขาร่ำ ๆ รวย ๆ มีรถขี่น่ายินดีจังเนอะ มันไปโน่นน่ะ มันยินดีกับเขาไปหมด เห็นหมูหมากาไก่ดีใจกับเขาไปหมด ถึงเวลาเสียงไก่ขันว่า เออหนอขอให้เธอเป็นผู้ที่พ้นจากความทุกข์มีแต่ความสุข ขอให้หากินอิ่มปากอิ่มท้องทุกวันนะ ใจมันไปโน่นน่ะ มันไปของมันเรื่อยเปื่อย

ตอนที่จะฝึกขอข้าวเทวดากิน หลวงพ่อท่านก็ให้ ทรงพรหมวิหาร ๔ ให้เต็มที่ โดยเฉพาะตัวเมตตาต้องเป็นปกติ ทรงได้ทั้งวันต้องไม่ให้พร่อง ถ้าหากว่าพร่องแม้แต่วินาทีเดียวอด หลวงพ่อท่านก็เลยสอนให้ขอในวัดก่อน ของเราหน้ากุฏิต้นมะม่วงเบ้อเร่อเลย เออ...เอาตรงนี้แหละ ถ้าหากว่าอดขึ้นมาก็โน่น โยมเอี่ยมจ๋า ขอข้าวกินหน่อย โรงครัวเรามีไม่ต้องไปกลัวเสียฟอร์ม ก็มันขอไม่ได้นี่หว่า (หัวเราะ) แต่ว่าหลวงพ่อสพฤกษ์ท่านไม่อย่างนั้นน่ะซิ พอท่านรู้ว่าเรารู้วิธีขอข้าวเทวดา ขออะไรขึ้นมาท่านก็ขอเรียนบ้าง แต่นี่ท่านเผ่นไปบึงลับแลเลย แล้วก็อธิษฐานผิดด้วย ท่านอธิษฐานว่าถ้าไม่ใช่ข้าวที่ตกลงปากบาตรที่คนอื่นใส่มาจริง ๆ จะไม่ฉันอะไรเลย โอ้โห...เราทิ้งนม ทิ้งกาแฟ ทิ้งน้ำหวานไว้ ท่านไม่ฉันเลยจริง ๆ จิตใจเด็ดเดี่ยวมาก ตายเป็นตาย ท่านบอกอีก ๑๕ วันนะน้องแล้วค่อยมาดูพี่ ...เข้าไปเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกปะแง็บ ๆ ไม่มีแรงจะหายใจ เราบังเอิญมียาโด๊ปดีของจีน สกัดมาจากโปรตีนของพืช ลักษณะของพวกถั่วฉันไป ๔ เม็ด ๑๕ นาที ลุกขึ้นมาสะบัดแข้งสะบัดขาได้ เอาล่ะพี่คงรอดตายแล้วล่ะ อีก ๗ วัน ๑๐ วันค่อยมาดูใหม่ เอาใหม่อีกเหมือนเดิม ลักษณะนั้นโทษเขาไม่ได้นะ

การขอข้าวเทวดากินมี ๒ วิธี ๆ แรกนี่เรากำหนดเจาะจงลงไปเลย ว่าเราจะขอกับต้นไม้ต้นนี้ ต้นไม้ที่มีรุกขเทวดา จะเป็นต้นไม้ ที่มีแก่นสูงตั้งแต่ ๑ ศอกขึ้นไป โบราณว่าสูง ๑ คืบ คืบหนึ่งก็คือฟุตหนึ่ง

คราวนี้เราก็ไปตั้งใจแผ่เมตตาอยู่ตรงนั้น ฝาบาตรไม่ต้องเปิด ปิดไว้อย่างนั้น เทวดาใส่เขาไม่ห่วงเปิดฝาหรอก ถึงเวลาใส่ทะลุลงไปเลย ถึงเวลาหลับตาแผ่เมตตาอย่างเดียว ถ้าหากว่าซัก ๑๐ นาที ๑๕ นาที ถ้าใส่บาตรเสร็จเขาจะเคาะฝาบาตรเสียงดังตุ๊บ เราก็เก็บบาตรมาได้ เปิดดูข้างในจะมีข้าวเทวดาอยู่สีเหลืองอ่อน ๆ แล้วมีดอกไม้มาดอกหนึ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นดอกไม้แปลก ๆ มีกลิ่นหอมมาก หอมชนิดที่แห้งแล้วกลิ่นหอมยังติดจมูกอยู่เลย

อีกวิธีหนึ่งก็คือ กำหนดระยะทาง คือจากต้นไม้ต้นนี้ ถึงต้นไม้ต้นนั้นเราจะเดิน ถ้าหากว่ามีผู้ใดใส่บาตรเราจะยอมรับ ถ้าไม่มีผู้ใดใส่บาตรเราจะยอมอด ถ้าหากว่าทำลักษณะนี้ถ้าหากว่าเขาตั้งใจสงเคราะห์จะออกมาใส่บาตรให้ออกมาเป็นตัว ๆ เนื้อ ๆ อย่างนี้แหละ
ถาม : ตาจันทร์แกอดีตมัคทายกวัด ๆ หนึ่ง พระครูวิชาญไชยคุณท่านได้เล่าว่า แกเอาเงินวัดไปปล่อยกู้ออกดอก หลังจากนั้นเมียและลูก ๔ คนก็ค่อย ๆ ตายทีละคน และสุดท้ายเมียก็ตาย แล้วตอนหลังมาแกก็หันมากินอุจจาระตัวเอง แกบอกว่าต้องประหยัดและตอนกลางคืนก็ร้องว่า อย่าทำฉันเลยฉันกลัวแล้ว ด้วยความเจ็บปวด หลังจากนั้นประมาณ ๗ วัน แกก็ตาย อยากเรียนถามท่านว่า การที่ลูกและเมียแกตายเพราะกรรมของบุคคลนั้นหรือว่ากรรมที่เอาเงินวัดไปปล่อยกู้และทำไมแกต้องกินอุจจาระแทนข้าว กลางคืนทำไมต้องร้องเจ็บปวด พระครูวิชาญไชยคุณท่านเป็นใคร ...(ไม่ชัด)...?

ตอบ : เสียดายนะตาจันทร์แกน่าจะอยู่จะได้ถามแกเอง เรื่องของตาจันทร์ ลูกเมียของแกที่ตายไม่เกี่ยวกับแกหรอก เรื่องของกรรมใคร ใครทำใครได้ มันทำแทนกันไม่ได้ คนเราถ้าหากว่าหมดอายุขัยหรืออุปฆาตกรรมเข้ามาก็ต้องตายไปตามเวรตามกรรมที่ตัวเองทำมา แต่ว่าที่ตาจันทร์แกเอาเงินสงฆ์ไปใช้จะเกิดโทษหนักมาก ทีนี้โทษหนักพอถึงเวลาใกล้ตายสติสัมปชัญญะไม่ดีมันก็จะมีอาการเพ้อคลั่ง แสดงอะไรออกมาหลายอย่างตามกรรมที่ตัวเองทำมา อาการหนึ่งที่ตาจันทร์แกเป็นก็คือ แกจะร้องเอะอะโวยวายว่าเหมือนอย่างกับมีใครมาทำร้ายแก จำไว้ให้แม่นเลยคนเราก่อนตาย ๓ วัน ๗ วันนี่ส่วนใหญ่จะเห็นว่าตัวเองจะตาย ตัวเองจะไปไหน ในเมื่อเห็นว่าตัวเองจะตาย ตัวเองจะไปไหน สภาพของตนเองเป็นอย่างไร ตัวเองในเมื่อเอาเงินสงฆ์ของสงฆ์ไปใช้ โทษจะต้องลงอเวจีมหานรก จะต้องทุกข์ทรมานโดนเขาลงโทษตามแบบที่ตัวเองเห็นก็เลยร้องขึ้นมาด้วยความตกใจตามแบบที่ตัวเองเห็น เพราะคิดว่าอันนั้นคือตัวของตัวเองแล้ว แต่จริง ๆ ตัวเองยังไม่ตาย ภาพที่เห็นล่วงหน้าไปภายในระยะเวลาอันสั้นก่อนที่จะสิ้นชีวิตเท่านั้น ประมาณ ๓ วันหรือ ๗ วัน ส่วนใหญ่จะรู้วาระของตัวเอง ถ้าหากว่ายิ่งปฏิบัติในอาณาปานสติจนทรงตัว มีความคล่องตัวนี่สามารถบอกล่วงหน้าได้เป็นปี ๆ กว่าจะตายเมื่อไหร่

ถาม : แล้วท่านพอจะทราบมั้ยครับว่าพระครูวิชาญไชยคุณท่านเป็นใคร ?
ตอบ : พระครูวิชาญไชยคุณ ปัจจุบันท่านคือเจ้าคุณพระมงคลชัยสิทธิ์ วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ก่อนหน้านั้นเคยเป็นคู่เทศน์กับหลวงพ่อมา ตอนนี้ยังอยู่ ๘๐ กว่าใกล้จจะ ๙๐ แล้ว เริ่มได้ยินคนเขาบอกว่าท่านเริ่มหลงแล้วเหมือนกัน อายุุมากแล้วนี่ ก็ต้องมีลืมโน่นลืมนี่บ้าง

ถาม : การใช้อารมณ์กรรมฐานที่คนมองเห็นภาพพระพุทธเจ้าหรือ พระพุทธรูปอย่างนั้นเป็นอารมณ์ที่คิดเอง หรือเป็นเพราะสมเด็จพระพุทธเจ้าท่านทรงโปรดเสด็จมาครับ ?
ตอบ : มี ๒ อย่าง ๆ หนึ่งท่านเปล่งฉัพพรรณรังสีมาโปรดเฉพาะหน้าเหมือนกับท่านเสด็จมาเอง อีกอย่างหนึ่งก็คือ จิตของเราเกาะภาพพระเป็นปกติเขาเรียกว่า พุทธนิมิตร ลักษณะเหมือนอย่างกับกสิณ เป็นไปได้ทั้ง ๒ อย่าง

ถ้าหากว่าท่านตั้งใจจะสงเคราะห์ ก็จะปรากฏขึ้นเฉพาะหน้าเรา เหมือนกับองค์ท่านเองทุกอย่าง แล้วอีกอย่างหนึ่งเราจับภาพพระเป็นปกติ ภาพนั้นก็จะปรากฏขึ้นได้ตามที่เราต้องการ
ถาม : แล้วเรื่องพระเตมีย์ใบ้ที่ท่านเห็นบิดาตัดสินโทษประหารชีวิตบุคคลอื่นและตนเองต้องยอมเป็นใบ้เพราะมองเห็นว่า ในอดีตตัวเองเคยตกอยู่ในนรกมาแล้ว อยากจะเรียนถามว่าการที่ผู้พิพากษาตัดสินคดีคนมีความผิดและต้องรู้ถึงผลการตัดสิน แล้วจะต้องได้รับผลเช่นเดียวกันนี้หรือไม่ ?


ตอบ : ต้องดูว่ากำลังใจท่านเกาะอะไร ถ้าหากว่ากำลังใจท่านเกาะในทาน ศีล ภาวนา การตัดสินทุกอย่างเป็นไปโดยยุติธรรม ตามตัวบทกฎหมายไม่ได้คิดจะกลั่นแกล้งใคร ไม่ได้คิดจะลงโทษใครโดยความไม่ชอบมาพากลเฉพาะตัวอย่างนี้ สิ่งที่ท่านทำ ท่านทำเพื่อรักษาความสงบสุขของคนส่วนใหญ่ ถ้าำกำลังใจท่านเกาะในส่วนดีก็ไปดี แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วถ้าหากว่าเป็นอย่างที่พระเตมีย์ท่านว่ามานั่น สมัยนั้นคงจะตัดสินกันด้วยอารมณ์ ตัดสินกันด้วยโทสะ ประเภทแหม ! มันฆ่าคนมา มันลักทรัพย์สินสิ่งของเขามาทำให้เขาต้องเดือดร้อนวุ่นวาย ทำให้กูต้องเดือดร้อนไปด้วย ในเมื่อตัวเองตัดสินในลักษณะนั้นเสร็จแล้ว เวลาก่อนตายกำลังใจเกาะในด้านที่ไม่ดีก็ไปยาวเลย ต้องดูว่าก่อนตายกำลังใจเขาเกาะอะไร แล้วสิ่งที่เขาทำ ๆ ตามหน้าที่โดยสุจริตหรือเปล่า ?

ถาม : การใส่แหวนพระจริง ๆ แล้วสมควรหรือไม่ เพราะว่าการใส่แหวนพระบางทีท่านก็ไปอยู่ในที่ ๆ ไม่เหมาะสมไม่บังควรเช่น ห้องน้ำ หรือการใช้มือหยิบจับสิ่งต่าง ๆ หรือล้างจานเป็นต้น ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วเราต้องดูว่า เราใส่เพื่ออะไร ถ้าเราใส่เป็นอนุสติมันก็สมควรอยู่แ้แล้ว ขณะเดียวกัน แหวนเขาทำมาลักษณะนั้นมันอยู่กับมือ ต้องทำหน้าที่การงานล้างจาน ซักผ้าถูบ้านหรือว่าหยิบจับสิ่งที่ไม่สะอาดก็เป็นเรื่องปกติ แล้วถึงเวลาเรารีบล้างให้สะอาดก็แล้วกัน ขอให้กำลังใจของเราเกาะพระเป็นปกติใช้ได้ แต่ว่าถ้าหากว่าเราใส่ลักษณะนั้นแล้ว ๆ มัวแต่ไปคิดไปหวาดไประแวงอยู่ทำให้ตัวเองไม่มีความสุขก็เปลี่ยนเป็นวิธีอื่นแทน จะแขวนพระหรือจะใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อแทนก็ได้ ไม่อย่างนั้นมันมัวแต่ระแวงอยู่หาความสุขไม่ได้

ถาม : ตอนนี้ผมก็ใส่อยู่ครับ แต่ก็คอยระแวงอยู่ แล้วมีผลอย่างอื่นอีกมั้ยครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่ากำลังใจของเราไม่ดี มันก็มีผล เพราะว่าจิตใจตัวเองไม่ดีแล้วมัวแต่ระวังอยู่ตรงนั้นว่าเป็นโทษแล้ว ใจก็จะเศร้าหมอง
ถาม : .................................................
ตอบ : อันนี้ยืนยันนะ เพราะว่าการพุทธาภิเษกทุกอย่างนี่ ตามสายครูบาอาจารย์ท่านสอนมาไม่เคยสอนให้เสกเองเลย เพราะฉะนั้นทุกครั้งจะเป็นเรื่องของการอาราธนาบารมีพระ ส่วนท่านจะให้ใครมานี่อีกเรื่องหนึ่ง อย่างน้อย ๆ จะมีพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งได้รับบัญชาให้มา แต่ถ้าหากว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะสงเคราะห์ต่อคนหมู่มาก หรือว่าเรื่องที่ท่านสั่งเองสมเด็จท่านจะเสด็จเอง
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
01-04-2006, 11:52 PM
ถาม : (ถามเกี่ยวกับเรื่องการสร้างพระองค์ที่ ๑๑)

ตอบ : อันนี้มันเป็นไฟท์บังคับคือไม่ได้เจตนาสร้างพระองค์ที่ ๑๑ เป็นความคิดของคนหลาย ๆ คน เราเองไม่อยากให้ทำเพราะว่าคนที่ไม่รู้จักแล้วไปปรามาสท่านโทษมันเยอะ

อันนี้คณะของแสงชัยเขาก็ดื้อ ทำขึ้นมา เมื่อดื้อทำขึ้นมาตอนพุทธาภิเษกนี่เหงื่อหยดเลยซี พระองค์ไหนท่านก็ไม่รับทั้งนั้น ใครจะไปเสกรูปพระองค์ที่ ๑๑ ได้ล่ะ ก็ต้องของท่านเองไอ้พวกหอกหลุดนั่นก็ไม่ไปเชิญเองซะด้วย โดนเข้าเองเลยซิ พอท่านเสด็จมามันก็ชักแหง็ก ๆ อยู่ตรงนั้นแหละทำอะไรไม่ถูก ถ้าไม่ลากออกมามันตายไปแล้ว ยังไม่รู้ว่าพระองค์ที่ ๑๑ หรือสมเด็จองค์ปฐม บารมีท่านขนาดไหน เวลาท่านคุมหลวงพ่อนี่ พระวัดท่าซุงก้มหน้าดูดินหมด ถ้าเห็นหลวงพ่อตัวดำปี๋ขึ้นมาเมื่อไหร่ตัวใครตัวมันเถอะ ไม่รู้ว่าจะโดนอะไรบ้าง ?

ถาม : ของผมนี่รู้สึกว่าท่านใจดีครับ เวลาไหว้พระสวดมนต์ เวลาจุดธูปจุดเทียนมองท่านทีไรนี่เหมือนท่านยิ้มสุดชีวิต ?
ตอบ : ใจดีของคุณนี่ไม่มีเรื่องให้ระแวงนี่ ของพระนี่เดี๋ยวศีลพร่องมั่ง เดี๋ยวอะไรมั่้ง มันเยอะ...สู้กิเลสไม่ได้ขายขี้หน้าขึ้นไปท่านสับหัวหลุดเลย
ถาม : เวลาผมขับรถผ่านศาลที่ชาวบ้านตั้งไว้ บางทีมันรู้สึกแปลก ๆ ครับ ผมรู้สึกเหมือนกับเขานั่งไหว้ผม แล้วเหมือนกับมาคอยส่งคอยรับผม ทำไมผมถึงรู้สึกอย่างนั้นล่ะครับ ผมก็เอ้อ! ทำไมผมรู้สึกอย่างนั้นนะ เราก็ยังรู้สึกว่าเรายังไม่มีความดีสู้เขาได้เลย ?

ตอบ : บางทีของที่ชาวบ้านทำกันเองเขาจะเชิญผีมา พวกผีประเภทสัมภเวสี เปรต อสุรกายอย่างนี้ ถ้าหากว่าตัวเรามั่นคงอยู่ในทาน ศีล ภาวนาเป็นปกติแล้ว กายในของเราไม่กายเทวดาก็กายพรหมอยู่แล้วนี่ ในเมื่อกายเทวดา กายพรหมก็สูงกว่าเขาเยอะ เขาไหว้มันไม่แปลกหรอก ที่แปลกที่สุดก็คือ มีศาลอยู่ศาลหนึ่ง ศาลเจ้าพ่อเขาสามชั้น ตรงทางไปวัด เจ้าพ่อเขาสามชั้นจะอยู่ตรงช่วงที่เป็นภูเขามันขึ้น-ลง แต่เราไม่ค่อยรู้สึกหรอก ศาลนั้นเจอทีไรเราเผลอจะยกมือไหว้ทุกที มารู้ทีหลังว่าท่านเป็นพระอริยเจ้า ดูถูกเจ้าที่ไม่ได้นะ เราก็ว่าเจอว่าเจอศาลที่ไหนก็ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้ มาเจออันนี้เข้าจะยกมือไหว้ทุกที

ถาม : ผมทำบุญทีไรก็จะอุทิศให้กับสิ่งรอบ ๆ ตัวเลยนะ เขาก็ไปเป็นเทวดาชั้นสูงกันหมดแล้ว ?
ตอบ : อย่างของหลวงพ่อไง ขึ้นไปบนนิพพานไปเจอบอกเอ็งมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ? บอกอ้าวก็หลวงพ่อบอกให้โมทนาบุญไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องเสียเวลาของมันเลย โมทนาบุญพระอรหันต์เป็นพระอรหันต์เฉยเลย พวกดวงเฮงอย่างนี้ก็มีด้วย

ถาม : มีอยู่เรื่องหนึ่งครับ เมื่อเดือนที่แล้วผมไปที่ท่านปู่ท่านย่า ผมก็เอ๊ะ...ทำไมอารมณ์ใจของผมมันคิดแต่เรื่องตายอยู่เรื่อย ๆ ขึ้นไปก็ถาม....(ไม่ชัด)....(เล่าเกี่ยวกับว่าไปถามเรื่องนางฟ้าเทวดากับท่านปู่ ท่านย่าว่าทำไมท่านฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าแล้วทำไมไม่ไปนิพพาน) ?
ตอบ : กำลังใจยังเข้าไม่ถึง ไปได้ก็ดีซิ ลักษณะของเทวดาจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่ามีบางพวกที่ท่านจะจุติมาเพื่อจะสร้างบารมีต่อ แล้วมีหลายคนที่อยากได้ลูกแล้วทำพิธีขอ ตั้งเครื่องบวงสรวงแล้วขอกับท่านปู่พระอินทร์ เทวดาองค์ไหนที่ตั้งใจจะลงมาเกิดเพื่อสร้างบารมีก็ขอให้มาเกิดกับเรา คราวนี้พอได้มาแล้วก็รักษาให้ดีนะ (หัวเราะ)

ถาม : ตอนตรุษจีนมีอยู่วันหนึ่ง นั่ง ๆ อยู่ก็คิดว่าลองตามไปดูซิว่า สัตว์พวกนี้จะเป็นยังไงบ้าง ก็เลยลองดูไปหาท่านพระยายมราช ถามท่านว่าพวกนี้จะไปไหนกันครับ ? ท่านก็เลยชี้ให้ดูเป็นที่แห่งหนึ่ง เห็นหมูโดนเขาแทงคอตาย พอตายปุ๊บหมูนั่นตายแล้ว ไอ้หมูตัวผู้นั่นเป็นผู้ชายหายแว๊บไป พอเป็นตัวเมียก็เป็นผู้หญิงหายแว๊บไป เสร็จแล้ว่ท่านก็บอกว่านั่นกรรม ๕๐๐ ชาติที่โผล่มาแล้วหายนั่น ๒๐๐ ชาติเต็ม ๆ แล้ว ท่านก็บอกว่าคนสั่งการก็ดี คนฆ่าก็ดีก็ไปที่โน่นก็หายแว๊บไปเลย เสร็จแล้วก็ไปหาท่านนายบัญชีไปขอดูบัญชีท่านก็เปิดให้ดู รายการของผมนี่ยาวเหยียดเลยเป็นแถว เข่าอ่อนเลย ท่านถามว่ากลัวมั้ย ? บอกกลัวครับ ท่านก็ชี้ให้ดูท่านก็บอกว่ามันมีบาปอยู่ตัวนะ บาปตัวนี้บัญชีเขาไม่บันทึกนะ ถ้าเธอคิดว่ามันเป็นบาปเธอก็ลงนรก ตามไปดู ผมก็เลยกลับมา ไม่เอาแล้ว ?

ตอบ : เรื่องตรุษจีนนี่มีอยู่ปีหนึ่งก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกสัตว์ต้องตายตอนตรุษจีนนี่จะีมีเท่าไหร่ โห!เจ้าประคุณเถอะ กี่ล้านก็ไม่รู้ ที่แปลกก็คือมันมีวัวเยอะ เราก็เอ๊ะ ! คนจีนมันกินวัวด้วยเหรอ ? บอกว่าไม่ มันเอาจริง ๆ
ถาม : คนจีนไม่เคยกินเนื้อเลยนะ ?
ตอบ : ประเทศเราไม่มี ประเทศจีนมีแคว้นซินเกียง ใหญ่กว่าประเทศไทยอีก อิสลามเกือบทั้งนั้นเลย ตอนแรกยังทึ่งมากเลย อะไรคนจีนไม่กินเนื้ออยู่แล้ว อิสลามเขาก็กินเนื้อแพะกินแกะ ตอนแรกมึนนึกว่ามีแค่หมู เห็ด เป็ด ไก่ ที่ไหนได้วัวเอาด้วยบานเลย เพราะท่านทำภาพให้ดู เอ้อเหอ ! ปี ๆ มันตายเยอะขนาดนี้เชียวเหรอ

ถาม : ผมยังติด ๆ เลยนะครับว่าที่เราเลี้ยง ๆ กันไว้นี่ ทำไมมันพอให้เรากินก็ไม่รู้นะครับ คิดแล้วไม่น่าจะพอกินเลยนะครับ แต่ละคนกินกันเยอะ ?
ตอบ : นั่นยังไม่น่าคิดเท่าไหร่หรอก แต่ที่ตายเท่าไหร่นี่น่าสยดสยองกว่าเยอะ อะไรคนเรามันจะกินเพื่อนร่วมโลกได้เยอะขนาดนั้น ?
ถาม : ผมยังจำได้เลยครับไปดูโรงเชือดน่ะครับ ผมยังรู้สึกเสียใจอยู่เลยไปดูเสร็จแล้วมันก็แบบ อุ๊ย...เนื้อมันตายใหม่ ๆ มันต้องอร่อยแน่เลย แล้วเพื่อนมันก็เฉือนมาให้กิน พอเอามากินก็ โห...อร่อยจริง ๆ แล้วก็แบบเฮ้ย ! ทำไมอารมณ์เราไปอย่างนั้นได้ มันเฉือนมาให้กินเราก็กิน ?
ตอบ : ตอนนั้นเขาเรียกว่า อกุศลกรรมมันบันดาล ในเมื่ออกุศลกรรมชักนำไปก็เป็นอย่างนั้นแล เอาเถอะตอนนี้รู้แล้วนี่อย่าไปอร่อยอีกก็แล้วกัน ลักษณะที่ทำได้ประโยชน์ตรงที่ว่าพอถึงเวลาแล้วจะได้ละอายชั่วกลัวบาป เห็น ๆ อยู่แล้วว่าโดนอะไรบ้าง

ตอนนี้ท่านเอก็สอนพระ เณร ชี อยู่ทุกวันพฤหัส พาไปดูให้ช่ำใจจะได้เข็ด พอหลังทำวัตรเย็นประมาณทุ่้มครึ่งหรือทุ่มสี่สิบห้าก็จะเริ่มกันกว่าจะเลิกก็สามทุ่้ม สี่ทุ่ม

ถาม : เวลาคุยไปนี่รับสังฆทานใจมันเสมอกันไปเหรอครับ ?
ตอบ : ดูเอาเองซิ (หัวเราะ) อาการภายนอกมันเป็นน้ำปากบ่อ ลมมาอะไรมามันก็กระเพื่อมไปตาม แต่ข้างในต้องนิ่ง เพราะถ้าหากว่าไม่นิ่งเวลากิเลสเข้ามาเรารู้ไม่ทันมัน ทำให้ได้ถ้าทำได้ถึงตรงนี้แล้วสบาย คนอื่นเขาไม่รู้หรอก เห็นเราเฮฮาไปเรื่อยไม่รู้หรอกว่าเราใส่เกราะไว้เต็มที่เลย
ถาม : เมื่อกี้เห็นเ