View Full Version : กายทิพย์ก็เคลื่อนที่ออกจากกายเนื้อ คล่อยๆเคลื่อนออกไปทางหัวหรือกระหม่อม
WebSnow
01-03-2006, 05:27 PM
ตอนกลางคืนเวลานอน ผมมักจะเข้าสมาธิเป็นประจำ
ผมเป็นแบบนี้บ่อยๆ ช่วงหนึ่งคือเวลานอนตอนยังไม่หลับก็เข้าสมาธิ
-หันหน้าทางมองผาผนังบ้านแล้วหลับตา
-ปล่อยอารมฌสบายๆ..ช่วงแรกจะมืดๆ
-ผ่านไปไม่นาน รู้สึกว่ามองไปแล้วโปร่งๆ ไม่มืดเหมือนเดิม เห็นอะไรเป็นสลัวๆ ความรู้สึกโปร่งๆคือ เหมือนเรามองทะลุหนังตาออกไปโดยไม่มีหนังตามากั้นไว้ ไม่มีความรู้สึกว่ามีหนังตา
- พอมองผ่านไปสักระยะ นานๆ ผมรู้สึกว่า เอ๊ะเรานั่งลืมตาหรือนั่งหลับตาอยู่ เพราะว่าความที่เรามองโปร่งๆ จะรู้ว่าเรานั่งหลับตาอยู่ก็ตอนระลึก.
WebSnow
02-03-2006, 05:15 PM
คืนวันที่ 1 มีนาคม 2549
ผมเข้าสมาธิแล้วเกิดอาการแบบที่เล่ามา
หลังจากนั้น กายทิพย์ก็เคลื่อนที่ออกจากกายเนื้อ คล่อยๆเคลื่อนออกไปทางหัวหรือกระหม่อม ลอยออกไป แล้วผมก็ดึงกลับมา.......
เวลากายทิพย์เคลื่อนออกไป ผมมองเห็นอีกมิติไม่ใช่บ้าน
ก่อนลอยออกจากร่าง ช่วงกำลังตัดสินใจออก ได้ยินเสียงดังเจี๊ยวจ้าว...ข้างๆ...เลยเข้าๆออกๆ.พอเสียงเงียบจึงค่อยลอยออกไปอีก....
NJ042529
23-06-2006, 09:52 AM
สาธุค่ะ
GenerationXXX
22-07-2006, 10:16 PM
สนับสนุนครับผม ใช่แล้ว นี่เรื่องจริง บางครั้งช่วงที่จิตเริ่มแยกออกจากประสาทตาแล้วจะเริ่มสว่างแต่เป็นลักษณะเหมือนเอฟเฟคภาพเบลอและมืด พอชัดเต็มที่จะมีอาการเห็นเป็นปกติ และยังไม่รู้สึกตัวด้วยว่าหลับตาอยู่ ต้องอาศัยสติระลึกดูถึงจะรู้ เรื่องอย่างนี้ใครมาอ่านแนะนำ แต่ถ้าจิตมองเห็นแล้วเห็นอีกมิตินึงนี่ยังไม่เคย ต้องลองๆ ถ้าได้แล้วเดี๋ยวจะมาสนับสนุนอีก
chirapong
05-11-2006, 10:45 PM
ถอดกายทิพย์ ใช้เวลานานไหม ถึงเราจะทำได้
ลุงคนเชียงใหม่
05-01-2007, 06:56 PM
************
ถ้าเข้าใจชีวิตกับ ความตาย
ปลงอสุภจนกระจ่างในจิต
ก็ฝึกได้ไม่ยาก
วันที่จิตไม่ห่วงกายเนื้อ
ไม่ยึดติดกับร่างเนื้อ
และพร้อมที่จะเปลี่ยนภพ
จิตก็เป็นอิสระจากกายเนื้อ
************
อย่าตกใจกับมิติใหม่
เพราะตกใจแล้วอีกนานกว่าจะเริ่มต้นใหม่ได้อีก
ขอเป็นกำลังใจให้หลานๆ
เรียนรู้และควรจะรีบฝึกนะ
ก่อนที่จะสายไป
*******************
อย่ากลัวความจริง
ที่วันหนึ่งจิตเราก็ต้องจากกายเนื้อนี้ไปอยู่แล้ว
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
มันคู่โลก
*******************
ม่านแก้ว
20-11-2007, 12:21 PM
น้อมรับคำแนะนำเจ้าค่ะ คุณลุงคนเชียงใหม่ แต่ขอถามหน่อยนะค่ะ ตอนที่อิฉันนั่งสมาธิเป็นประจำ(เมื่อก่อนค่ะ เดี๋ยวนี้ไม่กล้า) มีอยู่วันหนึ่งอิฉันนั่งก็ประมาณตอนเกือบห้าทุ่มเห็นจะได้ ในขณะนั่งอยู่สักพักก็เหมือนดวงไฟลูกเล็กๆ แล้วค่อยเคลื่อนเข้าช้าและเมื่อขยายใหญ่ขึ้นก็ยิ่งเพิ่มความเร็วเข้าหาตัวอิฉันเจ้าค่ะ ตกใจมากหายหลังไปเลยค่ะ กลัวจนไม่กล้าอีก อย่างถามว่ามันคืออะไรเจ้าค่ะ
onpilin
20-11-2007, 01:55 PM
แล้วเป็นไงอีกอ่ะ อย่าลืมมาเล่าต่ออีกน่ะค่ะ เด๋วจามาดูอีก
กรพีระ
31-01-2008, 11:54 PM
ไม่แน่นอนว่าจะออกทางหัว เคยอ่านในหนังสือจริงๆแล้วจิตไม่ได้อยู่ที่สมอง แต่อยุ่บริเวณใกล้ๆลิ้นปี่หน้าอกกับท้อง ดังจะเห็นได้จากการที่คนหรือสัตว์ถูกฟันคอขาดแต่ร่างกายที่ไร้หัวยังวิ่งต่อไปได้ ตัวผมถอดจิตออกทางหน้าอก บางครั้งตีลังกาออก บางคนพุ่งขึ้นไปตรงๆเลยก็มี แต่มีเรื่องเล่าเรื่องนึงว่าถ้าคุณถอดจิตแบบตีลังกากลับ คุณได้ไปยังโลกคู่ขนาน ไม่รู้จริงรึเปล่า
Lightdo
02-02-2008, 08:54 PM
เพิ่งเคยมาที่เว็บนี้เมื่อวันก่อนอะคับ รู้สึกสนใจมาก มีเรื่องอยากถามอะคับ เวลานอนก่อนหลับตอนเด็กๆจะชอบเห็นภาพเป็นสีฟ้าๆ เขียวๆ บางครั้งก็เป็นขาวๆ และก็จะรู้สึกหมุนติ้วๆเหมือนมอเตอร์เลยแล้วซักพักก็จะหยุด บางทีเราก็ฝันเห็นที่นึงที่ไม่รู้จัก แต่พอผ่านไปอีกเป็นปีเราก็พบที่ที่เราเคยฝัน(ซึ่งเป็นสนามกีฬาแห่งหนึ่งที่เราไปเล่นในเวลาต่อมาเป็นประจำ) อยากทราบว่าทั้งหมดนี่เป็นอาการเพ้อเจ้อของผม หรือเป็นอาการธาตุวิปริตรึป่าวคับ?
Lightdo
02-02-2008, 08:58 PM
เพิ่งเคยมาเว็บนี้เมื่อวานก่อนคับ รู้สึกสนใจมาก มีเรื่องสงสัยอะคับ ตอนเด็กๆ เวลานอนตอนยังไม่หลับ มักจะเห็นภาพเป็นสีๆ บางทีก็ ฟ้าบ้าง น้ำเงินเข้มบ้าง หรือบางทีก็เป็นสีขาวสว่างๆ บางครั้งก้จะรู้สึกหมุนติ้วๆ (ตอนเด็กเป็นคนหลับยากมาก คือ นอนไม่ค่อยจะหลับ) แล้วก็เคยฝันเห็นที่ที่เราไม่รู้จัก แต่ต่อมาก็ได้ไปเเละเป็นที่ที่เราคุ้นเคยมาก อยากทราบว่าทั้งหมดนี่เป็น การเพ้อเจ้อ หรือว่าเป็นเพราะธาตุวิปริตรึป่าวคับ
Orora416
05-02-2008, 12:21 PM
เพิ่งเคยมาที่เว็บนี้เมื่อวันก่อนอะคับ รู้สึกสนใจมาก มีเรื่องอยากถามอะคับ เวลานอนก่อนหลับตอนเด็กๆจะชอบเห็นภาพเป็นสีฟ้าๆ เขียวๆ บางครั้งก็เป็นขาวๆ และก็จะรู้สึกหมุนติ้วๆเหมือนมอเตอร์เลยแล้วซักพักก็จะหยุด บางทีเราก็ฝันเห็นที่นึงที่ไม่รู้จัก แต่พอผ่านไปอีกเป็นปีเราก็พบที่ที่เราเคยฝัน(ซึ่งเป็นสนามกีฬาแห่งหนึ่งที่เราไปเล่นในเวลาต่อมาเป็นประจำ) อยากทราบว่าทั้งหมดนี่เป็นอาการเพ้อเจ้อของผม หรือเป็นอาการธาตุวิปริตรึป่าวคับ?
ภาษาฝรั่งเศส เรียกว่า Deja Vu เป็นการฝันเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าน่ะ แต่เราอาจบอกไม่ได้ว่าที่ฝันเห็นนั้น จะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อไหร่
ในเวปพลังจิตหลายๆ คนก็มีประสบการณ์แบบนี้เหมือนกัน
การแยกจิตออกจากกายนั้น...แล้วแต่สภาพความคุ้นเคยของจิต...และกำลังของจิต...หากจิตยังมีกำลังไม่เพียงพอการถอดจิตจะหมุนเคว้งออกไป...แต่เมื่อออกไปแล้วจิตจะมีสติตั้งกลับคืนมาได้...แต่สำหรับคนที่จิตมีกำลังค่อนข้างสูง...เวลาจิตถอดออกจากร่างจะพุ่งออกไปเลยเสมือนมีแรงผลักให้ออกไปอย่างเร็ว...และเมื่อจิตออกไปแล้วก็สงบไม่พุ่งอีก...แต่หากใครที่ถอดจิตเข้าออกบ่อยๆ...จิตจะชินและจะค่อยๆรับรู้การเข้าออกได้ง่าย...คือจะค่อยๆเข้า...และจะค่อยๆออกคือจิตมีความละเอียดมากขึ้นนั่นเองจึงสามารถบังคับการพุ่งของจิตได้...จะสามารถปรับให้เร็วขึ้นหรือช้าลงได้....
ส่วนการที่จิตจะไปไหนนั้นผู้ที่ถอดจิตใหม่มักบังคับไม่ได้...จะเป็นไปตามสภาพจิตคือลอยไปเรื่อยๆ...เข้าภพโน้นออกภพนี้...แต่จะมีสติคงอยู่ได้...แต่หากเมื่อตกใจหรือกลัว...ตามสัญชาตญาณจิตจะกลับร่างทันทีโดยไม่ต้องรอตัดสินใจ....
ส่วนผู้ที่ฝึกบ่อยๆจะสามารถกำหนดจิตให้เดินทางได้ตามใจเรา...และไปได้ตามกำลังรู้เห็นของเราเท่านั้น...นอกจากมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์พาไปจะสามารถไปภพที่สูงเกินกำลังเรามากๆได้...
kwantrakul
07-02-2008, 07:53 PM
ขอบคุณ Websnow มาก ๆ ด้วยะค่ะ ที่ให้ความรู้ และเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ด้วย
นับว่าเป็นความรู้ที่ดีมากเลยค่ะ ต้องลองปฏิบัติดูบ้างแล้วละคะ
ไม่แน่ใจ ว่าคนแต่ละคนต้องฝึกสมาธิ นานมากเพียงใด ถึงจะถอดจิตได้ค่ะ ....^-^
ตาแก่
30-08-2008, 05:55 PM
การถอดจิตผมเองคิดว่าต้องใช้เวลานานพอสมควรนะครับ ฝึกจนกว่าจิตเราจะนิ่งถึงขั้นอุปปจาระสมาธิหรือมากว่านั้นครับ หากเราตั้งใจฝึกจิตภาวนาบ่อยๆไม่นานเราคงจะทำได้ ส่วนตัวผมเอง ไม่แน่ใจ แต่จากประสบการณ์ของผมซึ่งเริ่มฝึกมานานพอสมควรประมาณ 1 ปี แต่ไม่ฝึกหนักนะครับ แต่ฝึกสม่ำเสมอ เพราะฝึกนานแล้วไม่ค่อยอดทน หากบางคนฝึกได้นานวันละหลายชั่วโมงอาจสำเร็จได้เร็วนะครับ อาจจะสามารถถอดจิตได้สมบูรณ์ก็ได้ผมไม่แน่ใจ แต่ของผมเองถอดได้เป็นบางครั้งซึ่งก็ไม่แน่ใจ หากเป็นสมาธิแน่วแน่ได้นานก็จะถอดได้เกือบทุกครั้งครับ แต่ช่วงหลังๆ มาผมก็ใช้เวลาน้อยลง(ปกติต้องนอนภาวนาเกือบทั้งวันถึงจะถอดได้ค่อนข้างใช้เวลานะครับ)คือว่าหากจิตเป็นสมาธิได้เร็วก็ถอดได้เร็วครับ ไม่รู้คนอื่นๆ เป็นเหมือนผมหรือเปล่า ผมเวลานิ่งปุ๊บหากอยากออกจะออกได้ แต่จะไปไหนได้หรือเปล่านั้นยังไม่แน่ใจ บางทีก็ได้บางทีก็ไม่ได้ครับ ออกมาแล้วกลับเข้าร่างก็มี บางทีเวลาจะเข้าก็เข้าไม่ได้ ใช้เวลานานทีเดียว จนเหนื่อยเลยละครับ เพราะว่าผมเกิดความลังเลสงสัยขึ้นมันจะทำให้เราไม่มีสมาธิ ต้องไม่สงสัยมากหรือคิดมากจะไปโน้นดีหรือไปนี้ดีอะไรอย่างเนี้ย กำลังสมาธิที่ยังไม่แข็งแรงเลยคลายเสียก่อน กลับเข้าร่างซะงั้นครับ หากคุณ อย่างถอดลองฝึกสมาธิให้นิ่งแล้วลองนึกถึงสิ่งที่อยากเห็นหรืออยากไปดู อาจถอดได้เหมือนผมก็ได้นะครับ
มหาหิน
30-08-2008, 07:01 PM
น้อมรับคำแนะนำเจ้าค่ะ คุณลุงคนเชียงใหม่ แต่ขอถามหน่อยนะค่ะ ตอนที่อิฉันนั่งสมาธิเป็นประจำ(เมื่อก่อนค่ะ เดี๋ยวนี้ไม่กล้า) มีอยู่วันหนึ่งอิฉันนั่งก็ประมาณตอนเกือบห้าทุ่มเห็นจะได้ ในขณะนั่งอยู่สักพักก็เหมือนดวงไฟลูกเล็กๆ แล้วค่อยเคลื่อนเข้าช้าและเมื่อขยายใหญ่ขึ้นก็ยิ่งเพิ่มความเร็วเข้าหาตัวอิฉันเจ้าค่ะ ตกใจมากหายหลังไปเลยค่ะ กลัวจนไม่กล้าอีก อย่างถามว่ามันคืออะไรเจ้าค่ะ
.....................................................................................
คุณม่านแก้ว น่าที่จะเคยได้ เตโชกสิณ มาก่อน ในอดีตชาติ
เกิดมาชาตินี้ สัญญาเก่า ยังจำไม่ได้.. กุศลกรรมยังไม่เข้าถึง
คนเราทุกคน สิ่งที่กลัวมากที่สุด ย่อมคือ ความตาย
คนที่บอกว่า กลัวผี กลัวงูกัด กลัวต่าง ๆ แต่ไม่กลัวตาย.. ข้อนี้ ไม่รู้จริง
จริง ๆ แล้ว กลัวผี ผีหักคอตาย.. ก็คือ กลัวตาย
กลัวงูกัด.. กัดแล้วจะตาย.. ก็คือ กลัวตาย
คนที่บอกไม่กลัวตาย.. พอถึงวิกฤติ ทำท่าจะตายจริง ๆ ต่างก็กลัวกันทั้งนั้น
คนที่ไม่กลัวตาย ก็มีจริง คือ พระอริยเจ้าทั้งหลาย นั่นเอง
คนที่จะฝึกจิต(อทิสมานกาย) ออกท่องเที่ยว หรือปฏิบัติธรรม ได้นั้น
ต้องผ่านการฝึกปฏิบัติ แบบถวายหัว ไม่กลัวตาย จึงจะพบ ของดี
แล้วหากเรายังไม่ถึงเขต พระอริยะ ย่อมกลัวตาย.. จะทำอย่างไร ถึงจะฝึกได้
ก็ต้องฝึกแบบ.. ยอมตายชั่วคราว
ชั่วคราว อย่างไร..
องค์หลวงพ่อฯ ท่านแนะนำ ในทำนองว่า..
"..ให้ดูอารมณ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนจะบรรลุพระโพธิญาน"
พระองค์ ตั้งสัจจะ แก่ตัวเองว่า..
เมื่อเรานั่งลงตรงนี้ หากไม่บรรลุซึ่งพระโพธิญาน เพียงใด
ร่างกายจะแหดแห้ง เลือด ร่างกาย นินทรีย์ จะเสื่อม สลายไป อย่างไรก็ตาม
เราจะไม่ลุกขึ้น จากที่นั่งนี้ เด็ดขาด
ข้อนี้.. ให้รู้อารมณ์ ก่อนที่จะปฏิบัติพระกรรมฐาน
สรุปก็คือ เมื่อจะนั่งสมาธิ ให้คั้งอารมณ์ ยอมตาย เข้าไว้ก่อนล่วงหน้า
จะให้ดี ต้องใช้วิปัสสนาญาณ พิจารณาควบไปด้วย
ก็คือ รับรู้ ยอมรับ ในทุกข์ของการมีขันธ์ 5
ยอมรับกฏไตรลักษณ์ ยอมรับกฏแห่งกรรม
องค์หลวงพ่อฯ แนะนำไว้ ในทำนองว่า..
เมื่อเราปฏิบัติพระกรรมฐาน ทำความดี
หากจิตของเราแตะเข้าถึง อุปจารสมาธิ อานิสงส์ก็เข้าถึงสวรรค์
หากจิตของเราแตะเข้าถึง ฌานสมาบัติ อานิสงส์ ก็เข้าถึงพรหม
ทั้งสวรรค์ และพรหม ย่อมมีความสุขกว่า โลกมนุษย์เป็นไหน ๆ
แล้วจะกลัวตาย ไปทำไม.. คั้งอารมณ์ ยอมรับ ความตายที่ขะเข้าถึง รอไว้เลย
จากประสบการณ์จริง ๆ เมื่อตั้งอารมณ์ ยอมตาย ควบวิปัสสนาญาน แล้วก็ตาม
แต่เมื่อถึง จุดใดจุดหนึ่ง ในสมาธิ เขาจะมีข้อทดสอบ อยู่ตลอดเวลา
หากเราตั้งอารมณ์ ยอมตาย แต่ก็ยังไม่เข้มจริง.. ก็จะแพ้ ดิ้นหนี ลืมตา....
อย่างนี้ ก็สอบตก
ต้องมาเริ่มเรียนใหม่ คือตั้งต้น ทำสมาธิใหม่ นับ 1 กันใหม่.. เป็นอย่างนี้เสมอ
จนกว่า อารมณ์จิต จะเข้มจริง ยอมตายได้จริง....
เมื่อข้อสอบ ข้อหนึ่ง ข้อใด ผ่านเข้ามาทดสอบ เช่น..
คันยุบยิบ เหมือนแมลงเดิน แมลงไต่ตอม
อาการปีติต่าง ๆ ขนลุกขนพอง น้ำตาไหล กายโยก
รู้สึกว่ากายหนา หน้าพอง ตัวลอย
อาการเมื่อแตะถึงอุปจารสมาธิ เห็นแสง ได้ยินเสียง
อาการเมื่อแตะถึงฌาณ ลมหายใจลดลง คำภาวนาหายไป
แน่นตึงเหมือนโดนมัด ขยับร่างกายไม่ได้
ลมหายใจหายไป
เห็นข้อสอบ ในสมาธิไหมครับ ว่า มีมากเพียงใด
สิ่งใดที่เรากลัว สิ่งนั้น มักจะปรากฏแก่จิต เป็นการทดสอบ
หากเรายอมตายได้จริง(ชั่วคราว เฉพาะที่จะปฏิบัติพระกรรมฐาน)
อาการใด ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตที่กระทบ ก็ไม่มีผลแก่เรา
เพราะว่า เรายอมตายไปได้เสียแล้ว สิ่งใด ๆ ที่มากระทบ เราก็ไม่กลัว
ไม่ดิ้นรน ไม่หนีถอย อะไรจะเกิดก็ช่าง แม้ตายเรายังยอม แล้วจะมีอะไรอีก
จากคำแนะนำของ คุณลุงคนเชียงใหม่ (http://board.palungjit.com/member.php?u=590)
ก็คือ ยอมตาย ควบวิปัสสนาญาณ ตามแนวทางปฏิบัติแห่งธรรม
************
ถ้าเข้าใจชีวิตกับ ความตาย
ปลงอสุภจนกระจ่างในจิต
ก็ฝึกได้ไม่ยาก
วันที่จิตไม่ห่วงกายเนื้อ
ไม่ยึดติดกับร่างเนื้อ
และพร้อมที่จะเปลี่ยนภพ
จิตก็เป็นอิสระจากกายเนื้อ
************
อย่าตกใจกับมิติใหม่
เพราะตกใจแล้วอีกนานกว่าจะเริ่มต้นใหม่ได้อีก
ขอเป็นกำลังใจให้หลานๆ
เรียนรู้และควรจะรีบฝึกนะ
ก่อนที่จะสายไป
*******************
อย่ากลัวความจริง
ที่วันหนึ่งจิตเราก็ต้องจากกายเนื้อนี้ไปอยู่แล้ว
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
มันคู่โลก
*******************
เมื่อเราสามารถฝึกผ่านแตะถึงฌาณ แสดงว่าเราสอบผ่านคุณธรรมกลัวตาย
ได้ตามลำดับของสมาบัติ.. ให้จำอารมณ์ ที่ยอมตายได้ นั้นไว้
และเมื่อฝึกปฏิบัติต่อ ๆ ไป เมื่อมีอุปสรรค มาขวางกั้น ก็ใช้อารมณ์ ยอมตาย แก้ไข
ฝึก ปฏิบัติ ได้อย่างนี้ ก็ก้าวหน้า ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
...............................................................................................
<!-- / message -->
คุณม่านแก้ว เคยได้ เตโชกสิณ มาก่อน ในอดีตชาติ
เกิดมาชาตินี้ สัญญาเก่า ยังจำไม่ได้ กุศลกรรมยังไม่เข้าถึง
ต้องเพียรฝึก ปฏิบัติ ตามที่แสดง
หากไม่เข้าใจ ก็อ่านเพิ่มเติม จากหนังสือ คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน
และหนังสือ กรรมฐาน 40 ขององค์หลวงพ่อฯ (เล่มละประมาณ 50 บาท)
คุณม่านแก้ว น่าที่จะสามารถก้าวเข้าถึง ความดี จากของเก่าที่มี ได้ดี
ขอคุณพระฯ อำนวยพร ให้คุณผ่านอกุศลกรรม กรรมดีเข้าถึง โดยเร็ว
ด้วยเทอญ
...............................................................................................
มหาหิน
30-08-2008, 07:21 PM
จิต คือ อทิสมานกาย คือ กายของเราจริง ๆ
จิต จะถอดออกได้ ออกทางไหน นั้น..
เป็นตามกรรมเก่า บุญเก่า เท่าที่เคยฝึกปฏิบัติกันมา
การปฏิบัติที่ผ่านมาในอดีตชาติ ย่อมไม่เหมือนกัน
จิตออกจากหัว จากอก เป็นไปได้ทั้งนั้น.. ขอให้ออกให้ได้ ก็แล้วกัน
...............................................................................................
เมื่อออกไปแล้ว ทรงตัวอยู่ไม่ได้นาน
นั่นเพราะว่า เราไม่ได้ฝึกทรงอารมณ์ฌาณให้นานได้ตามที่กำหนด
องค์หลวงพ่อฯ ท่านแนะนำ ในทำนองว่า..
ให้เราฝึกนับลมหายใจ จนถึงที่กำหนดจึงจะยอมหยุด
เมื่อฝึกสูงขึ้น จะสามารถกำหนดเวลา ได้ว่า..
เมื่อเรานั่งสมาธิ ตั้งใจว่า จะนั่ง ครึ่งชั่วโมง หรือ กี่ขั่วโมง ก็ตาม
เมื่อถึงกำหนดเวลา จิตจะถอยกลับ ทันที
เมื่อเข้าถึงฌาน 1 2 3 และ 4
ให้ฝึกเข้าฌาณ สลับฌาณ ถึง 1 ไป 3
3 ไป อุปจารสมาธิ ไป 4 ไป 2 ถอยมา 1
ให้คล่องในฌาณจริง ๆ
อย่างนี้ จะมีประโยชน์ จะสามารถกำหนดจิตให้ออกเร็ว ช้า อย่างไร ก็ได้
นี่ หมายถึง ผู้คล่องในฌาณ (วสี)
องค์หลวงพ่อฯ เคยกล่าว ในทำนองว่า..
"..เมื่อคล่อง ในฌาณจริง เพียงแค่หายใจเข้า ยังไม่ทันหายใจออก
จิตก็สามารถ ไปตามที่กำหนดได้แล้ว"
คำว่า ชั่วลัดนิ้วมือ.. ยังช้าไป
...............................................................................................
ความรู้เพิ่มเติม ให้หาได้จากหนังสือ คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน
และหนังสือ กรรมฐาน 40 ขององค์หลวงพ่อฯ (เล่มละประมาณ 50 บาท)
...............................................................................................
มหาหิน
30-08-2008, 07:34 PM
หัวใจการฝึกปฏิบัติพระกรรมฐาน
ความสำคัญ ของการฝึกสมาธิ..
1. ยอมตาย คือ กุญแจ ให้ผ่านเข้าถึง คุณความดีของจิต
องค์หลวงพ่อฯ กล่าวในทำนองว่า..
"..หากไม่ตั้งอารมณ์ ยอมตาย ฝึกไปอีก แสนชาติ ก็ไม่มีผล"
2. วิปัสนาญาณ พิจารณากาย พิจารณาทุกข์ ของตนเอง
3. อย่าอยาก เมื่อจะฝึกสมาธิแล้ว อยากออกได้ อยากเห็น
หากมี ความอยาก ก็คือ มีกิเลส นำหน้า ฝึกอย่างไร ก็ไม่มีผล
การทำสมาธิ เพียงตั้งอารมณ์ ยอมตาย อะไรจะเกิด ก็ช่างมัน
ฝึกสมาธิ เพียงเพื่อ ให้เกิดความสุข สงบ ในจิต เท่านั้น
ผลอะไรที่จะได้ ที่จะเข้าถึง ก็ช่างมัน
เมื่อเข้าถึงที่ใด ๆ ก็จะมีทางที่จะดำเนินต่อไปเอง
เท่านี้ ก็พอแล้ว
................................................................................................
มหาหิน
31-08-2008, 11:24 AM
เพิ่งเคยมาที่เว็บนี้เมื่อวันก่อนอะคับ รู้สึกสนใจมาก มีเรื่องอยากถามอะคับ เวลานอนก่อนหลับตอนเด็กๆจะชอบเห็นภาพเป็นสีฟ้าๆ เขียวๆ บางครั้งก็เป็นขาวๆ และก็จะรู้สึกหมุนติ้วๆเหมือนมอเตอร์เลยแล้วซักพักก็จะหยุด บางทีเราก็ฝันเห็นที่นึงที่ไม่รู้จัก แต่พอผ่านไปอีกเป็นปีเราก็พบที่ที่เราเคยฝัน(ซึ่งเป็นสนามกีฬาแห่งหนึ่งที่เราไปเล่นในเวลาต่อมาเป็นประจำ) อยากทราบว่าทั้งหมดนี่เป็นอาการเพ้อเจ้อของผม หรือเป็นอาการธาตุวิปริตรึป่าวคับ?
....................................................................................
"ของเก่า" มีดี
คนที่เคยได้ "ฌาน" ในอดีตชาติ..
มาชาตินี้ บางทีไม่ได้ตั้งใจฝึกสมาธิ จิตก็พร้อมที่จะเข้าถึง(แต่ยังปฏิบัติน้อย)
พอแค่จิตสงบ นิ่งดิ่งดีแล้ว จิตแตะถึง อุปจารสมาธิ ได้ง่าย
(บางที ไม่ได้ตั้งใจ.. แต่ก็เข้าถึงได้ เพราะเป็นของเก่า..
..เปรียบเสมือน เราเคยเรียน ป.3 ป.5 มานานแล้ว.. เรียนกระทั่งจบปริญญา
ผ่านไปอีกหลายปี หากนำหนังสือ ป.3 ป.5 มาอ่านใหม่.. ก็จะเข้าใจได้ง่าย)
เมื่อแตะถึงอุปจารสมาธิ ความเป็นทิพย์ จะเกิดแก่จิต เห็นแสง ได้ยินเสียง
ที่บอกว่า..
"..เวลานอนก่อนหลับตอนเด็ก ๆ จะชอบเห็นภาพเป็นสีฟ้า ๆ เขียว ๆ
บางครั้งก็เป็นขาว ๆ และก็จะรู้สึกหมุนติ้ว ๆ เหมือนมอเตอร์เลย แล้วซักพักก็จะหยุด บางทีเราก็ฝันเห็นที่นึงที่ไม่รู้จัก แต่พอผ่านไปอีกเป็นปี เราก็พบที่ ที่เราเคยฝัน.."
"..เวลานอนก่อนหลับตอนเด็ก ๆ จะชอบเห็นภาพเป็นสีฟ้า ๆ เขียว ๆ บางครั้ง ก็เป็นขาว ๆ "
อันนี้.. เป็นเครื่องยืนยัน ว่า จิตแตะถึง อุปจารสมาธิ..
"..และก็จะรู้สึกหมุนติ้ว ๆ เหมือนมอเตอร์เลย.."
เป็นเครื่องแสดงว่า.. เป็นห้วงเวลาที่ จิต พยายามจะออกจากกายหยาบ
(มีการดิ้นรน หมุนติ้ว ๆ มีความกลัวตาย เป็นข้อสอบ..)
"..แล้วซักพักก็จะหยุด.."
(คนที่เคยได้ฌาณ มาก่อน.. หลังจากการดิ้นรน ก็จะผ่านได้ง่ายกว่า)
"บางทีเราก็ฝันเห็นที่นึงที่ไม่รู้จัก แต่พอผ่านไปอีกเป็นปีเราก็พบที่ที่เราเคยฝัน"
อันนี้.. ไม่ใช่ ความฝัน.. แต่จิตเราออกไป ณ สถานที่ นั้น ๆ จริง ๆ
จิตที่ออกไปพบสถานที่ นี้ เมื่อเป็นความจริง.. ก็จะถูกต้อง ไม่คลาดเคลื่อน
หากว่าเป็น ความฝัน จะฟุ้ง จะไม่ตรงเสมอไป
เมื่อผ่าน "ฌาณ" ได้.. จะเป็นพื้นฐาน ไปฝึก "ญาน 8" หรือ ฤทธิ์ต่าง ๆ เช่น..
อนาคตังสญาน.. รู้อนาคต (เห็นสถานที่ ล่วงหน้า)
ปัจจุบันนังสญาน..
อตีตังสญาน..
เจโตปริยญาน..
และ อื่น..
ดูแนวทางการปฏิบัติ และ "หนังสือ" ที่แนะนำ ด้านบนนี้
ขอคุณพระไตรรัตน์ อำนวยพร ให้ท่าน มีความสำเร็จ เข้าถึงความดีที่พึงได้
โดยเร็ววัน ทันที ด้วยเทอญ.
...................................................................................
มหาหิน
31-08-2008, 11:37 AM
ที่อธิบายมาทั้งหมด ข้างบนนี้..
ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยัน ว่า.. ผมปฏิติดี ปฏิบัติได้ คล่องแล้ว นะครับ
ทั้งหมดก็เป็น ความเข้าใจ จากการรับฟัง และการอ่าน หนังสือขององค์หลวงพ่อฯ
ส่วนการปฏิบัติ นั้น.. ก็ยังอ่อน ยังน้อย อยู่มาก
และ เรื่องที่ "จิต" ออกจากร่างกายหยาบ ได้จริงไหม นั้น
หากผู้ที่ไม่เคย "ออก" มาก่อน.. ใครจะอธิบายได้ดีเพียงใด ก็จะเข้าใจ ได้ยาก
พวกเราต้องฝึก ต้องปฏิบัติ ด้วย ตัวของเราเอง เท่านั้น
เพียงแต่ มี "แผนที่" ที่ดี.. เป็นช่วยในการเดินทาง ในการฝึกปฏิบัติ
แผนที่ นั้น ได้แจงไว้แล้ว ครับ.
...............................................................................................
พระเวทย์ฝึกหัด
14-09-2008, 08:46 PM
อ่านมาหลายกระทู้ อ่านมากลายบทความ
ผมอยากจะลองทำ การถอดจิต
ไม่ทราบต้องทำยังไงบ้างครับ พึ่งเข้ามาอ่านครั้งแรก และวันแรก
ผมอยากทำแต่ไม่รู้จริงๆ ว่าทำกันยัง
vBulletin® v3.7.1, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.