PDA

View Full Version : จากการสังเกตและพูดคุย..กระเจียวพบว่าคนทั่วไปยังไม่เข้าใจเรื่องแนวนี้


กระเจียว
29-09-2004, 05:47 AM
กระเจียวจะเห็นตามเวบบอร์ดบ๊อยบ่อย

-----ผีมีจริงหรือไม่ คำตอบก็แนวๆไว้ลายคนสมัยใหม่ เช่น ...5050ครับ....ไม่แน่นะเราอาจจะสร้างความกลัวขึ้นมาเอง....ผีไม่มีมีแต่วิณยาน....ยังไม่เคยเจอไม่เห็นมีหลักฐานอะไร...อาจจะมีนะหรืออาจจะแค่เอาไว้หลอกเด็ก...คนเราตายไปจะกลายเป็นผีได้ไง ก็ถูกเผาไปแล้ว....and more

-----ชาติที่แล้วและชาติหน้ามีจริงหรือไม่(ในที่นี้รวมเรื่องนรกสวรรค์ด้วย)
คำตอบเช่น....เอาไว้หลอกให้คนทำดีน่ะสิ....สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจครับ..5050ค่ะ.....ชาติหน้าจะหน้าตาออกมาเหมือนเดิมมะ เหมือนในหนังรึเปล่า.....and more

-----ทำไมต้องทำบุณทำแล้วได้อะไร คำตอบเช่น....ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ ได้บุณแล้วบุณคืออะไร ต้องเอาข้าวใส่บาตรพระทุกวันมั้ยครับถึงจะได้บุณ.....บุ_นี่ต้องเลือกทำด้วยหรือ ทำไมต้องไปหาพระ....เอาบุณมาทำไรเหรอครับไม่เห็นจะรวยขึ้นมาเลย.....ทำแล้วไว้ใช้ชาติหน้า แล้วชาติหน้ามันมีเหรอครับ.....ทำแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์แล้วสวรรค์มันอยู่ไหนอย่าบอกว่าอยู่ในใจนะ...and more

-----พวกธรรมะธัมโมพวกนั่งสมาธิน่ะพวกเพี้ยน คำตอบเช่น.....ไม่มีไรทำรึไง ไปนั่งหายใจเข้าออกอยู่ได้ไร้สาระ......นั่งแล้วก็ไม่เห็นจะรวยขึ้นมา....พวกนี้มันบ้าอะไรก็ไม่เอาเพี้ยนไปแล้ว.....ดำเนินชีวิตตามปกติก็พอแล้วจะไปนั่งเนิ่งอะไร หลุดโลกไปหน่อยนะครับ...and more


มีอีกเยอะน่ะ เดี๋ยวไปสอบก่อนนะ เช้าแล้ว

นายฉิม
29-09-2004, 12:01 PM
อย่าว่าแต่คนทั่วไปเลยพี่เองก็งี้แหละ ถึงได้มาหาข้อมูลความเชื่อที่เวปนี้ไง

ปาริสัชชา
01-10-2004, 12:12 AM
คุณกระเจียวครับ ผมว่าเป็นเรื่องไม่แปลกหรอกนะครับ อุปมาเหมือนกับว่า ตัวเชื้อโรคนั้นมีอยู่จริง หากแต่ว่าคนทั่วไปมองไม่เห็นจึงไม่เชื่อ ต่อเมื่อสร้างกล้องจุลทรรศน์ได้แล้วนำมาส่องเห็นเชื้อโรคได้จึงเชื่อ...

และผมก็รู้สึกว่า เชื้อโรคนั้นก็ยังคงมีอยู่เป็นปรกติ และยังคงทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ โดยไม่เกี่ยวว่าจะมีใครเชื่อหรือไม่ ...

หากแต่ว่า ถ้าบุคคลใดเห็นเชื้อโรคว่ามีอยู่จริง บุคคลนั้นก็จะรีบขวนขวายหาวิธีกำจัดเชื้อโรคได้เองหละนะครับ ... จริงมะ :)

กระเจียว
02-10-2004, 08:29 AM
ค่ะ ก็ไม่ได้ว่ามันแปลกเลยค่ะ เพียงแต่ต้องการหาแนวคิดที่จะทำการเผยแผ่ศาสนาให้พวกเค้าเข้าใจ ถ้าพวกเค้ามีความคิดแบบนี้ การนำศาสนาและความรู้ที่ถูกต้องมาบอกกล่าวจะต้องเป็นในลักษณะไหน อย่างการทำเวบ ถ้ามุ่งตรงไปแนวฝึกปฏิบัติเข้มข้น หรือไปนิพพานเลย วัยรุ่นที่ไหนมันจะเข้ามาอ่าน ไปแชทดีกว่า อะไรประมาณเนี้ย อิอิ

เรื่องผีเรื่องลึกลับต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นในโลกและยังไม่เกิดความกระจ่างมาก นี่ก็ดีเหมือนกัน เพราะการที่คนเรื่มอยากรู้ว่าผีมีจริง มันก็ทำให้เขาอยากพิสูจน์ ทำให้เขาเริ่มเชื่อชีวิตหลังความตาย ทำให้เริ่มเห็นกฏแห่งกรรมว่าตายไปแล้ว ได้รับกรรมยังไง ทำให้มองหาธรรมะ ทำให้เริ่มอยากปรับจิตใฟ้เข้าสู่แนวธรรมชาติ

นี่ก็ดีแล้ว ที่เริ่มเปิดอะไรที่ง่ายๆสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้สนใจ ถ้าทำเวบแล้วคุยกันแบบรู้เรื่องไปซะหมด คนข้างนอกมาอ่าน ก็ไม่พ้นหาว่าบ้า แล้วไม่ย่างกรายมาอีก เสียดายโอกาสที่จะได้ให้เขาเรียนรู้ธรรมะ

ปาริสัชชา
02-10-2004, 10:04 PM
เอ! ผมโพสตอบไว้แล้วเมื่อตอนบ่าย ไหงหายไปไหนแล้ว งั้นผมขออนุ_าตตอบใหม่นะครับ...

คุณกระเจียวครับ ... จริงๆแล้วผมมีความเห็นสอดคล้องกับคุณนะครับ ผมเองก็รับทราบ และเข้าใจในวิธีการตั้งกระทู้ และตอบข้อคิดเห็นอย่างนี้ครับ และผมเองก็มักใช้อยู่เช่นกัน...

ผมขอโมทนาเป็นอย่างยิ่งกับกุศลจิต และเจตนาอันดีของคุณกระเจียว ที่ได้กรุณาถ่ายทอดความรู้ต่างๆออกมาในอีกหลายแง่มุมนะครับ และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างยิ่ง ... สาธุครับ

กระเจียว
02-10-2004, 10:13 PM
ขอบพระคุณค่ะ

Aphisit
04-10-2004, 08:45 PM
ธรรมชาติของคนงัย เข้าใจหรือยัง เพราะเขาสงสัย
และไม่เข้าใจในธรรมชาติ เพราะอะไรเพราะเขาไม่ได้ในสิ่งเขาได้กัน
ผลตามมาคือ สงสัย พิสูจน์ ถามว่าถ้าคุณรู้แล้วจะพิสูจน์ทำไม ใช่ไหมครับ.
ถ้าคนเข้าใจอธิบายนิดเดียวก้รู้แล้ว...

กระเจียว
06-10-2004, 07:32 PM
ก็ใช่ไงคะ กระเจียวกำลังจะสื่อว่า ทำอย่างไรถึงจะสื่อให้คนประเภทนี้เข้าใจได้ จะคลายความสงสัยอย่างไร จะเปิดใจอย่างไร

นี่แหละถึงมาโพสกระทู้นี้ เพื่อเตือนสติคนที่กำลังคิดจะเผยแผ่ศาสนา ว่าอย่าลืมความสงสัยของคนพวกนี้ ทำให้เหมาะกับจริตคนสมัยใหม่ด้วย จะโผล่มามีแต่มุ่งไปนิพพานอย่างเดียวก็เร็วไป

ab
06-10-2004, 07:42 PM
คนเราก็เปรียบดั่งบัว4เหล่าจิงๆเนอะน้องกระเจียว

telwada
06-10-2004, 07:42 PM
ก่อนจะบรรลุนิพพาน เอาแค่บรรลุโสดาบัน คำถามต่างๆที่คุณกระเจียวนำมานั้น จะหายไปจากความสงสัยของพวกเขา หากพวกเขาได้ฝึกตน และบรรลุถึงโสดาบัน
แต่คำถามเหล่านั้น คงไม่ค่อยมีคนสนใจ คือมีคนสนใจน้อย ส่วนใหย่เขาจะสนใจทำมาหากินกัน และสนใจหลักความจริงเท่านั้น

mastertana
06-10-2004, 11:20 PM
นะโมฯ 3 จบ ...

ณ โอกาสนี้ใครเสวนาเรื่อง จิตเคยรู้เคยสัมผัส ... จิตของเรามีสภาพจำ ระลึกได้ ... จิตเรารับสัมผัส จิตใจคน เชื่อ เรื่อง บาป บุ_ คุณ โทษ สวรรค์ พรหม นรก ผีสางเทวดา มีจริง นั้นคือ จิตเรา มัน ระลึกได้มัน สัมผัสได้ ว่า เคยรู้เคยเป็น อยู่ใน สภาวะต่างๆ นั้นๆ มันเลยมีความเชื่อลึกภายใน ว่า มีจริง... ภพชาติมีจริง คำว่า ผีไม่ต้องอะไรมาก เคย เป็นมาแล้วไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ มันเลยเชื่อลึกๆ ว่ามีไงหละ ไม่เห็นได้ อาการสัมผัสทางกายมีบอก ขนลุกซุ เสียวๆ สันหลัง ฯลฯ เป็นต้น ... เพราะจิตมันเคยเป็น เคยอยู่ใน สภาวะ นั้นๆ มันเลยเชื่อลึกๆ ส่วน ความคิด หรือ สั__า ตัวนั้น คือ องค์ ประกอบของร่างกาย ทำงานแค่ เดียวนี้ ที่นี่ เวลา นี้แต่ละ อย่าง... สั__า มาจาก ได้เรียนรู้ได้เห็น ได้ยินได้ฟัง ในช่วงเวลา หนึ่งๆ มันตามเราไปทุกภพทุกชาติไม่ สมอง ประสาท ไม่เชื่อมกันมันก็ใช้ไม่ได้ ของเหล่านี้มัน เสื่อมสลายไปตามกาลมันไป มันไม่ได้ไปด้วยจิตของเรา สัมผัสของจิตมันก็คือการเห็นรู้ด้วยจิตนั้นหละ จิตเรามันท่องไปทุกภพทุกชาติ ไป อยู่ ร่างกายนั้น ร่างกายนี้ ยากดีมีจนมันแค่ปัจจัยมาจาก สมับติของ จิต คือ กุศลและอกุศล น้อมนำให้เกิด สิ่งเหล่านี้... บางคนกลัวการทำบาป เพราะจิตมัน เคยอยู่ในนรกมาก่อน มันเลย ขยาด.... ไม่กล้ากลัวบาป.... เข็ดๆ ด้วยเหตุประการทั้งปวง ทุกข์มาจากไหน พระท่าน รู้และตรัสรู้ มิต้องค้นคว้าให้เสียเวลา น้อมนำ ตาม พระกรุณา ประมาณ มิได้ของท่าน ท่านให้รู้ว่า ทุกข์ที่รู้ว่าทุกข์เกิดจาก ขันธ์ 5 หรือ กาย เป็น ตัวกำหนดทุกข์ ต้องกินต้องเลี้ยงมัน ไม่ร่างกาย แล้วทำงานเอาเงินไปทำไรหละไม่กินไม่ใช้แล้ว ... เงินเมื่อก่อนก็ไม่มี สมมุติมาเอา เมื่อก่อนใช้น้ำใจแลกสิ่งของกันเอาเงินไม่มีมาค้ำน้ำใจกัน... มนุษย์ หนีความ ธรรมดา มันเลยทุกข์
ความธรรมไง ความธรรมก็คือ สัจธรรม ทุกสิ่งเกิดขึ้นมา.... ตั้งอยู่... และดับไป... คือ อนัตตา เสื่อมสลายไปตามกาล หรือ เสื่อมสลายไปในจิตใจเรา คือไม่สนใจไม่ยึดไม่ติดวางมันแล้ว มันก็ไม่สนสลายไปในจิตใจ ในที่สุด มันก็ไม่มีอะไร รู้ วาง ว่างปล่าว นั้นเอง ... อะไรมันก็ อนิจจัง มันก็ไม่เที่ยง ... เที่ยงแท้คือ ตาย คู่กับ ทุกชีวิต พระพุทธเจ้า ตรัสว่า... "สัตว์ทุกตัวในโลกเกิดมาย่อมตายหมด" ... ไม่มีไรคงอยู่ .. อย่าคิดว่าตัวเขาตัวเราเลย มัน ก็ จิต เท่านั้น มันท่องเที่ยวตามภพต่างๆ มัน เท่าเทียมกัน มันรู้ได้ มันหลุดได้ จิต เดิมมันเป็น ประภัสสร คือ ความเป็นประภัสสร ด้วยไม่มีซึ่งกิเลส .... สมาธิทำให้เกิด ปั__า เมื่อ เอา ปั__า มา วิปัสสนา เห็น ความจริงแล้ว วางมันเสีย ... สามารถตัดกิเลส เป็น สมุทรเฉด............... ที่หมายของจิตคือ นิพพาน

ด้วยก็มี เอวัง ณ ฉะนี้..........ขอเจริ_ในธรรม............โมทนาทุกสิ่งทุกอย่าง

Heart-And-Soul
11-10-2004, 08:33 PM
ปาฏิหาริย์ คือ ผลที่ยังไม่ทราบ เหตุ
เคยฟังพระธรรมฎิฏกเทศน์ไว้นานแล้วครับ
ทุกอย่างมีเหตุ และมีผล ของสิ่งนั้น
เมื่อทราบเหตุ และรู้ผล ก็จะรู้แจ้งเห็นจริงๆตามสภาพนั้นๆ
...ความไม่รู้ ........... เหมือนเกมส์เศรษฐีเลยเนอะ
คุณไม่ได้โง่ หรือ ฉลาด เพียงแต่ คุณ
...รู้ หรือ ไม่รู้ ...(วันนี้ ไม่รู้ วันหน้าก็คงรู้ วันหน้าไม่รู้ วันโน่นๆๆๆก็คงรู้เนอะ)

Star Platinum
17-10-2004, 08:30 AM
เรื่องแบบนี้ต้องปฏิบัติเองแล้วจะรู้เองครับ

นายฉิม
18-10-2004, 08:54 AM
เมื่อไหร่พี่จะเข้าใจ

ปีศาจร้าย
18-10-2004, 05:52 PM
คงต้องรอให้ธรรมชาติเป็นตัวพัฒนาวิทยาศาสตร์ ....หรือไม่ก็วิทยาศาสตร์เป็นตัวพัฒนาธรรมชาติ ......และเมื่อนั้นแหละที่มนุษย์เราเริ่มที่จะเข้าใจอะไรมากขึ้นกว่าเดิมเอง.........
<a href="http://www.baddevil.net" target="ญblank">
<img border="0" src="http://www.baddevil.net/bd/bnd.gif" alt="baddevil.net!" width="88" height="31"></a>

casy99
18-10-2004, 06:34 PM
มีหลายๆเรื่องที่รู้ไปก็ไม่เกิดประโยชน์ แล้วจะต้องการรู้ไปทำไม? มองหาสิ่งที่เมื่อรู้แล้วเกิดประโยชน์ ค้นคว้าหาความจริงแล้วเป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวมไม่ดีกว่าหรือ ทุกสรรพสิ่งล้วนมีคำตอบอยู่ในตัวของมันเองทั้งสิ้น เพียงแต่คนทั่วๆไปไม่เข้าใจหรือต้องการที่จะไม่เข้าใจมากกว่า เช่น "ความดีทำยาก ความชั่วทำง่าย" วิจิกิจฉา ทำให้ปั__าไม่เกิด

Star Platinum
20-10-2004, 12:56 PM
สุดยอดครับ ตอบแบบไม่ยาวแต่คมทุกตัวอักษร

cwyp
20-10-2004, 01:44 PM
ผมก็รู้สึกว่าคนส่วนมากก็ยังเข้าใจไม่ถ่องแท้ว่าการปฏิบัตินั้นเพื่ออะไร ทำไปทำไม แล้วบางคนยังเห็นเป็นเรื่องสนุกอีกต่างหาก หากแต่ว่าหากใจเขาปราถนาในการทำความดีอย่างจริงจังเพื่อให้ถึงจุดมุ่งหมายทางธรรมเพื่อที่สุดแห่งพรหมจรรย์แล้วย่อมดีกว่าการบ่อนทำลายกำลังใจของผู้อื่นที่มีศรัทธาในความดีครับ อันนี้ผมตอบตรงประเด็นหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ ขอโทษด้วยครับ

มารชิโน
20-10-2004, 05:16 PM
ก็จริงๆอย่างที่เพื่อนๆพูดครับ การเผยแผ่ หากหนักเกินไป ก็ทำให้เข้าใจยาก เพพราะคนเราก็เหมือนบัว ทั้ง 4 เหล่า อย่างที่เพื่อนบอก
มนุษย์ปัจจุบัน อย่าว่าแต่บรรลุนิพพานลย เอาแค่ฌาน และ อรูปฌาน ยังหาได้ยากเลยครับ
ดังนั้น การสั่งสอนกันผมคิดว่า เอาแค่ ให้รู้จักการใช้ชีวิตที่ถูก ไม่ไปเบียดเบียนคนอื่นให้เดือดร้อน รู้จักการกตั__ู ผมว่า แค่นี้ก็ยากแล้วครับ

ยิ่งเดี๋ยวนี้ ศาสนาอื่นๆเขามีวิธีใหม่ๆ ในการเผยแผ่ เช่น.......เอาดาราดังๆมาโฆษณา ถ้าใครติดตามเป็นประจำจะทราบครับ อันนี้ เราไม่อยากพูดถึง เดี๋ยวจะกระทบกระเทือนทำให้เกิดการขัดแย้งกันป่าวๆครับ


.......................................................................................................................
ผมเปิดเว็บใหม่ครับ ถ้าเพื่อนๆว่าง ก็แวะไปชมและออกความคิดเห็นกันนะครับ



http://board.thaidoweb.com/marachino

เสาวนีย์
05-11-2004, 09:41 PM
จะเผยแผ่ อย่างไร ก็ต้องยึดหลักคำสอนที่ดีๆไว้ก็ใช่ได้ค่ะ
แล้วให้เค้ากับเอาไปคิดเอง หากเค้าคิดได้ ก็รอดตัวไป
หากคิดไม่ได้ แล้วกรรมที่เค้าทำแล้วกัน ช่วยเหลือได้แค่ไหนก็แค่นั่น
เราไม่สามารถนำพาทุกคนไปได้หมดหรอกค่ะ
เพราะต่างมีกรรมเป็นของตัวเอง

mirinda
10-11-2004, 09:47 AM
ทำไมคนที่เค้ามีฤทธิ์มาก ๆ ไม่แสดงฤทธิ์ให้เห็นไปเลยล่ะ เหมือนกับ คุณไม่เชื่อว่านรกมีจริง สวรรค์มีจริง ก็เปิดให้ดูไปเลยซิ จะได้เชื่อ นี่กว่าจะเห็นต้องรอ ต้องใช้เวลา ยังสงสัยอยู่จนบัดนี้เนี่ย ว่าทำไมต้องเป็นการอวดอุตริมนุษยธรรม

Catwater
11-11-2004, 12:03 AM
อืมมม รู้สึกว่าการที่แสดงให้คนอื่นเห็นว่าตนเองมีฤทธิ์นั้นเป็นไปโดยเจตนาที่จะยกตนเองสูงกว่าคนอื่นอ่ะนะ เพราะว่าการที่จะทำให้คนอื่นเกรงกลัวความชั่ว และปราถนาที่จะทำดีนั้น สามารถที่จะทำได้หลายๆวิธีโดยไม่จำเป็นต้องให้มันไปเห็นนรก การที่เราจะขัดเกลาจิตใจผู้อื่นโดยแสดงฤทธิ์ให้ดูนั้นจึงย่อมจะแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่อยากจะยกตนเองให้อยู่เหนือผู้อื่นเสมอ เพราะว่าถ้าเราต้องการที่จะขัดเกลาจิตใจผู้อื่น เราก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องแสดงฤทธิ์ในเกือบๆทุกกรณีที่สามารถจะเกิดขึ้นได้น่ะ และถ้าเราสอนคนอื่นให้เกรงกลัวความชั่วโดยการแสดงฤทธิ์ให้ดูนั้นก็สรุปได้ว่า เราอยากจะให้มันเลิกทำอะไรชั่วๆซะ และอยากจะขึ้นไปอยู่บนหัวมันด้วยพร้อมๆกันน่ะ :[

น่านฟ้า
20-11-2004, 11:04 PM
ที่แน่ๆ คนไม่รู้มีเยอะค่ะ โดยเฉพาะเยาวชน ส่วนให_่จะคิดว่าตอนนี้ใครสนใจศาสนาก็เป็นคนเพี้ยนคนนึงค่ะ

เราต้องหาทาง ต้องคิดกันค่ะ ว่าจะให้พวกเขาซึมซับคุณค่าอย่างไร

ดวงดาว
21-11-2004, 12:03 AM
เข้ามาใหม่ยังไม่ค่อยรู้ศัพย์ภาษาทางพระ
อยากให้มีระบบค้นหาคำศัพย์(y)

anantachin
28-11-2004, 12:39 PM
ทำไม่ "ธรรมะ" ยิ่งศึกษายิ่งละเอียด?
เพราะ "กิเลส" เป็นของที่ละเอียด

wanted
02-12-2004, 12:08 PM
ทางแรกคือ ความสงสัยคือการสงสัยเป็นปกติธรรมชาติของมนุษย์แต่สงสัยเพราะอยากรู้ต่อหรือสงสัยเพราะต้องการขัดขวางประเด็นหลังคงทำให้ผู้ที่คิดอยู่ไปสู่อบายภพ
ทางที่สอง คือความเขลา ก็เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสามั_สำนึกมากกว่าสัตว์ชนิดใดการที่มีสามั_สำนึกนี้เองบางคนยังคิดว่าตนเองเข้าใจถูกต้องและทุกอย่างที่ตัวเองนั้นมักบอกว่าเป็นไปไม่ได้ทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัสหรือลองทำประเภทนี้มักจะอวดตัวว่าเก่งอยู่เสมอจึงทำให้รู้น้อย

คนเก่า
02-12-2004, 01:25 PM
อยากให้มีสาวใสสมัยใหม่แบบสมาชิกเว็บนี้มากๆ ดีกว่ามีแต่สาวรุ่นที่คอยดูโฆษณามือถือรุ่นใหม่ๆ เพื่อคิดซื้อหามาอวดกัน หรือนั่งฝันว่าจะเป็นดาราได้อย่างไร หรือวิ่งไปกรี๊ดรับนักร้อง-ดาราแถวสนามบิน

มีครูบาอาจารย์องค์หนึ่งเคยออกปากกับลูกศิษย์ไว้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้มีบุ_ เพียงเท่านี้เชื่อว่าลูกศิษย์ก็ลงใจ ไม่ต้องเดือดร้อนวุ่นวายใจว่าทำอย่างไรคนอื่นเขาจึงจะศรัทธาในพระศาสนาเหมือนตน

เมื่อคืนนี้นำหนังสือเกร็ดประวัติเล่มหนึ่งของหลวงปู่มั่นไปถวายท่านอาจารย์ที่เคารพบูชายิ่งองค์หนึ่ง เหมือนท่านรู้ว่า มาทำเป็นผู้รู้ธรรมอยู่แถวนี้ ท่านเปิดหนังสือดูไปก็เมตตาพูดให้ฟัง มีใจความว่า

....ศัพท์ภาษาธรรมนั้นสืบทอดมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว ความเข้าใจในความหมายดั่งเดิมแท้จริงๆย่อมผิดเพี้ยนไป คนที่รู้ธรรมสมัยนี้ จึงยึดถือเป็นที่พึ่งได้ยาก เพราะเข้าใจความหมายผิด ธรรมะที่รู้จึงเป็นธรรมะปฏิรูป เป็นของปลอม ธรรมะที่อ่านจากหนังสือจึงไม่ใช่ธรรมะของเราจริง เป็นของพระพุทธองค์ เป็นของครูบาอาจารย์

หลวงปู่มั่นท่านไม่ให้ใช้ตำรา ท่านนำธรรมะของท่านมาบอกสอนให้ปฏิบัติ ให้ทำเอง ให้ได้ถึงธรรมในตนเอง ของตนเอง ครูบาอาจารย์ในสมัยก่อน อย่างหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ชอบ หลวงปู่บุ_มา หลวงปู่สิม และอีกมาก จึงเป็นพระที่พึ่งของมนุษย์ทั่วไปอย่างแท้จริง เพราะองค์ท่านเป็นธรรมทั้งองค์ คนมีความทุกข์มีปั_หา เข้าไปกราบ ถาม ...หลวงปู่ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ได้ไหม ดีไหม ท่านก็ตอบสั้นๆ ได้ หรือ บ่ คนก็มั่นใจ จะเป็นตามนั้นจริงๆ องค์ธรรมของแท้ไม่มีผิดไม่มีพลาด....

ครั้งหนึ่งท่านอาจารย์ได้ยินมาเอง พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปกราบ ถามหลวงปู่ฝั้น ว่าเมืองไทยจะเป็นคอมมิวนิสต์ไหม หลวงปู่ตอบ ...ไม่เป็น เป็นคอมมูหน่อย

พระเจ้าอยู่หัวถามหลวงปู่ว่าคอมมูหน่อยคืออะไร หลวงปู่ตอบคำเดียว "กิเลส"

ฟังแล้วก็ยิ่งวางพวกที่หนูกระเจียวกล่าวถึงที่ต้นกระทู้ ตัวเราเอง ครูบาอาจารย์ท่านยังมองเป็นมดเป็นแมงอยู่เลย ภาระอุปสรรค งานหนักยังรออยู่ข้างหน้าอีกมาก สู้รักษาตัวทุ่มเทกำลังฝ่าฟันให้เป็นที่พึ่งแก่ตนอย่างแท้จริงให้ได้เสียก่อน ดีกว่าจะเสียแรงเสียเวลาไปกับคนที่เขาอยากจมน้ำ

นึกถึงหลวงปู่ที่เคารพบูชาสูงสุดอีกองค์หนึ่ง ไปกราบที่ไร ท่านก็ยิ้มให้อย่างเมตตา ทักทายเล็กน้อยแล้วก็เมตตาให้ธรรมะอย่างไพเราะ งดงาม ไล่ไปนิพพานทุกครั้ง มีอยู่วันหนึ่งท่านอาจจะเซ็งในอารมณ์กับหมู่ศิษย์ ณ ที่นั้น ที่คงเห็นดื้อด้าน ไม่สนองตอบความเมตตาของหลวงปู่เท่าที่ควร อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย หลวงปู่ก็โพลงขึ้นมาว่า "มัวบริโภคความโง่อยู่ทำไม"

นี่ขนาดเจอทั้งไม้น่วมทั้งไม้แข็งมาสารพัด ยังย่ำเท้าอยู่แค่นี้เอง จะคิดไปช่วยใครเขาได้

koymoo
16-12-2004, 03:43 PM
สำหรับก้อยนะคะ ก้อยก็ถือเป็นคนยุคใหม่ และก้อยก็ยอมรับว่าเคยคิดอย่างที่พี่กระเจียวพูดทั้งหมดเลยค่ะ แต่ตอนนี้พอก้อยมาศึกษาให้มากขึ้น ก้อยถึงได้เปลี่ยนความคิด
1.เรื่องผีนั้น :ก้อยไม่อยากจะใช้คำว่า "ผี" นะคะ อยากใช้คำว่าวิญญาณมากกว่า ซึ่งวิญญาณนั้น มีอยู่จริงแน่นอนค่ะ
2.ชาติที่แล้วและชาติหน้ามีจริงหรือไม่ : อันนี้ก้อยไม่แน่ใจนะคะ แต่ถ้าถามก้อย ก้อยก็จะตอบว่า "มี"ค่ะ เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ในชาตินี้ ถ้าในชาตินี้เรายังเสวยไม่หมด ชาติหน้าเราก็ต้องกลับมาเสวยต่อค่ะ
3.ทำไมต้องทำบุญ ทำแล้วได้อะไร : ก้อยว่าผลบุญจะส่งผลให้เราในชาตินี้และตอนที่เราตายไปน่ะค่ะ เรื่องนี้ใครไม่เคยตายก็คงไม่รู้นะคะ ต้องไปถามจากปากของคนที่เขาตายแล้วฟื้น ถึงจะรู้ว่าทำญนั้นมีประโยชน์มากมายเพียงใด
4.พวกธรรมะธัมโม พวกนั่งสมาธิน่ะ พวกเพี้ยน : อืม...อันนี้ก็แล้วแต่คนจะคิดนะคะ
** ก้อยว่าอย่าไปว่าอะไรกับผู้ที่ยังไม่เข้าใจ ทำอุเบกขาไปซะดีกว่า คนเรานานาจิตตังนะคะ วันนี้เขาไม่รู้ แต่วันหน้าเขาอาจจะรู้ก็ได้ เหมือนก้อยไงคะ ก็ลองอธิบายตามความจริงให้เขาเข้าใจ แต่ถ้าเขาไม่อยากรับรู้ เห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ก็ปล่อยเค้าไปเถอะค่ะ เราจะบังคับให้คนทั้งประเทศเข้าใจหมดก็คงไม่ได้ เพราะโลกยุคนี้ห่างเหินพวกธรรมะ มีแต่พวกเทคโนโลยี ทำให้คนไม่ค่อยจะใส่ใจเกี่ยวกับพุทธศาสนา เมื่อพวกเขาไม่เห็น ก็คิดว่าไม่มีจริง ก้อยว่าเขาจะเชื่อก็ต่อเมื่อวันที่เขาตายไปแล้วน่ะค่ะ... พี่กระเจียวอย่าไปคิดมากเลยนะคะ...

theyork99
28-12-2004, 04:35 PM
ใครจะคิดอย่างไรก็ช่างเขา ดีแสนดีมันก็ติ ชั่วแสนชั่วมันก็ชม

Anonymous
02-01-2005, 02:04 PM
จะแนะนำหรือชักชวนใครต้องพิจารณาให้มากครับ เพราะคนบางคนบางพวกเป็นอเวไนยสัตว์(ฝึกไม่ได้สอนไม่ไป) พระท่านยังไม่ยอมเข้าไปยุ่งด้วยเลย เสียเวลาเปล่า เอาเวลามาฝึกตัวเองดีกว่าครับ

mikky
04-01-2005, 10:20 AM
ลองคิดดูสิว่าตอนเรียนพุทธศาสนาน่ะ โรงเรีนสอนอะไรพวกเรามา เขาสอนไหมเรื่องนี้น่ะ ไม่มีเลย ผมเรียนจปริญญาตรีแล้ว มาศึกษาเองถึงรู้ว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เราไปนิพพาน เมื่อก่อนนึกว่านิพพานนี่คือพระพุทธเจ้าตาย ส่วนพระอรหันต์ผมก็นึกว่า เป็นพระที่พระพุทธเจ้าบวชให้ ส่วนเรื่อง ภพภูมิต่าง ๆ นี่ไม่เคยมีกล่าวในบทเรียนเลย

ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลยน้องกระเจียว

นายจันทร์เจ้า
25-01-2005, 12:59 PM
เห็นด้วยกับน้องกระเจียวและคุณปาริสัชชาครับ

polary
01-02-2005, 11:29 PM
จ๊ะ

singhatonoi
07-02-2005, 05:38 PM
และผมก็รู้สึกว่า เชื้อโรคนั้นก็ยังคงมีอยู่เป็นปรกติ และยังคงทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ โดยไม่เกี่ยวว่าจะมีใครเชื่อหรือไม่ ...

หากแต่ว่า ถ้าบุคคลใดเห็นเชื้อโรคว่ามีอยู่จริง บุคคลนั้นก็จะรีบขวนขวายหาวิธีกำจัดเชื้อโรคได้เองหละนะครับ ... จริงมะ :)[/QUOTE]

สาธุครับคร้าบ ไม่ต้องอธิบายอะไรมากกกกกกกกกกกกก[b-wai]

ploy
12-02-2005, 02:14 PM
ค่ะ

Palmnaraks
13-02-2005, 11:15 AM
เพราะคนเหล่านั้นกิเลสหนา กรรมชั่วมาบังตาให้มีความเห็นไปในทางชั่ว กลายเป็นมิจฉาทิฐิไป เราอย่าไปสนใจเขาเลย พระพุทธเจ้าท่านยังโปรดเฉพาะสัตว์ที่มีบุญวาสนาพอจะโปรดได้เท่านั้น เราเป็นแค่สาวกแห่งท่านนะครับ เราต้องวางอุเบกขาด้วยเพราะสัตว์ทุกตนเป็นไปตามกรรมของมัน เราแนะนำเขา แล้วเขาไม่เอา ก็อย่าคิดมาก เราหนะได้บุญ เขานั้นยังเป็นไปตามกรรมชั่วของเขา เมื่อไหร่ที่ปัญญาบารมีและเขาทำความดีมากพอ บุญวาสนาจะพาเขามาเองครับ

คนเดินดิน
17-02-2005, 05:26 PM
สำหรับผมเองมีความคิดเห็นคล้อยตามคุณกระเจียวด้วยครับ เพราะเป็นผู้เริ่มต้นศึกษาเหมือนกัน การตอบของหลายๆท่านอยากเสนอว่าน่าจะตอบแบบเข้าใจได้ง่ายๆรวบรัดได้ใจความ ส่วนท่านที่อยากเผยแพร่หลักธรรมอื่นๆอยากขอให้พิจารณาด้วยว่าเหมาะสมกับสภาวะผู้เริ่มต้นหรือไม่ครับ เพราะว่า บอร์ดนี้เท่าที่ดูมาก็มีแบ่งแยกไว้แล้วดูเหมาะสมดีครับ

สำหรับคุณกระเจียวเอง ขออนุโมทนาความหวังดีของคุณ แต่อย่าไปมุ่งอะไรมากไปครับ ทุกอย่างก็เป็นอย่างนั้นเอง


(good)

pongsiri
16-03-2005, 07:34 PM
เข้ามาอ่านดูครับ

undeath13
20-03-2005, 11:40 AM
เหมือนเรากิน ขนมอ่ะคับ เราว่าอย่อย แต่เพื่อนไม่ได้กิน จะไปรู้รสอย่างไร

lert
10-05-2005, 10:33 PM
นี่คือสิ่งปกติของโลก เมื่อวาระมาถึงก็จะถึงเองครับ

ขอบคุณครับ
เลิศ

หนูมาลี
12-05-2005, 02:52 PM
คะ