PDA

View Full Version : “กิ๊ก” มาแปลก ฝึกตาย - อยากนิพพาน !! / ลั่น ชาติไหนๆ ก็ไม่ขอแต่งงาน


บัวใต้น้ำ
19-09-2004, 12:16 PM
แม้จะโลดแล่นในวงการบันเทิงมานาน แต่ก็ไม่เคยห็น “กิ๊ก มยุริ_” ตกเป็นข่าวกับหนุ่มคนไหนไม่ว่าในหรือนอกวงการ ถามเรื่องแต่งงานกี่ครั้งๆ ก็บอว่า “ยัง” ล่าสุดนี่ก็บอกว่า ไม่แต่งเพราะอยากนิrพาน !! ทำเอาหลายคนเกิดอาการอึ้งไปเลยทีเดียว

“กิ๊กไม่อยากแต่งงาน เป็นแบบนี้ก็มีความสุขดี การมีครอบครัวมันเป็นห่วง มีชีวิตแบบนี้ก็แฮปปี้ดีไม่ต้องห่วงใคร ที่บ้านกิ๊กก็ปฏิบัติธรรมกันหมด ทุกคนมีความสุขไม่ต้องมานั่งเป็นห่วงอะไรกัน พูดตรง ๆ เลยก็คือ กิ๊กอยากหลุดพ้น วันหนึ่งกิ๊กอยากไม่เกิดเหมือนพระพุทธเจ้า ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นชาติไหน แต่กิ๊กหวังว่าต้องมีสักชาติที่กิ๊กนิพพานไม่ต้องมาเกิดเป็นอะไรอีก”

“ทุกวันนี้กิ๊กถึงได้สะสมบุ_ไง ทำบุ_นี่หวังผลนะคะ มันต้องมีซักชาติที่กิ๊กไม่ได้เกิด การเกิดมันเป็นทุกข์นะคะ เกิดเป็นพรหมก็เป็นทุกข์พอบุ_หมดก็มีสิทธิ์ตกนรกเหมือนกัน”

กำลังจะบอกว่าการแต่งงานเป็นตัวถ่วงทำให้ไม่พ้นทุกข์…
“การแต่งงานมันเสียเวลา กิ๊กรู้สึกว่ามันเป็นตัวถ่วงทุกข์ มันเป็นการถ่วงการหลุดพ้นของเรา ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ไม่ว่าชาติไหนๆ กิ๊กก็ไม่อยากแต่งงาน การมีครอบครัวมันเป็นห่วง ไม่งั้นพระพุทธเจ้าคงไม่ตั้งชื่อลูกชายว่าราหุลซึ่งแปลว่าบ่วงได้บังเกิดแล้ว ทุกวันนี้กิ๊กพยายามไม่ยุ่งไม่เกี่ยวกับอะไรที่มันเป็นกิเลส แม้แต่หนังสือก็ไม่ค่อยอ่าน จะอ่านเฉพาะที่เกี่ยวกับงานของเราหรือไม่ก็หนังสือธรรมมะ”

นอกจากจะตั้งอกตั้งใจไม่แต่งงานเพื่อตัดกิเลสแล้ว ทุกวันนี้กิ๊กก็ยังฝึกตายก่อนตายจริงอยู่ทุกขณะจิต
“กิ๊กปฏิบัติธรรมตั้งแต่อายุ 19 ตอนนั้นคุณแม่บังคับให้ไปเรียนธรรมมะที่ยุวพุทธิกสมาคม แรก ๆ ก็ไม่อยากไปแต่หลังๆ ปฎิบัติแล้วรู้สึกดี รู้สึกจิตใจละเอียดขึ้น ก็เลยปฏิบัติมาตลอด แต่ถ้าจะบวชคงไม่เอาไม่ใช่ ไม่อยากโกนหัว แต่ภพชาตินี้เราเกิดเป็นผู้ห_ิงแล้วจะให้ไปบวชเป็นภิกษุณีก็ไม่ได้เพราะสมัยก่อนพระพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้และผู้ที่จะบวชเป็นภิกษุณีได้ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น แล้วสมัยนี้จะรู้ได้ไงว่าใครเป็นอรหันต์ ฉะนั้นกิ๊กขอเป็นฆราวาสถือศีล 5 และปฎิบัติธรรมดีกว่า”

“สิ่งที่กิ๊กฝึกจิตทุกวันนี้เลยก็คือ ฝึกตายก่อนตายจริง พี่เชื่อหรือเปล่าว่าคนเราตายปุ๊บแล้วจิตมันเกิดเลยนะ อาจจะไปเกิดเป็นเทพหรือเป็นสัตว์เดรัจฉานในนรกก็ได้ ต่อให้เราทำบุ_มากๆ แต่ถ้าก่อนตายจิตเราไม่สงบมีรักโลภโกรธหลง จิตมันก็จะตกไปนรกก่อนเลยนะ พอหมดทุกข์แล้วค่อยมาเสวยบุ_บนสวรรค์”

“ตรงกันข้ามถ้าเราทำบาปเยอะๆ แต่ถ้าตอนตายมีสติเราก็จะได้ขึ้นไปเสวยบุ_บนสวรรค์ก่อน จนบุ_หมดค่อยมารับทุกข์ที่นรก ฉะนั้นก่อนที่เราจะตายเราต้องมีสมาธิ”

เอ่ยปากเตือนคนอื่นๆ การมีชีวิตเป็นเรื่องที่น่ากลัว สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าประมาท
“ชีวิตมันน่ากลัวนะอย่าประมาทเชียว ที่เราเกิดมารูปร่างหน้าตาแบบนี้ก็เป็นเพราะกรรมที่เราได้ทำมาเมื่อชาติที่แล้ว ทุกวันนี้กิ๊กทำเหมือนว่าวันนี้เป็นวันตาย อยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่ อยากให้อะไรใครก็ให้เต็มที่ อยากช่วยใครก็ช่วยให้เต็มที่ เรียกว่าเตรียมตัวตายทุกขณะ ใครที่มีจิตวิปัสนาจะไม่กลัวตาย"

"การเกิดสิน่ากลัว ไม่รู้ว่าจะต้องไปเจออะไรบ้าง”

ที่มา :http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9470000052999&#Comment

บัวใต้น้ำ
19-09-2004, 01:33 PM
โมทนาสาธุ กับคนคิดเหมือนกัน

แล้วยิ่งเป็นดาราด้วย หาได้ยากเต็มกลืนน

กระเจียว
20-09-2004, 02:22 AM
ดีจังเลย ดาราที่ธรรมะธัมโม หายากนะ พวกนี้ก็ทำบุ_มาดี แต่มากินบุ_เก่ากันไม่ยอมสร้างใหม่ คุณกิ๊กมีปั__าดีแล้วหนอ สร้างสมบุ_ตั้งแต่เด็ก บุ_ต่อบุ_

นายฉิม
20-09-2004, 12:04 PM
เคยคิดอย่างงี้เหมือนกันนะ
ขอบอกๆ

dumber
20-09-2004, 12:24 PM
http://www.guardinguk.co.uk/palungjit/board/images/icons/icon14.gif

register
20-09-2004, 12:59 PM
พุทธดำรัส:-
สัมมากัมมันตะ
บุคคลใดจะพึงถือเอาสิ่งของที่เราไม่ให้ซึ่งนับว่าเป็นขโมย ข้อนั้นก็ไม่พึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แล เราจะถือเอาสิ่งของที่ผู้อื่นไม่ให้ ถึงขอนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ตนก็เว้นเสียจากอทินนาทานและชักชวนผู้อื่นให้เว้นเสียจากอทินนาทาน และกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากการอทินนาทาน

บุคคลใดจะประพฤติละเมิดในภรรยาของเรา ข้อนั้นไม่ถึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลเราจะถึงประพฤติละเมิดในภรรยาของผู้อื่น ถึงข้อนั้นก็ไม่พึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น... พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ตนก็เว้นเสียจากกาเมสุมิจฉาจาร และชักชวนผู้อื่นให้เว้นเสียจากกาเมสุมิจฉาจาร และพรรณนาคุณของการเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร

บุคคลใดจะพึงทำลายประโยชน์ของเราเสียด้วยการพูดปด ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลเราจะพึงทำลายประโยชน์ของผู้อื่นเสียด้วยการพูดปด ถึงข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ตนก็เว้นเสียจากการพูดปด แลชักชวนผู้อื่นให้เว้นเสียจากการพูดปดแลกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากการพูดปด

สัมมาวาจา
บุคคลใดจะพึงทำให้เราแตกจากมิตรด้วยการกล่าวส่อเสียด ข้อนั้นก็ไม่พึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลเราจะพึงทำผู้อื่นให้แตกจากมิตรด้วยการกล่าวส่อเสียด ถึงข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... พิจารณาเห็นอย่างนี้แล้ว ตนก็เว้นเสียจากกการกล่าวส่อเสียด และชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการกล่าวส่อเสียด และกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากการกล่าวส่อเสียด


บุคคลใดจะพึงร้องเรียกเราด้วยคำหยาบ ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลเราจะพึงร้องเรียกคนอื่นด้วยคำหยาบเล่า พึงข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... พิจารณาเห็นอย่างนี้แล้วตนก็เว้นเสียจากการกล่าวว่าจากหยาบ และชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการกล่าววาจาหยาบ และกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากการกล่าววาจาหยาบ
.

บุคคลใดจะพึงร้องเรียกเราด้วยการกล่าววาจาปราศจากประโยชน์ ข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลจะพึงร้องเรียกผู้อื่นด้วยการกล่าววาจาปราศจากประโยชน์ ข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... แลชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการกล่าววาจาปราศจากประโยชน์ และพรรณนาคุณของการเว้นจากการกล่าววาจาปราศจากประโยชน์

วิภังคสูตร

..........................................................................................................................

หนทางไปสู่ความพ้นทุกข์คือ อริมรรคมีองค์แปด

บุคคลใดจะประพฤติละเมิดในภรรยาของเรา ข้อนั้นไม่ถึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลเราจะถึงประพฤติละเมิดในภรรยาของผู้อื่น ถึงข้อนั้นก็ไม่พึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น... พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ตนก็เว้นเสียจากกาเมสุมิจฉาจาร และชักชวนผู้อื่นให้เว้นเสียจากกาเมสุมิจฉาจาร และพรรณนาคุณของการเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร

ฉะนั้น การมีครอบครัวก็บรรลุพระนิพพานได้ นอกเสียจากว่า ท่านผู้นั้นปราถนามาอย่างนั้น

บัวใต้น้ำ
20-09-2004, 04:00 PM
ฉะนั้น การมีครอบครัวก็บรรลุพระนิพพานได้ นอกเสียจากว่า ท่านผู้นั้นปราถนามาอย่างนั้น

ถ้ามีสามี-ภรรยา ใช้ชีวิตครองเรือนกันแบบภาษาชาวโลก คงบรรลุพระนิพพานไม่ได้ในชาติปัจจุบันน่ะครับ

ในสมัยพุทธกาล มีสามี-ภรรยา คู่นึงเป็นพระโสดาบันทั้งคุ่ แล้วค่อยมาเจอพระพุทธเจ้าที่หลังจากแต่งงานกันแล้ว ตอนหลังจึงเคร่งครัดเรื่องการปฏิบัติมาก
เวลานอนด้วยกัน นี่เอาหมอนกั้นกลาง เรื่อง sex นี่ไม่ต้องพูดกันเลยน่ะครับ

แล้ว การใช้ชีวิตโสด ถือพรหมจรรย์ ย่อมดีกว่าการมีคู่แน่นอนครับ
แต่การถือพรหมจรรย์ มันยากครับ เพราะมันฝืนกิเลส มันทวนกระแส

พระพุทธเจ้า ท่านยังตรัวสรรเสรินการถือพรหมจรรย์น่ะครับ
และท่านยังบอกอีกว่า
สำหรับผู้ชาย "การไม่มีภรรยาเป็นลาภอันประเสริฐ"
ส่วนสำหรับผู้ห_ิง "การไม่มีสามีเป็นลาภอันประเสริฐ"
ถ้าการแต่งงานแล้วดีจริง ผมว่าพระพุทธเจ้า ท่านคงไม่ตรัวว่า การไม่ใช้ชีวิตคู่เป็นลาภอันประเสริฐน่ะครับเป็น

การที่เรา มี สามี ภรรยา ย่อมเกิดการผูกพันกัน ทำให้เราสามารถที่จะสร้างเวรกรรมร่วมกันได้ ไม่ว่าด้านดี หรือ ชั่ว สิ่งเหล่านี้ก็ย่อมผูกพันตามเราไป แม้จะเกิดขาติภพใหม่ ก็ต้องมาเจอกันกับคนเหล่านี้และเรื่องเหล่านี้ ถ้าเราตัดเรื่องพวกนี้ได้ ก็เหมือนเราสามารถระงับหรือตัดกรรมส่วนนี้ไปในตัว มีผลกับการตัดชาติภพ น่ะครับ

ส่วนประเด็นที่ว่า จะแต่งงานหรือไม่แต่งงาน อย่าไปมองกรรมเก่าอะไรเลย คนที่ปรารถนาแต่งงาน มันก็อยากแต่งเพื่อสนองกิเลสกันทั้งนั้นน่ะครับ เช่น อยากได้เค้ามาครอบครอง อยากดูแล เทคแคร์เค้า อยากร่วมทุกข์ร่วมสุข อยากรวยเพราะคุ่ชีวิต อยากให้เค้าดูแลเรา ฯลฯ

ใครที่แต่งงานแล้วคงรู้รสชาติว่า สุขหรือทุกข์มากว่ากัน การที่เราแต่งงานกับใครย่อมต้องคาดหวังอะไรบางอย่างจากเค้า ลองถามตัวเองว่า เราได้รับสิ่งที่เราคาดหวังถึงครึ่งหรือเปล่าจากที่เราคาดหวังไว้

การที่เราคาดหวังจะใช้ชีวิตคู่ เราย่อมคาดหวังอะไรไว้อย่างน้อยสักอย่าง ไม่งั้นเราคงไม่แต่งงาน เพราะทุกอย่างล้วนแต่มีเหตุปัจจัยของมัน

การแต่งงานใช้ชีวิตคู่ ไม่ใช่ความผิดอะไรในชีวิตน่ะครับ
เพียงแต่เราเกิดมาอยุ่กับกิเลสแวดล้อมเรามาทั้งชีวิต
บางที่ อาจจะมองเรื่องพวกนี้ไม่ออกน่ะครับ

Candle
20-09-2004, 04:27 PM
สาธุครับ สาธุ ดีจังครับที่ยังมีดาราคิดดีๆคิดเป็นกุศลแบบนี้ครับ ขอให้ถึงพระนิพพานดังที่ตั้งใจไว้นะครับ

ธุดงค์วัตร
21-09-2004, 10:29 AM
หนทางสู่ความพ้นทุกข์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความรู้ในทุกข์ ในเหตุแห่งทุกข์ ในความดับทุกข์ ในทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ

ความดำริในการออกจากกาม ความดำริในอันไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ


เจตนาเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ นี้เรียกว่า สัมมาวาจา

เจตนาเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ การถือเอาของที่เขาได้ให้ และการไม่ผิดลูกผิดเมียเขานี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ

อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จชีวิตอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยังความพอใจให้เกิด พยายามปรารภความเพียรตั้งจิตไว้ เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น ปรารภความเพียร เพื่อความตั้งมั่นไพบูลย์ เพิ่มพูนแห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นภายในกายเนือง ๆ พิจาณาเห็นเวทนาในเวทนาเนือง ๆ พิจารณาเห็นจิตในจิตเนือง ๆ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชั__ะ มีสติพึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย นี้เรียกว่า สัมมาสติ

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม จากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก วิจาร ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ เธอบรรลุทติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก วิจาร เพราะวิตก วิจาร สงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชั__ะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริ_ว่า ผู้ให้ฌานนี้มีอุเบกขา สติ อยู่เป็นสุข เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะทุกข์และสุข และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ


วิภังคสูตร มหา. สํ. (๓๔-๔๑)
ตบ. ๑๙ : ๑๐-๑๒ ตท. ๑๙ : ๙-๑๐
ตอ. K.S. ๕ : ๗-๙
..........................................................................................................................
ไม่ต้องประพฤติพรหมจรรย์ก็บรรลุอรหัตผลได้ครับ ดูข้อสัมมากัมมันตะ หัวข้อกาเมสุมิฉาจาร นะครับ อีกอย่างต้องได้ฌาน ๔ ด้วยครับ

บัวใต้น้ำ
21-09-2004, 08:53 PM
ที่โพสมายาวๆ
ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้น่ะ
คือวิธีการ "เดินบนมรรค" ครับ

ยังไม่ใช่ขั้น "ผล" น่ะครับ

และผลที่ได้ก็ ถ้าสำเร็จแล้วก็เป็นแค่อริยบุคคลแต่ยังไม่ถึงระดับอรหันต์

Unregistered
21-09-2004, 09:13 PM
มรรคแปลว่าทางเดิน เป็นเครื่องมือให้ถึงความพ้นทุกข์คือพระนิพพาน
ที่เขาว่ามาก็ถูกแล้วนี่ค๋ะ! คุณบัวใต้น้ำ ถ้าคุณไม่เชื่อพระพุทธเจ้าแล้วคุณจะเชื่อใคร ก็พระองค์ตรัสไว้อย่างนั้นนี่ค๊ะ! หรือว่าคุณบัวใต้น้ำ ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เชื่อต้องเอาเหตุผลมาหักล้างให้ได้สิค๊ะ!

บัวใต้น้ำ
21-09-2004, 09:28 PM
ที่ผมบอกน่ะ หมายถึง
ข้อความที่มีคนโพสยาวๆน่ะ

เป็นเรื่องวิธีการเดินบนมรรค น่ะ

ส่วนถ้าใครทำได้ ก็จะกลายเป็นผล

แต่ก็ยังไม่ใช่ระดับ "อรหันตผล"

มรรคแต่ละตัว ถ้าเดินแล้ว ก็จะมีความละเอียด ปราณีต เป็นขั้นๆไป

ถ้าทำได้ก็จะเป็นอริยบุคคล โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ตามระดับความละเอียดของมรรคที่ทำได้ หรือมองอีกมุม คือ ตามระดับสังโยชน์

เพราะระดับอรหันต์น่ะ ถ้าไม่เดินพรหมจรรย์น่ะ เป็นไม่ได้น่ะครับ ถ้าสงสัยครางแคลงใจเรื่องนี้ ไม่ต้องมาพิมพ์เถียงผมน่ะ ลองไปถามครูบาอาจารย์ที่ท่านศรัทธา หรือจะอีเมล์ไปถามหลวงตามหาบัวก็ได้ ที่เวบหลวงตาน่ะ ก็จะได้คำตอบเองน่ะครับ ถ้าได้คำตอบแล้ว จะนำมาเผยแพร่ก็ไม่ว่ากัน

ไหนๆพูดเรื่องนี้แล้ว ขอยกตัวอย่าง เรื่องชาวบ้านที่ตอนนี้ไม่เป็นชาวบ้านสักเรื่องนึง

มีชาวบ้าน อยุ่ท่านนึง แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ป่านนี้ไม่รุ้ท่านเข้านิพพานไปหรือยัง ศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ฤาษีลิงดำ ศึกษาและปฏิบัติไปเรื่อยๆ จิตใจหมดสิ้นเรื่องเพศตรงข้าม หลายปีผ่านไป สำเร็จ "อนาคามีผล"

แต่ยังติดกลัวภรรยาไม่เข้าใจ เรื่องการที่เรื่องบนเตียงท่านเปลี่ยนไป ไม่สนใจเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว จิตใจเดินพรหมจรรย์โดยอัติโนมัติ จึงได้ไปปรึกษาหลวงปู่ฤาษีลิงดำ ซึ่งท่านก็เมตตาชาวบ้านคนนี้ ว่า "จะไปยากอะไร คุณก็หาสามีใหม่ให้ภรรยาของคุณสิ" พอชาวบ้านคนนี้ได้ยินคำตอบ ก็นำไปปฏิบัติตาม คุยกับภรรยาจนเข้าใจและหาสามีใหม่ให้ภรรยาเรียบร้อย และตอนหลังออกบวชครองเพศบรรพชิต ตอนนี้นิพพานไปหรือยังก็ไม่ทราบ

register
21-09-2004, 09:30 PM
Originally posted by บัวใต้น้ำ
ที่โพสมายาวๆ
ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้น่ะ
คือวิธีการ "เดินบนมรรค" ครับ

ยังไม่ใช่ขั้น "ผล" น่ะครับ

และผลที่ได้ก็ ถ้าสำเร็จแล้วก็เป็นแค่อริยบุคคลแต่ยังไม่ถึงระดับอรหันต์


พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสไว้ที่ใดเลยครับว่า
มรรค คือทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ คือ จะต้องถือพรหมจรรย์
ถ้ามีคุณบัวใต้น้ำ นำมาอ้างอิงด้วยครับ ไม่ใช่คิดเอาเองแบบนี้

บัวใต้น้ำ
21-09-2004, 09:36 PM
Originally posted by register
พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสไว้ที่ใดเลยครับว่า
มรรค คือทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ คือ จะต้องถือพรหมจรรย์
ถ้ามีคุณบัวใต้น้ำ นำมาอ้างอิงด้วยครับ ไม่ใช่คิดเอาเองแบบนี้

มันไม่ใช่ จำเป็นต้องถือน่ะ

แต่ถ้าระดับอนาคามี หรือ อรหันต์ จิตใจท่านเหล่านั้นน่ะ มันเป็นพรหมจรรย์อัตโนมัติเอง มันถือไปเองเรียบร้อยแล้ว เรื่องการครองเรือน หรือการใช้ชีวิตคู่น่ะ เลิกพูดกันได้เลย

ถ้าสงสัยอะไร อย่ามาเถียงกันตอนนี้เลย่นะครับ เพราะ พวกเราก็แค่คนที่คิดจะเอาดีทางธรรม ยังไม่ได้บรรลุธรรมอะไรสักหน่อย คุณลองไปถามครุบาอาจารย์ที่คุณคิดว่าท่านถึงแล้วดูละกัน แล้วได้คำตอบอย่างไร ก็เอามาโพสเผยแพร่ ให้พวกเราได้อ่านกันด้วยน่ะครับ

Unregistered
21-09-2004, 10:24 PM
เขาก็เอา *พุทธดำรัส* มาอ้างแล้วนี่ค๊ะ! คุณบัวใต้น้ำ
ก็เห็นๆอยู่แล้วนี่ค๊ะ!ว่า เครื่องมือที่จะนำเราไปสู่ความพ้นทุกข์
ก็คือ แค่ศีลข้อกาเมเท่านั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสมาไว้ให้แล้วค่ะ!
ที่สอนกันมาน่ะ!มันผิดทั้งนั้นแหละค่ะ! ที่ถูกต้องก็คือ อริยมรรคมีองค์แปดค่ะ!

นายฉิม
22-09-2004, 08:06 AM
ผมอ่านมาอ่านไปรู้สึกว่าคุณ register นี่น่าจะเป็นพระปลอมตัวมานะครับ
อาจจะเป็นหลวงพ่อวัดไหนมาเล่นเน็ตนะเนี่ยะ
ดูจากภูมิ

Peet
23-09-2004, 10:38 PM
มีดาราสาวอีกคนที่นิสัยดี ใฝ่ธรรม
เจมี ฮูเบอร์ ครับ ดาราสาวสวยนิสัยดี ผมเห็นที่วัดประจำ

จักรวาลคู่ขนาน
23-09-2004, 10:56 PM
.

พริบพลี
27-09-2004, 08:45 AM
คุณบัวใต้น้ำกล่าวมาถูกต้องแล้ว
ขออนุโมทนาด้วยค่ะ

ฆราวาสผู้ครองเรือนสามารถบรรลุโสดาบันได้ และได้สูงสุดคือ สกิทาคามี
แต่อนาคามีก็ยังไม่ได้นะคะ เนื่องจากต้องถือศีลข้อพหรมจรรย์
ดังนั้นข้อสงสัยที่ถกเถียงกัน พึงตัดไปได้นะคะ

ส่วนตัวแล้ว คิดเรื่องนี้เช่นกัน เพราะเป็นเรื่องที่ต้องพบเจออยู่ในขณะนี้
(กำลังตัดสินใจว่า จะเป็นโสด หรือใช้ชีวิตแบบครองเรือนเช่น
คนอื่นๆ) ได้เคยสนทนาธรรมกับ พระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
หลายท่าน จึงหมดข้อสงสัยตามที่กล่าวมาข้างต้นค่ะ

พริบพลี
27-09-2004, 09:00 AM
ลืมบอกไปว่า ข้อความที่คุณบัวใต้น้ำโพสมาข้างต้น
ให้ข้อคิด ดีมากเลยค่ะ

เด็กบ้านยางสีสุราช
27-09-2004, 11:43 AM
เห็นด้วยกับพี่บัวใต้น้ำครับ

เคยเห็นพี่กิ๊ก ในรายการ พบคนพบธรรม ช่อง 9 ประมาณ กลาง ๆ หรือ ปลายปีที่แล้วนี่ล่ะ ตอนนั้นเด็กบ้านยางก็กำลังเริ่มสนใจพระพุทธพอดี แต่ตอนนั้นพี่เมจิ อะโนมา มาออก แล้วก็จะมีพี่กิ๊กมาโผล่ว่า พี่เมจิเอาหนังสือธรรมะไปให้พี่กิ๊ก อ่าน แล้ว
พี่กิ๊กก็ว่าเมจิเขาอ่านนี้อ่านจริงเลยนะ เพราะว่ามีขีด ข้อความเอาไว้เลยนี้ล่ะครับ

ส่วนเด็กร้องที่สนใจธรรมะ มั้งก็คือ พี่แอม เสาวลักษณ์ ลีละบุตร ครับ นักร้องขวั_ใจเด็กบ้านยางเลย หุ หุ

จำได้ว่าเคยอ่านสัมภาษณ์อ่ะ

เขาถามว่าฮีโร่ของคุณคือใคร พี่แอม ก็บอกว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ค่ะ

แล้วพี่แอมก็บอกว่า ที่ชีวิตรอดจากวิกฤตมาได้หลายอย่างก็เพราะธรรมะของพระองค์ด้วย

แต่พี่เขาก็ไม่คงได้สนใจถึงขั้นจะเอานิพพานให้ได้ชาตินี้หรอกครับ เพราะเห็นพี่เขาบอกว่า

จะเกิดอีกกี่สิบชาติใครจะไปรู้ สะสมมันไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน พระพุทธเจ้าท่านยังไม่ได้เกิดชาติเดียวเลย ท่านยังต้องเพียร ต้องสะสมยากลำบากตั้งมากมาย แล้วเรามันเป็นใคร เป็นแค่ขี้ฝุ่นขี้ผง ตามรอยพระบาทท่านไป จะมาบรรลุจุดหมายง่าย ๆ ในชาติเดียวก็มากไปนะเธอ อดทนหน่อยซียะ ...... ( แฮ่ก ..แฮ่ก ...โอย เหนื่อย.... )


( คือ พี่เขาคงจะไม่ค่อยได้อ่านธรรมะเท่าไรก็เลยไม่รู้ว่าคนเราสามารถถึงจุดหมายได้ในชาตินี้อ่ะ ถ้าพยายามกันจริง ๆ )
เนี่ยล่ะพี่แอมบอก Greeeeeeeeeeeeeeedddddddddd !!
:) :)


ความจริงจะร่ายอารัมภบทได้ยาวกว่านี้อีก แต่ตอนนี้ใช้นิ้วยังไม่ได้บางนิ้ว ก็แค่นี้ก่อนล่ะกัน หวัดดีครับ :D :D

ab
30-09-2004, 02:39 PM
อนุโมทนาสาธุกะพี่กิ๊กด้วยค่ะ :)

ploy
30-01-2005, 09:36 AM
ดีจัง