PDA

View Full Version : :-เครื่องดื่มสมุนไพร-:


NoOTa
21-03-2006, 01:59 AM
<TABLE width=780 border=0><TBODY><TR><TD width="100%" bgColor=#dfc4fd>ร้อยเรื่องเครื่องดื่มสมุนไพร




</TD></TR><TR><TD width="100%"><TABLE width="80%" border=0><TBODY><TR><TD width="90%">สมุนไพรคืออะไร

คำว่า สมุนไพร ตามพระราชบัญญัติหมายความถึง ยาที่ได้จากพืช สัตว์ และแร่ ซึ่งยังมิได้มีการผสมปรุงหรือแปรสภาพ (ยกเว้นการทำให้แห้ง) เช่น พืชก็ยังคงเป็นส่วนของราก ลำต้น ใบ ดอก ผล ฯลฯ ยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนการแปรรูปใดๆ เช่น การหั่น การบด การกลั่น การสกัดแยก รวมทั้งการผสมกับสารอื่นๆ แต่ในทางการค้า สมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงในรูปแบบต่างๆ เช่น ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กลง บดให้เป็นผง อัดให้เป็นแท่ง หรือปอกเปลือกออก เป็นต้น เมื่อพูดถึงสมุนไพร คนทั่วๆ ไปมักจะนึกถึงเฉพาะพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ในทางยา ทั้งนี้เพราะ สัตว์ และแร่มีการใช้น้อย จะใช้เฉพาะในโรคบางชนิดเท่านั้น
ประวัติของการใช้สมุนไพร
สมุนไพร คือ ของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้กับมวลมนุษยชาติ มนุษย์เรารู้จักใช้สมุนไพรในด้านการบำบัดรักษาโรค นับแต่ยุคนีแอนเดอร์ทัลในประเทศอิรัก
ปัจจุบันที่หลุมฝังศพพบว่ามีการใช้สมุนไพร
หลายพันปีมาแล้วที่ชาวอินเดียแดงในเม็กซิโก ใช้ต้นตะบองเพชร(Peyate) เป็นยาฆ่าเชื้อและรักษาบาดแผล ปัจจุบันพบว่า ตะบองเพชรมีฤทธิ์กล่อมประสาท
ประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว ที่ชาวสุเมเรียนได้เข้ามาตั้งรกราก ณ บริเวณแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสปัจจุบัน คือ ประเทศอิรัก ใช้สมุนไพร เช่น ฝิ่น ชะเอม ไทม์ และมัสตาร์ด และต่อมาชาวบาบิโลเนียน ใช้สมุนไพรเพิ่มเติมจากชาวสุเมเรียน ได้แก่ใบมะขามแขก หญ้าฝรั่น ลูกผักชี อบเชย และกระเทียม
ในยุคต่อมาอียิปต์โบราณมี อิมโฮเทป แพทย์ผู้มีชื่อเสียงซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งการรักษาโรคของอียิปต์ มีตำราสมุนไพรที่เก่าแก่ คือ Papytus Ebers ซึ่งเขียนเมื่อ 1,600 ปี ก่อนคริสตศักราช ซึ่งค้นพบโดยนักอียิปต์วิทยาชาวเยอรมันนี ชื่อ Georg Ebers ในตำรานี้ได้กล่าวถึงตำราสมุนไพรมากกว่า 800 ตำรับ และสมุนไพรมากกว่า 700 ชนิด เช่น ว่านหางจระเข้ เวอร์มวูด(warmwood) เปปเปอร์มินต์ เฮนเบน(henbane) มดยอบ, hemp dagbane ละหุ่ง mandrake เป็นต้น รูปแบบในการเตรียมยาในสมัยนั้น ได้แก่ การต้ม การชง ทำเป็นผง กลั่นเป็นเม็ด ทำเป็นยาพอก เป็นขี้ผึ้ง
นอกจากนี้ยังพบว่าชาติต่างๆ ในแถบยุโรปและแอฟริกา มีหลักฐานการใช้สมุนไพร ตามลำดับก่อนหลังของการเริ่มใช้สมุนไพร คือ หลังจากสมุนไพรได้เจริญรุ่งเรืองในอียิปต์แล้ว ก็ได้มีการสืบทอดกันมา เช่น กรีก โรมัน อาหรับ อิรัก เยอรมัน โปรตุเกส สวีเดน และโปแลนด์
ส่วนในแถบเอเซีย ตามบันทึกประวัติศาสตร์พบว่ามีการใช้สมุนไพรที่อินเดียก่อน แล้วสืบทอดมาที่จีน มะละกา และประเทศไทย
ประวัติการใช้สมุนไพรในประเทศไทย
ประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญงอกงามของพืชนานาชนิด โดยเฉพาะพืชสมุนไพรมีอยู่มากมายเป็นแสนๆ ชนิด ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและจากการเพาะปลูก บางชนิดก็ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาแผนปัจจุบัน สมุนไพรหลายชนิด ถูกนำมาใช้ในรูปของยากลางบ้าน ยาแผนโบราณ รากฐานของวิชาสมุนไพรไทยได้รับอิทธิพลจากประเทศอินเดียเป็นส่วนใหญ่ เพราะตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชาติไทยได้อพยพถิ่นฐานมาจากบริเวณเทือกเขาอัลไตน์ประเทศจีน มาจนถึงประเทศไทยในปัจจุบัน จึงมีส่วนได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา ตลอดจนการบำบัดรักษาโรคจากประเทศอินเดียเป็นจำนวนมาก ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าได้อาศัยคัมภีร์อายุรเวทของอินเดียเป็นบรรทัดฐาน คือ การวินิจฉัยโรค ชื่อสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคมีเค้าชื่อของภาษาบาลีสันสกฤตอยู่ไม่น้อย เช่นคำว่า มะลิ (ภาษาสันสกฤตว่า มัลลิ) เป็นต้น
มีผู้ประมาณว่าในแต่ละปีมีผู้ใช้สมุนไพรในประเทศเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท (สมุนไพรเหล่านี้ได้มาจากทั้งในประเทศ และนำเข้าจากนอกประเทศโดยเฉพาะ จีน เกาหลี และอินเดีย) ทั้งนี้เนื่องจากป่าไม้ถูกทำลาย ทำให้ต้องมีการรณรงค์ให้มีการปลูกเป็นสวนสมุนไพรขึ้น ในปีพุทธศักราช 1800 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งนับเป็นยุคทองของสมุนไพรไทย สวนป่าสมุนไพรของพระองค์ใหญ่โตมากอยู่บนยอดเขาคีรีมาศ อ.คีรีมาส จ.สุโขทัย มีเนื้อที่หลายร้อยไร่ ซึ่งปัจจุบันยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ เป็นป่าสงวนเพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าของผู้ที่สนใจ
ต่อมาในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นว่าสมุนไพรเป็นทั้งยาและอาหาร
ประจำครอบครัว ชาติจะเจริญมั่นคงได้ก็ด้วยครอบครัวเล็กๆ ที่มีความมั่นคงแข็งแรง มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ทั้งทางกายและจิตใจ จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินโครงการตามพระราชดำริ สวนสมุนไพรขึ้นในประเทศในปีพุทธศักราช 2522 โดยทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการรวบรวมศึกษาค้นคว้า ในเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรทุกด้าน เช่น ด้านวิชาการทางชีววิทยา ทางการแพทย์ การบำบัด การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะพืชที่เป็นประโยชน์ก่อให้เกิดโครงการพระราชดำริ สวนป่าสมุนไพรขึ้นมากมายหลายแหล่ง อีกทั้งยังมีการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อหาสาระสำคัญของสมุนไพรที่มีพิษ ทางเภสัชมาสกัดเป็นยาแทนยาสังเคราะห์ที่ใช้กันในปัจจุบัน
คนไทยไม่เพียงแต่ใช้พืชสมุนไพรเป็นยารักษาโรคเท่านั้น แต่ได้นำมาดัดแปลงเพื่อบริโภคในรูปของอาหาร
และเครื่องดื่มสมุนไพร ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ "สมุนไพรที่นำมาใช้เป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ"
http://www.lib.ru.ac.th/journal/images/h-mayom.jpg

เครื่องดื่มสมุนไพรไทย
ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยนั้นมีรากฐานมานานนับร้อยนับพันปี อารยธรรมต่างๆ ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ในการแสดงถึงชาติ แสดงถึงเผ่าพันธุ์ และความเป็นผู้ที่เจริญแล้ว สิ่งหนึ่งที่แสดงออกมาได้เป็นอย่างดีก็คือ ศิลปะที่ผสมผสานและผูกพันอยู่ในการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยนั่นเอง ศิลปะดังกล่าวนี้รวมไปถึงเรื่องการกินอยู่ด้วยอาทิ เช่น การจัดตั้งสำรับ และการประกอบจัดอาหาร ก็ไม่เพียงเพื่อความอร่อยลิ้นอย่างวิเศษเพียงประการเดียว ยังมีความสวยงามในการจัดแต่งเป็นองค์ประกอบของอาหารให้งามตายิ่งขึ้นไปอีก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เครื่องดื่มของไทยนั้นจะแฝงไว้ด้วยเจตนารมณ์ให้ผู้ดื่มได้ซึมซับทั้งรสชาติและคุณประโยชน์ไปพร้อมๆ กันอย่างชาญฉลาด
หากจะสืบสาวถึงความเป็นมาของเครื่องดื่มสมุนไพรก็มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล มีน้ำชนิดหนึ่งเรียกว่า "อัชบาล" หรือ น้ำปานะ ซึ่งพระสงฆ์สามารถฉันน้ำชนิดนี้ได้ตลอดทั้งวันแทนการขบเคี้ยวอาหารหลังมื้อเพลตามบัญญัติของพุทธศาสนา น้ำปานะนี้ใช้สมุนไพร หรือพืชผลชนิดที่มีความเผ็ดร้อน เช่น ขิง ข่า กระทือ ตะไคร้ เป็นต้น ต้มในน้ำร้อนและผสมน้ำตาลทรายแดงให้พอมีรสปะแล่มๆ ซึ่งต่อมานิยมดื่มกันแพร่หลายมาถึงฆราวาสด้วย
ประโยชน์ของสมุนไพร คือ
1. ใช้เป็นยาบำบัดรักษาโรค
2. ใช้เป็นอาหาร
3. ใช้เป็นเครื่องสำอางค์
4. ใช้เป็นอาหารเสริมบำรุงร่างกาย
5. ใช้ขับสารพิษ
6. ใช้เป็นเครื่องดื่ม
7. ช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ
http://www.lib.ru.ac.th/journal/images/h-talingping.jpg
ประเภทของสมุนไพร
การจำแนกเครื่องดื่มสมุนไพรของไทยตามที่มาและกรรมวิธี นั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. น้ำดื่มธรรมดา ซึ่งใช้ตามประเพณี หรือพิธี ได้แก่
- น้ำที่นำไปอบด้วย เครื่องหอมได้แก่กระดังงาลนไฟลอยด้วยดอกมะลิหรือกลีบกุหลาบมอญใช้ถวายพระสงฆ์ในงานพิธีตามประเพณี เช่น งานทำบุญเลี้ยงพระ งานประเพณีสงกรานต์ เป็นต้น หรือเป็นน้ำที่ถวายเจ้านายในวังเพื่อใช้เสวยเป็นประจำ
2. น้ำผลไม้ และน้ำดื่มซึ่งเกิดจากการปรุงแต่ง
-จากน้ำอัชบาล หรือน้ำปานะ อันเป็นเครื่องดื่มของพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาลนั้น ในเวลาต่อมาเนื่องจากเมืองไทยเป็นเมืองที่มีพืชพันธ์อุดมสมบูรณ์ และมีผลไม้นานาชนิดที่สลับหมุนเวียนกันตลอดทั้งปี จึงเกิดความนิยมนำเอาพืชสมุนไพรและผลไม้มาทำเป็นเครื่องดื่ม โดยอาศัยการปรุงแต่งรสชาติด้วยการเติมน้ำตาล หรือเกลือบ้าง เพื่อให้เกิดความอร่อยขึ้น อาทิ น้ำมะตูม น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะนาว น้ำใบเตย น้ำตะไคร้ และน้ำใบบัวบก เป็นต้น
แต่เดิมพืชและผลไม้ที่จะนำมาทำเป็นเครื่องดื่มนั้น มักจะเก็บมาสดๆ และใช้ทันที รสชาติที่ทำจึงมีความสด และทรงคุณค่าตามธรรมชาติ มาถึงปัจจุบันนี้เครื่องดื่มได้ถูกประยุกต์ขึ้นต่างรูปแบบ มีการนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต มีการบรรจุในภาชนะแบบต่างๆ เพื่อความสะดวกต่อการใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องดื่มของไทยนั้นให้ทั้งรสชาติ และคุณประโยชน์ควบคู่กันไป คุณประโยชน์ที่กล่าวถึงคือ สรรพคุณทางยาที่ได้จากพืชผลที่นำมาเป็นเครื่องดื่มนั่นเอง อีกทั้งยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายตามธรรมชาติรวมอยู่ด้วย


กาแฟ <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อทางพื้นเมืองอื่น : </TD><TD width="76%">-</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Coffea arabica Linn,Coffea Liberica Hiern,Coffea robusta Linden</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">ประโยชน์ของกาแฟคล้ายกับชา เพราะมีสารสำคัญเป็นคาเฟอีนเช่นกัน เพียงแต่ปริมาณคาเฟอีนในกาแฟมีน้อยกว่าในใบชา คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้ร่างกายตื่นตัว กล้ามเนื้อทำงานดีขึ้นและยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบการหายใจและระบบขับปัสสาวะอีกด้วย ดังนั้นเมื่อดื่มกาแฟจึงรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าและ รู้สึกอยากถ่ายปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ</TD></TR></TBODY></TABLE>

หญ้าหนวดแมว <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">พยัพเมฆ,บางรักป่า(ประจวบคีรีขันธ์)
อีตู่ดง (เพชรบูรณ์)

</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Orthosiphon aristatus Miq</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">ใช้ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ใบอ่อนใช้เป็นยาขับปัสสาวะที่มีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากมี เกลือโปแตสเซียมมาก สามารถรักษาได้ทั้งนิ่วด่างที่เกิดจากแคลเซียม(หินปูน) นิ่วกรด ซึ่งเกิดจากกรดยูริก ใช้แก้โรคปวดตามสันหลังและบั้นเอว ใช้รักษาโรคเบาหวาน และลดความดันโลหิตอีกด้วย</TD></TR></TBODY></TABLE>

ว่านหางจระเข้ <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ) หางตะเข้ (กลาง)</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Aloe barbaclensis Mill</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
แผลไหม้เกรียมจากแสงแดด แผลไฟไหม้จากการฉายรังสี รักษาแผลในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางค์หลายชนิด ยางสีเหลืองจากบริเวณเปลือกในมีฤทธิ์เป็นยาถ่าย ยาระบาย

</TD></TR></TBODY></TABLE>

http://www.lib.ru.ac.th/journal/images/h-buabok.jpg

บัวบก <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">ผักหนอก (ภาคเหนือ) จำปาเครือ กะบังนอก,
ผักหมอกช้าง ผักแว่น (จันทบุรี, ภาคใต้)

</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Centella asiafic (Linn) Urban</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">ใช้ในการสมานแผลและลดการอักเสพทำ
ให้แผลหายเร็ว ใบและต้นสดตำคั้นน้ำพอก แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลฝีหนองยับยั้ง
การแข่งตัวของเซลล์มะเร็ง ชนิด Ehnlich
ascites และ Dalton's Lymyhoma ascites
เจ็บอกแก้ช้ำใน พกซ้ำ และบำรุงกำลัง

</TD></TR></TBODY></TABLE>

ขิง <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">ขิงเผือก(เชียงใหม่), ขิงแดง ขิงแกลง (จันทบุรี) สะเอ (แม่ฮ่องสอน)</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Zingiber officnale Rose</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">มีฤทธิ์ เป็นยากันบูด กันหืน แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด ขับลม
บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน แก้ไอ
ขับเสมหะ ช่วยป้องกันการเกิดแผล
ในกระเพาะอาหาร

</TD></TR></TBODY></TABLE>

บุก <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">บุกดาบดก(ชลบุรี) เมีย, เบือ (แม่ฮ่องสอน) บุกบ้าน, มันซูรัน(กลาง) หัวบุก(ปัตตานี)</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Amorphohallus cam panulatus BL.ex Decne</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา: </TD><TD width="76%">สารที่มีความสำคัญที่พบได้ในหัวบุกบางพันธุ์ได้แก่ สารกลูโดแมนแนน ซึ่งใช้ประโยชน์ เป็นอาหาร ใช้ชื่ออุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอางค์ เป็นสารที่ให้พลังงานต่ำช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด และต้มได้อีกทั้งยังทำให้การดูดซึมของกูลโคสจากทางเดินอาหารลดลง</TD></TR></TBODY></TABLE>

กระเจี๊ยบแดง <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว ส้มพอเหมาะ
(ภาคกลาง) ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง(ภาคเหนือ) ส้มตะเลงเครา(ตาก) ส้มปู (แม่ฮ่องสอน)

</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Hibiscus Sabdariffa Linn</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยขับปัสสาวะ รักษา นิ่วและโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ช่วยย่อยอาหารประเภทไขมัน ช่วยระบาย ขับกรดยูริก ช่วยรักษาและป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ลดอัตราการดูดซึมแอลกอฮอล์ สามารถยับยั้งการเจริญเติบโต และการสร้างสารพิษ แอลฟาทอกซินของเชื้อรา</TD></TR></TBODY></TABLE>


คำฝอย <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">ดอกคำ คำ คำหยุม คำยอง</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Carthamus tinetorius Linn</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">มีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสและเชื้อแบคทีเรียบำรุงโลหิต บำรุงประสาท แก้โรคผิวหนังลดไขมันในเลือด และช่วยป้องกันไขมันอุดตัน ช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด</TD></TR></TBODY></TABLE>


ชุมเห็ดเทศ <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">ชุมเห็ดใหญ่ ชุมเห็ด(ภาคกลาง), ลับมื่นหลวง ขี้คาก ขี้เหล็กสาร หมากกะลิ่งเทศ(ภาคเหนือ) ส้มเห็ด(เชียงราย) ตะสีพอ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Cassia alata Linn</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">ใช้เป็นยาระบายแก้โรคท้องผูกได้ใบสดใช้ รักษาโรคกลาก และโรคผิวหนังอื่นๆ เช่นฝี แผลพุพองที่เป็นหนอง และโรคน้ำกัดเท้าได้</TD></TR></TBODY></TABLE>

http://www.lib.ru.ac.th/journal/images/h-takrai.jpg
ตะไคร้ <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">ตะไคร้แกง(ภาคกลาง) ไคร(ภาคเหนือ)
ไครไพเล็ก(ภาคใต้) คาหอม(เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)

</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Cymbopogon citratus (DC.) Stapf</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">เป็นยาขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ลดความร้อนในร่างกาย
มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด


</TD></TR></TBODY></TABLE>


ทองพันชั่ง <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">ทองคันชั่ง หญ้ามันไก่ (ภาคกลาง)</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Rhinacanthus nasutus Kurz</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">ต้น ใบ ราก มีสารประกอบออกซีเมททิล
แอนทราควิโนน(Oxymethylanthraquinone) ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา สารสกัดจากต้นและใบทองพันชั่งด้วยแอลกอฮอล์และคลอโรฟอร์ม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังต่างๆ รวมทั้งกลากได้ผลดี ในส่วนของใบชงน้ำดื่มเป็นยาระบายและขับปัสสาวะ

</TD></TR></TBODY></TABLE>


ยอ <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">ยอบ้าน(ภาคกลาง) มะตาเสือ(ภาคเหนือ)
แยใหญ่(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Morinda Citrifolia Linn</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">ใช้เป็นยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ผลยอสุกใช้รับ ประทานได้เพื่อช่วยบำรุงธาตุ เช่น ขับลม</TD></TR></TBODY></TABLE>


หญ้าปักกิ่ง <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">หญ้าเทวดา</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Murdannia Ioriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">ใช้รักษาอาการของโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งในลำคอ ตับ มดลูก ลำไส้ ผิวหนัง และเม็ดเลือด โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และช่วยลดอาการข้างเคียงจากการฉายแสง</TD></TR></TBODY></TABLE>

http://www.lib.ru.ac.th/journal/images/h-teihom.jpg
ใบเตย <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อทางพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">เตยหอม, หวานข้าวไหม้, ทังลั้ง(จีน)
ปาะแบ๊ะออริง (ปัตษ์ใต้)

</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Pandanus Odorus</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">เตยหอมมีรสเย็น หอม บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื้น จิตใจผ่องใส ส่วนต้นและรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กษัยช้าเบาพิการได้ดี</TD></TR></TBODY></TABLE>


หม่อน <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อทางพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">หม่อน, ซึงเฮียะ (จีน)</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Morus Alba Linn</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">ใบต้มเอาน้ำมาล้างตา แก้ตาแดง ตาแฉะ
ฝ้า ฟาง รับประทานเป็นยาแก้ไอ และ
ระงับประสาท

</TD></TR></TBODY></TABLE>

http://www.lib.ru.ac.th/journal/images/h-matoom.jpg
มะตูม <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อทางพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">มะตูม (ไทยภาคกลาง) มะปีน(เหนือ) กะทันตาเถร, ตุ่มตัง(ลานช้าง) ตูม</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Aegle Marmelos</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">ผลอ่อนๆใช้เป็นยาบำรุงธาตุให้เจริญอาหารและขับลม ผลแก่แก้เสมหะและลม บำรุงธาตุไฟย่อยอาหารให้ละเอียด แก้ลมเสียดแทงในท้อง แก้มูกเลือด ส่วนรากมะตูมแก้พิษฝี พิษไข้ แก้สติเผลอ รักษาน้ำดี</TD></TR></TBODY></TABLE>


มะนาว <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อทางพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">มะนาว(ภาคกลาง) ส้มนาว(ภาคเหนือ)</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Citrus Aurantifolia</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">ใบมะนาวใช้เป็นยากัดฟอกโลหิตระดูเมล็ด มะนาวคั่วให้เหลืองผสมเป็นยาขับเสมหะแก้โรคทรางของเด็ก รากใช้เป็นยาถอนพิษไข้กลับ หรือไข้ซ้ำ ฝนกับสุราทาแก้ปวดฝีได้ดีถอนพิษสำแดง แก้สติหลงลืม น้ำมะนาวให้
วิตามินซี แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน

</TD></TR></TBODY></TABLE>


ฝรั่ง <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อทางพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">มะแกล(แพร่), ย่ามู(ใต้) มะมั่น(เหนือ)
มะสี ดา(อีสาน) ชมพู(ปัตตานี)
มะปุ่น (สุโขทัย)

</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Psidium guajava Linn</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">ขับลม แก้ท้องเสีย ดับกลิ่นปาก มีวิตา มิน ซี สูง แก้โรคลักปิดลักเปิด ใบไม่แก่
ไม่อ่อนนัก 10-15 ใบ ปิ้งไฟพอเหลืองชง
กับน้ำร้อนดื่มแก้ท้องเสีย ผลดิบ 1 ผล
ฝานตากแดด บด

</TD></TR></TBODY></TABLE>


รางจืดหรือรางเย็น <TABLE width="100%" border=1><TBODY><TR><TD width="24%">ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : </TD><TD width="76%">รางจืด รางเย็น ฮางจืด ฮางเย็น เถายาเขียว เครือเช้าเย็น</TD></TR><TR><TD width="24%">ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : </TD><TD width="76%">Milletia Kityana</TD></TR><TR><TD width="24%">ฤทธิ์และประโยชน์ทางยา : </TD><TD width="76%">รางจืดมีรสเย็น ถอนพิษ และผาเบื่อเมา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาเขียวถอนพิษไข้ และพิษทั้งปวง รากและเถาใช้เป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำแก้พิษร้อนทั้งปวง</TD></TR></TBODY></TABLE>

http://www.lib.ru.ac.th/journal/images/bar15.gif


บรรณานุกรม
จันทน์ขาว. 2526. ของดีจากพืชสมุนไพร-ว่านยา.
กรุงเทพฯ: ชีวิน. 199 หน้า.
ธารธรรมแก้ว เชื้อเมือง, เรียบเรียง. 2537. น้ำดื่มสมุนไพรจากพืช และผลไม้. พิมพ์ครั้งที่ 7.
กรุงเทพฯ: กำแก้ว. 111 หน้า.
"ประวัติสมุนไพร". สมุนไพรเพื่อสุขภาพ. 1,2 (ธ.ค. 43)
91-95.
พเยาว์ เหมือนวงษ์ญาติ. 2524. คู่มือการใช้สมุนไพร.
กรุงเทพฯ: เมดิคัล มีเดีย. 256 หน้า.
พรสวรรค์ ดิษยบุตร. 2543. สมุนไพร: การใช้อย่างถูกวิธี.
กรุงเทพฯ: คัมปายอิมเมจจิ้ง จำกัด. 88 หน้า.
มูลนิธิโกมลคีมทอง. 2530. สมุนไพรชาวบ้าน. พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุงเทพฯ: โกมลคีมทอง. 168 หน้า.
วันดี กฤษณพันธ์. 2539. สมุนไพรน่ารู้. พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. 267 หน้า.
หมอเสงี่ยม พงษ์บุญรอด. 2519. ไม้เทศเมืองไทยสรรพคุณของยาเทศและยาไทย.
กรุงเทพฯ: เกษมบรรณกิจ. 595 หน้า.
อมราภรณ์ วงษ์ฟัก. น้ำผลไม้และเครื่องดื่มสมุนไพร.
กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แม่บ้าน. 41 หน้า. รวบรวมข้อมูลโดย : ฝ่ายวารสารและเอกสาร (http://www.lib.ru.ac.th/about/dep04.html)



</TD></TR></TBODY></TABLE>




</TD></TR></TBODY></TABLE>ที่มา : lib.ru.ac.th

NoOTa
22-03-2006, 02:31 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=526 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>น้ำเก๊กฮวย
</TD><TR><TD align=left width=426 colSpan=3>http://malila.com/images/dess26.gif
เก๊กฮวยช่วยแก้ร้อนใน ยิ่งอากาศร้อนๆ อย่างนี้ กินเก๊กฮวยแล้ว สดชื่นดีนักแล สูตรนี้เป็นสูตรไม่หวานค่ะ ซึ่งจะช่วยแก้ร้อนในให้ได้ผลดียิ่งขึ้น แต่ถ้าชอบหวาน ก็เติมน้ำตาลได้นิดหน่อยค่ะ

ส่วนผสม
</TD><TD align=middle width=100></TD><TR><TD align=left width=326> ดอกเก็กฮวยแห้ง
</TD><TD align=middle width=100>10
</TD><TD align=middle width=100>กรัม
</TD><TR><TD align=left width=326> พุทราจีนแห้ง
</TD><TD align=middle width=100>15
</TD><TD align=middle width=100>ลูก
</TD><TR><TD align=left width=326> อินทผลัม
</TD><TD align=middle width=100>10
</TD><TD align=middle width=100>ลูก
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำ
</TD><TD align=middle width=100>2
</TD><TD align=middle width=100>ลิตร
</TD><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>
วิธีทำ
</TD><TR><TD vAlign=top colSpan=3>

ต้มเก็กฮวย พุทราจีน อินทผลัมเข้าด้วยกัน เคี่ยวจนพุทราจีน และอินทผลัมเปื่อย
กรองเอากากออก พักไว้ให้เย็น แล้วนำไปแช่เย็น ให้เย็นจัด
ตักเสิร์ฟยามบ่าย คลายร้อนดีนักแล
ที่มา มะลิลา.คอม
</TD></TR></TBODY></TABLE>

NoOTa
22-03-2006, 02:31 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=526 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>น้ำตะไคร้ใบเตย
</TD><TR><TD noWrap align=left width=426 colSpan=3>http://malila.com/images/dess113.jpg
นับเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรอีกเมนูหนึ่ง เพราะตะไคร้ช่วยขับลม ทำให้เจริญอาหาร แก้โรคทางเดินปัสสาวะ บำรุงธาตุไฟ ข่าช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืด ขับเสมหะ แก้หลอดลมอักเสบ ส่วนใบเตยหอม ช่วยขับปัสสาวะ และมีกลิ่นหอม

เครื่องปรุง
</TD><TD align=middle width=100></TD><TR><TD align=left width=326> ตะไคร้
</TD><TD align=middle width=100>2
</TD><TD align=middle width=100>ต้น
</TD><TR><TD align=left width=326> ใบเตยหอม
</TD><TD align=middle width=100>4
</TD><TD align=middle width=100>ใบ
</TD><TR><TD align=left width=326> ข่าหั่นแว่น
</TD><TD align=middle width=100>5
</TD><TD align=middle width=100>แว่น
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำสะอาด
</TD><TD align=middle width=100>4
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำตาลทราย
</TD><TD align=middle width=100>1/2
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=326> เกลือป่น
</TD><TD align=middle width=100>1/8
</TD><TD align=middle width=100>ช้อนชา
</TD><TR><TD align=left colSpan=2> น้ำแข็งหลอด
</TD><TD align=middle width=100>
</TD><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>
วิธีทำ
</TD><TR><TD vAlign=top colSpan=3>
ล้างใบเตยหอมให้สะอาด หั่นเป็นท่อนจำนวน 2 ใบ ล้างตะไคร้ให้สะอาด ทุบพอแตก หั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 3 นิ้ว เกลาข่าแล้วล้างให้สะอาด หั่นเป็นแว่นบางๆ ตวงน้ำใส่ลงในหม้อเคลือบ ใส่ทุกอย่างลงในหม้อ ปิดฝา ยกขึ้นตั้งไฟ ต้มให้เดือดรุมๆ ประมาณ 5-6 นาที ยกลง พักไว้ 5 นาที (ขณะพักไม่ควรเปิดฝาหม้อ)
กรองเอากากทิ้ง ใส่น้ำตาลและเกลือป่นลงในน้ำที่กรองไว้ คนให้ละลาย ตักเสริฟได้เลยหากต้องการรับประทานร้อนๆ
หั่นใบเตย 2 ใบที่เหลือให้เป็นฝอย โขลกให้ละเอียด ใส่กระชอนตาถึ่ๆ จุ่มลงในหม้อเคลือบ ใช้ช้อนคนให้สีเขียวจากใบเตย ละลายลงน้ำจนมีสีเขียวตามต้องการ
เสริฟโดยใส่น้ำแข็งลงในแก้ว ตักน้ำตะไคร้ใส่ให้น้ำมีปริมาณต่ำกว่าขอบแก้วเล็กน้อย รอให้เย็นจัด จึงเสริฟ
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=20 cellPadding=0 width=701 align=left border=0><TBODY><TR><TD width=175></TD></TR></TBODY></TABLE>

NoOTa
22-03-2006, 02:32 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=526 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>น้ำนมมังกร
</TD><TR><TD align=left width=426 colSpan=3>http://malila.com/images/dess99.jpg

เป็นเครื่องดื่มที่ดื่มขณะร้อนๆ เหมาะกับฤดูหนาว เพราะทำให้อบอุ่นและสดชื่น จำได้ว่าแรกที่ผลไม้แก้วมังกรเข้าเมืองไทย ราคาสูงจนไม่กล้าคิดจะรับประทาน แต่ตอนนี้ราคาไม่แพงแล้ว คุณที่ชอบรับประทานผลไม้ชนิดนี้ คงจะถูกใจกับเครื่องดื่มชนิดนี้ เพราะเพิ่มรสชาติให้กับผลไม้ชนิดนี้ได้อีกแยะ

ส่วนผสม
</TD><TD align=middle width=100></TD><TR><TD align=left width=326> ถั่วลิสงอบ
</TD><TD align=middle width=100>10
</TD><TD align=middle width=100>เม็ด
</TD><TR><TD align=left width=326> ข้าวกล้อง
</TD><TD align=middle width=100>1/4
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำต้มสุก
</TD><TD align=middle width=100>10
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=326> นมข้นหวาน
</TD><TD align=middle width=100>1/2
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=326> กะทิ
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=326> เนื้อผลแก้วมังกรบดละเอียด
</TD><TD align=middle colSpan=2>
</TD><TR><TD align=left width=326> เกลือป่น เล็กน้อย
</TD><TD align=middle colSpan=2>
</TD><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>
วิธีทำ
</TD><TR><TD vAlign=top colSpan=3>

ซาวข้าวกล้อง แช่น้ำไว้ 3 ช.ม. ใส่ตะแกรงพักให้สะเด็ดน้ำ
บดข้าวกล้องและถั่วให้ละเอียด ผสมกัน ใส่น้ำพอประมาณ กรองด้วยข้าวขาวบาง
ผสมน้ำจำนวน 6 ถ้วย นำไปต้มจนเดือดและแป้งสุก คนให้ทั่วเป็นระยะๆ
เติมกะทิ นมข้นหวาน และเกลือป่น คนพอให้เข้ากัน ยกลง
ตักใส่ถ้วย เติมเนื้อผลแก้วมังกร คนพอเข้ากัน ดื่มขณะร้อน เติมรสหวานตามชอบใจ
</TD></TR></TBODY></TABLE>

NoOTa
22-03-2006, 02:32 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=526 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>น้ำเบต้าเข้มข้น
</TD><TR><TD align=left width=426 colSpan=3>http://malila.com/images/food2.gif
น้ำผลไม้สูตรนี้เน้นเบต้า แคโรทีน ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง ช่วยบำรุงสายตา ทำให้ผิวพรรณดี ป้องกันหวัดได้ ดีขนาดนี้ จะรอช้าทำไมละคะ วิธีทำก็แสนจะง่าย

ส่วนผสม
</TD><TD align=middle width=100></TD><TR><TD align=left width=326> บีทรูท
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>หัว
</TD><TR><TD align=left width=326> แครอท
</TD><TD align=middle width=100>2
</TD><TD align=middle width=100>หัว
</TD><TR><TD align=left width=326> แอ๊ปเปิล
</TD><TD align=middle width=100>1/2
</TD><TD align=middle width=100>ลูก
</TD><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>
วิธีทำ
</TD><TR><TD vAlign=top colSpan=3>

คั้นน้ำจากแครอท บีทรูท และแอ๊ปเปิล ด้วยเครื่องคั้นน้ำผลไม้ (Juicer) ถ้าไม่มีเจ้าเครื่องนี้ ให้สับผลไม้ให้ละเอียด แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง บีบคั้นน้ำแทน
เติมน้ำแข็งทุบ รับประทานทันที หรือจะแช่ช่องฟรี๊ซไว้ 10-15 นาที ก็ได้ค่ะ
<TR><TD vAlign=bottom colSpan=3>ขนาดรับประทาน 2-3 คน
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=20 cellPadding=0 width=701 align=left border=0><TBODY><TR><TD width=175></TD></TR></TBODY></TABLE>

NoOTa
22-03-2006, 02:34 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=526 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>น้ำเบต้าสีหวาน
</TD><TR><TD align=left width=426 colSpan=3>http://malila.com/images/food2.gif
น้ำผลไม้สูตรนี้เน้นเบต้า แคโรทีน ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง ช่วยบำรุงสายตา ทำให้ผิวพรรณดี ป้องกันหวัดได้ ดีขนาดนี้ จะรอช้าทำไมละคะ วิธีทำก็แสนจะง่าย

ส่วนผสม
</TD><TD align=middle width=100></TD><TR><TD align=left width=326> แคนตาลู้ป ลูกใหญ่ ไม่ต้องสุกมาก
</TD><TD align=middle width=100>1/4
</TD><TD align=middle width=100>ลูก
</TD><TR><TD align=left width=326> แครอท
</TD><TD align=middle width=100>1/2
</TD><TD align=middle width=100>หัว
</TD><TR><TD align=left width=326> มะนาว
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>ลูกเล็ก
</TD><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>
วิธีทำ
</TD><TR><TD vAlign=top colSpan=3>

คั้นน้ำจากแครอท และแคนตาลู้ปด้วยเครื่องคั้นน้ำผลไม้ (Juicer) ถ้าไม่มีเจ้าเครื่องนี้ ให้สับผลไม้ให้ละเอียด แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง บีบคั้นน้ำแทน
บีบน้ำมะนาวใส่ แช่ช่องฟรี๊ซไว้ 10-15 นาที
ยกเสริฟ ถ้าขยันหน่อย อาจฝานมะนาวบางๆ ตกแต่งปากแก้วให้สวยงาม
<TR><TD vAlign=bottom colSpan=3>ขนาดรับประทาน 3-4 คน
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=20 cellPadding=0 width=701 align=left border=0><TBODY><TR><TD width=175></TD></TR></TBODY></TABLE>

NoOTa
22-03-2006, 02:34 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=526 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>น้ำผลไม้เบต้าซี
</TD><TR><TD align=left width=426 colSpan=3>http://malila.com/images/food2.gif
รับประทานน้ำผลไม้นี่ดีนะคะ ร่างกายจะสดชื่นมากทีเดียว ยิ่งสูตรนี้อุดมไปด้วย วิตามินซี วิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน รับประทานเป็นประจำ หวัดไม่กล้าแหยมเชียวค่ะ

ส่วนผสม
</TD><TD align=middle width=100></TD><TR><TD align=left width=326> ส้มลูกเล็กสำหรับคั้นน้ำ
</TD><TD align=middle width=100>10
</TD><TD align=middle width=100>ผล
</TD><TR><TD align=left width=326> เสาวรส
</TD><TD align=middle width=100>2
</TD><TD align=middle width=100>ผล
</TD><TR><TD align=left width=326> แครอท
</TD><TD align=middle width=100>1/2
</TD><TD align=middle width=100>หัว
</TD><TR><TD align=left width=326> บีทรูท
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>หัว
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำ
</TD><TD align=middle width=100>1/2
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=326> เกลือป่น
</TD><TD align=middle width=100>นิดหน่อย
</TD><TD align=middle width=100>
</TD><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>
วิธีทำ
</TD><TR><TD vAlign=top colSpan=3>

คั้นน้ำจากแครอท และบีทรูทด้วยเครื่องคั้นน้ำผลไม้ (Juicer) ถ้าไม่มีเจ้าเครื่องนี้ ให้สับผลไม้ให้ละเอียด แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง บีบคั้นน้ำ เสร็จแล้ว แช่ช่อง Freeze พักไว้
ผ่าครึ่งลูกเสาวรสตามขวาง ควักเอาเนื้อสีเหลืองๆ ออกมาใส่ที่ปั่นน้ำผลไม้ (Blender) ใส่เกลือ ใส่น้ำเปล่า ปั่นประมาณ 20 วินาที กรองด้วยผ้าขาวบาง เทใส่รวมกับข้อ 1 นำไปแช่ช่องฟรี๊ซไว้ตามเดิม
คั้นส้มด้วยที่คั้นน้ำส้ม (แบบมือหมุนดีที่สุด ได้ออกกำลังด้วย) เทน้ำส้มรวมกับข้อ 2
รับประทานทันที ชอบแบบเย็นเจี๊ยบก็เติมน้ำแข็งเอานะคะ
<TR><TD vAlign=bottom colSpan=3>ขนาดรับประทาน 3-4 คน
</TD></TR></TBODY></TABLE>

NoOTa
22-03-2006, 02:35 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=526 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>น้ำผลไม้รวมรส
</TD><TR><TD align=left width=426 colSpan=3>http://malila.com/images/food2.gif
รับประทานผลไม้ หลังอาหารคาวมาก็มากแล้ว ลองเปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้บ้างดีกว่าค่ะ สูตรนี้อุดมไปด้วย วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน และวิตามินซี รับประทานแล้วแข็งแรง หายห่วงค่ะ

ส่วนผสม
</TD><TD align=middle width=100></TD><TR><TD align=left width=326> แอ๊ปเปิล
</TD><TD align=middle width=100>2
</TD><TD align=middle width=100>ผล
</TD><TR><TD align=left width=326> เสาวรส
</TD><TD align=middle width=100>2
</TD><TD align=middle width=100>ผล
</TD><TR><TD align=left width=326> แครอท
</TD><TD align=middle width=100>1/2
</TD><TD align=middle width=100>หัว
</TD><TR><TD align=left width=326> บีทรูท
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>หัว
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำ
</TD><TD align=middle width=100>1/2
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=326> เกลือป่น
</TD><TD align=middle width=100>นิดหน่อย
</TD><TD align=middle width=100>
</TD><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>
วิธีทำ
</TD><TR><TD vAlign=top colSpan=3>

คั้นน้ำจากแอ๊ปเปิล แครอท และบีทรูทด้วยเครื่องคั้นน้ำผลไม้ (Juicer) ถ้าไม่มีเจ้าเครื่องนี้ ให้สับผลไม้ให้ละเอียด แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง บีบคั้นน้ำ เสร็จแล้ว แช่ช่อง Freeze พักไว้
ผ่าครึ่งลูกเสาวรสตามขวาง ควักเอาเนื้อสีเหลืองๆ ออกมาใส่ที่ปั่นน้ำผลไม้ (Blender) ใส่เกลือ ใส่น้ำเปล่า ปั่นประมาณ 20 วินาที กรองด้วยผ้าขาวบาง
นำน้ำในข้อ 1 และ 2 ผสมกัน แล้วรับประทานทันที ถ้าชอบเย็นๆ ก็เติมน้ำแข็ง
<TR><TD vAlign=bottom colSpan=3>ขนาดรับประทาน 3-4 คน
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=20 cellPadding=0 width=701 align=left border=0><TBODY><TR><TD width=175></TD></TR></TBODY></TABLE>

NoOTa
22-03-2006, 02:35 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=526 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>น้ำฝรั่งมรกต
</TD><TR><TD align=left width=426 colSpan=3>http://malila.com/images/food2.gif
สูตรนี้รับประทานเป็นประจำแล้วหวัดไม่มาเยือนแน่ๆ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีฤทธิ์เป็น Anti oxidant ช่วยต่อต้านเจ้ามะเร็งร้าย ป้องกันภูมิแพ้ เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และทำให้ไม่แก่เร็วด้วยค่ะ

ส่วนผสม
</TD><TD align=middle width=100></TD><TR><TD align=left width=326> ฝรั่งขนาดกลาง
</TD><TD align=middle width=100>2
</TD><TD align=middle width=100>ลูก
</TD><TR><TD align=left width=326> เกลือ
</TD><TD align=middle width=100>นิดหน่อย
</TD><TD align=middle width=100>
</TD><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>
วิธีทำ
</TD><TR><TD vAlign=top colSpan=3>

คั้นน้ำจากฝรั่งด้วยเครื่องคั้นน้ำผลไม้ (Juicer) ถ้าไม่มีเจ้าเครื่องนี้ ให้สับผลไม้ให้ละเอียด แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง บีบคั้นน้ำแทน
เติมเกลือ คนให้เข้ากัน เติมน้ำแข็งทุบ แล้วรับประทานทันที
<TR><TD vAlign=bottom colSpan=3>ขนาดรับประทาน 2-3 คน
</TD></TR></TBODY></TABLE>

NoOTa
22-03-2006, 02:36 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=526 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>น้ำพุทรา
</TD><TR><TD noWrap align=left width=426 colSpan=3>http://malila.com/images/dess106.jpg
พุทราเป็นผลไม้อุดมด้วยวิตามินซี แต่การนำไปต้มจะทำให้วิตามินซีหายไปเกือบหมด... ส่วนดีที่เหลืออยู่คือ น้ำตาลฟรุคโตส ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ร่างกายนำไปใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องย่อยสลาย

เครื่องปรุง
</TD><TD align=middle width=100></TD><TR><TD align=left width=326> พุทราสด
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>กิโลกรัม
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำสะอาด
</TD><TD align=middle width=100>6
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=326> เกลือป่น
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>ช้อนโต๊ะ
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำตาลทราย
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>
วิธีทำ
</TD><TR><TD vAlign=top colSpan=3>
ล้างพุทราให้สะอาด ตวงน้ำใส่หม้อตั้งไฟ เมื่อเดือด ใส่พุทราลงต้ม ไฟอ่อน ประมาณ 15-20 นาที จนลูกพุทราที่ต้มแตกและเปื่อย
ใส่เกลือป่น น้ำตาล พอเดือดอีกครั้ง เทลงกระชอน กรองด้วยผ้าขาวบาง
</TD></TR></TBODY></TABLE>

NoOTa
22-03-2006, 02:36 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=526 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>น้ำฟักทองสดใส
</TD><TR><TD align=left width=426 colSpan=3>http://malila.com/images/dess97.jpg

ฟักทองอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน และวิตามินเอ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ไม่แก่เร็ว และป้องกันมะเร็ง อีกทั้งยังฃ่วยบำรุงสายตา มาทานน้ำฟักทองกันดีกว่า เพราะดีด้วยประการ ทั้งปวงค่ะ

ส่วนผสม
</TD><TD align=middle width=100></TD><TR><TD align=left width=326> ฟักทองนึ่งสุก บดละเอียด
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำเปล่า
</TD><TD align=middle width=100>2 1/2
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำตาลทรายขาว
</TD><TD align=middle width=100>3/4
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=326> เกลือ
</TD><TD align=middle width=100>1/2
</TD><TD align=middle width=100>ช้อนชา
</TD><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>
วิธีทำ
</TD><TR><TD vAlign=top colSpan=3>

ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน นำไปตั้งไฟจนเดือด
กรองเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำ
รอให้เย็น ยกเสริฟเย็นโดยใส่น้ำแข็ง
<TR><TD vAlign=bottom colSpan=3>
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=20 cellPadding=0 width=701 align=left border=0><TBODY><TR><TD width=175></TD></TR></TBODY></TABLE>

NoOTa
22-03-2006, 02:37 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=526 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>น้ำมะม่วงอำพัน
</TD><TR><TD align=left width=426 colSpan=3>http://malila.com/images/dess32.gif
มะม่วงสุกมีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดอัตราเสี่ยงของมะเร็งค่ะ และยังมีกากใยอาหาร ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก น้ำมะม่วงสูตรนี้ รับประทานเย็นๆ แล้วชื่นใจ จะรับประทานหลังอาหาร ล้างคาว หรือจะรับประทานเป็นอาหารเช้าก็เข้าท่าดีนะคะ

ส่วนผสม
</TD><TD align=middle width=100></TD><TR><TD align=left width=326> มะม่วงน้ำดอกไม้ลูกใหญ่
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>ลูก
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำ
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>ถ้วย
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำมะนาว
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>ช้อนโต๊ะ
</TD><TR><TD align=left width=326> เกลือ
</TD><TD align=middle width=100>นิดหน่อย
</TD><TD align=middle width=100>
</TD><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>
วิธีทำ
</TD><TR><TD vAlign=top colSpan=3>

ปอกมะม่วง แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก
ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงปั่นในเครื่องปั่นผลไม้ เสร็จแล้วนำไปแช่ให้เย็นจัด ก่อนยกเสิร์ฟ
<TR><TD vAlign=bottom colSpan=3>
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=20 cellPadding=0 width=701 align=left border=0><TBODY><TR><TD width=175></TD></TR></TBODY></TABLE>

NoOTa
22-03-2006, 02:37 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=526 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>น้ำรากบัวสด
</TD><TR><TD align=left width=426 colSpan=3>http://malila.com/images/dess27.gif

รากบัวเป็นยาเย็นค่ะ ช่วยระบบหายใจ แก้ไซนัส นอกจากจะนำไปตุ๋นเป็นแกงจืดแล้ว ยังนิยมนำทำเป็นน้ำรากบัว รับประทานดับร้อนอีกด้วยค่ะ ถ้าใครไม่ชอบหวานมาก ก็ปรับแต่งปริมาณน้ำตาลได้ตามชอบใจนะคะ

ส่วนผสม
</TD><TD align=middle width=100></TD><TR><TD align=left width=326> รากบัวสด
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>ก.ก.
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำตาลทราย
</TD><TD align=middle width=100>1/2
</TD><TD align=middle width=100>กิโลกรัม
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำต้ม
</TD><TD align=middle width=100>3
</TD><TD align=middle width=100>ลิตร
</TD><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>
วิธีทำ
</TD><TR><TD vAlign=top colSpan=3>

นำรากบัวมาล้างให้สะอาด แล้วปอกเปลือก จากนั้นล้างน้ำซ้ำอีกครั้ง แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
นำไปต้มกับน้ำ ประมาณ 20 นาที ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำไปปั่นให้ละเอียด
นำไปต้มอีกครั้ง นานประมาณ 15 นาที โดยหมั่นคนไม่ให้ติดภาชนะ เสร็จแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อแยกกากออก
เติมน้ำตาลทราย คนให้ละลาย ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำไปแช่เย็น รอเสิร์ฟ
<TR><TD vAlign=bottom colSpan=3>
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=20 cellPadding=0 width=701 align=left border=0><TBODY><TR><TD width=175></TD></TR></TBODY></TABLE>

NoOTa
22-03-2006, 02:38 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=526 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>น้ำว่านหางจระเข้
</TD><TR><TD align=left width=426 colSpan=3>http://malila.com/images/dess81.jpg

ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรไทย ที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคมากมาย เช่น รักษาแผลพุพอง แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย รักษาความดันสูง หรือแม้กระทั่งรักษาสิว แต่การบริโภคว่านหางจระเข้มีข้อพึงระวัง คือ ต้องล้างยางสีเหลืองๆ ออกให้หมดค่ะ เพราะยางนี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อร่างกายได้ค่ะ

ส่วนผสม
</TD><TD align=middle width=100></TD><TR><TD align=left width=326> เนื้อว่านหางจระเข้ต้มสุก
</TD><TD align=middle width=100>1
</TD><TD align=middle width=100>ก.ก.
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำสะอาด
</TD><TD align=middle width=100>5
</TD><TD align=middle width=100>ก.ก.
</TD><TR><TD align=left width=326> น้ำตาลทรายขาว
</TD><TD align=middle width=100>750
</TD><TD align=middle width=100>กรัม
</TD><TR><TD align=left width=326> ใบเตย
</TD><TD align=middle width=100>4-5
</TD><TD align=middle width=100>ใบ
</TD><TR><TD align=left width=526 colSpan=3>
วิธีทำ
</TD><TR><TD vAlign=top colSpan=3>

ล้างว่านหางจระเข้ให้สะอาด ปอกเปลือก เอาแต่เนื้อวุ้นด้านใน ล้างยางสีเหลืองออกให้หมด
ต้มว่านหางจระเข้ให้เดือด กรองน้ำออก พักไว้
ต้มน้ำให้เดือด ใส่ใบเตย น้ำตาลทราย พอเดือด ยกลง กรองด้วยผ้าขาวบาง เป็นน้ำเชื่อม
นำเนื้อว่านหางจระเข้ในข้อ 2 ใส่ลงในน้ำเชื่อม บรรจุใส่ภาชนะ พร้อมเสิร์ฟ
ที่มา มะลิลา.คอม
</TD></TR></TBODY></TABLE>

pea
03-04-2006, 10:42 AM
อนุโมทนาสาธุกับน้องสาวด้วยครับ ตอนนี้ที่บ้านก็ได้ประโยชน์จากสูตรนี้เลย

jenny
24-12-2006, 01:08 AM
ขอโมทนาสาธุ...ในความรู้ทั้งหมดนี้ค่ะ

KeLBeRoS
04-02-2007, 02:50 AM
โมทนาด้วยจ้ะ

NoOTa
04-02-2007, 02:54 AM
เสียดายรูปหายหมดเลยอ่ะกอล์ฟ...หลังๆมาพยายามเซพรูปไว้ด้วยเลยทุกครั้ง

dayna
23-02-2007, 04:50 AM
ขอโมทนา สาธุ ด้วยค่ะ

rinnn
04-03-2007, 08:37 AM
เครื่องดื่มน้ำสมุนไพร
<table align="center" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="26%"> <tbody> <tr> <td>http://www.palungjit.com/images/yingthai/745/058-1.jpg</td></tr></tbody></table>
ด้วยว่าดิฉันเคยป่วยเป็นมะเร็ง หน้าที่ทุกวันนี้ต้องคอยดูแลกาย (กายานคร) ไว้ให้ดี ไม่ให้ข้าศึกศัตรู (มะเร็ง) หวนกลับมาเล่นงานได้อีก ก็ได้ใช้วิชาการแพทย์แผนไทยคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ก็ได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง เมื่อดูแลตัวเองได้แล้ว ก็ดูแลทุกคนในครอบครัวและญาติมิตรสนิทกันทั้งหลาย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (30 ส.ค.  3 ก.ย. 2549) ได้มีโอกาสไปแสดงผลงานในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้ไปออกบู๊ธในนาม สมุนไพรแห่งเมืองปทุมธานี ดิฉันได้พูดได้เล่าถึงสรรพคุณสมุนไพรซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก ดิฉันได้ปรุงยาดีๆ ไว้ใช้เองหลายตำรับและได้คิดผสมเครื่องดื่มสมุนไพร เช่น น้ำมะขามป้อม น้ำสมอรสน้ำผึ้ง น้ำพุทราจีนผสมกระเจี๊ยบแดง เป็นตำรับ ไม่ใช่สมุนไพรเชิงเดี่ยว ซึ่งคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักกันแล้ว ก็ได้พยายามพูดแนะนำและให้ชิมกัน ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ชื่นใจมาก แม้จะเหนื่อยมาก แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเคยบอกแล้วนะคะว่า ความรู้สึกดีๆ เช่นนี้ เงินล้านเอามาซื้อไม่ได้Ž จึงขอเขียนเล่าให้ท่านฟังไปด้วย ยิ้มไปด้วย
พวกเราชาวไทยถือว่าโชคดีมีบุญมากนะคะ ที่ได้เกิดในดินแดนแหลมสุวรรณภูมิแห่งนี้ ซึ่งเป็นดินแดนที่มีพืชสมุนไพรดีเยี่ยม จัดได้ว่าเป็นแถวหน้าอันดับหนึ่งในโลกก็ว่าได้ ทำไมถึงพูดเช่นนั้นก็เพราะคนต่างชาติจำนวนไม่น้อยได้เข้ามาทำการศึกษาวิจัยและจดลิขสิทธิ์สารสกัดสำคัญในสมุนไพรนั้นไปใช้ปรุงยาของเขาเป็นจำนวนมาก พวกเราคนไทยควรพากันใส่ใจและใช้ของดีๆ ในประเทศของเรา คนอื่นเขาเห็น เราเป็นเจ้าของประเทศไม่เห็นได้อย่างไร ... ณ ที่นี้ขอกล่าวถึงมะขามป้อมก่อนค่ะ
* มะขามป้อม
ชื่อพฤกษศาสตร์ - Phyllanthus emblica Linn.
ชื่ออังกฤษ - Emblic myrobalan
ลักษณะทั่วไป :
ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 7 เมตร ลักษณะของเปลือกค่อนข้างเรียบเกลี้ยง
ใบ : ใบออกเป็นใบรวม มีใบย่อยออกเรียงกันเป็น 2 แถว คล้ายขนนก ลักษณะของใบย่อย เป็นใบขนาดเล็ก ยาวประมาณ 1 ซม. ปลายใบแหลมยาวรี มีสีเขียวแก่
ดอก : ดอกออกเป็นช่อ หรือเป็นกระจุกเล็กๆ ลักษณะของดอกเป็นดอกขนาดเล็ก ดอกหนึ่งมีกลีบดอกประมาณ 5-6 กลีบ กลางดอกมีเกสรตัวผู้สั้นๆ 3-5 อัน ดอกมีสีเหลืองๆ เขียวๆ ก้านดอกสั้น
ผล : ผลมีลักษณะกลม เกลี้ยง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. มีรอยแยกแบ่งออกเป็น 6 ซีก เนื้อในผลสีเหลืองออกน้ำตาลเมื่อผลแก่ ผลอ่อนมีสีเขียวออกเหลือง ข้างในเนื้อผลมีเมล็ดสีน้ำตาล
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นได้ดีในดินทุกสภาพ มีการขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง หรือการใช้เมล็ด
สรรพคุณ :
เปลือกลำต้น : ใช้เปลือกลำต้นที่แห้งแล้ว นำมาบดให้เป็นผงละเอียด ใช้โรยแก้บาดแผลเลือดออก แผลฟกช้ำ หรือนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคบิด เป็นต้น
ใบ : ใช้ใบสด ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกิน เป็นยาแก้ตัวบวมน้ำ หรือใช้ภายนอก โดยการนำเอาใบสดตำให้ละเอียดใช้พอก หรือทาบริเวณที่เป็นแผลผื่นคัน มีน้ำหนอง น้ำเหลือง ผิวหนังอักเสบ และเป็นฝีคัณฑสูตร
ปมที่ก้าน : ใช้ปมที่ก้านประมาณ 10-30 อัน นำมาต้มน้ำกินเป็นยาแก้ปวดเมื่อยกระดูก ปวดท้องน้อย ปวดกระเพาะอาหาร แก้ซางตานขโมยในเด็ก และแก้ไอ หรือใช้ต้มน้ำอมบ้วนปากแก้ปวดฟัน เป็นต้น
ผล (สดและแห้ง) : ใช้ผลสด มีรสเปรี้ยว ฝาด นำมากินเป็นยาบำรุง ทำให้สดชื่น แก้กระหายน้ำ แก้ไอ แก้หวัด กระตุ้นน้ำลาย ละลายเสมหะ ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้โรคคอตีบ คอแห้ง เป็นต้น หรือใช้ผลสด นำมาหมักเป็นไวน์ผลไม้ ใช้ดื่มเป็นยาแก้โรคดีซ่าน แก้ไข้ สะอึก อาเจียน ช่วยย่อยอาหาร และทำให้สดชื่น หรือใช้ผลมาตำให้ละเอียดคั้นเอาน้ำมาผสมกับน้ำมะนาว กินเป็นยาแก้บิดแบคทีเรีย หรือใช้ผลสดประมาณ 4-12 กรัม นำมาผสมกับน้ำผึ้งกิน เป็นยาถ่ายพยาธิ เป็นต้น
ใช้ผลแห้ง นำมาบดป่นให้ละเอียดชงกับน้ำร้อนกิน เป็นยาแก้โรคหนองใน แก้ตกเลือด ท้องเสีย โรคบิด บำรุงธาตุ และยังใช้ล้างตา แก้เยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง หรือใช้ผลแห้งนำมาต้มผสมกับน้ำสนิมเหล็กเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคดีซ่าน โรคโลหิตจาง เป็นต้น
เมล็ด : ใช้เมล็ดสดหรือแห้ง นำมาตำให้เป็นผงละเอียดแล้วใช้ชงกับน้ำร้อนกิน เป็นยาแก้ไข้ แก้โรคตาต่างๆ แก้โรคเกี่ยวกับน้ำดี คลื่นไส้ อาเจียน โรคเบาหวาน หอบหืด และโรคหลอดลมอักเสบ หรือใช้เมล็ดมาเผาไฟให้เป็นเถ้าใช้ผสมกับน้ำมันพืช ใช้ทาบริเวณที่เป็นตุ่มคัน และแก้หิด เป็นต้น
ราก : ใช้รากแห้ง ประมาณ 6 - 15 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ร้อนใน แก้โรคเรื้อน แก้ความดันโลหิตสูง และแก้ท้องเสีย หรือใช้รากสด นำมาตำให้ละเอียดใช้พอกบริเวณที่ถูกพิษตะขาบกัด เป็นต้น
อื่น ๆ : ผลมะขามป้อม มีวิตามิน C สูงมาก (สูงกว่าส้ม 20 เท่า) และในผลมีสารป้องกันการเกิดอ๊อกซิไดส์วิตามิน C ทำให้วิตามิน C คงตัวอยู่ได้นาน
ข้อมูลทางคลินิก : จากการทดสอบกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารอักเสบ จำนวน 20 คน โดยการใช้ผลแห้งที่แกะเมล็ดออกแล้ว ประมาณ 3 กรัม นำมาผสมกับนม ปั่นให้เหลวเหมือนเนย จากนั้นก็ให้ผู้ป่วยกินติดกันประมาณ 1 สัปดาห์ กินวันละ 3 ครั้ง ผลปรากฏว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น 17 คน (85%)
ข้อมูลทางเภสัชวิทยา : จากการสกัดเนื้อผลที่แห้งด้วยเอทานอล จะได้สารชนิดหนึ่งเรียกว่า Phyllemblin เมื่อนำมาทดลองกับสัตว์ เช่น ทดลองกับกบมีฤทธิ์ในการกระตุ้นหัวใจ ลดปริมาณของเหลวที่ไหลผ่านหลอดเลือดที่ขาของหนูใหญ่ และหลอดเลือดที่ใบหูของกระต่าย สารที่สกัดจากผลสดด้วย แอลกอฮอล์ เมื่อนำมาทดลองกับสัตว์ทดลอง มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อไวรัส เมื่อนำมาให้กระต่ายกินมีผลทำให้โปรตีนและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และเมื่อนำมาฉีดเข้าในผิวหนังของหนูใหญ่ มีฤทธิ์ช่วยป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจตายบางส่วน แต่สารที่สกัดจากเปลือกลำต้น มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Escherichia coli, Streptococcus strain B, Pseudomonas aeruginosa และ Staphylococcus aureus.
ฤทธิ์ต้านมะเร็งของมะขามป้อม สารสกัดน้ำจากผลมะขามป้อม ( Emblica officinalis Gaertn. ) ขนาด 1.25 ก./กก. นน.ตัวมีผลยืดอายุหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็งช่องท้อง (ascites tumor) ได้ 20% การศึกษาทำโดยการฉีดเซลล์มะเร็งชนิด Daltons lymphoma ascites cell (DLA) เข้าช่องท้อง หลังจากนั้น 24 ชม. ให้สารสกัดผลมะขามป้อมทางปาก 5 วัน โดยให้วันเว้นวัน การศึกษาผลต่อขนาดของก้อนมะเร็งทำโดยฉีดเซลล์มะเร็งชนิด DLA เข้าใต้ผิวหนังที่ขาหลังขวาของหนูทดลอง หลังจากนั้น 24 ชม. ให้สารสกัดผลมะขามป้อมทางปากโดยให้ติดต่อกัน 10 วัน ตรวจขนาดของก้อนมะเร็งในวันที่ 30 ของการทดลอง สารสกัดผลมะขามป้อมขนาด 1.25 ก./กก. นน.ตัว มีผลลดขนาดของก้อนมะเร็งลงเป็น 1.75 มล. (กลุ่มควบคุมมีขนาดของก้อนมะเร็ง 4.6 มล.) สารสกัดน้ำจากผลมะขามป้อมมีผลยับยั้งเอนไซม์ cdc 25 phosphatase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ควบคุมกระบวนการแบ่งเซลล์และพบมีการสร้างเอนไซม์นี้มากกว่าปกติในเซลล์มะเร็งบางชนิด ดังนั้น ฤทธิ์ของสารสกัดผลมะขามป้อมจึงอาจเกี่ยวข้องกับการรบกวนกระบวนการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง
(J Ethnopharmacol 2001; 75: 65-9)
ฤทธิ์ป้องกันเซลล์และเพิ่มภูมิคุ้มกันของผลมะขามป้อม ผลมะขามป้อมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่แรง จึงอาจจะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทดลองโดยใช้ Chromium ซึ่งกดภูมิคุ้มกัน เป็นพิษต่อเซลล์ เกิดอนุมูลอิสระ และการเกิด lipid peroxidation ลด glutathione peroxidase และ glutathione พบว่าเมื่อให้สารสกัดผลมะขามป้อม จะสามารถยับยั้งพิษต่างๆ ข้างต้นที่เกิดจาก chromium ลดการทำลายเซลล์ และ DNA จึงนับว่าสารสกัดจากมะขามป้อมมีประโยชน์
( J Ethnopharmacol 2002;81(1):5-10 )
ฤทธิ์แก้ไอของมะขามป้อม จากการศึกษาผลของสารสกัดลูกมะขามป้อมแห้งด้วย Absolute Ethanol ต่อการระงับการไอ พบว่าในขนาดสูง 200 มก. / กก. เมื่อให้แมวกินจะระงับอาการไอได้ดี แม้จะไม่ดีเท่า Codeine แต่ดีกว่า Dropropizine และการที่ระงับอาการไอได้เนื่องจากมีฤทธิ์แก้ปวด ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ และยังเพิ่มการหลั่งในทางเดินหายใจ
(Phytomedicine 2003;10:583-4)
เป็นอย่างไรบ้างคะ เมื่อเห็นฤทธิ์ของมะขามป้อมแล้ว ยอดจริงๆ ใช่มั้ยคะ ดิฉันอดใจไม่ได้ต้องหาทางรับประทานให้อร่อยและได้สรรพคุณด้วย จึงทำเป็นเครื่องดื่มขึ้นมาเสียเลย ให้ได้ดั่งใจคิด
สมุนไพรที่น่าประทับใจอีกชนิดหนึ่งคือ สมอ สมอมีหลายชนิด เช่น สมอไทย (สมออัพยา) สมอเทศ สมอพิเภก สมอดีงู ทุกชนิดล้วนมีสรรพคุณช่วยระบายท้อง (รู้ถ่าย รู้ปิด) สมอดีงูจะถ่ายแรงที่สุด ... ณ ที่นี้ จะแนะนำให้ท่านได้รู้จักสมอไทยค่ะ
* สมอไทย ชื่อสามัญ : Chebulic Myrobalans, Myrobalan Wood
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia chebula Retz.
วงศ์ : COMBRETACEAE
ลักษณะทั่วไป :
ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง จนถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 20-30 เมตรและกว้าง 1.5-12 ฟุต
ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว เรียงสลับกันไปตามข้อต้นลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือสอบ ขอบใบเรียบและพื้นใบเป็นสีเขียว ใบยาวประมาณ 2.5-6 นิ้ว มีก้านใบยาว
ดอก : ออกดอกเป็นช่อใหญ่ ขนาดของดอกนั้นจะเล็ก ช่อหนึ่งจะมีดอกอยู่จำนวนมาก สีนวลมีกลิ่นหอม
ผล : เป็นลูกกลมๆ คล้ายรูปไข่ ยาวประมาณ 0.8 นิ้ว สีเขียวอมเหลือง หรือบางทีก็มีสีแดงปน ภายในผลมีเมล็ดแข็งและมีอยู่เมล็ดเดียว
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและมีความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยการตอนและเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ดอก ผล เปลือก และเนื้อหุ้มเมล็ด
สรรพคุณ :
ทั้งต้น เป็นยาขับเสมหะ แก้อาการเสียวคอและเสียวหน้าอก แก้ท้องผูก ใช้เป็นยาสมาน
ดอก รสฝาด ต้มดื่ม แก้บิด
ผลอ่อน รสเปรี้ยว ถ่ายอุจจาระ แก้โลหิตในท้อง แก้น้ำดี แก้เสมหะ
ผลแก่ แก้พิษร้อนภายใน แก้ลมจุกเสียด คุมธาตุ แก้น้ำดี ถ่ายอุจจาระ รู้ถ่ายรู้ปิดเอง แก้ไอเจ็บคอ ดองกับน้ำมูตรโค ดื่มแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ แก้อ่อนเพลีย บดเป็นผงโรยแผลเรื้อรัง
เปลือก เป็นยาบำรุงหัวใจ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับปัสสาวะ
เนื้อหุ้มเมล็ด แก้บิด แก้ท้องผูก ท้องขึ้นอืดเฟ้อ รักษาโรคเกี่ยวกับน้ำดี โรคท้องมาน ตับและม้ามโต แก้อาเจียน อาการสะอึก โรคหืด ท้องร่วงเรื้อรัง
ตำรับยา : เป็นยาระบาย โดยการนำเอาผลมาประมาณ 5-7 ผล แล้วใช้เนื้อในของผลต้มกับน้ำ 1 แก้ว ใส่เกลือเล็กน้อยเคี่ยวให้เหลือครึ่งแก้วแล้วทาน ประมาณ 1-2 ชั่วโมงก็จะถ่ายออกมา
สารเคมีที่พบ : ในผลอ่อนมีสารพวก Anthraquinone และผลที่แก่มีกรด Chebulinic, tannic ประมาณ 20-40% Gallic acid
ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งของสารสกัดผลและสารฟีโนลิกซ์ของสมอไทย
เมื่อนำสารสกัดเอทานอล 70% ของผลสมอไทย (Terminalia chebula Retz) มาทดสอบฤทธิ์การแบ่งตัวของ breast cancer lines (MCF-7, S115) prostate cell lines (PC-3, NT1A)และ human osteosarcuma cell พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์แรงในการทำให้ cell มะเร็งเกิด necrosis และตาย ขนาดที่ฆ่าเซลล์ได้คือ 400 ไมโครกรัม/ซีซี การแยกหาสารออกฤทธิ์ โดยใช้ ATP assay ช่วยได้สารออกฤทธิ์ Chebulonic acid และ ellagic acid เมื่อทดสอบฤทธิ์เปรียบเทียบกับสารกลุ่ม phenolic acid อื่น จากพืชสกุล Terminalia พบว่ามีฤทธิ์เรียงลำดับดังนี้ Chebulic acid > tannic acid > ellagic acid นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ทดลองฤทธิ์ต้าน lipid peroxidation พบว่ายับยั้งได้ 89% และยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระได้ 92%
(International Congress and 49th Annual Meeting of the Society for Medicinal Plant Research, Sep2-6;2001:115)
เห็นฤทธิ์สมอไทยแล้วนะคะ ในตำรับยาไทยโบราณตำรับหนึ่งชื่อว่า ตรีผลาŽ เป็นภูมิปัญญาบรรพบุรุษของพวกเรา ท่านใช้มะขามป้อม + สมอไทย + สมอพิเภก รวมกันแล้วให้สรรพคุณช่วยคุมน้ำดี ทำให้ระบบการย่อยสมบรูณ์ไม่บกพร่อง ช่วยปรับสมดุลร่างกาย ธาตุไฟ ลม น้ำ ซึ่งช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดลมทำหน้าที่ไม่สะดุดติดขัด ทำให้ร่างกายแข็งแรง ถ้าพูดในปัจจุบันก็ช่วยต้านอนุมูลอิสระด้วย และถ้ารวมสมอเทศเข้าไปด้วย เรียกว่า จตุผลาธิกะ (สมอทั้งสาม + มะขามป้อม) ก็ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงตลอดทั้งปีเลยทีเดียว
ต่อไปขอแนะนำให้ท่านได้รู้จัก พุทราจีนและกระเจี๊ยบแดง
* พุทราจีน (Chinese Date)
Zizypnus jujuba Mill.
Fam. : RHAMNACEAE
ชื่ออื่น ซึงจ้อยิ้น หรือ ชวนเจ่าเหยิน (จีน)
พุทราจีนมีการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจทั่วทุกภาคของประเทศ ในต่างประเทศพบที่ประเทศ
อัฟกานิสถาน อินเดีย จีน และญี่ปุ่น และได้มีการนำไปปลูกในเขตร้อนทั่วโลก
ลักษณะทั่วไป :
ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 30 ฟุต
ใบ : เป็นรูปไข่มน
ดอก : ออกเป็นช่อ ดอกย่อยมีสีเหลือง ออกระหว่างใบกับกิ่ง
ผล : ผลแก่จัดมีสีน้ำตาลแดง
การขยายพันธุ์ : โดยการใช้เมล็ด
ส่วนที่ใช้เป็นยา : เปลือกและเมล็ด
สรรพคุณ น้ำต้มจากเปลือกต้มกินเป็นยาฝาดสมาน แก้ปวดท้อง แก้บิด แก้ท้องเสีย แก้ไอ แก้เหงือกอักเสบ
ผลแห้ง ช่วยการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร ช่วยย่อย บำรุงร่างกาย ฟอกเลือด ยาระบายอย่างอ่อน แก้ไอ ช่วยสงบประสาท และใช้ผสมกับยาสูตรอื่นๆ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้นานขึ้น
ใช้เป็นอาหาร ผลแห้งใช้เชื่อม ต้มกับน้ำตาล และทำน้ำผลไม้
คุณค่าทางโภชนาการ เนื้อผลพุทราจีนมีวิตามินเอและวิตามินซี มีธาตุฟอสฟอรัสและแคลเซียม มีน้ำตาล มิวซิเลจ และอื่นๆ

ต่อไปแนะนำให้รู้จักกระเจี๊ยบแดงค่ะ
* กระเจี๊ยบแดง
ชื่อสามัญ : Jamaican Sorrel, Rosella
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa Linn.
วงศ์ : Malvaceae
ถิ่นที่อยู่ : มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซียและประเทศอินเดีย
ลักษณะทั่วไป
ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก เป็นพืชปีเดียว ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ส่วนลำต้นและกิ่งก้านนั้นจะมีสี
ม่วงแดง
ใบ : มีลักษณะอยู่หลายชนิด ขอบใบเว้าลึก 3 หยัก หรือเรียบตัวใบเป็นรูปเรียวแหลม สำหรับก้านของใบนั้นจะยาวประมาณ 5 ซม.
ดอก : ดอกมีสีชมพูตรงกลางจะมีสีเข้มกว่าส่วนนอก ดอกจะออกบริเวณง่ามใบก้านดอกจะสั่น กลีบรองดอกจะมีลักษณะเป็นปลายแหลมมีประมาณ 8-12 กลีบ กลีบเลี้ยงจะแผ่ขยายติดกันออกหุ้มเมล็ดไว้ มีสีแดงเข้มหักง่าย มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 ซม.
ผล : เป็นรูปรีปลายแหลม ผลยาวประมาณ 2.5 ซม. ห่อหุ้มด้วยกลีบเลี้ยง
เมล็ด : ส่วนในของเมล็ดรูปไต เป็นสีน้ำตาลจำนวนมาก
การขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์ จะปลูกขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุยและดินเหนียวที่อุ้มน้ำได้ดี
ส่วนที่ใช้ : ยอด ใบ กลีบเลี้ยง เมล็ด ยอดและใบ ใช้สด กลีบเลี้ยง ใช้ตากแห้งและใบสด เมล็ด ใช้เมล็ดที่ตากแห้ง
สรรพคุณ :
ยอดและใบ ช่วยย่อยอาหาร ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ หล่อลื่นลำไส้ เป็นยาบำรุงธาตุและยาระบาย ใช้ภายนอกคือ ตำพอกฝี ต้มชะล้างแผล วิธีใช้โดยแกงหรือต้มกิน ใช้ภายนอก โดยเอาใบตำให้ละเอียดแล้วนำมาประคบฝีต้มเอาน้ำมาล้างแผล
กลีบเลี้ยง ทำให้สดชื่น ขับปัสสาวะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ แก้นิ่ว แก้กระหายน้ำ วิธีใช้ โดยใช้ชงน้ำร้อนหรือต้มน้ำกิน ใช้ที่ตากแห้งแล้วประมาณ 5-10 กรัม เมล็ด ลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด บำรุงธาตุ ขับน้ำดี ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะ ขัดและเจ็บ เป็นยาระบาย วิธีใช้บดให้ละเอียดเป็นผงผสมกินหรือต้มน้ำกิน ใช้เมล็ดที่แห้ง
ข้อมูลทางคลินิก
การรักษาคนไข้ที่เป็นโรคนิ่ว และโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบนั้น ใช้กลีบเลี้ยงที่แห้งประมาณ 100 กรัม ใช้น้ำประมาณ 5 ลิตร ใส่น้ำตาลและใส่เกลือเล็กน้อย และต้มให้เดือดใช้เวลานานประมาณ 15 นาที แบ่งกินวันละ 3 ครั้ง คนไข้ที่เป็นโรคนิ่วในไต หรือโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบเนื่องจากสาเหตุอื่น เช่น หลังจากผ่าตัดต่อมลูกหมากหรือท่อปัสสาวะตีบ ประมาณ 25 ราย มีผลคือ ปัสสาวะมีค่าเป็นกรดด่าง (ph) ลดลงกว่าเดิมมากถึง 1.52 มีค่าความเป็นกรดมากขึ้น การที่ปัสสาวะมีกรดมากนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ที่เป็นนิ่วประเภทแคลเซียมมาก เพราะช่วยลดอัตราการเป็นนิ่วซ้ำหลังจากการผ่าตัด หรือช่วยป้องกันการติดเชื้อซ้ำอีกก็มีคนไข้บางคนที่กินน้ำกระเจี๊ยบแล้วเกิดอาการท้องเสียจึงเป็นยาช่วยระบายด้วย ในปัจจุบันนี้จะมีการใช้กระเจี๊ยบแดงได้อย่างสะดวกคือ มีลักษณะเป็นผง กินครั้งละ 1 ช้อนชา ผสมน้ำอุ่นประมาณ 1 แก้ว กินหลังอาหารวันละ 3 ครั้ง ช่วยลดอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะด้วย
ข้อมูลทางเภสัชวิทยา
จากการทดสอบในบุคคลที่มีร่างกายปกติจำนวน 3 คน ให้ดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงแล้ว 1-4 ชั่วโมง มีสภาพเปลี่ยนเป็นกรดมากกว่าเดิม สารสกัดจากพืชนี้ ได้มีการทดลองโดยกรอกเข้ากระเพาะไก่ (New Hamshire chicken) มีผลคือลดอาการพิษและลดอัตราการดูดซึมของแอลกอฮอล์
ดิฉันได้นำพุทราจีนมาต้มรวมกับกระเจี๊ยบแดง ได้รสชาติหอมหวานอมเปรี้ยว สีสวย ดื่มแล้วสดชื่นและมีสรรพคุณทางยาด้วย พอสรุปสรรพคุณโดยรวมดังนี้ ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง ป้องกันเส้นเลือดในสมองเปราะ แก้อาการสมองเสื่อม ชาปลายนิ้ว
ดิฉันอยากให้คนไทยรู้จักบริโภคพืชผักสมุนไพรไทย โดยเฉพาะเครื่องดื่มสมุนไพรหรือน้ำสมุนไพรเป็นเครื่องดื่มที่ได้จากการใช้ส่วนประกอบต่างๆ ของพืช เช่น สมุนไพร ผลไม้ ผัก/ธัญพืชต่างๆ นำมาแปรรูปให้เหมาะสมตามฤดูกาล การเตรียมน้ำสมุนไพรเพื่อดื่มเองช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย รสชาติดีถูกปากของคนในครอบครัว อีกทั้งปลอดจากสารเคมีด้วย
คุณค่าและประโยชน์น้ำสมุนไพร น้ำสมุนไพรมีรสชาติอร่อยตามธรรมชาติ ให้คุณค่าและประโยชน์ต่อร่างกายโดยตรง อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และเป็นอาหารต้านโรคโดยเฉพาะโรคอนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดจากความเสื่อม ได้แก่ ผิวหนังเหี่ยวย่น ฝ้า กระ ข้อเสื่อม โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ อัมพาต ต้อกระจก มะเร็ง จนกระทั่งโรคเอดส์ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระ สารผัก (Phytonutrient หรือ Phytochemical) และเส้นใยอาหาร
เครื่องดื่มสมุนไพร หรือน้ำสมุนไพรได้แก่ น้ำผัก น้ำผลไม้ ชาสมุนไพรชนิดต่าง ๆ จะได้รับสารอาหารที่
เป็นประโยชน์ทั้งวิตามิน เกลือแร่ เส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ สารผัก (Phytonutrient) เป็นสารเสริมสุขภาพมีบทบาทใช้ในการรักษาโรค เชื่อกันว่าสารเหล่านี้ช่วยป้องกันร่างกายจากโรคหัวใจ มะเร็ง เอดส์ และโรคอื่นๆ อีก อย่างไรก็ตามการดื่มน้ำสมุนไพรเป็นประจำ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย แข็งแรงตลอดทั้งปีค่ะ



http://www.yingthai-mag.com/detail.asp?ytcolumnid=3498&ytissueid=745&ytcolcatid=7&ytauthorid=279