PDA

View Full Version : ใครทราบประวัติของจิตตคหบดีบ้างครับ


จิตหงุดเงี้ยว
10-01-2005, 08:21 PM
(b-wow) ช่วยบอกข้อมูลเกี่ยวกับจิตตคหบดีให้หน่อยครับ

Kamen rider
10-01-2005, 11:36 PM
จิตตคหบดี
ประวัติและผลงาน
จิตตะ เกิดในตระกูลพ่อค้า ในเมืองมัจฉิกาสัณฑะ แคว้นมคธ ตอนที่จิตตะเกิดเป็นเวลาพอดีกับฤดูดอกไม้บาน บิดามารดาจึงตั้งชื่อว่า จิตตะ เมื่อเติบโตถึงวัยรับการศึกษา บิดามารดาได้ส่งให้ไปศึกษาเรียนรู้เรื่องการค้าขาย เมื่อโตเป็นหนุ่มสมควรแก่การมีครอบครัว บิดามารดาได้จัดให้แต่งงานกับหญิงสาวที่มีฐานะเท่าเทียมกัน และมอบทรัพย์สมบัติให้ปกครอง
เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าได้ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาในแคว้นและเมืองต่างๆโดยให้แยกย้ายกันไปแห่งละ 1 องค์ พระมหานามะซึ่งเป็นองค์หนึ่งในจำนวนพระปัญจวัคคีย์ ได้เดินทางไปยังเมืองมัจฉิกาสัณฑะ จิตตคหบดีได้เห็นพระมหานามะซึ่งจาริกมายังเมืองนี้ ออกบิณฑบาตในเมืองด้วยอาการกิริยาสงบ สำรวม เรียบร้อย งดงามน่าเลื่อมใส ก็เกิดศรัทธาได้ออกไปนิมนต์ท่านเข้าไปในบ้านของตน แล้วถวายอาหาร เมื่อพระมหานามะฉันอาหารเสร็จแล้วท่านได้แสดงธรรมอนุโมทนาว่าด้วยเรื่องการสำรวมกาย วาจา ใจ
จิตตคหบดีได้ฟังธรรมนั้นแล้วก็พิจารณาตาม จนรู้และเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งที่เรียกว่า ได้ดวงตาเห็นธรรม จากนั้นได้ประกาศตนต่อหน้าพระมหานามะเป็นอุบาสก ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคงตลอดชีวิต หลังจากนั้น จิตตคหบดี ได้ถวายสวนอัมพาฏกวันของตนให้เป็นวัดที่อาศัยแก่พระมหานามะ ด้วยการหลั่งน้ำลงในมือของพระมหานามะ พอจิตตคหบดี หลั่งน้ำเสร็จได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งเป็นเครื่องหมายบอกให้รู้ว่าพระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่น ณ ที่แห่งนี้แล้ว
เมื่อพระมหานามะไปประกาศในเมืองอื่นๆจิตตคหบดีได้มอบหมายให้พระสุธรรมซึ่งเป็นพระภิกษุในท้องถิ่นนั้นเป็นผู้ดูแลวัด ต่อมาพระสุธรรมได้เป็นเจ้าอาวาสที่วัดนี้
ต่อมาไม่นาน พระมหาโมคคัลลานะและพระสารีบุตร ได้ยินข่าวความมีศรัทธาของจิตตคหบดีจึงเดินทางมาที่เมืองมัจฉิกาสัณฑะพร้อมด้วยพระสงฆ์จำนวนวหนึ่ง จิตตคหบดีได้ทราบข่าวก็พาบริวารพวกพ้องไปคอยต้อนรับอยู่ระหว่างทาง เมื่อพระอัครสาวกทั้ง 2 และพระสงฆ์มาถึง จิตตคหบดีก็นิมนต์ให้ไปพักที่วัดที่ตนได้สร้างถวายแล้วขอฟังธรรมจากพระสารีบุตร
พระสารีบุตรแสดงธรรมเพียงสั้นๆเนื่องจากเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย จิตตคหบดีหลังจากฟังธรรมจบก็ได้สำเร็จธรรมขั้นที่ 2 ที่เรียกว่า อนาคามี
ในวันรุ่งขึ้น จิตตคหบดีได้นิมนต์พระอัครสาวกทั้ง 2 พร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งหมดเข้าไปฉันอาหารในบ้านของตน และได้ไปนิมนต์พระสุธรรม เจ้าอาวาส แต่พระสุธรรมไม่พอใจเพราะนิมนต์ตนภายหลัง จึงปฏิเสธด้วยวาจา ไม่ยอมรับนิมนต์
รุ่งขึ้น ขณะที่จิตตคหบดี กำลังตระเตรียมอาหารถวายพระอยู่ที่บ้านของตน พระสุธรรมเจ้าอาวาส ก็ไปที่บ้านของจิตตคหบดี ได้พูดเสียดสีกล่าวคำหยาบกระทบกระเทียบจิตตคหบดีจึงถูกจิตตคหบดีตอบโต้ว่า พระสุธรรมเหมือนอีกา(หมายถึง ปากกล้าหน้าด้าน) พระสุธรรมโกรธ ละทิ้งวัด ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ที่วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี กราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ
พระพุทธเจ้าทรงทราบแล้วกลับทรงตำหนิพระสุธรรมว่าพูดไม่เหมาะสม ทรงบังคับให้เดินทางไปขอโทษจิตตคหบดี เมื่อจิตตคหบดียอมยกโทษให้แล้ว พระสุธรรมได้กลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้าอีก พระพุทธเจ้าทรงเทศนาให้ฟังว่า ไม่ควรถือตนว่าเป็นเจ้าอาวาส ไม่ควรอิจฉาริษยา พระสุธรรมได้ฟังแล้วเกิดความสลดใจ ภายหลังได้ตั้งใจบำเพ็ญธรรมก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
หลังจากทำบุญถวายอาหารพระสงฆ์สาวกแล้ว จิตตคหบดีรำพึงว่าตนเองได้ฟังธรรมจากพระมหานามะได้สำเร็จโสดาบัน และเมื่อได้ฟังธรรมจากพระสารีบุตรก็ได้สำเร็จอนาคามี แต่ยังไม่เคยได้เฝ้าพระพุทธเจ้าเลย เมื่อดำริเช่นนั้นแล้ว จิตตคหบดี จึงเตรียมการวางแผนเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ที่เมืองสาวัตถี โดยสั่งให้พวกคนงานและบริวารจัดหาเสบียงอาหาร บรรทุกใส่เกวียนจำนวนมาก แล้วออกประกาศให้พระสงฆ์และชาวเมืองได้ทราบทั่วกันว่า ผู้ใดประสงค์จะเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยก็ให้เตรียมตัว ปรากฏว่ามีพระสงฆ์และชาวเมืองมัจฉิกาสัณฑะติดตามไปด้วยจำนวนมาก
ชาวเมืองซึ่งรู้ข่าวการมาของจิตตคหบดี ส่วนหนึ่งได้มาคอยดู อีกส่วนหนึ่งได้เตรียมการต้อนรับด้วยการโปรยดอกไม้ตามเส้นทางที่จิตตคหบดีเดินทางผ่าน เมื่อจิตตคหบดีเดินทางมาถึง ชาวเมืองก็โปรยดอกไม้ต้อนรับตลอดทาง
จิตตคหบดี ได้เข้าไปที่วัดพระเชตวัน ซึ่งขณะนั้นพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์จำนวนมากคอยต้อนรับอยู่ จิตตคหบดีได้เข้าไปกราบพระบาทพระพุทธเจ้า พร้อมกับจับข้อพระบาทไว้มั่นด้วยความตื้นตันใจหาที่สุดมิได้
ในวันทำบุญเลี้ยงพระ ชาวเมืองสาวัตถีต่างก็นำข้าวปลาอาหารมาสมทบทำบุญด้วยเป็นจำนวนมาก จนถึงเวลาจิตตคหบดีจะเดินทางกลับ ข้าวของสำหรับทำบุญก็ยังเหลืออีกมาก
จิตตคหบดี กราบทูลเรื่องนี้กับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงรับสั่งให้พระอานนท์หาสถานที่เก็บของ คือ โรงครัว(กัปปิยกุฏิ) พระพุทธเจ้าทรงอนุณาตให้พระสงฆ์มีโรงครัวในวัดได้ตั้งแต่คราวนั้นเป็นต้นมา
จิตตคหบดี เป็นผู้มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี ชอบทำบุญ จึงเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป ไม่ว่าไปที่ไหนประชาชนก็ได้ออกมาต้อนรับด้วยของใช้ของกิน จึงนับเป็นอุบาสกผู้มีบุญมาก นอกจากนี้ท่านยังพูดชี้แจงในเรื่องหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแก้ใครๆก็เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง ด้วยเหตุดังกล่าว จิตตคหบดีจึงได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้เก่งในการอธิบายธรรมยิ่งกว่าอุบาสกคนอื่นๆ
คุณธรรมที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง
1. มีสติปัญญา สามารถเข้าใจธรรมที่พระมหานามะและพระสารีบุตรแสดงให้ฟังจนบรรลุธรรมขั้นโสดาบันและอนาคามีตามลำดับ
2. มั่นคงในพระรัตนตรัย เมื่อประกาศตนเป็นอุบาสก ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคงตลอดชีวิตแล้ว ได้ถวายสวนอัมพาฏกวันให้เป็นวัดและเป็นที่ทำบุญของคนในท้องถิ่นนั้น
3. มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี ชอบทำบุญ ใครๆจึงรัก ไปที่ไหนมีแต่คยให้การต้อนรับด้วยของกินของใช้
4. เก่งในการพูดชี้แจงธรรม สามารถอธิบายหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย จนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นผู้ยอดเยี่ยมในด้านดัง

Kamen rider
10-01-2005, 11:54 PM
03-จิตตคฤหบดี
เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นธรรมกถึก
จิตตคฤหบดี เกิดในสกุลเศรษฐี ที่เมืองมัจฉิกสัณฑะ แคว้นมคธ เมื่อบิดาล่วงลับไป
แล้ว เขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเศรษฐีในเมืองนั้นแทนบิดา

สร้างวัดอัมพาตการาม
สมัยนั้นพระมหานามเถระผู้เป็นพระภิกษุองค์หนึ่งในกลุ่มพระปัญจวัคคีย์ ได้ไปที่
เมืองมัจฉกิสัณฑะ จิตตคฤหบดี เห็นปฏิปทาอิริยาบถของท่านสงบเสงี่ยมเรียบร้อยจึงเกิด
ศรัทธาเลื่อมใสรับบาตรของพระเถระแล้วนิมนต์มายังเรือนของตน ถวายภัตตาหารให้ท่านฉัน
เสร็จแล้ว นิมนต์ท่านไปยังสวนของตนชื่ออัมพาตกะ ได้ถวายสวนนั้นสร้างกุฏีถวายเป็น
สังฆารามชื่อว่า “อัมพาตการาม” นิมนต์ให้ท่านอยู่จำพรรษา ณ ที่นั้น และอาราธนาให้ท่าน
ไปรับอาหารบิณฑบาตที่เรือนของตนทุกวัน พระเถระได้แสดงธรรมโปรด ตามสมควรแก่
อุปนิสัยของท่านจิตตคฤหบดี และในไม่ช้าท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี
เนื่องจากท่านจิตตคฤหบดี มิได้เฝ้ากราบถวายบังคมพระบรมศาสดาเป็นเวลานานแล้ว
จึงคิดที่จะไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ได้ป่าวประกาศแก่ชนชาวเมืองมัจฉิกาสัณฑะว่า “ผู้
ประสงค์จะร่วมเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากับเรา ก็จงเตรียมเภสัชทั้งหลาย มีน้ำมัน
น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และของเคี้ยวของฉันเป็นต้น ให้พร้อมแล้วร่วมไปด้วยกัน” ได้มีประชาชน
เป็นจำนวนมากประมาณ ๒๐๐๐ คน ร่วมเดินทางไปกับท่านจิตตคฤหบดี


เชี่ยวชาญในการแสดงธรรม
จิตตคฤหบดี เมื่อเดินทางมาถึงพระอารามแล้วพาบริษัทบริวารที่ติดตามมาด้วยเข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ถวายทานแด่พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์ตลอดระยะเวลาครึ่ง
เดือน วัตถุทานทั้งหลายที่นำมาจากบ้านเรือนของตนและของประชาชนที่ติดตามมาก็หมดไป
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยังคงเหลืออีกมากกว่าครึ่ง ก่อนที่ท่านจิตตคฤหบดีพร้อมคณะ จะกราบ
ทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อกลับสู่บ้านเมืองของตนได้น้อมถวายวัตถุทานเหล่านั้นทั้งหมดแก่
พระภิกษุสงฆ์เพื่อประโยชน์แก่การบริโภคใช้สอย
จิตตคฤหบดี เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างมั่นคง ถึงพร้อมด้วยศีลและ
โภคะ มีอัธยาศัยเอื้อเฟื้อแก่คนทั่ว ๆ ไป สงเคราะห์บริษัทด้วยวัตถุและธรรมะ เป็นผู้ฉลาดใน
การแสดงธรรม
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์ยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้ง
หลาย ในฝ่าย ผู้เป็นธรรมกถึง
84000.org...::

จาก
http://www.84000.org/one/3/03.html

Kamen rider
10-01-2005, 11:57 PM
ปฐมกามภูสูตร
ว่าด้วยพระกามภู สูตรที่ ๑
พระสูตรนี้ มาในพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ หน้า ๓๕๙ มีสาระสำคัญ ดังนี้
สมัยหนึ่ง ท่านพระกามภูอยู่ที่อัมพาฏกวัน เขตเมืองมัจฉิกาสัณฑ์ ครั้งนั้น จิตตคหบดีเข้าไปหาท่านพระกามภูถึงที่อยู่ ไหว้แล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ท่านพระกามภูได้กล่าวว่า
“จิตตคหบดี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ดังนี้ว่า
‘เนลงฺโค เสตปจฺฉาโท เอกาโร วตฺตตี รโถ
อนีฆํ ปสฺส อายนฺตํ ฉินฺนโสตํ อพนฺธนนฺติ ฯ
เธอจงดูรถซึ่งมีส่วนประกอบอันไม่มีโทษ
มีหลังคาขาว มีเพลาเดียว ไม่มีทุกข์
แล่นไปถึงที่หมาย ตัดกระแส ไม่มีเครื่องผูก’
ท่านจะพึงเห็นเนื้อความแห่งธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอย่างย่อนี้โดยพิสดารได้อย่างไร”
“ท่านผู้เจริญ ธรรมนี้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้หรือ”
“เจริญพร คหบดี”
“ท่านผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น ขอท่านโปรดรอสักครู่ จนกว่ากระผมจักพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมนั้นได้”
ลำดับนั้น จิตตคหบดีนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วได้ตอบท่านพระกามภูดังนี้ว่า
“ท่านผู้เจริญ คำว่า ส่วนประกอบอันไม่มีโทษ เป็นชื่อของศีล
คำว่า หลังคาขาว เป็นชื่อของวิมุตติ
คำว่า เพลาเดียว เป็นชื่อของสติ
คำว่า แล่นไป เป็นชื่อของการก้าวไปและการถอยกลับ
คำว่า รถ เป็นชื่อของกายนี้ซึ่งประกอบขึ้นจากมหาภูตรูป ๔ เกิดจากมารดาบิดา เจริญวัยเพราะข้าวสุกและขนมกุมมาส ไม่เที่ยงแท้ ต้องอบต้องนวดเฟ้น มีอันแตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา ท่านผู้เจริญ ราคะเป็นทุกข์ โทสะเป็นทุกข์ โมหะเป็นทุกข์ ทุกข์เหล่านั้นภิกษุขีณาสพละได้แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุขีณาสพพระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกว่า ผู้ไม่มีทุกข์
คำว่า แล่นไปถึงที่หมาย นั้นเป็นชื่อของพระอรหันต์
คำว่า กระแส เป็นชื่อของตัณหา ตัณหานั้นภิกษุขีณาสพละได้แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุขีณาสพพระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกว่า ผู้ตัดกระแส ราคะเป็นเครื่องผูก โทสะเป็นเครื่องผูก โมหะเป็นเครื่องผูก เครื่องผูกเหล่านั้นภิกษุขีณาสพละได้แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุขีณาสพพระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกว่า ผู้ไม่มีเครื่องผูก
ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุนี้พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสไว้ดังนี้ว่า
‘เธอจงดูรถซึ่งมีส่วนประกอบอันไม่มีโทษ
มีหลังคาขาว มีเพลาเดียว ไม่มีทุกข์
แล่นไปถึงที่หมาย ตัดกระแส ไม่มีเครื่องผูก’
กระผมรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอย่างย่อนี้โดยพิสดารอย่างนี้แล”
“คหบดี เป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว ที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งลงในพระพุทธพจน์ที่ลึกซึ้งนี้”

จิตหงุดเงี้ยว
11-01-2005, 10:19 PM
ขอบคุณมากๆเลยครับ