vacharaphol
20-03-2006, 05:08 AM
ดิฉันอ่านกรรมกำหนดมาหลายเล่มติดต่อกัน และได้ส่งเรื่องจริงที่เกิดกับตัวดิฉันมาให้คุณพิจารณานำลงตีพิมพ์ แม้ผู้ที่ได้รับกรรมจะเป็นคุณพ่อของดิฉันเอง แต่ดิฉันก็ยินดี ให้เรื่องเป็นอุทาหรณ์แก่คนทั้งหลาย เพื่อให้หยุดทำกรรม กุศลนั้นจะได้ผ่อนกรรมของคุณพ่อดิฉัน ให้เบาลงไปบ้างไม่มากก็น้อย แต่ต้องสงวนชื่อและที่อยู่ไว้ ใช้นามแฝงลงแทน แต่ดิฉันรับรองว่าเป็นเรื่องจริงทุกตัวอักษร
รกรากเดิมของดิฉันอยู่ติดกับ วัดตะเคียน หรือที่เรียกกันว่า วัดมหาพฤฒาราม ในปัจจุบันนี้เอง ดิฉันจำความได้ก็เห็นคุณแม่กับคุณพ่อ ช่วยกันลงไปหากุ้งและจับปลาในแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นประจำ รายได้นั้นก็เลี้ยงดูดิฉันกับน้อง ๆ ให้เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างไม่อดไม่อยาก และส่วนหนึ่งก็นำมาทำอาหารให้ดิฉันกับน้อง ๆ กินอย่างอิ่มหมีพีมัน
คุณพ่อของดิฉันท่านไม่ชอบทำบุญสุนทาน ผิดกับคุณแม่ของดิฉัน ท่านทำบุญเป็นประจำ ท่านกล่าวกับดิฉันว่า แม่ฆ่าปลาฆ่ากุ้งมามาก เพื่อเอามาเลี้ยงชีวิต แม่ต้องทำบุญอุทิศกุศลไปให้พวกมันบ้าง มันจะได้รับกุศล แล้วจะได้ไปเกิดเป็นอย่างอื่น หรือเป็นคนได้บ้าง
ส่วนคุณพ่อของดิฉันท่านไม่ชอบทำบุญสุนทาน และดิฉันก็พลอยเห็นดีกับคุณพ่อระยะหนึ่ง คือ ไม่ยอมไปวัด ไม่ยอมทำบุญ เพราะเห็นว่ายุ่งยาก และไม่น่าจะใส่ใจ พอดิฉันอายุได้ประมาณ ๑๓ ขวบ คุณพ่อก็เริ่มป่วย ดิฉันยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก และต้องคอยปรนนิบัติคุณพ่อเท่าที่จะทำได้
คุณพ่อมีอาการป่วยประหลาด มีเลือดไหลออกมาทางช่องหู ครั้งละนิดละหน่อย และบางครั้งก็มาก เมื่อเลือดออกมาก็ต้องช่วยกันล้างช่องหู เพราะเลือดจะกรังจุกรูหู เลือดออกมาเข้าก็มีอาการป้ำ ๆ เป๋อ ๆ พูดจาไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ตอนแรกก็กินข้าวได้บ้างแต่ตอนหลังไม่ยอมกิน พอเอาไปให้ก็นั่งดูเฉย ๆ
พอเห็นว่าคนเผลอ คุณพ่อก็จะหว่านลงไปบนดินจนหมด
คุณแม่ก็ต้องคอยนั่งเฝ้า พอเผลอคุณพ่อก็เอาข้าวหว่านลงไปบนดินหมด หว่านแล้วก็นั่งยิ้มไปยิ้มมา วันหนึ่งดิฉันถามคุณพ่อด้วยความสงสัย เพราะเห็นท่านมีอาการดีขึ้น
คุณพ่อหว่านข้าวสุกลงไปบนดินทำไมคะคุณพ่อ ท่านหันมามองดิฉันแวบหนึ่ง แล้วก็ฝืนตอบออกมาว่า
ให้อ้ายพวกกุ้งพวกปลามัน มันมาว่ายอยู่ใต้ถุนเต็มไปหมด มันหิว มันอ้าปากชูหนวดกันสลอนไปหมด พ่อกินไม่ลง ต้องแบ่งให้มันกินให้ทั่ว ในครัวยังมีข้าวไหมล่ะ เอามาหว่านอีก มา มันยังอยู่โน่นแน่ะ ไม่เชื่อก็ไปดูซี แต่ค่อย ๆ นะ มันจะดำน้ำหายไปหมด
ดิฉันไปดูที่คุณพ่อหว่านข้าว ก็เห็นเป็นพื้นดินธรรมดานี่แหละ ไม่เห็นจะมีปลามีกุ้งที่ตรงไหน ดิฉันก็แอบมาบอกคุณแม่ คุณแม่ท่านทำตาแดง ๆ กอดดิฉันไว้ แล้วก็บอกว่า
กรรมของพ่อเจ้าเขามาทวงหนี้กรรมแล้ว เข่นฆ่าเขามามาก ไม่ทำบุญอุทิศให้เขาบ้าง เขาก็เลยมาทวงเอา เฮ้อ เราคงจะลำบากกันหน่อยนะ ถ้าพ่อเกิดตายลงล่ะก็
อาการป่วยของคุณพ่อไม่ดีขึ้น แม้ไม่ได้กินข้าว แต่คุณพ่อก็ยังมีอาการทรง และคอยเอาข้าวไปโปรยให้ปลากุ้งกินอยู่เป็นประจำ ตอนหลังมานี่คุณพ่อก็มีอาการพิกลอีก กล่าวคือ มีมดมาคอยกัดท่านตรงโคนขา แม้จะคอยปัดคอยไล่ แต่มันก็ยังคงกัด และกัดอยู่ซ้ำกันตรงโคนขา เหมือนมันจงใจจะกัดตรงนั้น
พอเผลอมันก็รวมกันกัด ไล่ไปมันก็กัดอีก ผิวหนังถลอกเป็นแผล พอเกาเข้าก็เป็นน้ำเหลืองพุพอง ท่านทรมานมากขึ้นทุกวัน และในที่สุดท่านก็ถึงแก่ความตาย ตอนที่ท่านตาย เปิดผ้าห่มดู มดยังกัดติดอยู่เลยค่ะ ดิฉันยังจำภาพนั้นได้ พอคุณพ่อสิ้นใจแล้ว มดมันก็พากันหลีกออกไป เหมือนมันจะมีสัมผัสวิเศษว่า เหยื่อของมันนั้นสิ้นลมหายใจแล้ว
ศพของคุณพ่อได้รับการนำไปประกอบพิธีที่วัดปทุมคงคา โดยสวดเพียงสามคืนแล้วก็เผา เจ็ดวันหลังจากที่เผาศพคุณพ่อแล้ว ดิฉันกับคุณแม่ก็ได้ยินเสียงประหลาดดังอยู่ทุกคืน มันดังอย่างนี้ค่ะ
วีด วีด วี๊ด วี๊ด วิ๊ว.....
มันจะค่อย ๆ ดังขึ้น ๆ จนถึงวี๊ดสุดท้าย จะดังก้องและบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงนกหวีด แต่แหลมเล็กกว่านกหวีดเสียอีก เจ็ดวันเจ็ดคืนเต็ม ๆ ที่ดิฉันกับคุณแม่ต้องทนฟังเสียงแหลมนั้นอยู่
เช้าวันที่แปด คุณแม่จึงได้ไปกราบเรียนท่านสมภารวัดมหาพฤฒาราม พระองค์นั้นท่านทรงคุณทางวิปัสสนา ท่านได้นั่งทางในสักครู่ ก็ลืมตาขึ้น แล้วกล่าวกับคุณแม่ของดิฉันว่า
โยมผู้ชายเขาติดกรรมที่เขาทำไว้เมื่อตอนมีชีวิต เขาอยู่เปตภูมิ เป็นเปรตและอดอยากมาก เลยมาร้องของส่วนบุญจากโยม เขาทำได้ก็แค่ส่งเสียงเท่านั้น ใครที่เขาต้องการจะให้ได้ยิน ก็จะได้ยิน
ทำอย่างไรเล่าคะหลวงปู่
ทำสังฆทานอุทิศให้เขาซีโยม ทำให้ถูกต้อง ยกกุศลให้เขา เขาจะได้ไปตามทางของเขา ไม่มาเป็นเปรตขอส่วนบุญอีกต่อไป
คุณแม่ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่กำลังไหลออกมา แล้วบอกกับดิฉันว่า กรรมจริง ๆ พ่อของเจ้ายังไม่หมดกรรม ไปเป็นเปรต แล้วคุณแม่ก็ทำสังฆทานอุทิศให้นั่นแหละ เสียงประหลาดจึงเงียบไป ไม่กลับมาให้ได้ยินอีกเลย
ดิฉันเชื่อแล้วว่ากรรมมีจริง และที่ว่าเปรตมาขอส่วนบุญนั้นจริงแท้แน่นอน แต่ทำไมจึงต้องเป็นคุณพ่อของดิฉันด้วยเล่าคะ ทุกวันนี้ดิฉันไม่ทำบาปเลย สัตว์เป็น ๆ ก็ไม่กิน ปลาก็ซื้อที่มันตายแล้ว กุ้งตามภัตตาคารที่มันสด ๆ เอามานึ่ง ปลาช่อนสด ปลาบู่สด เอามาทำแป๊ะซะไม่เคยสนใจ เพราะเห็นว่า เปรตคุณพ่อทรมานอย่างไร
ครับ เมื่อได้อ่านประสบการณ์ของคุณนก พระโขนง ไปแล้ว ผมก็เลยขอถือโอกาสพูดถึงเรื่องเปรตให้ได้เข้าใจกันไว้ว่า เปรต นั้นคืออะไร ในพระอภิธรรมปิฎกกล่าวถึงเปรตไว้ว่า
เปรตเป็นสัตว์อยู่ในภูมิที่เรียกว่า เปตภูมิ มีความเดือดร้อนเพราะความหิวโหย ผิดกับสัตว์นรก ซึ่งเดือดร้อนเพราะถูกทรมาานจากกรรมที่ทำไว้ คำว่า เปตะ หมายถึง ผู้ห่างไกลจากความสุขทั้งปวง
เปรตมีที่อยู่อาศัยทั่วไป เช่น ป่าเขา ภูเขา เหว เกาะแก่ง ทะเล มหาสมุทร ป่าช้า เป็นอาทิ เปรตมีความสามารถเนรมิตกายได้หลายอย่าง อาทิ เป็นฝ่ายที่น่าพอใจ เช่น แปลงเป็นเทวดา มนุษย์ชายหญิง ดาบส พระ เณร ชี เป็นอาทิ
ถ้าเป็นฝ่ายน่าสยดสยอง ก็เนรมิตเป็น สัตว์ต่าง ๆ หรือบิดเบือนให้มีรูปร่างอันน่าสะพรึงกลัวแก่ผู้พบเห็น บางครั้งก็ปรากฎเป็นแสง เป็นร่างเลือนลาง เป็นสีดำ
เปรตเหล่านั้น เมื่อหิวหนักเข้า ก็ไปกินเศษอาหารที่เขาทิ้งแล้ว กินของโสโครกต่าง ๆ เปรตบางจำพวก ไม่หิวเปล่า เสวยทุกขเวทนาเหมือนสัตว์นรกพร้อมกันไปด้วย
เปรตยังแบ่งออกเป็น ๔ จำพวก ได้แก่
๑. ปรทัตตูปชีวิกาเปรต (อ่านว่า ปอ - ระ- ทัด - ตู - ปะ - ชี - วิ - กา - เปด) เปรตพวกนี้ เลี้ยงชีพด้วยส่วนบุญของผู้อื่น ให้ด้วยการเซ่นไหว้
๒. ขุปปีปาสิกเปรต (อ่านว่า ขุบ - ปี - ปา - สิก -กะ เปด) เปรตพวกนี้ อดอยาก หิวโหย หิวข้าว หิวน้ำ เป็นนิจ
๓. นิชฌามตัณหิกเปรต (อ่านว่า นิด - ชา - มะ - ตัน - หิก - กะ - เปด) เปรตพวกนี้ถูกเผาไหม้ด้วยไฟตลอดเวลากาล
๔. กาลกัญจิกเปรต (อ่านว่า กา - ละ - กัน - จิก - กะ - เปต) เป็นอสุรกาย หรือ พวกยักษ์บางจำพวก ที่มาเป็นเปรต
เมื่อมีปัญหาถามว่า เปรตทั้งสี่จำพวกนี้ พวกไหนบ้างที่จะทำบุญอุทิศ หรือ เซ่นไหว้ ท่านแก้ไว้ในพระบาลีว่า
เปรตสี่จำพวกนั้นมีเพียง ปรทัตตูปชีวิกาเปรต เท่านั้นที่จะรับได้ เพราะอยู่ใกล้ภูมิมนุษย์มากที่สุด ถึงกระนั้นก็ต้องคอยเงี่ยโสตสดับการอุทิศกุศลอยู่เสมอ เพราะถ้าไม่คอยฟัง ไม่ได้ยินเขาอุทิศให้ก็อด เรียกว่า ถ้าเขาอนุโมทนาแล้วไม่ได้ยิน ก็ไม่ได้รับ
เปรตดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นในบริเวณบ้านเรือนของบุคคลต่าง ๆ เช่น คนเราเมื่อใกล้ตาย มีความห่วงอาลัยในทรัพย์สินเงินทอง ลูกเมีย ญาติสนิท มิตรสหาย ฯลฯ เมื่อตายแล้วก็อุบัติเป็นเปรตอยู่ในปริมณฑลของเคหะสถานนั้น และสามารถแสดงตนให้ปรากฎแก่ญาติและคนอื่นได้ ส่วนใหญ่เรียกกันว่า ผีเปรต นั่นเอง
ดังนั้น เปรตคุณพ่อของคุณนก ก็เป็นปรทัตตูปชีวิกาเปรต และเมื่อได้รับกุศลไปแล้ว ก็สามารถออกจากบ้านเรือน และปริมณฑลในบ้านที่สิงสถิตอยู่ ไปยังภพภูมิที่เรียกว่า เปตภูมิ หรือ ไปยังภพภูมิอื่น เช่น เดรัจฉาน , นรก, สวรรค์ ฯลฯ หรือ มาเกิดใหม่เป็นมนุษย์ สุดแท้แต่กรรมที่ตนได้ก่อไว้ เมื่อพ้นไปแล้ว ก็ไปลับ และไม่กลับมาให้พบเห็นหรือส่งเสียงให้ได้ยินอีกต่อไป
รกรากเดิมของดิฉันอยู่ติดกับ วัดตะเคียน หรือที่เรียกกันว่า วัดมหาพฤฒาราม ในปัจจุบันนี้เอง ดิฉันจำความได้ก็เห็นคุณแม่กับคุณพ่อ ช่วยกันลงไปหากุ้งและจับปลาในแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นประจำ รายได้นั้นก็เลี้ยงดูดิฉันกับน้อง ๆ ให้เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างไม่อดไม่อยาก และส่วนหนึ่งก็นำมาทำอาหารให้ดิฉันกับน้อง ๆ กินอย่างอิ่มหมีพีมัน
คุณพ่อของดิฉันท่านไม่ชอบทำบุญสุนทาน ผิดกับคุณแม่ของดิฉัน ท่านทำบุญเป็นประจำ ท่านกล่าวกับดิฉันว่า แม่ฆ่าปลาฆ่ากุ้งมามาก เพื่อเอามาเลี้ยงชีวิต แม่ต้องทำบุญอุทิศกุศลไปให้พวกมันบ้าง มันจะได้รับกุศล แล้วจะได้ไปเกิดเป็นอย่างอื่น หรือเป็นคนได้บ้าง
ส่วนคุณพ่อของดิฉันท่านไม่ชอบทำบุญสุนทาน และดิฉันก็พลอยเห็นดีกับคุณพ่อระยะหนึ่ง คือ ไม่ยอมไปวัด ไม่ยอมทำบุญ เพราะเห็นว่ายุ่งยาก และไม่น่าจะใส่ใจ พอดิฉันอายุได้ประมาณ ๑๓ ขวบ คุณพ่อก็เริ่มป่วย ดิฉันยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก และต้องคอยปรนนิบัติคุณพ่อเท่าที่จะทำได้
คุณพ่อมีอาการป่วยประหลาด มีเลือดไหลออกมาทางช่องหู ครั้งละนิดละหน่อย และบางครั้งก็มาก เมื่อเลือดออกมาก็ต้องช่วยกันล้างช่องหู เพราะเลือดจะกรังจุกรูหู เลือดออกมาเข้าก็มีอาการป้ำ ๆ เป๋อ ๆ พูดจาไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ตอนแรกก็กินข้าวได้บ้างแต่ตอนหลังไม่ยอมกิน พอเอาไปให้ก็นั่งดูเฉย ๆ
พอเห็นว่าคนเผลอ คุณพ่อก็จะหว่านลงไปบนดินจนหมด
คุณแม่ก็ต้องคอยนั่งเฝ้า พอเผลอคุณพ่อก็เอาข้าวหว่านลงไปบนดินหมด หว่านแล้วก็นั่งยิ้มไปยิ้มมา วันหนึ่งดิฉันถามคุณพ่อด้วยความสงสัย เพราะเห็นท่านมีอาการดีขึ้น
คุณพ่อหว่านข้าวสุกลงไปบนดินทำไมคะคุณพ่อ ท่านหันมามองดิฉันแวบหนึ่ง แล้วก็ฝืนตอบออกมาว่า
ให้อ้ายพวกกุ้งพวกปลามัน มันมาว่ายอยู่ใต้ถุนเต็มไปหมด มันหิว มันอ้าปากชูหนวดกันสลอนไปหมด พ่อกินไม่ลง ต้องแบ่งให้มันกินให้ทั่ว ในครัวยังมีข้าวไหมล่ะ เอามาหว่านอีก มา มันยังอยู่โน่นแน่ะ ไม่เชื่อก็ไปดูซี แต่ค่อย ๆ นะ มันจะดำน้ำหายไปหมด
ดิฉันไปดูที่คุณพ่อหว่านข้าว ก็เห็นเป็นพื้นดินธรรมดานี่แหละ ไม่เห็นจะมีปลามีกุ้งที่ตรงไหน ดิฉันก็แอบมาบอกคุณแม่ คุณแม่ท่านทำตาแดง ๆ กอดดิฉันไว้ แล้วก็บอกว่า
กรรมของพ่อเจ้าเขามาทวงหนี้กรรมแล้ว เข่นฆ่าเขามามาก ไม่ทำบุญอุทิศให้เขาบ้าง เขาก็เลยมาทวงเอา เฮ้อ เราคงจะลำบากกันหน่อยนะ ถ้าพ่อเกิดตายลงล่ะก็
อาการป่วยของคุณพ่อไม่ดีขึ้น แม้ไม่ได้กินข้าว แต่คุณพ่อก็ยังมีอาการทรง และคอยเอาข้าวไปโปรยให้ปลากุ้งกินอยู่เป็นประจำ ตอนหลังมานี่คุณพ่อก็มีอาการพิกลอีก กล่าวคือ มีมดมาคอยกัดท่านตรงโคนขา แม้จะคอยปัดคอยไล่ แต่มันก็ยังคงกัด และกัดอยู่ซ้ำกันตรงโคนขา เหมือนมันจงใจจะกัดตรงนั้น
พอเผลอมันก็รวมกันกัด ไล่ไปมันก็กัดอีก ผิวหนังถลอกเป็นแผล พอเกาเข้าก็เป็นน้ำเหลืองพุพอง ท่านทรมานมากขึ้นทุกวัน และในที่สุดท่านก็ถึงแก่ความตาย ตอนที่ท่านตาย เปิดผ้าห่มดู มดยังกัดติดอยู่เลยค่ะ ดิฉันยังจำภาพนั้นได้ พอคุณพ่อสิ้นใจแล้ว มดมันก็พากันหลีกออกไป เหมือนมันจะมีสัมผัสวิเศษว่า เหยื่อของมันนั้นสิ้นลมหายใจแล้ว
ศพของคุณพ่อได้รับการนำไปประกอบพิธีที่วัดปทุมคงคา โดยสวดเพียงสามคืนแล้วก็เผา เจ็ดวันหลังจากที่เผาศพคุณพ่อแล้ว ดิฉันกับคุณแม่ก็ได้ยินเสียงประหลาดดังอยู่ทุกคืน มันดังอย่างนี้ค่ะ
วีด วีด วี๊ด วี๊ด วิ๊ว.....
มันจะค่อย ๆ ดังขึ้น ๆ จนถึงวี๊ดสุดท้าย จะดังก้องและบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงนกหวีด แต่แหลมเล็กกว่านกหวีดเสียอีก เจ็ดวันเจ็ดคืนเต็ม ๆ ที่ดิฉันกับคุณแม่ต้องทนฟังเสียงแหลมนั้นอยู่
เช้าวันที่แปด คุณแม่จึงได้ไปกราบเรียนท่านสมภารวัดมหาพฤฒาราม พระองค์นั้นท่านทรงคุณทางวิปัสสนา ท่านได้นั่งทางในสักครู่ ก็ลืมตาขึ้น แล้วกล่าวกับคุณแม่ของดิฉันว่า
โยมผู้ชายเขาติดกรรมที่เขาทำไว้เมื่อตอนมีชีวิต เขาอยู่เปตภูมิ เป็นเปรตและอดอยากมาก เลยมาร้องของส่วนบุญจากโยม เขาทำได้ก็แค่ส่งเสียงเท่านั้น ใครที่เขาต้องการจะให้ได้ยิน ก็จะได้ยิน
ทำอย่างไรเล่าคะหลวงปู่
ทำสังฆทานอุทิศให้เขาซีโยม ทำให้ถูกต้อง ยกกุศลให้เขา เขาจะได้ไปตามทางของเขา ไม่มาเป็นเปรตขอส่วนบุญอีกต่อไป
คุณแม่ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่กำลังไหลออกมา แล้วบอกกับดิฉันว่า กรรมจริง ๆ พ่อของเจ้ายังไม่หมดกรรม ไปเป็นเปรต แล้วคุณแม่ก็ทำสังฆทานอุทิศให้นั่นแหละ เสียงประหลาดจึงเงียบไป ไม่กลับมาให้ได้ยินอีกเลย
ดิฉันเชื่อแล้วว่ากรรมมีจริง และที่ว่าเปรตมาขอส่วนบุญนั้นจริงแท้แน่นอน แต่ทำไมจึงต้องเป็นคุณพ่อของดิฉันด้วยเล่าคะ ทุกวันนี้ดิฉันไม่ทำบาปเลย สัตว์เป็น ๆ ก็ไม่กิน ปลาก็ซื้อที่มันตายแล้ว กุ้งตามภัตตาคารที่มันสด ๆ เอามานึ่ง ปลาช่อนสด ปลาบู่สด เอามาทำแป๊ะซะไม่เคยสนใจ เพราะเห็นว่า เปรตคุณพ่อทรมานอย่างไร
ครับ เมื่อได้อ่านประสบการณ์ของคุณนก พระโขนง ไปแล้ว ผมก็เลยขอถือโอกาสพูดถึงเรื่องเปรตให้ได้เข้าใจกันไว้ว่า เปรต นั้นคืออะไร ในพระอภิธรรมปิฎกกล่าวถึงเปรตไว้ว่า
เปรตเป็นสัตว์อยู่ในภูมิที่เรียกว่า เปตภูมิ มีความเดือดร้อนเพราะความหิวโหย ผิดกับสัตว์นรก ซึ่งเดือดร้อนเพราะถูกทรมาานจากกรรมที่ทำไว้ คำว่า เปตะ หมายถึง ผู้ห่างไกลจากความสุขทั้งปวง
เปรตมีที่อยู่อาศัยทั่วไป เช่น ป่าเขา ภูเขา เหว เกาะแก่ง ทะเล มหาสมุทร ป่าช้า เป็นอาทิ เปรตมีความสามารถเนรมิตกายได้หลายอย่าง อาทิ เป็นฝ่ายที่น่าพอใจ เช่น แปลงเป็นเทวดา มนุษย์ชายหญิง ดาบส พระ เณร ชี เป็นอาทิ
ถ้าเป็นฝ่ายน่าสยดสยอง ก็เนรมิตเป็น สัตว์ต่าง ๆ หรือบิดเบือนให้มีรูปร่างอันน่าสะพรึงกลัวแก่ผู้พบเห็น บางครั้งก็ปรากฎเป็นแสง เป็นร่างเลือนลาง เป็นสีดำ
เปรตเหล่านั้น เมื่อหิวหนักเข้า ก็ไปกินเศษอาหารที่เขาทิ้งแล้ว กินของโสโครกต่าง ๆ เปรตบางจำพวก ไม่หิวเปล่า เสวยทุกขเวทนาเหมือนสัตว์นรกพร้อมกันไปด้วย
เปรตยังแบ่งออกเป็น ๔ จำพวก ได้แก่
๑. ปรทัตตูปชีวิกาเปรต (อ่านว่า ปอ - ระ- ทัด - ตู - ปะ - ชี - วิ - กา - เปด) เปรตพวกนี้ เลี้ยงชีพด้วยส่วนบุญของผู้อื่น ให้ด้วยการเซ่นไหว้
๒. ขุปปีปาสิกเปรต (อ่านว่า ขุบ - ปี - ปา - สิก -กะ เปด) เปรตพวกนี้ อดอยาก หิวโหย หิวข้าว หิวน้ำ เป็นนิจ
๓. นิชฌามตัณหิกเปรต (อ่านว่า นิด - ชา - มะ - ตัน - หิก - กะ - เปด) เปรตพวกนี้ถูกเผาไหม้ด้วยไฟตลอดเวลากาล
๔. กาลกัญจิกเปรต (อ่านว่า กา - ละ - กัน - จิก - กะ - เปต) เป็นอสุรกาย หรือ พวกยักษ์บางจำพวก ที่มาเป็นเปรต
เมื่อมีปัญหาถามว่า เปรตทั้งสี่จำพวกนี้ พวกไหนบ้างที่จะทำบุญอุทิศ หรือ เซ่นไหว้ ท่านแก้ไว้ในพระบาลีว่า
เปรตสี่จำพวกนั้นมีเพียง ปรทัตตูปชีวิกาเปรต เท่านั้นที่จะรับได้ เพราะอยู่ใกล้ภูมิมนุษย์มากที่สุด ถึงกระนั้นก็ต้องคอยเงี่ยโสตสดับการอุทิศกุศลอยู่เสมอ เพราะถ้าไม่คอยฟัง ไม่ได้ยินเขาอุทิศให้ก็อด เรียกว่า ถ้าเขาอนุโมทนาแล้วไม่ได้ยิน ก็ไม่ได้รับ
เปรตดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นในบริเวณบ้านเรือนของบุคคลต่าง ๆ เช่น คนเราเมื่อใกล้ตาย มีความห่วงอาลัยในทรัพย์สินเงินทอง ลูกเมีย ญาติสนิท มิตรสหาย ฯลฯ เมื่อตายแล้วก็อุบัติเป็นเปรตอยู่ในปริมณฑลของเคหะสถานนั้น และสามารถแสดงตนให้ปรากฎแก่ญาติและคนอื่นได้ ส่วนใหญ่เรียกกันว่า ผีเปรต นั่นเอง
ดังนั้น เปรตคุณพ่อของคุณนก ก็เป็นปรทัตตูปชีวิกาเปรต และเมื่อได้รับกุศลไปแล้ว ก็สามารถออกจากบ้านเรือน และปริมณฑลในบ้านที่สิงสถิตอยู่ ไปยังภพภูมิที่เรียกว่า เปตภูมิ หรือ ไปยังภพภูมิอื่น เช่น เดรัจฉาน , นรก, สวรรค์ ฯลฯ หรือ มาเกิดใหม่เป็นมนุษย์ สุดแท้แต่กรรมที่ตนได้ก่อไว้ เมื่อพ้นไปแล้ว ก็ไปลับ และไม่กลับมาให้พบเห็นหรือส่งเสียงให้ได้ยินอีกต่อไป