บัวใต้น้ำ
19-09-2004, 12:12 PM
*** พลิกนิดเดียว ***
โดย... พระอาจารย์มิตซูโอะ เควสโก
วัดป่าสุนันทวนาราม ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กา_จนบุรี
-------------------------------------------------------------------------
ชีวิตสมบูรณ์แล้วทุกประการตามเหตุปัจจัย
เหตุดี ผลก็ดี เหตุไม่ดี ผลก็ไม่ดี
จงมั่นใจในผลกรรมและเชื่อในเหตุปัจจัยอย่างสมบูรณ์เถิด
จงทำความดี ละความชั่ว มีเมตตาแก่ตนและสรรพสัตว์
และยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยจิตที่สงบ
โลกนี้สมบูรณ์แล้วด้วย "กรรม"
ทุกอย่างไม่แน่นอน
ให้อยู่กับปัจจุบันตลอดเวลา และทำใจให้เป็นสุข
อย่าลืมทำ 'เหตุ' ให้ดีตั้งแต่วันนี้... เพื่อ 'ผล' ที่ดีในวันนี้และวันข้างหน้า
ยังคิดไม่ถูก ยังคิดไม่เป็น ยังไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ
ทำงานต้องทำด้วยสติสัมปชั__ะและความพอใจ
ถ้าทุกข์หรือหดหู่ ให้รู้ว่าทุกข์หรือหดหู่ ไม่ต้องปรุงแต่ง
ให้อดทนเพ่งความทุกข์ความหดหู่ใจอยู่อย่างนั้น
ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
ประคับประคองจิต ไม่ให้เอียงไปทางซ้าย ไม่ให้เอียงไปทางขวา
ทำใจให้เป็นกลาง ๆ
กำหนดรู้อยู่อย่างนั้น นั่งก็รู้ เดินก็รู้
กำหนดไป กำหนดไป ก็จะรู้ชัดขึ้น ๆ
จะเห็นเป็นความว่าง ต่างหาก
เห็นว่าความทุกข์ก็ดี ความหดหู่ก็ดี เป็นสักแต่ว่าความรู้สึกเท่านั้น
ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เป็นเพียงอุปาทานเท่านั้น
อุปาทานว่า... เราหดหู่ อุปาทานว่า... เราทุกข์นั่นแหละ
จริง ๆ แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงได้ และจะเปลี่ยนไปเอง
เมื่อมีอารมณ์ใหม่เข้ามาแทนที่
เพราะมันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น
ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่
ทุกข์เท่านั้นดับไป
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา
เมื่อวางเฉยได้ วางทุกข์ได้ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
ทุกข์ก็จะไม่มี หรือมีเหมือนไม่มี
*** อย่าคิดว่าเราทุกข์ ***
ทุกข์ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ทุกข์
ทุกข์ไม่ใช่อยู่ในเรา เราไม่ใช่อยู่ในทุกข์
ทุกข์เขาก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เรามีหน้าที่เพียงกำหนดรู้ทุกข์ที่เกิดขึ้น
กำหนดรู้ทุกข์ที่ตั้งอยู่
กำหนดรู้ทุกข์ที่ดับไป
ทำอย่างนี้เราก็สามารถรับทุกข์ได้ สุขก็ไม่แน่นอน ทุกข์ก็ไม่แน่นอน
สุขหายไปก็ทุกข์ ทุกข์หายไปก็สุข
ทุกอย่างไม่แน่นอน... ก็เท่านั้นเอง
พลิกนิดเดียว... แล้วอยู่อย่างมีความสุข
คนเราจะเป็นสุข หรือเป็นทุกข์อยู่ที่ "ความคิด" นิดเดียว
พลิกนิดเดียวเราก็จะไม่เป็นทุกข์
พลิกนิดเดียวก็จะเปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิเป็นสัมมาทิฏฐิ
จากความคิดผิดเป็นความคิดถูก
จากทางโลกมาสู่ทางธรรม
พลิกนิดเดียวเราก็จะอยู่ได้อย่างไม่มีทุกข์
อยู่กับปัจจุบันได้อย่างสงบ
ยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นแต่ละขณะอย่างสมบูรณ์
การเจริ_สติปัฏฐาน คือ การอยู่อย่างไม่มีความทุกข์ที่จะต้องดับ
ความไม่สงบเป็น " อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา " ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน
เราจะไปแก้คนอื่นทั้งโลกเพื่อให้เขาทุกคนทำทุกอย่างให้เราพอใจให้เราสบายใจ... ไม่ได้ดอก
ต้องแก้ที่ "ใจ" เรา... แก้ที่ตัวเรา... แก้ที่ ความคิด ของเราเอง
"อัตตนา โจทยัตตานัง"
ให้กล่าวโทษโจทย์ความผิด ตรวจความผิดของตัวเอง
และหมั่นแก้ไขเสมอ ๆ
อย่าไปเสียเวลากล่าวหา และพยายามแก้ไขที่คนอื่นเลย
นี่เป็นการเข้าใจตามอริยสัจสี่ เป็นโอปนยิโก
โอปนยิโก คือ การน้อมเข้ามาสู่ใจ
" ชอบหรือไม่ชอบ อย่ายึดมั่นถือมั่น "
เมื่อทุกข์เกิดแล้ว ก็น้อมเข้ามาดูใจตัวเอง
สาวหาเหตุของทุกข์ตามปฏิจจสมุปบาท หรืออริยสัจ 4
ก็จะพบตัณหาอุปาทาน
ให้พยายามทวนกระแสปฏิจจสมุปบาท
เพื่อระงับเหตุ คือ ตัณหาอุปาทาน
ทุกข์ทั้งหลายก็จะดับไป
การทวนกระแสนี้ คือ การดำเนินตามมรรค
จึงควรที่เราจะพยายามตั้งมรรคตลอดเวลา
งานทุกอย่าง ให้ค่อย ๆทำไปโดยมีสติสัมปชั__ะ มีความพอใจ ทำสบายๆ
งานทุกชิ้นที่กำลังทำอยู่มีความสำคั_ที่สุดทั้งนั้น
ทั้งการพับผ้า การเก็บที่นอน การแปรงฟัน การเข้าห้องน้ำ
ไม่ต้องรีบทำเพื่อจะไปทำอย่างอื่น
***การรู้สึกตัวทั่วพร้อม... อยู่ตลอดเวลาเป็นงานที่สำคั_ที่สุดของผู้ปฏิบัติธรรม***
โดย... พระอาจารย์มิตซูโอะ เควสโก
วัดป่าสุนันทวนาราม ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กา_จนบุรี
-------------------------------------------------------------------------
ชีวิตสมบูรณ์แล้วทุกประการตามเหตุปัจจัย
เหตุดี ผลก็ดี เหตุไม่ดี ผลก็ไม่ดี
จงมั่นใจในผลกรรมและเชื่อในเหตุปัจจัยอย่างสมบูรณ์เถิด
จงทำความดี ละความชั่ว มีเมตตาแก่ตนและสรรพสัตว์
และยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยจิตที่สงบ
โลกนี้สมบูรณ์แล้วด้วย "กรรม"
ทุกอย่างไม่แน่นอน
ให้อยู่กับปัจจุบันตลอดเวลา และทำใจให้เป็นสุข
อย่าลืมทำ 'เหตุ' ให้ดีตั้งแต่วันนี้... เพื่อ 'ผล' ที่ดีในวันนี้และวันข้างหน้า
ยังคิดไม่ถูก ยังคิดไม่เป็น ยังไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ
ทำงานต้องทำด้วยสติสัมปชั__ะและความพอใจ
ถ้าทุกข์หรือหดหู่ ให้รู้ว่าทุกข์หรือหดหู่ ไม่ต้องปรุงแต่ง
ให้อดทนเพ่งความทุกข์ความหดหู่ใจอยู่อย่างนั้น
ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
ประคับประคองจิต ไม่ให้เอียงไปทางซ้าย ไม่ให้เอียงไปทางขวา
ทำใจให้เป็นกลาง ๆ
กำหนดรู้อยู่อย่างนั้น นั่งก็รู้ เดินก็รู้
กำหนดไป กำหนดไป ก็จะรู้ชัดขึ้น ๆ
จะเห็นเป็นความว่าง ต่างหาก
เห็นว่าความทุกข์ก็ดี ความหดหู่ก็ดี เป็นสักแต่ว่าความรู้สึกเท่านั้น
ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เป็นเพียงอุปาทานเท่านั้น
อุปาทานว่า... เราหดหู่ อุปาทานว่า... เราทุกข์นั่นแหละ
จริง ๆ แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงได้ และจะเปลี่ยนไปเอง
เมื่อมีอารมณ์ใหม่เข้ามาแทนที่
เพราะมันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น
ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่
ทุกข์เท่านั้นดับไป
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา
เมื่อวางเฉยได้ วางทุกข์ได้ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
ทุกข์ก็จะไม่มี หรือมีเหมือนไม่มี
*** อย่าคิดว่าเราทุกข์ ***
ทุกข์ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ทุกข์
ทุกข์ไม่ใช่อยู่ในเรา เราไม่ใช่อยู่ในทุกข์
ทุกข์เขาก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เรามีหน้าที่เพียงกำหนดรู้ทุกข์ที่เกิดขึ้น
กำหนดรู้ทุกข์ที่ตั้งอยู่
กำหนดรู้ทุกข์ที่ดับไป
ทำอย่างนี้เราก็สามารถรับทุกข์ได้ สุขก็ไม่แน่นอน ทุกข์ก็ไม่แน่นอน
สุขหายไปก็ทุกข์ ทุกข์หายไปก็สุข
ทุกอย่างไม่แน่นอน... ก็เท่านั้นเอง
พลิกนิดเดียว... แล้วอยู่อย่างมีความสุข
คนเราจะเป็นสุข หรือเป็นทุกข์อยู่ที่ "ความคิด" นิดเดียว
พลิกนิดเดียวเราก็จะไม่เป็นทุกข์
พลิกนิดเดียวก็จะเปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิเป็นสัมมาทิฏฐิ
จากความคิดผิดเป็นความคิดถูก
จากทางโลกมาสู่ทางธรรม
พลิกนิดเดียวเราก็จะอยู่ได้อย่างไม่มีทุกข์
อยู่กับปัจจุบันได้อย่างสงบ
ยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นแต่ละขณะอย่างสมบูรณ์
การเจริ_สติปัฏฐาน คือ การอยู่อย่างไม่มีความทุกข์ที่จะต้องดับ
ความไม่สงบเป็น " อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา " ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน
เราจะไปแก้คนอื่นทั้งโลกเพื่อให้เขาทุกคนทำทุกอย่างให้เราพอใจให้เราสบายใจ... ไม่ได้ดอก
ต้องแก้ที่ "ใจ" เรา... แก้ที่ตัวเรา... แก้ที่ ความคิด ของเราเอง
"อัตตนา โจทยัตตานัง"
ให้กล่าวโทษโจทย์ความผิด ตรวจความผิดของตัวเอง
และหมั่นแก้ไขเสมอ ๆ
อย่าไปเสียเวลากล่าวหา และพยายามแก้ไขที่คนอื่นเลย
นี่เป็นการเข้าใจตามอริยสัจสี่ เป็นโอปนยิโก
โอปนยิโก คือ การน้อมเข้ามาสู่ใจ
" ชอบหรือไม่ชอบ อย่ายึดมั่นถือมั่น "
เมื่อทุกข์เกิดแล้ว ก็น้อมเข้ามาดูใจตัวเอง
สาวหาเหตุของทุกข์ตามปฏิจจสมุปบาท หรืออริยสัจ 4
ก็จะพบตัณหาอุปาทาน
ให้พยายามทวนกระแสปฏิจจสมุปบาท
เพื่อระงับเหตุ คือ ตัณหาอุปาทาน
ทุกข์ทั้งหลายก็จะดับไป
การทวนกระแสนี้ คือ การดำเนินตามมรรค
จึงควรที่เราจะพยายามตั้งมรรคตลอดเวลา
งานทุกอย่าง ให้ค่อย ๆทำไปโดยมีสติสัมปชั__ะ มีความพอใจ ทำสบายๆ
งานทุกชิ้นที่กำลังทำอยู่มีความสำคั_ที่สุดทั้งนั้น
ทั้งการพับผ้า การเก็บที่นอน การแปรงฟัน การเข้าห้องน้ำ
ไม่ต้องรีบทำเพื่อจะไปทำอย่างอื่น
***การรู้สึกตัวทั่วพร้อม... อยู่ตลอดเวลาเป็นงานที่สำคั_ที่สุดของผู้ปฏิบัติธรรม***