PDA

View Full Version : ฉบับที่ ๒๕ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙


WebSnow
05-03-2006, 06:39 PM
สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ


เดือนมีนาคม ๒๕๔๕
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ


ถาม : (ถามเรื่องการใช้กริช) ?

ตอบ : พวกนี้ก็ใช้ลักษณะของมีดหมด ถ้าตามสายหลวงพ่อใช้มีดหมอนี่ถ้ารักษาโรคใช้คาถา ทุกขา ทุกขัง ปติฏฐิตัง สัมปฏิจฉามิ ถ้าหากว่าใช้ไล่ผีให้ใช้ว่า นะโมพุทธายะ แต่จริง ๆ ถ้าพกมีดหมอของหลวงพ่อไม่ต้องเสียเวลาไล่หรอก เดินเหยียบบ้านมันก็เปิดแล้วไม่อยู่หรอก

วันก่อนไม่ได้ตั้งใจแกล้งยายเขียวเขาหรอก ยายเขียวแกเป็นผีที่น่ารักมากเลย อายุ ๙๔ ปีถึงจะตาย พอตายเสร็จเขาเผาก็มาบอกหวยลูกหลาน
แต่คราวนี้แกเล่นประเภทว่าวนเวียนอยู่ไม่ไปไหน ลูกหลานกลัวเลยเอากระดูกไปฝากไว้ที่วัด เราก็เอากระดูกไปวางไว้บนชั้นวางของ วันนั้นจะออกไปกิจนิมนต์ก็ไม่ได้เจตนา กำลังจะไปกิจนิมนต์ไปเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อน ตัวเองสะพายย่ามอยู่คว้าย่ามได้ก็ยัดเข้าไปชั้นล่างยายเขียวเผ่นกระเจิง เราลืมไปว่าในย่ามมันมีมีดหมอ เล่นเอาผีเดือดร้อนโดยไม่รู้ตัว

ถาม : .............................

ตอบ : มีอย่างไรก็แล้วแต่ ๆ ว่าคาถากำกับในการใช้มันอย่างนั้น คือว่ามีดหมอนี่ในสมัยก่อนเขาใช้ในทางหมอจริง ๆ คือ รักษาโรค โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากไสยศาสตร์ เป็นโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ ถ้าไปบ่อย ๆ หมอเขาจะว่าเป็นอุปาทานเพราะเขาตรวจหาไม่เจอ
เคยเจอมากับตัวเอง ตอนแรกเป็นอยู่ที่บริเวณท้อง พอเอ็กซเรย์ที่ท้องมันเลื่อนไปที่หัวเข่า เลื่อนให้เรารู้ ๆ เลยล่ะ แล้วเราไปบอกหมอเขาว่าเอาแน่ ๆ เลยต้องทำไม่รู้ไม่ชี้ ถึงเวลาเราก็ต้องมารักษากันเอง

สมัยก่อนเขาใช้เป็นหมอจริง ๆ พอมาถึงยุคของหลวงพ่อเดิม วันหนองโพธิ์ หลวงพ่อเดิมเป็นครูบาอาจารย์ร่วมสมัยกับหลวงปู่ปาน ท่านคงได้รับพรจากพระหรือจากเทวดา ท่านเลยทำมีดหมอลักษณะเล่มเล็ก ๆ เอาไว้ติดตัวได้ ติดตัวเป็นมหาอำนาจป้องกันคุณไสยได้ทุกอย่าง
นั้นล่ะโดยเฉพาะสมัยนั้นพวกโจรเป็นเสือปล้นเขาจะหนังเหนียว เจอมีดหมอหลวงพ่อเดิมนี่สยอง เหนียวแค่ไหนก็เข้า ทุกขา ทุกขัง ปติฏฐิลัง สัมปฏิจฉามิ ตัวนี้เขาแปลว่าสำเร็จทุกประการ ไม่ต้องไปแปลหรอก คาถาแปลแล้วไม่ขลัง

ถาม : ...............................

ตอบ : ทุกวันนี้เวลาอยู่ที่วัด เวลาทดสอบกับพวกพระ เขาเอาของมาถวายในหีบในห่อนี่จะถามเขาว่าอะไร เขาจะตอบกันไม่ได้ บอกรู้มั้ยทำไมคุณตอบไม่ได้ คุณกลัวเสียฟอร์ม คุณกลัวว่าตอบผิดแล้วจะขายหน้า จำไว้เลยว่าจะผิดหรือถูกเรามีแต่ได้ไม่มีเสีย ตอบถูกได้กำไรกำลังใจมันมี ตอบผิดได้บทเรียน เราจะได้รู้ว่าเราตั้งกำลังถูกหรือผิดยังไง เสร็จแล้วก็บอกให้เขาว่ามันมีอะไร แล้วแกะออกมาก็จะตรง บอกว่าถึงผมตอบผิดผมก็ไม่เสียกำลังใจ ผมถือว่าผมเฮงซวยเองที่รู้ผิด มันจะเป็นอย่างนั้น ส่วนใหญ่จะไปกลัวผิดกลัวเสียฟอร์ม

ถาม : อย่างสมัยนี้มีอินเตอร์เน็ตเข้ามาแล้ว เราเข้าไปดูในเว็บไซต์นั้น เป็นข้อความก็ดีหรือเป็นรูปภาพแล้วเราไปดูรูปภาพหรือข้อความในนั้นแล้วถูกใจ ผมก็ไปก๊อปปี้ของเขามาโดยที่ผมไม่ทราบเจตนาเขาว่าเขาจะให้หรือไม่ให้ จะถือว่าเป็นการละเมิดศีลข้อ ๒ มั้ยครับ ?

ตอบ : ถ้าหากว่าเขาไม่ได้ระบุชัดเจนว่าต้องเป็นสมาชิก ต้องเสียค่าสมาิชิก ก็ไม่เป็นไร ถ้าเขาระบุชัดเจนว่าต้องเสียค่าสมาชิกจะมีระบบป้องกันเราอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่ให้รหัสผ่านมาเราเจาะเข้าไปไม่ได้หรอก ได้แต่ดูแล้วก็น้ำลายยืดอยู่นั่นล่ะ

ถาม : ไม่ได้ตั้งใจไม่ผิดใช่มั้ยครับ ?

ตอบ : ลองกินยาพิษดูไม่ตั้งใจ ตายมั้ยล่ะ ? ประเภทเดียวกัน

ถาม : ที่หนูฝึกมโนดูมันไม่ชัดเลยค่ะ ?

ตอบ : มันไม่จำเป็นต้องชัด จำไว้ว่ามโนมยิทธิจริง มีแบบเดียวก็คือ ชัดเจนแจ่มใสเหมือนอาทิตย์ยามเที่ยง เพราะว่าเราขอบารมีพระพุทธเจ้าท่าน ถ้าหากว่าเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ท่านจะชัดเจนแบบพระจันทร์วันเพ็ญ คือจะมีเงามืดอยู่บ้าง เงามัวอยู่บ้าง แต่ว่าก็สว่างสดใส ถ้าเป็นพระอัครสาวกเหมือนคบไฟดวงใหญ่ ถ้าหากว่าเป็นพระอรหันตสาวกทั่ว ๆ ไปเป็นเหมือนอย่างกับเทียนดวงน้อย ถ้าเป็นผู้ที่ทรงฌานโลกีย์อย่างพวกที่ได้อภิญญาได้สมาธิเหมือนกับยามโพล้เพล้ใกล้ค่ำ

คราวนี้เราขอบารมีพระสงเคราะห์มันจะชัดอย่างนั้น แต่เนื่องจากว่ากำลังใจของเราก่อนที่เราจะใช้มโนมยิทธินี่ ครูฝึกเขาจะสอนให้เราตัดร่างกายเสียก่อน ตัดความเกาะในโลก ตัดความอยากในร่างกายเพื่อให้จิตมันผ่องใส ทีนี้ถ้าเรายังตัดไม่ได้จริง ๆ นี่มันไม่ค่อยผ่องใสไม่ค่อยชัดเจน ขอให้เรามั่นใจว่าตรงหน้าเราใช่ ถ้าความรู้สึกบอกว่าตรงหน้าเราคือพระพุทธเจ้าถึงไม่เห็นเลยก็ขอให้น้อมจิตกราบลงไป

อาตมาเองบางวันป่วยหนัก ๆ ร่างกายมันแย่ เรื่องของฌานสมาบัตินี่ถ้าร่างกายเจ็บป่วย หิว กระหายมาก ๆ เหนื่อยมาก ๆ มันไม่เอากับเราเลย บางวันป่วยหนัก ๆ นี่ตั้งใจกำหนดเต็มที่เห็นยอดเกศเแหลม ๆ นิดเดียวเอง นิดเดียวก็นิดเดียวถือว่าพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนั้น เราก็น้อมใจกราบลงไป
คราวนี้ความรู้สึกแรก ๆ เหมือนกับหลับตาคลำของ เขาส่งของมาชิ้นหนึ่ง เขาถามว่าเป็นอย่างไร ? เราก็บอกตามสภาพว่า ลักษณะอย่างนี้ อันนี้มันน่าจะเป็นปากกา หรือไม่ก็อาจจะเป็นเศษไม้อันหนึ่ี่ง ตอบไปตามความมั่นใจของเรา ถ้าครูฝึกเขายืนยันปุ๊บ ความมั่นใจมันเพิ่มขึ้น ๆ จิตมันจะนิ่ง

แหม ! แรก ๆ ใจเต้นตึ้กตั้ก ๆ จะถูกหรือเปล่า ? พอตอบไปตอบมา เออ.....เราเก่งนี่ แม่นเหมือนกัน ใจมันชักจะนิ่ง พอชักจะนิ่งตอนนี้ภาพจะเกิด เพราะจิตนิ่งแล้วมันเหมือนกับน้ำที่นิ่ง พอไม่กระเพื่อมเราชะโงกเห็นหน้าตัวเองชัดมั้ย ? ภาพเกิดปุ๊บเราก็ตั้งใจมองให้ชัดปั๊บก็หายปุ๊บ เพราะว่าจิตต้องไปถึงสถานที่นั้น

ตอนนี้เรานึกถึงบ้าน คนที่ได้อภิญญาสมาบัติคนที่ได้มโนมยิทธิจะเห็นเราอยู่ที่บ้านแล้ว เราต้องไปที่บ้านเราถึงเห็นบ้านนั้น แต่ที่เราเห็นบ้านนั้นเพราะความเคยชินของเรา ๆ จึงนึกออก บอกได้มั้ยว่าเราเห็นด้วยตา ไม่ใช่หรอกแต่ทำไมมันชัดล่ะ นั่นล่ะคือตัวมโนมยิทธิ

คราวนี้เมื่อเราไปถึงตรงนั้นเราถึงเห็น พอเราเห็นภาพปุ๊บเราต้องเพ่ง พอเราเพ่งปุ๊บเราใช้อะไร ? สายตากล้ามเนื้อตาใช่มั้ย ? ก็คือเรานึกถึงตัวก็ดึงจิตกับ เราดึงออกมาจากตรงนั้นแล้วเราจะเห็นอะไรล่ะ ? มันก็หายวับไป ในเมื่อมันหายวับไป เราเอาใหม่ตั้งท่าใหม่ พอไปถึงเห็นอีก เพ่งอีก หายอีก บางคนติดอยู่ตรงนี้เป็น ๑๐ ปีก็มี ขอให้เราทำความเข้าใจว่า ก่อนหน้านี้แค่เราคลำ ๆ ไม่เห็นแค่ความรู้สึกอย่างเดียวก็แม่นแล้ว รถมาสีอะไรบอกได้หมด คนนั่งมากี่คนบอกได้หมด เห็นไม่เห็นช่างหัวมันปะไรเราพอใจของเราแค่นี้ ถ้าทำใจสบาย ๆ อย่างนี้ได้ภาพจะอยู่ได้นานเท่าที่เราต้องการ สำคัญอยู่ตรงจุดนี้เอง

เพราะฉะนั้นแรก ๆ มันเหมือนกับเราหลับตาคลำของ ตอนแรกก็กิ่งไม้ ผิดนี่หว่าคลำไปคลำมามีห่วงอยู่หน่อยหนึ่งมีที่กดอยู่นิด ปากกานี่ พอครูฝึกเขายืนยันว่าใช่ ต่อไปคลำใหม่ปากกา คลำอีกครั้งก็ปากกา ต่อไปคลำปุ๊บก็ปากกา มันจะยิ่งแม่นยิ่งคล่องขึ้นเรื่อย ๆ ในเมื่อเราไม่เห็นมันคล่องแล้ว ไม่จำเป็นต้องเห็นก็ได้ ถ้าเราวางกำลังใจอย่างนี้ ภาพก็จะเริ่มปรากฎ

ถาม : โยมนี่หลับตาจะมืด ๆ ลืมตาจะเห็นชัดค่ะ ?

ตอบ : มโนมยิทธินี่ จะลืมตาหรือหลับตามีผลเหมือนกัน เพียงแต่ว่าที่เขาให้หลับตาเพราะว่าบางคนตัดประสาทตาที่รับภาพอื่นออกไม่ได้ อย่างเช่นว่า เห็นคนนั่้งอยู่ เห็นคนเดินอยู่ เห็นรถวิ่งไปวิ่งมา ไม่สามารถจะตัดออกจากภาพที่ตัวเองต้องการได้ ยิ่งภาพพระนิพพานนี่ถ้าหากว่าใช้ตายแบบลืมตาดูนี่ มันเหมือนกับเห็นลมเป็นตัว อธิบายยากมากบอกไม่ถูกหรอก เหมือนกับเห็นลมเป็นตัว รู้สึกว่าอยู่ตรงหน้าเรานี่สว่างเจิดจ้าสดใสมากเลย ลักษณะวิมานเป็นยังไงรู้หมด พระพุทธเจ้าอยู่ยังไงรู้หมด

แต่ว่าจริง ๆ แล้วก็คือไม่ได้เห็นอะไรเลยทั้ง ๆ ที่เราลืมตาใส ๆ อยู่ อยู่ในห้วงความนึกที่เรียกว่า มโนเท่านั้น แต่ว่าเราสามารถอธิบายได้ถูกหมดว่าเป็นอย่างไร คราวนี้เมื่อคนที่ชำนาญอย่างนี้ไม่ถือว่าผิดปกติ เก่งซะด้วยซ้ำไป แต่ถ้าคนทั่ว ๆ ไปแล้ว ถ้าลืมตามันไม่มีความคล่องตัวเขาตัดประสาทตาไม่ได้เห็นภาพอะไรจะไปสนใจ ภาพที่เราต้องการจะหายไป เขาถึงได้บอกว่าให้หลับตาซะก่อน ถ้าคล่องตัวแล้วค่อยลืมตา พอลืมตาขึ้นมาต่อไปคล่อง ๆ ตัวมากลืมตาหลับตาอารมณ์ใจมันเท่ากัน

ถาม : คือว่าทีแรก ๆ พอฝึก ๆ ไปแล้วจะวิปัสสนารู้สึกเหมือนว่าตรงนี้มัน....(ไม่ชัด).....?

ตอบ : ไม่จำเป็นหรอกขึ้นไปกราบพระบนนิพพานแล้วอยู่บนนั้นให้ได้นานที่สุด เป็นวิปัสสนาชัดเลย


ถาม : คือตอนนี้ขึ้นไปกราบพระอย่างเดียวแล้วก็ลงมาดูใจตัวเองข้างล่าง ?

ตอบ : อันนั้นพอแล้ว ดูใจก็ไม่ต้องลงมาดูข้างล่างดูต่อหน้าพระข้างบนนั่นล่ะถ้ามีสิ่งที่ไม่ดีอยู่ก็ขับไล่มันออกไป เอ็งไม่ต้องเข้ามาอีกข้าไม่ต้องการแล้ว ถ้ามีสิ่งที่ดี ๆ อยู่พยายามสร้างให้มันดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เราอยู่กับพระเป็นการตัดรัก โลภ โกรธ หลง ไปในตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปคิด ไปพิจารณาอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่หาวิธีให้อยู่ตรงนั้นให้นานที่สุด คราวนี้เมื่อเราทำอย่างนี้บ่อย ๆ พอจิตมันเคยชินมันจะอยู่ได้นานขึ้น ใหม่ ๆ นี่ไม่ชินกับพระนิพพานยังไม่ทันรู้ตัวเลย เพ่ิงรู้ว่าเราจะกราบพระ อ้าว...ลงมาอยู่ข้างล่างแล้ว พวกเราส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์อย่างนี้

สมัยก่อนที่ฝึกใหม่ ๆ อาศัยว่าสวดมนต์ได้เยอะ ในเมื่อสวดมนต์ได้เยอะก็หาวิธีการทำอย่างไร เราจะล็อกกำลังใจของเราให้อยู่กับพระให้นานที่สุด ก็ตั้งใจว่าเราจะสวดมนต์ถวายเป็นพุทธบูชา ถ้าไม่จบข้าไม่ลงล่ะ
คราวนี้ในเมื่อมีงานให้ก็เท่ากับว่ามีที่ให้เกาะ มันก็อยู่ได้แม้จะหยาบไปหน่อยแต่ก็สามารถจะเกาะพระนิพพานได้นาน อารมณ์เคยชินจะมากขึ้น ๆ ต่อไปอยู่ได้นานเท่าที่เราต้องการ

ถาม : ถ้าเรารู้สึกว่าเราขึ้นไปนี่อยู่ที่อารมณ์แล้วเราจะให้รู้สึกนี่ ให้เชื่อว่าเราอยู่ตรงนั้นจริง ๆ ?

ตอบ : ไม่ต้องให้เชื่อ มันอยู่ตรงนั้นจริง ๆ ทำอย่างไรจะให้เราอยู่ตรงนั้นให้นานที่สุด ให้เราอยู่บนพระนิพพานไม่ต้องไปไหนหรอก น้อมเชิญพระพุทธเจ้าเข้ามาอยู่ในวิมานของเราด้วยตั้งใจนึกถึงท่านตลอดเวลาตั้งใจว่าถ้าเราหลับก็ขอให้หลับในลักษณะนี้แหละ กำหนดใจนึกถึงภาพของท่านสว่างไสวเฉพาะหน้าของเรา จะองค์ใหญ่องค์เล็กแค่ไหนแล้วแต่เราชอบใจ ตัวเราข้างบนจะนอนท่าไหนแล้วแต่เขาชอบใจ ส่วนข้างล่างปล่อยมันหลับไป

ถาม : ถ้าไปให้ไปนิพพานที่เดียวที่อื่นต้องไปหรือเปล่าคะ ?

ตอบ : ไม่ต้องไปหรอก ให้ไปนิพพานที่ดียวก็พอแล้ว เพราะว่าส่วนใหญ่ถ้าหากว่าไปที่อื่นกำลังจะเกาะจุดนั้น ๆ ถ้าเราตายตอนนั้น ดีไม่ดีก็เป็นได้แค่พรหม เพราะว่าไปด้วยกำลังของสมาธิสมาบัติ แต่ถ้าหากว่าเราไปนิพพานนี่มันได้แน่นอนว่า ถ้าตายก็อยู่ตรงนั้น ไม่จำเป็นต้องเก่ง คนอื่นเขาเก่งปล่อยเขาเที่ยวไปเถอะ เดี๋ยวมันหลงทางไปเองแหละ เที่ยวมาก ๆ หลง

ถาม : ส่วนใหญ่จะไปได้....?

ตอบ : อันนั้นไปได้ อาตมาทำอะไรตรงร่องอยู่เสมอ มันเหมือนกับโบราณที่ว่า ขี้ตรงร่อง สมัยก่อนจะเป็นบ้านใต้ถุนสูง เขาจะมีร่องกระดานอยู่ กลางค่ำกลางคืนลงไปข้างล่างไม่ได้หรอก พวกสัตว์ร้ายมันมีเขาก็จะเอาโอ่งเอาไหไว้ข้างล่างถ่ายอุจจาระปัสสาวะลงไป

เพราะฉะนั้นกลางคืนคลำ ๆ ไปคลำ ๆ มาบังเอิญถ่ายตรงร่องได้ ก็จะไม่เลอะข้างบน อาตมาเองสมัยใหม่ ๆ ทำอะไรหลายอย่างตรงร่อง อย่างเช่นว่าเราชอบนิพพานอย่างเดียวที่อื่นไม่ค่อยอยากไป ขี้เกียจขึ้นมาก็ใช้วิธีอาราธนาขอบารมีพระ ขอให้พรหม เทวดาผู้มีพระคุณของเราทั้งหมดขึ้นมาบนนิพพาน แล้วเราก็กราบท่านทีเดียวพร้อมกับพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหมด ทำไปทำมาเสร็จกูบ้าหรือเปล่าวะทำไมทำอย่างนี้ได้ ? พอมาตอนท้าย ๆ ก่อนหลวงพ่อมรณภาพไม่นาน ท่านบอกว่าท่านพาพรหม พาเทวดาไปนิพพานหมดเลย นั่นก็คือขี้ตรงร่อง

ส่วนอีกยกหนึ่งก็คือว่า เรื่องของคาถาเงินล้าน เคยท่องคาถา สัมปจิตฉามิ กับ สัมปฏิจฉามิ ต่อเนื่องกันมาตลอด พอมาเจอคาถาเงินล้านมี สัมปฏิจฉามิ มันก็สัมปจิตฉามิไปด้วย ๒ อย่างรวมกันไปเลย มาตอนหลังก่อนหลวงพ่อมรณะไม่นาน ท่านก็บอกให้เอาสัมปจิตฉามิใส่ลงไปด้วย ของเราใส่ไปหลายปีแล้ว เลยกลายเป็นว่าทำอะไรฟลุค ๆ ถูกเข้าพอดี อันนี้ถือว่าบังเอิญโชคดี

ถาม : การเดินทางขึ้นรถขึ้นอะไรก็แล้วแต่เราจะเอาจิตไปเกาะ...(ไม่ชัด)....?

ตอบ : อาตมาจะยกจิตขึ้นไปกราบพระ ตั้งใจว่าถ้ามันเกิดอุบัติเหตุอันตรายอะไรถึงแก่ชีวิตขออยู่กับท่านที่นั่น แล้วอีกอย่างหนึ่งเวลามีอะไรตอนนั้นจะกราบทูลถามท่านเลย

มีอยู่เที่ยวหนึ่งภาวนายกจิตขึ้นไปกราบเห็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมาอ้วนสวยเลย ไม่เคยเห็นมาก่อนเหลืองอร่ามอย่างกับทอง กราบทูลถามว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใด ท่านตอบว่าจำสมเด็จพ่อของเธอไม่ได้เหรอ ? คำว่าสมเด็จพ่อหมายถึงพระพุทธกัสสป เพราะว่าเคยเกิดเป็นพ่อเป็นลูกกันมา บอกว่าตามที่ตกลงกันมา ถ้าสมเด็จพ่อมาต้องมาในลักษณะพระพุทธรูปปางลีลา แล้วทำไมถึงมาในลักษณะอย่างนี้ ท่านบอกว่าให้เธอจำไว้นะ ถ้าหากว่าพ่อมาในลักษณะนี้เธอจะมีลาภมาก งวดนั้นรวยจริง ๆ

ถาม : ทำถูกต้องใช่มั้ยคะ ?

ตอบ : คือว่าอย่างไรก็อย่าประมาท แต่ว่าอีกเที่ยวหนึ่งนั่นประเภทที่เรียกว่าตั้งหลักไม่ทัน เพราะว่าหัวหน้าป่าไม้ไปกับเขา ๆ ไปส่งก็ชวนคุยถามเรื่องโน้นเรื่องนี้ จนกระทั่งเรื่องงานเรื่องการเรื่องการโยกย้ายของเขาไปเรื่อย เพราะว่าเวลาชวนคุยบางทีเราก็เผลอหลุดให้เขาเหมือนกัน เขาก็ได้ประโยชน์ของเขาอยู่ คุยไปคุยมาจนกระทั่งหมดเรื่อง เราก็พิงพนักหลับตานึกถึงพระของเรา พอนึกปั๊บเห็นภาพพระเหมือนกับพระแตกลายงาร้าวทั้งองค์เลย ก็เลยเอ๊ะวันนี้พระเป็นอะไร พอเราพึ่งจะเอ๊ะเท่านั้นเสียงดังเปรี๊ยะ กระจกหน้าหมดเกลี้ยงเลย ร้าวลักษณะที่เราเห็นชัด ๆ เลยตั้งหลักไม่ทันเลย ยังไม่ทันได้ถามพระเลยว่าเป็นเพราะอะไร วิ่งตามรถอื่นหรือไงไม่รู้ มันดีดหินใส่หรือไงไม่รู้ อันนั้นตั้งหลักไม่ทันมัวแต่คุยอยู่ สมน้ำหน้าหมดไป ๒,๕๐๐ (หัวเราะ)

ถาม : เวลาใส่บาตรเราไม่ได้ใส่บาตรเองน่ะค่ะ เราให้แม่ใส่เราจะได้บุญไม๊คะ ?

ตอบ : เราได้ ๒ ต่อ อันดับแรกถ้าหากว่าเราทำด้วยตัวเอง เสียเิงินเสียทองด้วยตัวเอง อันนี้เป็นทานบารมีของเรา ถ้าหากว่าให้แม่ใส่จะได้ตัวปัตตานุโมทนามัย พลอยยินดีในบุญของคนอื่นด้วย แล้วก็ได้่ตัวเวยยาวัจจมัย คือช่วยงานบุญคนอื่นเขาให้สำเร็จด้วย คือแม่เขาจะทำได้้อย่างนั้นเพราะเรา ได้เพิ่มขึ้นอีกเยอะ ดีกว่าใส่เองมั้ย ?

ถาม : เราไม่ได้ใส่เองนี่คะ ?

ตอบ : ไม่เป็นไร ขอให้สิ่งนั้นเป็ของเราเท่านั้น แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าถึงไม่ใช่ของเรา แม่หามาเอง แม่ใส่เองเราก็สาธุพลอยยินดีไปด้วย เป็นปัตตานุโมทนามัยไป ได้บุญเหมือนกัน ปัตตานุโมทนามัยนี่ถ้าหากว่าออกจากจิตของเราจริง ๆ ๘๐% ของคนทำเลย เพียงแต่ว่าถ้าหากว่าจะได้รับผลอันนั้นจะรับผลช้ากว่าคนที่เขาทำเองหน่อยหนึ่ง ต้องให้คนที่ทำเองได้รับผลอันนั้นแล้ว ตัวปัตตานุโมทนามัยนี่เป็นกำลังใจที่ยินดีที่คนอื่นเขาได้บุญที่เราไม่ได้ทำ มันเป็นมุทิตาจิตที่ออกจากำลังจิตกำลังใจจริง ๆ

ตอนนั้นเห็นว่าคนทั้งสัตว์ทั่วโลก มันล้วนแต่น่ารัก น่าสงเคราะห์ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ทีนี้เราไม่สามารถจะทำได้แต่มีคนอื่นเขาทำมันน่ายินดีจริงหนอ มันจะอยู่ในลักษณะอย่างนั้น แต่ปัจจุบันพวกเราเห็นเขาทำแล้วสาธุ สาธุของเรามันแฝงความหมายว่า กูเอาด้วย ตรงนี้ตั้งกำลังใจผิดไปนิดหนึ่ง ให้เปลี่ยนกำลังใจนิดหนึ่งจะเป็นปัตตานุโมทนามัยที่แท้จริง อย่างนั้นไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ ดี เพราะถือว่ากำลังใจของเราเกาะด้านดีอยู่ แต่ว่ามันประกอบไปด้วยตัวความอยากได้อยู่หน่อย ๆ

ถาม : ผู้เป็นลูกปฏิบัติ แต่เป็นผู้หญิง ปฏิบัติได้ถึงที่สุดแล้ว พ่อแม่จะได้ด้วยมั้ยคะ ?

ตอบ : ได้ พ่อแม่ได้ด้วยเพราะว่าเรื่องของการบวช ถึงคุณบวชเข้าไปก็เถอะ ถ้าไม่เป็นพระซะอย่างก็แย่เลย แต่ว่าเราเป็นลูกผู้หญิงไม่จำเป็นต้องบวชเองก็ได้ เห็นคนอื่นบวชเราร่วมเป็นเจ้าภาพ คนที่บวชเองได้ผลบุญ ๖๐ กัป ตัวคนเป็นเจ้าภาพล่อไปซะ ๑๕ กัป พ่อแม่ได้ ๓๐ กัป คนเป็นเจ้าภาพได้ ๑๕ คนช่วยงานบวชได้ ๖ เราได้ ๑๕ ก็บวชซะ ๑๐ องค์เป็นไงล่ะ ล่อไปซะ ๑๕๐ เยอะกว่า ๖๐ ของเขาตั้งเยอะ หรือไม่ก็ทำตัวเองให้เป็นพระอริยเจ้า จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียอกเสียใจ พอเราทำตัวเป็นพระอริยเจ้าตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่สบายบอกแล้วว่า ถ้าหากว่าทำได้เท่าไหร่ คนที่ได้เขาได้ด้วยอย่างน้อย ๆ ก็ ๘๐% ในเมื่อเขาโมทนา ถ้าถึงที่สุดเขาไปนิพพานด้วย

หลวงพ่อบอกว่าเจอหลายคน เขาไปคอยอยู่ข้างบน บอก เฮ้ย...มาได้ยังไง ก็โมทนาบุญของท่านไงครับหลวงพ่อ บอก แหม...เสียท่า เราปล้ำอยู่เป็น ๑๐ ปีแป๊บเดียวมันเอาไปซะแล้ว

ถาม : มโนมยิทธิปีที่แล้วเหมือนมีพระพุทธเจ้ามาที่วิมานหลวงพ่อ แล้วหลวงพ่อก็กราบท่านเหมือนว่าจะประกาศให้เทวดาทั้งหมดรู้ว่าลูกคนนี้จะได้ไปนิพพาน เทวดาก็โมทนาแต่โยมทำไมไม่รู้สึกดีใจ ?

ตอบ : ตอนนั้นอารมณ์ใจมันปล่อยหมดแล้วนี่ ดีชั่วมันไม่เกาะแล้ว มันต้องประกอบด้วยสังขารุเบกขาญาณอย่างสูงสุด ทีนี้มันไม่ปรุง ไม่แต่งอะไรแล้ว ไปรู้สึกดีใจอะไรก็เฉยไปเฉย ๆ


<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>
http://www.grathonbook.net/

WebSnow
05-03-2006, 07:33 PM
ถาม : ................................

ตอบ : แต่ถ้าเรื่องมันผิดไม่ถูกต้องตามนั้นก็ขอบคุณท่านด้วยว่า ขอบคุณที่อุตส่าห์มาทดสอบกำลังใจ ถ้าหากว่ารู้พร้อม ๆ กัน ๓ เรื่อง ๔ เรื่อง ๆ ที่ ๑ ถูก ที่ ๒ ถูกที่ ๓ ถูกอย่าเพิ่งเชื่อเรื่องที่ ๔ เพราะว่าการทดสอบกำลังใจกันเขามาทุกเวลาและทุกโอกาส ยิ่งได้ทิพจักขุญาณชัดเจนแจ่มใสเท่าไร ยิ่งทดสอบเราหนักเท่านั้น

เพราะฉะนั้นในช่วงที่อยู่วัดท่าซุงมาด้วยกัน สมัยนั้นจะขยัน โดยเฉพาะเพื่อนพระรุ่นเดียวกัน ๑๒-๑๓ คนนี่จะมีการซ้อมกันอยู่ทุกวัน เสร็จแล้วจะมาสนทนาธรรมกัน ก่อนที่จะจำวัด สอบถามไปเถอะ พอเหลือระยะสุดท้ายทุกองค์เหลือคาถาเหมือนกันอยู่บทเดียวก็คือ กูไม่เชื่อ คือเชื่อเมื่อไหร่มันต้มเราเมื่อนั้นแหละ ทั้ง ๆ ที่เรื่องสุดท้ายถูกเจ๋ง ๆ เลย พอขยับมาอีกเรื่องหนึ่งเราเชื่อซะก่อนนี่ เจ๊งเลย เพราะฉะนั้นรับรู้ไว้เฉย ๆ ถ้าเป็นไปตามนั้นเราก็น้อมจิตด้วยความขอบคุณว่า อุตส่าห์ที่มาบอก ต้องเหนื่อยต้องยากมาบอกเราล่วงหน้าก็ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้ามันผิดเราห่วยเองช่้างหัวมันเถอะ เพราะฉะนั้นบอกได้คำเดียวไม่ต้องเชื่อ มันจะจริงไม่จริงช่างมัน เรื่องของมันไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของเราหน้าที่เฉพาะหน้าคือ ทำอย่างไรที่ให้ชำระจิตใจให้ผ่องใสปราศจากกิเลสให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เรื่องอื่นทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องถ่วงทั้งนั้น

ถาม : แล้วถ้าอย่างเพื่อนชอบทายว่าพรุ่งนี้เช้าจะเจออะไรแต่เราไม่ได้สนใจอย่างนี้ ....(ไม่ชัด).....?

ตอบ : ถ้าหากว่าเขาทาย เราก็นึกถึงพระ ถ้ายิ่งจับภาพพระเป็นปกตินึกถึงว่าพระองค์ท่าน พร้อมกับวิมานอยู่เหนือเศียรเรานิดเดียวเท่านั้น ถึงเวลาก็นึกถึงท่าน นิพพานอยู่แค่นี้ไม่ได้อยู่ไกลเลย

ถาม : เขาพยายามจะใช้มโนอย่างนี้จะเป็นอะไรมั้ย ? เอาเองคิดว่าช่างหัวมัน ?

ตอบ : เป็นการซ้อมบ่อย ๆ มันก็คล่องตัวดี คือว่าเราสักแต่ว่ารู้เท่านั้น รู้อย่างไรตอบไปอย่างนั้นไม่ต้องกลัวผิดหลับหูหลับตาตอบผิดมันก็ถือว่าปกติ แต่ถ้าถูกเราเก่ง เรารู้จักให้กำลังใจตัวเองบ้าง

ถาม : ถ้าเราไม่สนใจล่ะคะ ?

ตอบ : ถ้าไม่สนใจก็ถือว่าเราทำถูก มีอะไรก็กินไปอย่างนั้น แต่ถ้าเขาต้องการรู้ว่ามันคืออะไร เราสามารถตอบได้ก็ตอบไป
ถาม : ทำไมเวลานั่งขัดสมาธินั่งสมาธิมันถึงเจ็บขา ?
ตอบ : ธรรมดา ขัดอยู่มันจะไม่เจ็บได้ยังไง
ถาม : มันเจ็บแรงมากเลย ?

ตอบ : เขาเรียก ขันธมาร เขาพยายามทดสอบกำลังใจของเรา พระสายหลวงปู่มั่น เรียกว่า นั่งทับทุกข์ คือให้มันมั่นใจไปเลยว่า ร่างกายนี่มันทุกข์จริง ๆ แล้วเขาจะพิจารณาต่อไปเลย ถ้าหากว่าในลักษณะนั้นอาตามเคยทำมาแล้ว นั่งทีหนึ่ง ๓ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมง โอ้โห....เจ้าพระคุณเหงื่อมันไหลอย่างกับงูเลื้อยเลย คือใจของเรามันยังไม่นิ่ง พอไม่นิ่งจะไปกังลวลกับอาการเวทนานั้น กว่าจะแยกออกว่า เวทนา นั่นเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันใช่เราหรือเปล่า ? หรือว่ามันเป็นเรื่องของร่างกาย ? กว่าจะแยกตรงนั้นออกได้กันเกือบทะลุ รู้สึกว่าก้นมันบางลง ๆ กระดูกเกือบทะลุออกมาแล้ว

จริง ๆ สายหลวงพ่อไม่ได้ให้ปฏิบัติอย่างนั้น ที่สายหลวงปู่มั่นจำเป็นต้องปฏิบัติอย่างนั้น เพราะส่วนใหญ่จะอยู่ภาคอีสาน ภาคอีสานจะลำบากเรื่องการทำมาหากิน ลำบากด้วยดินฟ้าอากาศ คนต้องต่อสู้ดิ้่นรนมาตั้งแต่เล็ก ๆ กำลังใจจะเข้มแข็งกว่าคนอื่น พูดง่าย ๆ ก็คือภาษาพระจะเรียกว่า ดื้อกว่าคนอื่นเขา ถ้าไม่เจอการทดสอบลักษณะว่าให้อดอาหารบ้าง นั่งกันข้ามวันข้ามคืนบ้าง จิตมันจะไม่ยอมสงบ ไม่ยอมลงง่าย ๆ ก็เลยต้องทรมานกันลักษณะนั้น พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า หลักการปฏิบัติมี ๔ อย่างคือ

สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิบัติง่าย ๆ แล้วบรรลุเร็ว อย่างสายของหลวงพ่ออย่างนี้
ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิบัติลำบากแต่บรรลุเร็ว อย่างสายของ หลวงปู่มั่น
สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติสบายแต่บรรลุยาก
อันสุดท้าย ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติก็ลำบาก บรรลุก็ยาก
เพราะฉะนั้นในเมื่อมันมีแนวปฏิบัติถึง ๔ แนวอย่างนี้ เราก็รู้อยู่แล้วว่าเราอยู่แนวไหนก็จับแนวนั้นไป หลวงพ่อไม่เคยสอนให้ลำบาก ท่านบอกให้นอนสบาย ๆ ด้วยซ้ำ อาตมาเองหากินทางนอนจนเตียงเป็นร่องไปแล้ว

ถาม : อย่างเรื่องสัญญาที่เราจำได้ อย่างเราน้อยใจใครซักคนนี่เรารู้ว่าทำไม แต่ทำไมเราตัดไม่ได้คะ ?

ตอบ : เพราะว่าสติและปัญญายังมีกำลังไม่เพียงพอ จำเป็นที่จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับจิตให้มากกว่านี้ด้วยการภาวนา การภาวนาจะสร้างสติของเราให้มั่นคง ทำให้กำลังใจของเราเข้มแข็ง พอถึงเวลาถึงวาระเราต้องรู้จักพิจารณาดูว่า เราน้อยใจเขามันได้ประโยชน์อะไร เขาก็ตายเราก็ตายในที่สุด ก็ต่างคนต่างตาย ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ เขาก็ทุกข์ เราก็ทุกข์ เราเองเราน้อยใจเขาเราโกรธเขา เราคิดมากอยู่คนเดียวเขานอนสบาย เราหาเรื่องทุกข์ใส่ตัวหรือเปล่า ? พอปัญญาเกิดมันจะค่อย ๆ ละ ค่อย ๆ ตัดไปเรื่อย แล้วในที่สุดพอเจอหน้ามันก็รู้สึกเฉย ๆ ไม่กระเืทือนอีก แผ่เมตตาให้เขาบ่อย ๆ แรก ๆ ก็ให้คนที่เรารักก่อน ถ้าไปให้คนที่เราเกลียดมาก ๆ มันจะต่อต้าน แรก ๆ ให้คนที่เ่รารักก่อน แล้วหลังจากนั้นพอกำลังใจมั่นคงก็ให้คนที่เราไม่รักเราไม่เกลียดคือบรรดา คนที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย จะเป็นคนก็ดี เป็นสัตว์ก็ดี จะเป็นภพใดภูมิใดก็ตาม แล้วหลังจากนั้นให้คนที่เราเกลียดน้อย แล้วค่อยให้คนที่เราเกลียดมาก ๆ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วไปให้คนที่เกลียดมากทีเดียวแล้วมันตีกลับ แรงเขาเยอะกว่าเด้งกลับ ยังมีใครยังขี้น้อยใจอีก พิจารณาดูนะ แหม....ไปเจ้าคิดเจ้าแค้นน้อยใจเขา อดนอนข้ามวันข้ามคืนไอ้นั่นหลับครอกไม่รู้เรื่องปล่อยให้เราฉลาดอยู่คนเดียว จะว่าคิดมากก็ไม่ได้ มันคิดอยู่คนเดียว คิดคนเดียวมันจะคิดมากได้ยังไง ?

ถาม : ...........................................
ตอบ : ยกให้มันไปเถอะ จำไว้เลยว่า เรื่องของกำลังใจสำคัญที่สุด สมัยของหลวงพ่อไปอเมริกา คณะที่ติดตามไป ๔๒ คนค่าเครื่องบินอย่างเดียวล้านกว่า กราบเรียนหลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับ ค่าเครื่องบินเยอะขนาดนี้มันจะคุ้มกับที่ไปเหรอครับ ? ท่านบอกว่า แกเห็นแต่ตัวเงินแกก็ว่าไม่คุ้มแต่แกจำไว้เลยว่า ถ้ามีคนสามารถยกจิตขึ้นนิพพานสักคนเดียว เงินล้านซื้อนิพพานไม่ได้ นั่นคือความเมตตาของหลวงพ่อ ท่านสงเคราะห์ให้ถึงขนาดนั้น

อาตมาถึงเดี๋ยวนี้ก็ไม่ยอมไปต่างประเทศเสียดายเงินตั้ง ๔ หมื่น ๕ หมื่นลองคิดดูพันเดียวของอเมริกาแล้วตอนนี้ล่อไปเท่าไหร่แล้ว ๔ หมื่นกว่า ไปกลับก็เกือบแสน เจริญมั้ยล่ะ ? แล้วลองคิดดูซิว่า ไปกลับเกือบแสนแล้วตีซิว่า ๔๒ คนมันล่อเข้าไปเท่าไหร่ ๔ ล้านกว่า ทีนี้มันไม่ถึงแสนน่ะซิมัน ๘ หมื่่นกว่า ๘x๔ = ๓๒ ล้านกว่าบาทแล้ว ๓ ล้านกว่าซื้อนิพพานได้มั้ย ? ไม่ได้หรอก
อ้าว....นั่งรักษาอารมณ์อย่าไปฟุ้งซ่านปล่อยไปไกลอีกแล้ว ดึงให้อยู่แค่ตรงนี้ อยู่แค่ลมหายใจเข้าออกตรงนี้ ทุึกอย่างที่เราคิด ถ้าไม่อดีตก็อนาคตเท่านั้น อดีตทำให้เราไปนิพพานไม่ได้หรอก ถ้าไปได้มันไม่มานั่งทุกข์อยู่ตรงนี้หรอก อนาคตยังมาไม่ถึง รถที่มาไม่ถึงเราขึ้นมันได้มั้ย ? มันไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องอยู่กับปัจจุบัน คือตอนนี้เดี๋ยวนี้เป็นการจำกัดทุกข์ให้อยู่เฉพาะหน้า มันก็จะเหลือแค่นิพัทธทุกข์ คือ ทุกข์เนืองนิจที่เกิดขึ้นกับเราอย่างเช่นว่า เจ็บ ป่วย หนาว ร้อน หิวกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ แต่ถ้าหากว่าเราคิดเมื่อไหร่มันจะเพิ่มทุกข์ให้ทันที แรก ๆ หยุดความคิด คือควบคุมขอบเขตของมันให้ได้ก่อน แล้วหลังจากนั้นแล้วค่อยวางความคิด ตอนนี้เอาแค่หยุดมันให้ได้ก่อน ไม่ยาก เดี๋ยวจะไล่กวดให้ไปนิพพานให้หมด รู้ตัวว่าใกล้ตายแล้วไม่ค่อยปิดไม่ค่อยบังหรอก มีความสามารถเท่าไหร่งัดออกมาหมด แล้วยิ่งปีนี้เจ้าพระคุณเถอะ ทั้งในทั้งนอกเละเทะไม่เป็นท่า อาตมาเองก็แย่ ตอนนี้มะเร็งมันกินออกข้างนอกแล้ว แข้งขาเละเทะ ๔ แผล ๕ แผลปล่อยมัน ๆ กินได้แต่รถผุ ๆ คันนี้แหละ กินคนขับรถไม่ได้หรอก เดี๋ยวคนขับรถลงโน้นนั่งปอร์เช่ไป ถ้าขืนทำไม่ดีไปเจอจักรยานโปเกขี่ขันหน้าเสือกถอยหลังอีกล่ะยุ่งเลย (หัวเราะ)

(เล่าเรื่องหลวงปู่) หลวงปู่มหาอำพัน อายุ ๘๐ กว่าแล้ว ลูกศิษย์มากี่คนสอบถามถึงพ่อถึงแม่ถึงลูกถึงหลานถึงเหลนได้หมด แต่ละคนชื่ออะไรนึกออกหมด นั่นแหละผู้ที่มีจิตตั้งมั่น ผู้ที่มีสติตั้งมั่นพูดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วนาน ๆ เรื่องที่พูดผ่านมาแล้วนาน ๆ ก็จำได้ เพราะว่าจิตมันมีสภาพจำ แต่ว่าไม่ได้จำในลักษณะสับสนวุ่นวาย จะเก็บซุกเอาไว้มุมใดมุมหนึ่งของมัน พอต้องการแล้วมันจะดึงของมันขึ้นมาเอง

ถาม : (ถามเกี่ยวกับเรื่องของอารมณ์และการรับรู้)

ตอบ : ใช้คำว่า สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่ารู้เรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา จำไว้ว่าเราไม่สามารถจะแก้ไขคนรอบข้างได้ เพราะนั่นเป็นเรื่องของโลก เราแก้ไขได้เฉพาะเรื่องของเรา เพราะฉะนั้นอย่าไปเอาเรื่องของโลกมาเป็นเรื่องของเรา กอง ๆ ไว้ตรงนั้นแหละ รู้ก็สักแต่ว่ารู้ไม่ต้องรับเข้ามาเลย ตัวนี้มันเป็นกิเลสของมารอย่างหนึ่ง ให้เรารู้ว่ากิเลสแท้จริงของมารเป็นอย่างนี้ รู้แล้วพูดไม่ได้อกมันจะแตกตาย คันปากยิบ ๆ อยากจะบอกเขา โดยเฉพาะเรื่องหลายเรื่องนี่คนพูดต่อหน้าเรามันพูดอย่างหนึ่งแต่สิ่งที่เขาทำเขาทำอย่างหนึ่ง รู้ ๆ อยู่ว่าโกหกแต่ต้องนั่งยิ้ม ๆ ฟังมันพูด เพราะฉะนั้นถึงรู้เราก็รับรู้ไว้เฉย ๆ อะไรจะเกิดขึ้นก็ช่างมัน เรื่องของมันไม่ใช่เรื่องของเรา

ถาม : ...............................

ตอบ : ดูใจของเราเองดูว่าตอนนี้มีกิเลสมั้ย ? มีรีบ ๆ ไล่ออกไป ระวังไว้อย่าให้มันเข้ามา ตอนนี้มีความดีมั้ย ? ถ้าไม่มีให้รีบ ๆ สร้างมันขึ้นมามีอยู่แล้วทำให้มันดียิ่ง ๆ ขึ้น ย้อนกลับมาดูที่ตัวเอง ดูคนอื่นมีแต่เสมอตัวกับขาดทุน ดูตัวเองมีแต่เสมอตัวกับกำไร
ถาม : นั่งดู ๆ ตัวของเราเหมือนเป็นแก้ว ๆ ค่ะ ?

ตอบ : นั่งสมาธิขับกำลังใจของเราให้ผ่องใสเต็มทั้งดวง เต็มทั้งดวงไม่ต้องมีแสงก็ได้เอาขาวเฉย ๆ ก็ได้ แล้วจับความว่างสบายตรงนั้น ทำตัวเหมือนกับบ้านโล่ง ๆ แล้วนั่งอยู่ท้ายสุดของบ้านเลย แล้วมีประตูอยู่บานหนึ่งที่เปิดอยู่หน้าบ้านเรา ระวังเอาไว้ว่ากิเลสตัวไหนจะเข้ามาแล้วเราจะเห็นมันทัน เราจะรู้มันทัน
ก่อนที่จะทำให้กราบพระตั้งใจอยู่ตรงหน้าพระ ขับกำลังใจของเราให้ผ่องใสที่สุดก่อนแล้วก็เอากำลังตัวนั้นแหละมาสร้างสติ สร้างปัญญาในการระมัดระวังป้องกันตัวเอง ค่อย ๆ ทำเดี๋ยวมันจะชินไปเอง แรก ๆ ยังต้องกดมันอยู่เหมือนอย่างกับเราแบกอะไรไว้ หนักเหลือเกินแต่พอนานไป ๆ จะวางไปเองแล้วมันจะสบาย
ถาม : รู้สึกว่าเพื่อนที่มาด้วยกันเขามาทำให้....(ไม่ชัด)....แล้วเราเป็นทุกข์ ?
ตอบ : อย่าไปบอกเขาซิ ขืนไปบอกเขาเดี๋ยวเขาด่าเอา แหม...มาด้วยกันแท้ ๆ ไม่เอาเพื่อนเอาฝูงอะไรเลยหนีไปซะแล้ว อย่าไปกังวลมาก เรื่องของการปฏิบัติพระพุทธเจ้าท่านบอกชัดแล้ว เอกายโน เป็นเรื่องของคน ๆ เดียวคนอื่นรอบข้างไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเดียวกัน สามี ภรรยา พ่อ แม่ บุตร หลานอะไรก็แล้วแต่ เป็นเรื่องรุงรังมากกความทั้งนั้น
เอกายโน อะยัง ภิกขเว ภิกษุทั้งหลายนี่เป็นเรื่องของคน ๆ เดียว มัคโคสัตตานังวิสุทธิยา เป็นหนทางที่นำพาสัตว์เข้าสู่ความบริสุทธิ์สิ้นเชิง โสกะปริเทวานัง สะมะติกะมายะ ทำให้ความโศกเศร้าร่ำไรต่าง ๆ ตกล่วงไปได้ ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ ความทุกข์โทมนัสเสียใจน้อยใจต่าง ๆ ก็จะดับไป ญายัสสะอะธิคะมายะ ธรรมทั้งหลายก็จะเจริญขึ้น นิพพานัสสะ สัจกิริยายะ ทำนิพพานให้แจ้งได้
เพราะฉะนั้น อยู่คนเดียวเปลี่ยวกายแสนสบายแต่ไม่สนุก ถ้าอยู่สองครองทุกข์ถึงสนุกก็ไม่สบาย ทำกำลังใจให้ได้อย่างนี้รู้ว่าไม่ดีก็ไปเลย แต่ว่าคนที่จะเด็ดขาดเข้มแข็งอย่างนี้ มันต้องเป็นระดับปรมัตถบารมีเท่านั้น ระดับอื่น ๆ โอ๊ย...แหม...กว่าจะจากกันได้แต่ละทีแทบจะขาดใจตาย
ถาม : คนเขาว่าโยมใจดำ ?
ตอบ : ลองดูใจตัวเองซะว่ามันดำหรือเปล่า ? นั่นมันคำพูดของเขา จำไว้ว่าถ้าหากว่าเราใจดี ใจสบาย คนรอบข้างของเราจะดีไปด้วย มันจะช่วยเขาซะด้วยซ้ำไป เดี๋ยวกลายเป็นว่าของเรามาตกระกำลำบากอยู่กับวัด ของเขาเองทำมาหากินมีความสุขความเจริญร่ำรวยกันใหญ่โต ร่ำรวยกันไปเลย แล้วเขาก็จะมาด่าเราอีกยกหนึ่ง โดนทดสอบทั้งขึ้นทั้งล่อง
เพราะฉะนั้นทำใจของเราให้ดี คนรอบข้างเขาจะได้ดีไปด้วย เราเองพอถึงเวลาถึงวาระก็ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้แก่เขาไปด้วย ผลบุญทั้งหมดที่เราทำในครั้งนี้ขอให้มีส่วนของเขาด้วย ตั้งใจทำอย่างนี้ทุกวันแล้วเราจะเจริญขึ้นเอง
ถาม : รู้สึกว่า....(ไม่ชัด)....?

ตอบ : ไม่ต้องห่วง อย่าไปหวังความปราณีจากมาร ครูบาอาจารย์คนนี้โหดจริง ๆทดสอบทุกวินาทีที่เราเผลอ ข้อสอบมีแค่ ๔ หัวข้อคือ รัก โลภ โกรธ หลง แต่เขาออกมาได้เป็นล้าน ๆ ข้อเลย เผลอหน่อยเดียวเสียบเข้ามาแล้ว ขาดสติเมื่อไหร่สอบตก

ถาม : การที่บุคคลคนหนึ่งเขาบอกว่า จิตเขาไปถึงไหนแล้วรู้มั้ย ก็เลยถามว่าศีล ๕ ข้อนี่รักษาได้มั้ย เขาตอบว่าไม่ได้ ?

ตอบ : อย่างนั้นก็เป็นพวกโลกียฌาน ไม่ต้องตำหนิกัน คนเราจริง ๆ ไม่มีดีไม่มีชั่ว ทุกคนล้วนแล้วแต่กำลังเป็นไปตามกรรมทั้งสิ้น ดีชั่วเป็นสมมุติที่เราแยกออกเอง ถ้าหากว่าประกอบในด้านกุศลบุญก็จะตกอยู่ในกระแสสีขาวพาไหลขึ้นตลอด แต่ถ้าหากว่าทำบาปอกุศลก็จะตกในกระแสสีดำไหลลงตลอด จนกว่าเราจะหลุดพ้นจากกระแสทั้ง ๒ สายนั้นถึงเข้านิพพานได้
เพราะฉะนั้นไม่มีใครดี ไม่มีใครชั่ว มีแต่คนกำลังเป็นไปตามกรรม เรามาถึงตรงจุดนี้แล้วเห็นใครทำในสิ่งที่ไม่ดี อย่าไปตราหน้าว่าเขาชั่ว สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเราต้องเคยทำมาแล้ว ในเมื่อเราเคยทำมาแล้ว ตอนนี้เขามาทำต่อ เขาก็คือผู้ที่เป็นทายาทมารับผลงานที่เราทำเอาไว้
ในเมื่อเราเป็นทายาทเขาคือลูก คือหลาน คือญาติคือโยมของเราต้องไปรังเกียจเขาทำ มีโอกาสสามารถช่วยเขาได้ก็ช่วย ๆ ไม่ได้ก็วางเฉยยอมรับว่ามันเป็นกฎของกรรม แต่ว่าไม่ได้วางเฉย ธรรมดา ๆ ตัวอุเบกขาตัวนี้ก็ยังมีเมตตา มีกรุณาแฝงอยู่ คือ ถ้าพร้อมเมื่อไหร่เราพร้อมที่จะช่วยเขาอีก

ให้วางกำลังใจอยู่ในลักษณะอย่างนี้ คนไม่มีดีไม่มีชั่วหรอก แต่มันมีสมมติทั้งนั้น ต่างคนต่างทำเขาคิดว่าสิ่งที่เขาทำน่ะดีแล้วเขาถึงทำ แต่ว่าเขาเข้าใจผิดด้วยอกุศลมันชักพาไป ในเมื่อเขาคิดว่าดีแล้วเขาทำ มีโอกาสก็แนะนำในสิ่งที่ดีให้เขา

ถาม : แนะนำไม่ได้เลยค่ะ ?

ตอบ : แนะนำไม่ได้ก็ปล่อยวาง เมตตา กรุณา มุทิตาก็แล้ว ไม่ได้ก็อุเบกขา อุเบกขาไม่อยู่ก็เบรกมือเบรกปากไว้ก่อน

ถาม : คือเราเอาคำสอนของหลวงพ่อไปพูดให้ฟังแล้ว พูด ๆ ไปเขาก็ยืนชี้หน้าด่าเป็นชั่วโมงเลยค่ะ ?

ตอบ : ลักษณะนั้นก็ไม่ต้องสอนเขา หลวงปู่หลวงพ่อหลายต่อหลายองค์ไม่เคยสอน ท่านทำตัวท่านเองให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น เราเองเราก็ทำเป็นตัวอย่างในลักษณะอย่างนั้น ให้มันดีเท่าดี ตีถูกตีแล้วถึงเวลาถึงวาระเขาเห็นเอง

ในเมื่อเขาเห็นเองกุศลกรรมมันเข้าเมื่อไหร่เขาจะทำตาม แต่ถ้าอกุศลกรรมยังครองใจเขาอยู่เราก็เหนื่อยเปล่า เพราะฉะนั้นทำตัวเราเองดีกว่า จะได้ไม่ต้องไปปากเปียกปากแฉะกับเขา

ถาม : อยากจะถามเกี่ยวกับการรักษากำลังใจค่ะ อยากทราบว่าคน ๆ นี้เราจะรู้ได้ยังไงคะว่าเขาดีหรือไม่ดี ?

ตอบ : ดีหรือไม่ดีมี ๒ อย่าง ดูกันไประยะหนึ่ง คือระยะยาวนานพอถ้ากำลังใจเขาไม่อดทนหางมันก็จะโผล่เอง อีกอย่างหนึ่งก็คือ ฝึกเจโตปริยญาณให้ได้ ถึงเวลาขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ จะรู้ได้เลยมาแง่ไหนมีลวดลายยังไง หลอกเราไม่ได้ทั้งนั้นแหละ

ถาม : อย่างกรณีหนึ่งนะคะว่าคนนี้มันไม่ดี แม้กระทั่งพระก็ชี้นำเราแล้วว่าไม่ดี แต่เราก็ยังมองเขาดีอีก แต่บางครั้งเราก็มองเขาไม่ดีนะ มีบางอารมณ์มันมองเขาดีเหมือนให้โอกาสเขา เราจะแก้ไขกับกำลังใจยังไงกับตรงนี้ ?

ตอบ : จริง ๆ แล้วเป็นกำลังที่ดีนะตรงนี้ แต่ถ้ามันพาเราทุกข์มันก็น่าจะเข็ดบ้าง ให้มองต่อไปข้างหน้าซิว่า เรื่องมันเกิดขึ้นแบบเก่าอีกแล้วเราจะลำบากอีกมั้ย ? ถ้าเห็นทุกข์แล้วมันก็จะท้อไปเองหรือต้องตีกะบาลเสียก่อน ถ้าไม่เห็นทุกข์ก็ยังไม่กลัวหรอก เห็นทุกข์แล้วมันจะท้อ

WebSnow
05-03-2006, 09:25 PM
ถาม : เราจะทราบได้ยังไงว่าเราต้องฝึกกรรมฐานแบบไหนถึงจะตรงกับเรามากที่สุด ?

ตอบ : เอาคู่มือปฏิบัติกรรมฐานบูชาหน้าหิ้งพระเลย จุดธูปอธิษฐานชอบอันไหนเอาอันนั้น ถ้าชอบเยอะก็เอาอันที่ชอบที่สุด เพราะอันที่ชอบที่สุดก็คือ เราเคยทำมามากที่สุดแล้วก็เริ่มลุยเลย

ถาม : ตอนนี้ที่ทำอยู่ก็คือวาโยกสิณ ?

ตอบ : วาโยกสิณ ก็ง่ายดีจับลมหายใจเข้าออกตัวเอง เพียงแต่นึกภาพให้เห็นเท่านั้น

ถาม : แล้วภาพนี่ต้องเป็นภาพเดียวกันตลอดมั้ยคะ ?

ตอบ : ไม่จำเป็น เพราะว่าขึ้นอยู่กับกำลังใจของเรา บางทีมันก็ชัดเจน บางทีมันก็ไม่ชัด บางทีก็มัว บางทีก็ใส ตอนไหนกำลังใจกิเลสเกาะเยอะ มัว ๆ ก็ช่างมัน เรามีหน้าที่ประคับประคองไว้ มันจะมั่วก็เอาทั้งมั่ว ๆ นั่นแหละ พอกำลังใจทรงตัวมันก็ดีขึ้นเอง

เรื่องของกสิณเรื่องเป็นเรื่องของคนที่ฝึกแรกเริ่ม มโนมยิทธิข้ามมาถึงตรงจุดนี้ใช้ผลของกสิณแล้ว กสิณทั้งหมดมันก็กลายเป็นของเด็กเล่นไปคือ เรารู้จักนิพพานแล้วมันก็ผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ไม่ต้องไปเล่นของเด็ก ๆ เกาะนิพพานเอาไว้ดีกว่า

ถาม : จะไปฝึกเขาบอกว่าไม่ต้องฝึก ?

ตอบ : ไม่ต้องหรอก อาตมาก็ยืนยันว่าไม่ต้อง ถ้าหากว่าเราทำกำลังใจของเราในด้านมโนมยิทธิไปเรื่อย เกาะพระไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวพอเวลากำลังใจมันทรงตัวของเก่ามันมาทั้งหมดเอง ตอนนี้ที่เราไม่สามารถจะใช้อภิญญาเต็มที่ได้ทั้ง ๆ ที่อดีตเราเคยทำมาแล้วเพราะว่า เรายังไม่ยอมรับกฎของกรรมอย่างจริงจัง อภิญญานี่ถ้าเต็มสภาพเต็มกำลังของมันนี่มันฝืนกฎของกรรมได้ เห็นคนเจ็บไข้ได้ป่วยมาคิดให้เขาหายเขาก็หาย เห็นคนเป็นง่อยมา แขนขาดขาขาด คิดให้เขามีแขนมีขาให้มันหายง่อยมันหายเดี๋ยวนั้นเลย เพราะเป็นการอธิษฐานอำนาจของกสิณโดยเฉพาะธาตุ ๔

คราวนี้พวกเราถ้าไม่ยอมรับกฎของกรรม เห็นปั๊บสงสารช่วยเขา จะทำเอากฎของกรรมอลเวงไปหมด เพราะว่าเราลืมดูไปว่าเขาเป็นอย่างนั้น เพราะอดีตทำอะไรมา เขาก็มีกรรมที่จำเป็นที่เขาจะต้องรับ ดังนั้นว่า ถ้าตราบใดที่เรายังไม่ยอมรับกฎของกรรมอย่างจริงจังนี่ โอกาสจะใช้อำนาจอภิญญาได้เต็มที่อย่างอภิญญาใหญ่นั้นอย่าหวังเลย โดนล๊อคหมด จะได้โล่งใจซะที ไม่งั้นมัวจะคิดอยู่นั่นล่ะ เอ๊ะ...ทำได้ขนาดนี้อภิญญาไม่เกิดซะที เกิดเมื่อไหร่บรรลัยเมื่อนั้นล่ะ โดยเฉพาะพวกเรา พวกเรามันเชื้อสายพุทธภูมิเก่า พุทธภูมิคือผู้ที่ตั้งใจจะเป็นพระพุทธเจ้า คนที่ตั้งใจจะเป็นพระพุทธเจ้านี่ คนอื่นลำบากแค่ไหนตัวเองก็ยอมช่วยเขา ช่วยเขาโดยไม่เห็นแก่ความลำบากของตัวเอง

ในเมื่อทำในลักษณะนั้นมันจะเผลอไปฝืนกฎของกรรม ลองดูซิพอได้แล้วลองไปช่วยใครเข้าซักยกหนึ่งซิเดี๋ยวมันก็เสื่อม นี่ไม่ใช่กำลังใจเราเสียเอง บางทีท่านตัดผลมันไปดื้อ ๆ ต่อให้จับภาพกสิณได้ชัดเจนแจ่มใสโตเต็มฟ้าเลย ขยายให้ใหญ่ก็ได้ ให้เล็กก็ได้ ให้มาเมื่อไหร่ก็ได้ ให้หายไปเมื่อไหร่ก็ได้ ใช้อะไรไม่ได้หรอก ถ้าหากไปฝืนกฎของกรรม


ถาม : หมายความว่าต้องมีกำลังใจมั่นคงใช่มั้ยคะ ?

ตอบ : ถ้ากำลังใจไม่มั่นคงนี่ไม่ได้รับประทานหรอก ถ้ายิ่งปฏิสัมภิทาญาณ นี่ยิ่งหนักเลย เพราะว่าอำนาจของปฏิสัมภิทาญาณนี่ สามารถคุมได้ทั้งสุกขวิปัสสโก คือผู้ที่ปฏิบัติเรียบ ๆ แล้วบรรลุมรรคผลไป เตวิชโช คืิอผู้ที่ปฏิบัติแล้วมีความสามารถพิเศษ ๓ อย่าง ฉฬภิญโญ คือผู้ที่ปฏิบัติแล้วได้อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทาญาณจะคลุมได้หมด ความสามารถเหมือนเขาหมด เก่งกว่าเขาด้วย แล้วมีความสามารถเหนือขึ้นไปอีก ๔ อย่างคือ ธัมมาปฏิปทาสัมภิทา คือรู้เหตุทุกอย่าง อัตถปฏิสัมภิทา รู้ผลทุกอย่าง แล้วก็ ปฏิภาณปฏิสัมภิทามีปฏิภาณว่องไวมากไม่ว่าใครเขาจะไล่ต้อนจะถามท่าไหนไม่เคยจนแต้ม นิรุกติปฏิสัมภิทา รู้ทุกภาษาทั้งในโลกนี้และโลกอื่น

เพราะฉะนั้นว่ายิ่งมาก็ยิ่งใช้ยากขึ้น ๆ น่ะ แต่ถ้าเรารู้จักควบคุมกำลังใจของเราให้ยอมรับกฎของกรรมมันก็จะใช้ได้บ้างไม่มาก สมัยที่อยู่วัดท่าซุง ครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอริยเจ้าโดยเฉพาะพระอรหันต์วัดท่าซุงนี่ตั้งแต่ตั้งวัดมาสมัยหลวงปู่ใหญ่จนกระทั่งถึงปัจจุบัน สมัยหลวงพ่อเล่ง หลวงพ่อไล้ ยังไม่นับหลวงพ่อของเรามีพระอรหันต์ต่อเนื่องกันมา ๗๒ องค์ด้วยกัน ระยะเวลา ๒๐๐ กว่าปีมีพระอรหันต์ต่อเนื่องกันมา ๗๒ องค์ไม่เคยขาดเลย

ในเมื่อเป็นในลักษณะดังนี้เวลาพระปฏิบัติก็จะมีท่านทั้งหลายเหล่านี้มาช่วย อย่างของอาตมานี่ หลวงปู่ขนมจีน ท่านคุมแจเลย เพราะว่าโดนท่านเฉ่งก่อนถือว่าเป็นลูกคนโต ท่านเลยตามเฆี่ยนตามตีตลอด เมื่อฝึกมโนมยิทธิก็ดี ฝึกกรรมฐานอื่น ๆ ก็ดี เสร็จแล้วเราจะไปคุยผลกัน

มีอยู่วันหนึ่งข้องใจกันว่า ในขอบเขตของความเป็นพระ เราจะใช้อภิญญาได้เท่าไหร่ ปรากฏว่าเมื่อถึงตอนกลางคืนก็มีหลวงปู่องค์หนึ่ง มรณภาพตอนอายุ ๙๐ กว่า ท่านมาปรากฎตัวให้ บอกว่าลูกอยากรู้เรื่องนี้เหรอ พระก็กราบ เรียนท่านว่าใช่ครับ ท่านก็บอกว่าลูกคอยดูนะ แล้วท่านก็เดินข้ามถนนให้ดู คนแก่อายุ ๙๐ กว่าตัวก็สั่น หลังก็โกงถือไม้เท้าก๊อก ๆ เดินข้ามถนนสะดุดขาตัวเองล้ม ปากแตกข้ามไปฝั่งโน้นหันกลับมาให้ดู นี่แหละลูก เราเป็นพระเราต้องยอมรับกฎของกรรม

แต่ถ้าเรื่องมันจำเป็น พ่อจะทำอย่างนี้ ท่านพูดจบนี่มายืนจมูกชนกับเราเลย มาตอนไหนไม่รู้นั่นแหละ เสร็จแล้วท่านก็ทำภาพให้ดูว่า มีบ้านที่เขาจัดงานนิมนต์พระไปฉันเช้าฉันเพลก็นิมนต์หลวงปู่ด้วย มันสายแล้วหลวงปู่อายุมากแล้วต้องพักมากหน่อย ก็สายไปนิดหนึ่งยังไม่ถึงเวลาของเขาหรอก แต่มันก็สายแล้่วล่ะ ญาติโยมเขาก็เริ่มบ่นกัน หลวงปู่เป็นอะไรไปหรือเปล่าหนอ อายุปานนั้นแล้ว เป็นลมเป็นแล้งไปหรือเปล่า ? ป่านนี้ยังไม่มาซักที ท่านคว้าไม้เท้้าเดินก๊อก ๆ ๆ ก๊อกที่ ๓ โผล่อยู่ตีนบันได ดูไม่ทันด้วยว่าไปตอนไหน คนคิดว่าท่านมาแล้ว ก็ยืนอยู่ตรงนั้นโดยที่ก็ล้างเท้าให้คนนั้นก็ประคองขึ้นไปข้างบน เป็นไงหลวงปู่ ทำไมถึงมาช้านักล่ะครับ ท่านก็บอกเออ...คนแก่มันก็เดินช้าหน่อยล่ะูลูก นั่นน่ะเดินช้านะ ไม่ถึง ๓ วินาทีเดินถึงน่ะ แล้วท่านก็บอกนี่แหละลูก ถ้าหากว่าเพื่อกำลังใจของคนหมู่มาก โดยเฉพาะในลักษณะของบุญกุศล ถ้ากำลังใจเขาขุ่นมัว เพราะมีวิตกมีกังวลอะไร ทำให้กระแสบุญเขาลดลง เราก็ใช้ได้ แต่ถ้าหากว่าโดยทั่ว ๆ ไป เจ้าต้องยอมรับกฎของกรรม


อะไรก็ตามที่สภาพร่างกายมันสามารถใช้ได้ตามปกติ ก็ตะเกียกตะกายเหนื่อยยากไป เพราะว่าถ้าเราไม่ยอมรับกฎของกรรมจะเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ ก็เลยสรุปว่า อภิญญาถ้าพระได้หรือไม่ได้ก็เหมือนกัน เขาไม่ให้ใช้

พระพุทธเจ้าปรับเอาไว้ชัดเลย ผู้ใดใช้ฤทธิ์ใช้อภิญญาท่านปรับเป็นโทษแล้วไม่ได้บอกว่าด้วยปรับขั้นไหน ของพระนี่ปรับโทษ ๗ ชั้นด้วยกัน ชั้นแรกเรียกว่า ปาราชิก ปรับขาดจากพระไปเลย ถือว่าเหมือนกับโทษประหารของทางโลก ชั้นที่ ๒ นี่เรียกสังฆาทิเสส อันนี้ขาดความเป็นพระชั่วคราวจนกว่าจะยอมไปอยู่จำกัดเขต จำกัดบริเวณประพฤติมานัดตามแบบแล้วออกมาให้สงฆ์ ๒๐ รูปขึ้นไปสวดคืนความเป็นพระให้ถึงจะกลับเป็นพระอีกครั้ง หลังจากนั้นมาก็มีถุลลัจจัย มีปาจิตตีย์ มีปาฏิเทสนียะ มีทุกกฎ มีทุกภาษิต รวมแล้ว ๗ อย่างโทษมันก็ ลดหลั่นกันลงไป

แต่เรื่องการปรับผู้ใช้อภิญญาพระพุทธเจ้าท่านละเอาไว้เฉย ๆ ไม่บอกว่าปรับระดับไหน เพียงแต่บอกว่าถ้าใครใช้ปรับโทษบรรลัยเลย ก็รออยู่อย่างเดียว พอบวชใหม่ ๆ หลวงพ่อท่านก็ให้ ภาวนา สัมปจิตฉามิ บอกว่าสร้างกำลังใจให้มันคุ้นเคยกับสภาพของอภิญญาไว้ นานไปข้างหน้าในแวดวงของพระภิกษุสงฆ์จะมีเดียรถีย์เกิดขึ้นมาก พวกคนเหล่านี้จาบจ้วงพระพุทธศาสนา ถึงกับกล่าวว่า อภิญญาสมาบัติเป็นของปลอม เป็นของหลอกลวงกัน ถ้าหากว่าถึงเวลานั้นแล้วพวกแกต้องไปแสดงให้เขาดู
ก็กราบเรียนหลวงพ่อว่า แล้วจะไปแสดงให้เขาดูได้เหรอครับ ? หลวงพ่อท่านบอกว่า ถ้าพระท่านสั่งก็ทำได้นะ เจ้าของกฎหมายสั่งเองใช่มั้ย ? ถ้าเจ้าของกฎหมายสั่งเองก็ทำได้

ถาม : ถ้าพูดให้จับใจคนเยอะ ๆ นี่ต้องใช้คาถาแบบไหน ?

ตอบ : ใช้ จิตตะ มหาจิตตัง ปิยัง มะมะ คาถานี้มันจะดึงความสนใจของเขามาที่เราทั้งหมด ภาวนาให้กำลังใจทรงตัวซักครึ่งชั่วโมงก่อนจะไป เสร็จแล้วก่อนขึ้นพูดก็ว่า สหัสสเนตโตฯไปเลย รับรองได้ว่าลื่น อันนี้สำหรับพระนักเทศน์เขาใช้กัน บางทีคนฟังมันมัวแต่จะคุยกันแล้วใช้คาถาบทนี้แล้วนั่งฟังกันเงียบเลย แล้วถ้าอยากสนุกพูดอะไรแล้วให้คนฮาตลอดนี่ อันนี้หลวงพ่อบอกว่า ให้ใช้ อิติปิโสถอยหลังทั้งบท แล้วเวลาว่าให้เอามือขวาลูบหน้าแข้งข้างซ้าย เวลาเราพูดอะไรมันจะกลายเป็นเรื่องสนุกทั้งหมด อาตมาไม่เคยใช้หรอก เพราะตัวเองตะแบงข้างเก่งอยู่แล้ว ขืนไปใช้ เดี๋ยวชาวบ้านขากรรไกรค้างกันพอดี อิติปิโสถอยหลังนี่จัดเป็นชุด ๆ มันจะได้ท่องง่ายว่า ติวาคะภะ โธพุทนังสานุสมะวะเทถาสัตถิระ สามะทัมสะ ริปุโรตะนุอะทูวิกะโลโตคะ สุโนปันสัมณะระจะชา วิโธพุทสัมมาสัมหังระอะวาคะกะโสปิติอิ จัดเป็นชุด ๆ อย่างนี้มันจะ่ท่องง่าย ถ้าไม่จัดเป็นชุดมันจะ่ท่องยาก ท่องแบบนี้แล้วพูดอะไรคนจะฮาได้ตลอด รับรองว่าอาจารย์จตุพลก็สู้ไม่ได้หรอก
สมัยก่อนนี่นักเทศน์จะมีการหักกันจะใช้คาถาข่มกัน ใช้กำลังใจข่มกัน ส่วนใหญ่พวกคาถา จะเป็นพวกตวาดป่าหิมพานต์ หรือหัวใจราชสีห์อะรไอย่างนี้ เวลาหลวงพ่อท่านจะเทศน์ ท่านก็จะเจอพวกคู่แข่งจะข่มกันด้วยคาถา หักกันด้วยคาถา ปรากฏว่าวันนั้นท่านเทศน์คู่กับคุณมหาคนหนึ่งปรากฏว่าคุณมหาเหงื่อแตกพลั่กเลย ตอบอะไรก็ไม่ค่อยได้ ผิด ๆ ถูก ๆ ชนิดที่เรียกว่า ถ้าหากตัดสินผลแพ้ชนะก็คือแพ้ราบไปเลย

พอเทศน์เสร็จคุณมหา มากราบหลวงพ่อว่า ท่านมหาครับ คือหลวงพ่อก็เป็นมหาเหมือนกันว่า ท่านมหาครับผมได้คาถาหัวใจราชสีห์มา เวลาผมเทศน์คู่กับใครผมจะว่าคาถานี้ก่อน แล้วทุกคนจะตกประหม่าเทศน์คู่กับผมก็ผิด ๆ ถูก ๆ ไม่สามารถทำอะไรได้แต่กับคุณมหา ผมกับใช้ไม่ได้ โดยเฉพาะว่าผมเองผมกับมีอาการอย่างนั้นซะเอง คุณมหามีคาถาอะไรดีครับ ? หลวงพ่อบอกของผมก็หัวใจราชสีห์ครับ ท่านมหาองค์นั้นท่านก็ถามบอกว่า แล้วท่านมหาใช้อย่างไรล่ะครับ ? ผมว่าตอนขึ้นธรรมาสน์ตามครูบาอาจารย์สั่ง หลวงพ่อท่านบอกว่าครูบาอาจารย์ผมก็สั่งให้ว่าตอนขึ้นธรรมาสน์ แต่ว่าผมเล่นมาซะตั้งแต่ตอนอยู่ในห้องแล้ว เอาก่อนได้เปรียบ เพราะฉะนั้นว่าก่อนได้เปรียบ กำลังใจอีกฝ่ายโดนควบคุมไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ว่าถ้าเป็นทางใต้นี่น่ากลัวมาก ทางใต้เขาจะใช้คุณผีคุณคน คุณผีเขาจะใช้ผีทำ คุณคนเขาจะใช้คนทำ มีหลวงพ่ออะไรจำไม่ได้ท่านไปเทศน์ เสร็จแล้วก็ได้กลิ่นธูปเหมือนเหมือนศพแล้วก็หน้ามืดหมดสติไป แล้วหลังจากที่ฟื้นขึ้นมาจมูกก็จะบวมแดงแล้วก็เน่าลามไปเรื่อยจนจมูกแหว่งเลย
แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังจะฉันเช้า ท่านก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรงปุ๊บปั๊บขึงขังกลายเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย บอกว่าลูกกูป่วยแค่นี้พวกมึงรักษาไม่ได้หรือ คนเขาก็แปลกใจ แต่คนแถวนั้นเขาเชื่อเรื่องอย่างนี้อยู่แล้ว ก็ถามว่าท่านเป็นใคร ท่านก็บอกว่ากูเป็นพระอินทร์ ลูกกูไปโดนเขาทำมา มันใช้น้ำเหลืองผีตายโหงผสมกับผงธูปปั้นเป็นธูปแล้วจุดในพิธี

เพราะฉะนั้นใครเทศน์คู่อยู่โดนผีมันคุมหมด แล้วนั่นมันไม่อย่างเดียว ใครหายใจเข้าไปจมูกเน่าไปด้วย ก็ถามบอกว่าในเมื่อรักษาไม่ได้แล้ว พ่อปู่จะรักษาอย่างไร ท่านบอกไปเอาน้ำมาเดี๋ยวเสกน้ำมนต์ให้ พอท่านเสกน้ำมนต์ให้ ๆ ทั้งกินทั้งอาบก็หายแต่จมูกยังแหว่งอยู่ ทางใต้นี่เล่นกันหนัก ยิ่งทางอิสานออกไปทางด้านเขมรต่ำอย่างพวกสระแก้ว บุรีรัมย์นั่นยิ่งสาหัสเลยสมัยหลัง ๆ นี่อาตมาไปยังโดนเลย

ถาม : สระแก้วนี่เหรอคะ ?

ตอบ : โดยเฉพาะตาพระยา พื้นที่ของสระแก้ว ทางด้านตาพระยาอรัญประเทศ นี่พื้นที่จะติดเขมรเยอะ บุรีรัมย์ก็เหมือนกันแถวละหานทรายเล่นพวกนี้มหาศาลเลย พวกนี้จะสู้คุณพระไม่ได้ ถ้าหากว่าเราภาวนานึกถึงพระเป็นปกติจนอารมณ์ใจทรงตัว ไสยศาสตร์ทุกอย่างทำอะไรไม่ไำด้ ในเมื่อไสยศาสตร์ทุกอย่างทำอะไรเราไม่ได้ มันมีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งคือว่าเราห้ามเผลอ ถ้าเราเผลอสติเมื่อไหร่ เขาจะทำเอาได้ ช่วงที่เผลอก็คือ ช่วงที่เคลิ้มใกล้จะหลับอย่างหนึ่ง ตอนกำลังกินอย่างหนึ่ง ตอนกำลังเข้าส้วมอย่างหนึ่ง ถ้าหากว่าเผลอสติหลุดเมื่อไหร่บางทีมันจ้องอยู่มันจะเล่นเราได้
ดังนั้นหลวงพ่อท่านถึงได้บอกว่าให้หาพระเครื่องที่เรามั่นใจของครูบาอาจารย์อาราธนาพระไว้ทุกวันจะป้องกันได้ โดยเฉพาะยันต์เกราะเพชรอย่างนี้ เป็นคู่ปรับของไสยศาสตร์โดยตรง

วันก่อนที่เป่ายันต์เกราะเพชรมีอยู่รายหนึ่งมันดื้อ โดนไสยศาสตร์มา รายนี้ซวยจริง ๆ ไปมีศัตรูเป็นหมอไสยศาสตร์ ปกติมีศัตรูแล้วศัตรูไปจ้างหมอไสยศาสตร์ นี่ดันมีศัตรูเป็นหมอไสยศาสตร์รับเละอยู่คนเดียว มาตรงนี้ก็บอกเขาบอกว่าช่วยเต็มที่ไม่ไ่ด้นะ ช่วยได้แค่ว่าให้หายกลับบ้านได้เท่านั้น เขาบอกครับไม่เป็นไร แล้วผมจะหายยังไง ก็บอกเขาว่าต้องไปงานเป่ายันต์เกราะเพชร พอดีเราจะทำพอดี มาตอนกำลังจะมีงานพอดีแสดงว่าคนจะหมดกรรม
วันงานเขาก็ไป ทีนี้เขาอยู่รอบ ๒ รอบแรกมาไม่กล้ากระดิกกระเดี้ยเพราะเป็นงานใหญ่ที่สุดในชีวิต กลัวผิดพลาด ก็ต้องเอาใจจับพระแล้วก็ทำตามพระท่านบอก พอผ่านไปรอบหนึ่ง รอบ ๒ นี่ชักจะเคยชิน เราก็เริ่มดูฟ้าดูดิน เห็นว่าเวลาที่บารมีพระท่านคลุมลงมาลักษณะเป็นพุทธนิมิต ลักษณะคลุมลงมา สิ่งที่ไม่ได้ต่าง ๆ ที่เป็นสีดำมันกระจายออกรอบข้าง เหมือนกับที่เราโยนถ่านที่ร้อน ๆ ออกไปกลางฝูงมดน่ะ แล้วเจ้าพวกนี้ก็ทั้งเต้นทั้งร้อง เขาร้องว่าไงรู้มั้่ย บอกกูไม่ไป ๆ อย่าเอากูไป คือว่าก่อนที่จะทำพิธีจะมีการอาราธนาบารมีพระ โดยเฉพาะถึงท้าวมหาราชและบริวารเป็นที่สุด ถ้าหากว่ามีสิ่งไม่ดีให้ขับไล่ออกไป นี่มันดื้อจนกระทั่งเทวดาท่านต้องหิ้วคอไป

เมื่อวานนี้คุณวิทูรย์มาเล่าหัวเราะกันแทบตาย เราเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เขาบอกครับ นั่งอยู่ข้างผม ผมเองกลัวก็กลัวไม่มีสมาธิเลย สงสัยจะไม่ได้รับยันต์ (หัวเราะ) บอกว่าถ้าตั้งใจมันได้อยู่แล้ว เพียงแต่สมาธิเราไม่ดีมันถึงไม่เกิดอาการ

ถาม : ทำให้เห็นเลยเหรอ ?
ตอบ : อาตมาน่ะเห็น แต่ว่าคนอื่นจะเห็นแค่เขาดิ้นแล้วร้อง แต่ว่าเวลาที่พระมา ถ้าเราใช้ทิพจักขุญาณกำหนดตามจะเห็นเป็นปกติอยู่แล้ว
ถาม : อย่างนี้เขาถูกอาจารย์คนที่เป็นหมอนั่นใช้เขาให้คนนี้มาเหรอ ?

ตอบ : แต่ว่าตั้งแต่บัดนี้ไปถ้าเขาตั้งใจภาวนา อิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน ทุกวันพอกำลังใจตั้งมั่นแล้วกลืนน้ำลาย ๓ ครั้ง อธิษฐานขอให้บารมีพระช่วยคลุมเอาไว้ คนทำซวยแน่ ๆ เลยเพราะว่ายันต์เกราะเพชรนี่มันจะสะท้อนกลับไสยศาสตร์ทุกประเภท ถ้ารับยันต์ไปให้ปลุกด้วยอิติปิโส แต่ว่าของเรานี่ถ้าหากไม่ใช่อย่างนั้นก็นึกถึงภาพพระให้คลุมตัวเราลงมาเลย แล้วก็ภาวนาอิติปิโส ให้กำลังใจทรงตัวกลืนน้ำลาย ๓ ครั้ง เอาแบบเดียวกันเลย เราไม่ได้รับยัั้นต์เราก็อาศัยภาพพระเป็นหลักไปเลย

เรื่องของยันต์เกราะเพชรเป็นปฏิปักษ์กับไสยศาสตร์โดยตรง ใครทำมาเท่าไหร่มันคืนไปเท่านั้น รอบแรกมีแค่ ๒ คน รอบหลังนี่เยอะหน่อย นัดกันมาสงสัยเทวดาท่านเบื่อต้องไปไล่มันหลายรอบ ก็เลยเอามันมาไว้รอบเดียวกัน
ถาม : ถ้าเราสวดอิติปิโสนี่ก็ทำอะไรเราไม่ได้ ?

ตอบ : ตั้งใจเอาพระคลุมเราลงมานึกง่าย ๆ นึกสบาย ๆ ชอบพระองค์ไหนก็นึกถึงภาพพระองค์นั้นโต ๆ หน่อยคลุมตัวเราลงมาแล้วก็อธิษฐานขอให้ท่านคุ้มครองทั้งวัน
ถาม : เห็นทุกข์ก็คือว่าเห็นธรรมคู่กันเลยนะคะ ?

ตอบ : ใช่ โยธัมมังปัสสะติ โสณังปัสสะติ พระพุทธเจ้าบอกผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ธรรมะคือ ตัวทุกข์นั่นแหละ สมัยก่อนก็คิดเหมือนกันคิดว่า เป็นพระอนาคามีแล้วค่อยบวชถึงจะสบาย ปล้ำอยู่ ๑๑ ปีเต็ม ๆ แม้แต่คาก็ไม่คา มีก็ไม่มี หมดเกลี้ยง

เพราะฉะนั้นตอนหลวงพ่อชวนบวชก็ไปบวช ปรากฏว่าสิ่งที่อยากได้ตอนเป็นฆราวาสทำแทบเป็นแทบตายก็ไม่ได้ ไปได้มากตอนที่บวชแล้ว หลวงปู่ฝั้นท่านบอกว่าท่านมี คาถามหาละรวย คนก็ชอบซิ เมตตามหานิยม มหาละรวยใช่มั้ย ? ท่านบอกว่าไม่ใช่ ละ แล้วจะ รวย (หัวเราะ)
หลวงปู่มหาอำพัน ท่านก็บอกว่า คนไม่พอพาจนเป็นคนเข็ญ พอแล้วเป็นเศรษฐี มหาศาล คนเราถ้าพอซะอย่างมีอะไรมันก็แบ่งปันคนอื่นได้ก็เหมือนกับคนรวยนี่เอง จนทั้งนอก จนทั้งใน ไม่ได้การติดคิดอ่านแก้จนเป็นคนพอ ถ้าไม่พอยังไง ๆ มันก็ไม่รวยหรอก มีหมื่นล้านมันก็จะเอาแสนล้าน
ถาม : คนแซ่งก ?

ตอบ : แซ่นี้ว่าไม่ได้ ถ้าหามาถูกต้องตามทำนองครองธรรม เขาถือเป็นสัมมาอาชีวะ ตัวอย่างก็อย่าง อนาถบิณฑิกเศรษฐี อย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกา ยิ่งนางวิสาขาตระกูลของคุณท่านนี่รวยจนนับเงินไม่ถูก ใช้เกวียนตวงเอาถึงจะรู้ว่าตัวเองมีเท่าไหร่ แล้วนับไม่ไหวด้วย นั่นน่ะรวยขนาดนั้น แต่ยังทำมาค้าขายด้วยเป็นปกติ ถือเป็นสัมมาอาชีพ

สมัยก่อนเขาถึงได้มีคำอธิษฐานว่า ขอให้รวยเหมือนนางวิสาขา ขอให้มีปัญญาเหมือนพระมโหสถ ขอให้มีน้ำใจอดเหมือนพระเตมีย์ ขอให้เป็นเศรษฐีเหมือนเจ้ากรุงสญชัย ขอให้มีศรัทธาเลื่อมใสเหมือนพระเวสสันดร เจ้ากรุงสญชัยนี่พ่อพระเวสสันดร พระเวสสันดรจะเอาเงินไปทำบุญเท่าไหร่มีให้เท่านั้นน่ะ รวยขนาดนันน่ะ ขอให้มีศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาเหมือนพระเวสสันดร ใครขออะไรให้หมด

WebSnow
06-03-2006, 01:40 AM
ถาม : ระยะหลังนี่พอนั่งแล้วหลับตาแป๊บหนึ่ง จะมีเหมือนแสงพุ่งขึ้นมาแล้วจะเป็นรูปเหมือนกับเม็ดข้าวสารใหญ่ ๆ ปะทะหน้าผาก บางทีก็จะสะดุ้งเหมือนกับจะหงายหลังเลย หรือบางทีก็ไม่หงายหลัง คือเรารู้แล้วเราก็จะเฉยแล้ว แต่มันเหมือนกับแสงที่เราจุดไม้ขีดแล้วพุ่งใส่หน้า ทีนี้ไปเรียนถามคนที่นั่งกรรมฐานแล้วเขาบอกว่าไม่ดี หนูก็เลยใจไม่ดีค่ะ ?

ตอบ : ใครบอกว่าไม่ดี คือลักษณะของแสงที่เราอธิบายมา เป็นไปได้ ๒ อย่าง ๆหนึ่งเขาเีรียกว่า โอภาส มันจะเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตของเราจะเข้าอุปจารสมาธิ ส่วนอีกอย่างหนึ่งเป็นกำลังของอภิญญา กำลังขออภิญญานี่ถ้าเราเปลี่ยนมาภาวนาว่า สัมปจิตฉามิ หรือว่าโสตัตตะภิญญา ถ้าเห็นแสงสว่างลักษณะแบบนี้ ให้ดึงเข้ามารวมกันอยู่ในอกของเรา พอมันรวมขึ้น ๆ กลายเป็นวงกลมโตสีทองเจิดจ้าอยู่ในอกของเรา ตัวเราจะเริ่มลอยได้ พอเริ่มลอยได้ตอนนี้ต้องพยายามระมัดระวังคุมสตินิดหนึ่ง เพราะมันอาจจะฟู คือปีติมาก หรือไม่ก็อาจจะประเภทสนุกลอยพรวดพราดไปเลย ค่อย ๆ นึกว่าเราจะไปตรงไหนวนรอบห้องก่อนก็ได้ จนชำนาญคล่องตัวนึกเมื่อไหร่ก็ลอยได้ ทีนี้เราค่อยขยับพื้่นที่ออกไปอย่าไกลนัก เอาสักกิโลหนึ่งเผื่อหล่นตุ้บตั้บไปเรายังได้เดินกลับทัน ไม่งั้นถ้าไปไกล ๆ เดี๋ยวเดินอานเลย

ถาม : ตอนประมาณตี ๓ มีเสียงผู้ชายมาที่หูข้างซ้ายมาปลุกให้ไปจดคาถา ให้มา ๓ คำ เราก็ไม่สนใจ ท่านก็ดุแล้วก็ดีดหูเรา บอกให้ลุกขึ้นมา บอกให้ไปจดเดี๋ยวนี้เลย ?

ตอบ : มันน่าเขกกะบาลด้วย เรื่องของพระหรือเทวดาที่ให้มา ถ้าท่านสั่งห้ามมันจะมีผลเฉพาะตน ถ้าเราทำตามนั้นมันจะมีผลเร็วมาก แล้วต้องรีบจดด้วยเพราะว่าถ้าทิ้งไว้ให้สว่างเมื่อไหร่ มันจะลืมหมด ลืมชนิดที่ว่าไม่เคยนึกได้เลย อาตมาเคยเจอมากับตัวเอง หลวงพ่อท่านถึงได้เตือนไว้ว่า นักปฏิบัติที่ดี กระดาษกับปากกาจะต้องอยู่ใกล้มือเสมอ ถึงเวลาพระหรือเทวดาท่านบอกเรื่องสำคัญอะไรให้รีบจดไว้

ถาม : จดในที่มืด ๆ หลับหูหลับตาอย่างนั้นหรือคะ ?

ตอบ : นั่นล่ะ เขี่ยให้มันมีเลา ๆ อาตมาก็ทำอย่างนั้นแหละ พลิกตัวได้พลิกเอากระดาษมาเขี่ย ๆ ไว้ก่อน

ถาม : มันง่วงมากเลยค่ะ ก็เลยเขี่ย ๆ ?

ตอบ : นั่นแหละ พอตอนเช้าจะได้มีเค้าเอาไว้ดูว่าอะไรเป็นอะไร

ถาม : ทีนี้ตรงที่่ว่าคาถานี่เราจะใช้ยังไง ?

ตอบ : ก็ไม่ถามท่านล่ะ ?

ถาม : ท่านไม่ได้บอก ?

ตอบ : จุดธูปบอกท่านด้วยบอกว่ามาบอกทั้งทีว่าใช้ยังไงมาบอกด้วย บอกใหม่อีกที ลืมถามไปว่างั้น

ถาม : จุดกี่ดอกคะ ?

ตอบ : เอาซักกำใหญ่ ๆ ก็ได้ หมดเยอะดี กลับไปจุดธูปบอกท่านใหม่ นึกถึงท่านเจ้าของเสียงที่ให้คาถาว่าคาถาที่ท่านเมตตาให้นั้น ตอนนี้นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะใช้อย่างไร ? ช่วยมาบอกใหม่อีกที มาบอกอีตอนสติดี ๆ หน่อยอย่ามาตอนง่วงนอนมาก ๆ เดี๋ยวลืม

ถาม : แล้วถ้าเราอยากรู้ล่ะคะว่าท่านเป็นใคร ?

ตอบ : ก็ถามได้เลย แหม ! มาขนาดดีดหูเราเล่นแล้วน่าจะถามก็ไม่ถาม แล้วมาถามอาตมา ไม่ได้มาหาอาตมานี่หว่า

ถาม : พอดีแล้วเราตกใจ มองหาไม่มีคน เลยเปิดไฟในห้อง ?

ตอบ : ถ้าเป็นหลวงพ่อถ้าดื้อกับท่าน ไม้เท้าลงหัวนี่ดาวกระจายว่อนเลย โยมอาจจะเห็นว่าหัวอาตมาเป็นสัน ๆ อยู่หน่อยนึง โดนประจำโดนตีซะจนหัวแหลม

ถาม : อย่างเวลาเรานั่งสมาธิแล้วเราต้องอัญเชิญท่าน เราจะอัญเชิญท่านอย่างไรคะ ?

ตอบ : เปิดเทปหลวงพ่อ เทปบวงสรวงให้ตั้งใจว่าสิ่งที่เราทำนี่เป็นความดีทั้งหมด ขอให้เทวดา พรหม ตลอดพระบนนิพพานก็ดีหรือเหล่าสัมภเวสี เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานใด ๆ ก็ดี ถ้าท่านมาโมทนากุศลนี้ได้ก็ขอให้มาโมทนา ถ้าหากว่ามีสิ่งใดที่จะไม่ดีเข้ามาในระยะนั้น ก็ขอให้ขัดขวางป้องกันให้ด้วย อธิษฐานตอนที่หลวงพ่อท่านขึ้น ปุริมันจะทิสังราชา

ถาม : ตอนที่นั่งระยะหลังนี่นอกจากแสงแล้วนะคะ เป็นบางครั้งมันเหมือนกับกระสือจะถอดร่างอย่างนั้นน่ะ เหมือนกับมีอะไรอยู่บริเวณนี้มันจะหลุดอย่างนี้น่ะค่ะ ตรงบริเวณนี้ ?

ตอบ : อาการนี้จะเป็นปีติของอาการตัวที่ ๕ เรียกผรณาปีติ บางทีรู้สึกตัวพองตัวใหญ่ บางทีรู้สึกเหมือนอะไรในตัวจะลอยออกไป บางทีเหมือนกับมีแต่หน้าตัวเอง บางทีรู้สึกว่ามันระเบิดตูมตาม กลายเป็นผงไปเลยเหล่านี้เป็นต้น
อันนั้นเป็นอาการของปีติ แต่ไม่ต้องไปสนใจ การภาวนาเขาไม่ให้ใส่ใจกับร่างกายอยู่แล้ว เขาแกล้งให้เราไปสนใจกับร่างกายแล้วเราไปสนใจผลการ ภาวนาก็เสีย ไม่ต้องกลัวถ้าเราหลุดออกไปก็เราจะกินอะไร เราก็ลอยไปเลย (หัวเราะ)

ถาม : ขอบพระคุณมากค่ะ ?

ตอบ : แหม ! อยู่ ๆ ไปได้ไม่ต้องเอาตัวไปสบายออกนะ เอามั้ยมีแต่หัวลอยออกไป อีตอนนั้นสวยแค่ไหนก็วิ่งตับแลบเลย แต่อย่าเผลอไปผ่านร้านตือฮวนนะรับรองได้มันจับสับลงหม้อแน่เลย ด้วยความเคยชินเห็นไส้เมื่อไหร่จับสับลงหม้อไว้ก่อน (หัวเราะ) ทำอารมณ์ใจ สบาย ๆ ทำเหมือนกับไม่มีอะไร อาการอย่างนี้มันเป็น ๒ อย่าง ๆ หนึ่งเป็นสังขารุเบกขาญาณ อีกอย่างหนึ่งเป็นอรูปฌาน ทำตัวสบาย ๆ ลักษณะอย่างนี้อะไรเกิดขึ้นมันก็ไม่รับ ในเมื่อเราไม่รับ คนถ้าหากว่าทำอะไรเรามันกลับไปหาเขาเอง ลำบากเขาเอง

ถาม : .............................

ตอบ : ถ้าหากว่าลักษณะของภาพพระถ้าเราทำในลักษณะของพุทธานุสสติภาพพระอะไรเกิดขึ้นเอาทั้งนั้น ยังถือว่าอยู่ในขอบเขตของพุทธานุสสติอยู่ แต่ถ้าหากว่าสมมติว่าเราจับกสิณดินแล้วภาพพระปรากฎขึ้นก็ต้องเพิกภาพพระไปซะก่อน เอาแต่กสิณดินเท่านั้นอย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าอยู่ในลักษณะที่ว่าเราเคารพองค์นี้ แต่ว่าอีกองค์หนึ่งมาจับได้ง่ายเหลือเกิน ก็เอาที่ง่ายไว้ก่อน พอที่ง่ายทรงตัวแล้ว เราย้อนไปที่องค์ที่เราเคารพมันก็ง่ายไปด้วย

ถาม : แล้วเวลาฝึกนี่จะรู้สึกปวด ๆ รู้สึกหนัก ๆ ตาหนักหัวไปหมดเลย แล้วรู้สึกเครียดค่ะ ?

ตอบ : อันนั้นอาจเป็นเพราะว่าเราเผลอไปใช้สายตาแทน พอไม่ชัดเราไปเอาตาเพ่งเข้า เพ่งมาก ๆ มันก็เครียด ปวดหัวบ้าง ตึงขมับบ้าง ต่อไปอย่าใช้ตา มโนมยิทธิไม่เกี่ยวกับตาเลย เป็นความรู้สึกทางใจล้วน ๆ เรานึกถึงบ้านตอนนี้ภาพบ้านปรากฏชัดเจนตาเห็นหรือเปล่า ? ไม่ได้เห็นหรอก ถามว่าอะไรเห็น ? ใจเห็น ถามว่าทำไมถึงชัดเจน ? คุณเคยอยู่ที่นั่นมาคุณจำได้ แต่ถ้าหากว่าเรื่องของสวรรค์ พรหม นิพพานเราไม่เคยชิน ทำความรู้สึกในลักษณะนั้นปุ๊บ ความรู้สึกบอกว่าอย่างไรครูฝึกถามให้อธิบายไปตามนั้น

ถ้าเราเชื่อความรู้สึกแรกจะแม่น แต่ถ้าเอ๊ะ ! ควรจะเป็นอย่างนั้นมั้ง ? เอ๊ะ ! ควรจะเป็นอย่างนี้มั้ง ? ก็เตรียมเจ๊งได้เลย อุปาทานจะกินเอา โดยเฉพาะบรรดาท่านที่เมื่อถึงเวลาเสร็จแล้วก็ไปยึดเอาของเก่า ที่เขาเล่าให้ฟังว่าพระอินทร์ต้องเป็นอย่างนั้น เทวดาต้องเป็นอย่างนี้ นางฟ้าไม่มีเสื้อใส่อะไรอย่างนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็โดนท่านหลอก

อาตมาเองขึ้นไปบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ครั้งแรกไม่ได้เห็นพระอินทร์หรอก เห็นแต่ลุึงกำนันแก่ ๆ นุ่งกางเกงสามส่วนผ้าขาวม้าพาดไหล่ สูบบุหรี่มวนเบ้อเริ่ม กราบ ๆ เสร็จก็ เอ๊ะ! นี่น่ะเหรอพระอินทร์ ? ท่านก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรง ถามว่าเอ็งจะดูแบบไหนล่ะ ไม่ถึงวินาที ท่านเปลี่ยนให้ดูเป็นร้อย ๆ แบบ ในที่สุดแบบสุดท้ายก็เป็นแบบเขียว ๆ ที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นเราต้องเชื่อความรู้สึกแรกไม่อย่างนั้นโดนหลอกแน่เลย

ถาม : รู้สึกว่าไม่อยากคุยกับใคร เพราะรู้สึกว่าเรารักษาศีล ๕ ได้ไม่ครบทุกวันเลย มันก็เลยไม่อยากพูดกับใคร ?

ตอบ : ตอนฝึกตรงนั้นศีลมันไม่ขาด เรานั่งอยู่ตรงนั้นจะไปฆ่าใคร นั่งอยู่ตรงนั้นเราจะไปขโมยใคร นั่งอยู่ตรงนั้นจะไปแย่งคนรักของใคร นั่งอยู่ตรงนั้นจะไปโกหกใคร นั่งอยู่ตรงนั้นจะไปกินเหล้าได้อย่างไร

ตอนช่วงนั้นเวลานั้นเราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ อย่าลืมว่ามโนมยิทธิสำหรับพวกเราก็คือ โลกียอภิญญา ถ้าเรารวบรวมความมั่นใจได้เมื่อไหร่มันก็ได้เมื่อนั้น มันก็ได้ตอนนั้น มันก็ได้เดี๋ยวนั้น แต่ในขณะเดียวกันถ้าศีลบกพร่องเมื่อไหร่มันก็เสื่อม มันก็คลายตัวไป เรามั่นใจใหม่เมื่อไหร่มันก็ได้อีกเมื่อนั้น

เรื่องของอภิญญาโลกีย์ มันก็เป็นอย่างนี้ ถามว่าในเมื่อเป็นอภิญญาโลกีย์ ทำไมถึงไปนิพพานได้ เพราะว่าตอนช่วงนั้นครูฝึกจะสอนให้เราตัดกิเลสให้วางกำลังใจเราเทียบเคียงพระโสดาบัน พระโสดาบันแปลว่า ผู้เข้าถึงกระแสพระนิพพาน เราก็เลยไปนิพพานได้ แต่ของเราไปได้แค่ชั่วคราวถึงเวลาเขาไล่กลับ เขาไม่ให้อยู่หรอก

เพราะฉะนั้น ทำเอาไว้เถอะ เพราะถ้าหากว่าเราทำมโนมยิทธิได้แล้วให้เกาะพระนิพพานโดยตรง ให้เกาะพระพุทธเจ้าบนนิพพานโดยตรง อันนั้นเป็นวิธีตัดกิเลสโดยอัตโนมัติที่สุด รู้สึกว่าจะโกรธใครวิ่งเข้าไปกราบพระบนนิพพาน รู้สึกว่าราคะเกิดก็วิ่งไปกราบพระบนนิพพาน ถ้าหากว่าราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นอยู่กับตัวของเรานี้ไม่มีจิตไปปรุงแต่ง มันเจริญงอกงามไม่ได้ มันจะเฉาตายไปในเวลาอันรวดเร็วไม่เกินนาที สองนาที ถ้าเราทำอย่างนี้บ่อย ๆ จะเป็นการตัดกิเลสอัตโนมัติ ถ้ามันเคยชินจะเป็นพระอรหันต์ไปเลย มโนมยิทธิที่หลวงพ่อสอน จุดสำคัญที่สุดมันอยู่ตรงจุดหนี้ อย่าไปใช้ผิดจุด

ส่วนใหญ่เที่ยวดูอดีต ระลึกชาติเสร็จแล้ว ก็ไปฟื้นความหลัง เขาให้ดูแล้วใช้ปัญญาว่าเข็ดหรือยัง แต่ละชาติที่เกิดมามันทุกข์ทั้งนั้น ถ้าเกิดอีกก็ทุกข์อีก ปัจจุบันที่ทุกข์อยู่ในเมื่อถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้นแล้ว เราก็เกาะนิพพานเอาไว้อย่างเดียว หมดกิเลสเอาเฉย ๆ ของที่หลวงพ่อสอนให้นั่นราคามหาศาล เอาไปใช่แค่บาทหนึ่ง สลึงหนึ่งยังไม่พอ ยังเอาไปใช้ผิดอีกต่างหาก จำไว้ว่าอย่างทิ้ง ขอยืนยันว่าตั้งแต่ทำมาไม่มีกรรมฐานที่ไหนหรือของใคร สอนได้ง่ายกว่านี้อีกแล้ว

อาตมาตั้งแต่เด็กมาช่างค้นคว้า ครูบาอาจารย์สายไหนก็ตาม บอกว่าดีลุยไป ไปขลุกอยูกับครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นตั้งหลายปีนะ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่่ขาว หลวงปู่เทสก์ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ประเภทเรียกใช้สอยมาทั้งนั้น เพราะว่าของเราเป็นเด็ก ๆ มันวิ่งคล่อง

ตอนนั้นที่วัดธรรมมงคล ซอยปุณวิถี สุขุมวิท ๑๐๑ หลวงพ่อวิริยังค์ ท่านจะสร้างพระเจดีย์ใช่มั้ย ? ที่บ้านเป็นกรรมการร่วมสร้างกับท่านทุกคน พอถึงเวลาเดือนมกราทุกปีก็จะมีการชุมนุมครูบาอาจารย์ สายหลวงปู่มั่นของเราก็จะไปวิ่งรับใช้ท่านอยู่ เพราะว่าเป็นเด็ก ๆ วิ่งคล่องตัว ท่านก็บอกว่าอยากได้ความดีก็ทำเอานะ ภาวนาเอานะ แต่ท่านไม่ได้บอกว่าทำอย่างไร ภาวนาอย่างไร ไม่เหมือนหลวงพ่อของเรา บอกรายละเอียดเอาไว้ครบหมด แล้วอันโ้น้นนี่ทำกันประเภท ต้องทุ่มเททั้งชีวิตจริง ๆ แลกกันไปเลย ตายเป็นตายขอให้ได้ธรรมะก็แล้วกัน อาจจะอดข้าวทีหนึ่ง ๗ วัน ๑๕ วัน หรือไม่ก็ฉันวันละคำ สองคำ แล้วก็เดินจงกรม ภาวนามันทั้งวันตั้งแต่วันยันค่ำคืนยันรุ่ง นั่งมันตั้งแต่หัวค่ำยันสว่างอย่างนี้ ของเรากำลังใจของเรามันสู้ท่านไม่ได้ แต่ว่าก็มั่นใจว่า ถ้าทุกคนทำถึงแล้ว สภาพจิตของมันจะเข้าถึงธรรมเหมือนกันหมด

อย่างหลวงปู่บัว ใคร ๆ ก็ว่าท่านดุ ใคร ๆ ก็ว่าท่านเด็ดขาด เคยขอหวยท่านมาแล้ว ท่่าานให้แล้วก็ออกตามนั้นด้วย คือท่านรู้ว่าไอ้เด็กตัวกระเปี๊ยกนี่มันข้องใจว่า พระที่ปฏิบัติตามสายบริสุทธิ์คือ วิสุทธิมรรคแบบนั้น ถึงเวลาแล้วจะมีฤทิธิ์ มีเดช มีตาทิพย์ หูทิพย์อะไรมั้ย ? ก็ปรากฏว่าก็มีจริงตามนั้น อีกอย่างหนึ่งคือ เป็นคนไม่ชอบเล่นการพนัน ท่านก็เลยให้ สมัยนี้ลองไปขอท่าน ดูซิหัวจะแตกมั้ย ? ท่านรู้ว่าเราขอเพื่อต้องการพิสูจน์ ท่านก็ให้พิสูจน์ของจริงเขาไม่กลัวการพิสูจน์ แต่ขณะเดียวกันว่าคนที่ขอแล้วเอาไปเล่นเผลอเมื่อไหร่บอกคนอื่น พวกนั้นไม่ได้รับประทานหรอก

ถาม : .....................................

ตอบ : โห...ไม่ต้องห่วง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าบุคคลที่ได้ฌาน ๔ เป็นแสนคนจะทรงทิพจักขุญาณสักคนก็แสนยาก บุคคลที่ได้ทิพจักขุญาณเป็นแสนคนจะทรงอภิญญาสักคนก็แสนยาก ไม่ใช่พ้น...มโนมยิทธิเป็นการฟื้นของเก่าล้วน ๆ ถ้าไม่มีพื้นฐานเก่าในชาติก่อน ในด้านทิพจักขุญาณไม่ได้รับประทาน
ถาม : ในขณะที่บางทีเวลานอนนี่ถ้า ๑. นอนเต็มอิ่มแล้วตื่นขึ้นมาตอนกลางวัน ๒. ไม่ได้เป็นการหลับเพื่อหลับตอนกลางวัน ๓. ไม่ได้ป่วยเป็นอะไร ถ้ากรณีอย่างนี้คือว่า พอหลับปุ๊บมันก็จะตื่นขึ้นมาคล้าย ๆ กับว่าตัวมันจะแยกออกมันจะมีความรู้สึกว่าคล้าย ๆ ตัวจะแยกออก ตัวมันจะเจ็บเหมือนกับมันจะแตกออก พอตัวมันจะแตกออก ทำไมบางทีถ้ากำหนดเข้าไปมากๆมันยิ่งเจ็บ เหมือนกับว่าเราก็พุทโธ เพื่อให้จิตมันแยกจากความเจ็บมันก็ยิ่งเจ็บ ?

ตอบ : ลักษณะอย่างนี้ มันเป็นการทดสอบเราว่า เราแน่จริงหรือเปล่า?

อาจารย์ตัวที่สำคัญที่สุดของนักปฏิบัติมี ๓ ตัวคือ ๑. สติ ๒. ปัญญา ๓. ความทุกข์ อาจารย์ ๓ องค์นี่สำคัญที่สุดจะสอนเราอยู่ตลอดเวลาถึงเวลาท่านก็จะทดสอบเรา พอเจ็บปุ๊บก็ไปโอดครวญอยู่กับมัน อันนั้นผิดแล้ว เขาให้รับรู้อยู่เฉยๆ แล้วพิจารณาแยกแยะออกให้ได้ว่า

อาการเวทนาจากความเจ็บปวดนี้เป็นของเราหรือเป็นของร่างกาย ถ้ามันเป็นของร่างกายก็เรื่องของมันเถอะ เราไม่ใส่ใจกับมัน เราก็อยู่กับการภาวนา ถ้าสามารถแยกแยะออกลักษณะนี้ จิตจะรวมตัวเร็วมาก ให้ก้าวข้ามขั้นนั้นไปเลย แต่ถ้าหากว่าเราไปภาวนาเพื่อระงับกายสังขารลักษณะเหมือนกับยิ่งไปสู้มัน มันยิ่งเอาหนัก บางคนนี่เหงื่อไหลพลั่ก ๆ ออกมา คือเจ็บชนิดที่เรียกว่า ถ้าเป็นคนทั่ว ๆ ไปก็ไม่สามารถจะทนได้ แต่ว่าเนื่องจากว่าเราตั้งใจอยู่แล้ว ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นี่เป็นสิ่งที่ดีเรามั่นใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าจะตายตอนนี้เราก็ขอไปอยู่กับท่าน ให้มันตาย ๆ ไป ถ้าเราตั้งกำลังใจอย่างนี้ได้มันก็จะทดสอบ เราอย่างชนิดว่าถึงใจเหมือนกัน พอถึงเวลาก้าวข้ามตรงจุดนั้นไปแล้วจะไม่เป็นอีก

ถาม : ข้อที่ ๒ นี่พอนอนบางทีตัวเหมือนจะแตกแล้วบางทีพอขยับมือแล้วมันก็ขึ้นมาครึ่งตัว...(ไม่ชัด)...บางทีมันจะงง...(ไม่ชัด)...ไม่รู้ว่าอยู่ที่สภาพอากาศหรือเปล่า...(ไม่ชัด)...และบางทีมันจะเงียบ แล้วพอเดินก้าวออกมาก้าวหนึ่งปุ๊บมันเหมือนกับมีกระแสมาที่ตัว แล้วตัวมันเหมือนจะลอยเราต้องเกาะข้างฝากไว้ แล้วกระแสนี่คืออะไร?

ตอบ : จริง ๆ ลักษณะนั้นเหมือนกับมโนมยิทธิเต็มกำลัง มันสามารถที่จะแยกจิตกับกายออกเป็นคนละส่วนได้แล้ว แต่บังเอิญว่าถ้านับแล้วลึก ๆ ใจของเรายังกลัวอยู่ ในเมื่อลึก ๆ แล้วกำลังใจ ของเรายังกลัวอยู่เราจะต้องตัดตัวความกลัวนี้ให้ได้ โดยเฉพาะก่อนที่จะนอนให้พิจารณาวิปัสสนาญาณให้ชัดเจนก่อน อันนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรายังไง? แยกเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟออกเป็นส่วน ๆ แล้วประกอบมันเข้าไปใหม่ ประกอบเข้าไปแล้วก็แยกมันใหม่ เอาจนกระทั่งยืนยันกับตัวเองอย่างแน่แฟ้นเลย ว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่ของเรา จิตจะได้ไม่ต้องห่วง ถึงเวลามันจะออกไปได้อย่างชัดเจน แจ่มใส ส่วนที่ว่ามีกระแสอะไรบางอย่างดึงเราไป นั่นเป็นความตั้งใจเดิมของเรา เราตั้งใจไว้ว่าเราจะไปไหนถึงเวลามันจะไปที่นั่น แล้วส่วนใหญ่ ก็จะกลัว ถ้าเป็นไปตามที่หลวงพ่อท่านทำ ท่านให้อาราธนา พระพุทธเจ้า น