vacharaphol
05-03-2006, 03:23 AM
http://www.komchadluek.net/column/pra/2006/03/05/images/06.jpg"ปี ๔๙ รัฐบาลทักษิณพัง! ดวงของ พ.ต.ท.ทักษิณ เรียกว่าดวงตกอย่างหนัก ยังเป็นรัฐบาลไม่ครบเทอม โดยจะมีการยุบสภาในปีนี้อย่างแน่นอน จะเป็นเรื่องใหญ่ คนทางใต้จะมีการเสียชีวิตอีกเป็นจำนวนมาก"
ความแม่นยำของคำทำนายดังกล่าว ของ นายกิจจา ทวีกุลกิจ หรือที่รู้จักกันในนาม "หมอนิด" ทำให้ผู้อ่านจำนวนไม่น้อยอดสงสัยไม่ได้ว่า "เป็นไปได้อย่างไร?"
หมอนิด เล่าว่า ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๓ - ๒๕๓๑ เจอมรสุมโถมเข้าใส่อย่างหนัก ในทางโหราศาสตร์เขาเรียกกันว่า ดวงตก ที่พึ่งทางใจอย่างหนึ่งคือ การดูหมอ
ทุกๆ วันพฤหัสบดี หมอนิดบอกว่ามีหน้าที่ต้องพาภรรยาไปหาเจ้าเข้าทรง แถวฝั่งธนฯ ทุกครั้งที่ไปจะนั่งรออยู่นอกห้อง ภาพที่เห็นคือ คนนั้นสั่น คนนี้สั่น ทำให้คิดในใจอยู่อย่างเดียวว่า พวกนี้มันหน้าม้า
แม้จะพาภรรยาไปอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยเชื่อถือสิ่งที่เห็น จำได้ว่า ไปอยู่ประมาณ ๕-๖ ครั้ง กระทั่งครั้งหนึ่งร่างทรงมองมาที่ตน พร้อมกับกวักมือเรียก ไอ้ช้าง...เข้ามานี่ เอ็งน่ะงอมเต็มทีแล้วนะ อะไรหรือหมอ งอมอะไร อะไรงอม เอ็งน่ะมีองค์อยู่
ความที่ไม่เคยเชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องพวกนี้ ทำให้ถึงกับท้าทายอย่างไม่กลัวเกรง พร้อมกับปักธูปลงไปในอ่างปักธูปที่โต๊ะหมู่บูชา พร้อมพูดขึ้นว่า
ถ้าแน่จริง ให้มาเข้าที่ตัวผม ที่เข้ามาดิ้นชักๆ งอๆอยู่นั่นน่ะ ผมไม่เชื่อ ไม่รู้เป็นหน้าม้าหรือเปล่า
ไม่รู้อะไรทำให้กล้าพูดออกไปอย่างนั้น แต่พูดจบก็ไม่ได้คิดอะไร กลับมามีชีวิตตามปกติเหมือนทุกวัน
ให้หลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน ถึงรู้สึกว่า มีบางอย่างผิดปรกติ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาการแปลกๆ เกิดในค่ำคืนหนึ่ง นอนไม่ได้ทั้งคืน ทั้งๆ ที่ง่วงแสนง่วง ข่มตาเท่าไหร่ก็ไม่หลับ ทุกครั้งที่ล้มตัวลงนอน ตาจะลืมโพลง พอลุกขึ้นมานั่งก็หาวแล้วหาวอีก แต่พอล้มตัวลงนอนใหม่ ตาก็ลืมโพลงอีก ได้แต่เก็บความแปลกใจไว้ทั้งคืน
จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น ออกไปทำกิจวัตรประจำวัน คือ ตกปลาตามปกติ สิ่งที่เริ่มรู้สึกว่า มีบางอย่างแปลกไปก็คือ เจอใครที่รู้จักตามบ่อตกปลา จะทักเขาขึ้นมาแทบทุกคนว่า เฮ้ย เอ็งระวังนะ เอ็งจะขาหักนะ
ไม่รู้เพราะอะไร ที่ทำให้พูดออกไปอย่างนั้น แต่เป็นเรื่องที่แปลกไม่น่าเชื่อ เพราะหลังจากนั้นไม่เกินสองสัปดาห์ ได้ข่าวว่า เขาคนนั้นขาหัก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหมอนิดจะสามารถทำนายอนาคตล่วงหน้า แต่กลับไม่เคยคิดว่า เป็นผู้วิเศษเลยสักครั้งเดียว ทุกๆ วัน ยังคงสวดมนต์นั่งสมาธิ
หมอนิด เล่าต่อว่า วันหนึ่งสวดมนต์เสร็จ ได้นำคาถาของ หลวงปู่ทวด ที่ว่า "นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติ ภะคะวา" มาเป็นองค์ภาวนา โดยเวลานั้นที่บ้านไม่มีหลวงปู่ทวดสักองค์
ภาวนาแบบนี้อยู่ประมาณ ๓ เดือน ได้เห็นหลวงปู่ทวดเดินออกมาจากหิ้งพระ แล้วท่านได้พูดขึ้นว่า "ไอ้ลูก อีกไม่เกิน ๑๕ วัน จะมีผู้หญิงนำพระหลวงปู่ทวดมาให้"
พอหลวงปู่ทวดพูดจบ รู้สึกว่าดีใจจนน้ำตาไหลออกมา แล้วได้ตอบไปในจิตว่า "ถ้าลูกได้พระหลวงปู่ทวดจริงๆ ลูกจะบวชให้หลวงปู่ ลูกจะบวชให้กับคนที่นำมาพระมาให้ด้วย และได้ย้ำไปกับหลวงปู่ว่า ถ้าให้ไปเช่าเองไม่เอา แต่ขอให้ได้แบบปาฏิหาริย์ "
หลังจากนั้นประมาณ ๑๐ วัน มีคุณแม่เจ้าของโรงเรียนใจรัก สุขุมวิท ๑๐๑ ชื่อ "พี่นิด" อยู่ดีๆ ท่านก็เอาพระหลวงปู่ทวดมาให้ พอได้รับแล้วรู้สึกขนลุกไปทั่วตัว และได้เล่าเรื่องนี้ให้กับพี่นิดฟังด้วย พอรู้ว่า ตนจะบวช พี่นิดก็ไปซื้อเครื่องบวชมาให้ทั้งหมด แล้วก็ได้ไปบวชที่วัดช้างให้ เป็นเวลา ๑๕ วัน
หมอนิด บอกด้วยว่า โดยส่วนตัวแล้ว มีความเคารพและศรัทธา พ่อปู่ฤาษีนารายณ์ ที่ทำให้มาเป็นหมอดู โดยทุกๆ ปี ท่านจะลงมาให้คติธรรมกับตนเอง เช่น มีอยู่ปีหนึ่ง พ่อปู่ลงมาบอกว่า ลูกเอ๋ย สวรรค์ทางรก นรกทางเตียนนะลูก
หลังจากนั้นไปนั่งคิดถึงปริศนาธรรมนี้อยู่หลายวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง คนข้างบ้านมาชวนไปเที่ยวภูกระดึง ถึงตีปริศนาธรรมนี้ออก ลองนึกภาพดูว่า กว่าจะขึ้นไปถึงยอดภูกระดึง ต้องปีนป่ายเขาที่ลาดชัน ต้องฟันฝ่าความเหนื่อยยาก ลำบากแสนสาหัส กว่าจะไปถึงยอดเขาที่สวยงาม
"นี่แหละสวรรค์ทางรก เปรียบได้กับคุณต้องหมั่นสร้างความดี ทำความดี เพราะความดีมันทำยาก มันต้องใช้ความอดทน สร้างสมเป็นเวลายาวนาน และอาจเห็นผลช้า แต่นรกไปง่ายกว่า ทำเดี๋ยวเดียวก็ได้ไป ฉะนั้น มันเลยไปง่าย ใครต่อใครเลยพากันไป ไปจนหญ้าไม่ขึ้น เหมือนคันนาที่คนเดินกันทุกวัน จนมันเตียนเรียบไปหมด"
นี่คือปริศนาธรรมของ พ่อปู่ฤาษีนารายณ์ ที่ "หมอนิด" จำขึ้นใจ
อย่างไรก็ตาม หมอนิดได้พูดถึง พระที่ยิ่งใหญ่ และสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ของทุกคนไว้อย่างน่าคิดว่า "พ่อแม่คือพระพรหม คือพระอรหันต์ ลูกอยู่ที่ไหน ใจของพ่อของแม่จะเป็นห่วงตลอดเวลา คอยปกปักรักษา คุ้มครอง นี่แหละคือพระที่แท้จริงของคุณ"
ด้วยเหตุนี้เอง หมอนิดจึงแนะนำ วันเกิดของเรานั้นเป็นวันที่แม่เจ็บปวดที่สุด เราควรจะซื้อสิ่งของที่แม่ชอบที่สุดให้แม่ พาแม่ไปกินข้าว หรือพาไปเที่ยว ไปทำอะไรก็ได้ เพื่อให้วันนี้เป็นวันของแม่คุณ ไม่ใช่ไปเลี้ยงเพื่อน เพื่อนไม่ได้เป็นคนที่เจ็บตอนเราเกิด ถ้าใครยังไม่ได้ทำอย่างนี้ก็ให้รีบทำเสีย ไม่ใช่เวลาท่านเสียแล้วถึงมาจัดงานใหญ่โต ซื้อของสารพัดชนิดมาไหว้ โดยที่ไม่รู้ว่า ท่านจะได้รับหรือเปล่า
ความแม่นยำของคำทำนายดังกล่าว ของ นายกิจจา ทวีกุลกิจ หรือที่รู้จักกันในนาม "หมอนิด" ทำให้ผู้อ่านจำนวนไม่น้อยอดสงสัยไม่ได้ว่า "เป็นไปได้อย่างไร?"
หมอนิด เล่าว่า ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๓ - ๒๕๓๑ เจอมรสุมโถมเข้าใส่อย่างหนัก ในทางโหราศาสตร์เขาเรียกกันว่า ดวงตก ที่พึ่งทางใจอย่างหนึ่งคือ การดูหมอ
ทุกๆ วันพฤหัสบดี หมอนิดบอกว่ามีหน้าที่ต้องพาภรรยาไปหาเจ้าเข้าทรง แถวฝั่งธนฯ ทุกครั้งที่ไปจะนั่งรออยู่นอกห้อง ภาพที่เห็นคือ คนนั้นสั่น คนนี้สั่น ทำให้คิดในใจอยู่อย่างเดียวว่า พวกนี้มันหน้าม้า
แม้จะพาภรรยาไปอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยเชื่อถือสิ่งที่เห็น จำได้ว่า ไปอยู่ประมาณ ๕-๖ ครั้ง กระทั่งครั้งหนึ่งร่างทรงมองมาที่ตน พร้อมกับกวักมือเรียก ไอ้ช้าง...เข้ามานี่ เอ็งน่ะงอมเต็มทีแล้วนะ อะไรหรือหมอ งอมอะไร อะไรงอม เอ็งน่ะมีองค์อยู่
ความที่ไม่เคยเชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องพวกนี้ ทำให้ถึงกับท้าทายอย่างไม่กลัวเกรง พร้อมกับปักธูปลงไปในอ่างปักธูปที่โต๊ะหมู่บูชา พร้อมพูดขึ้นว่า
ถ้าแน่จริง ให้มาเข้าที่ตัวผม ที่เข้ามาดิ้นชักๆ งอๆอยู่นั่นน่ะ ผมไม่เชื่อ ไม่รู้เป็นหน้าม้าหรือเปล่า
ไม่รู้อะไรทำให้กล้าพูดออกไปอย่างนั้น แต่พูดจบก็ไม่ได้คิดอะไร กลับมามีชีวิตตามปกติเหมือนทุกวัน
ให้หลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน ถึงรู้สึกว่า มีบางอย่างผิดปรกติ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาการแปลกๆ เกิดในค่ำคืนหนึ่ง นอนไม่ได้ทั้งคืน ทั้งๆ ที่ง่วงแสนง่วง ข่มตาเท่าไหร่ก็ไม่หลับ ทุกครั้งที่ล้มตัวลงนอน ตาจะลืมโพลง พอลุกขึ้นมานั่งก็หาวแล้วหาวอีก แต่พอล้มตัวลงนอนใหม่ ตาก็ลืมโพลงอีก ได้แต่เก็บความแปลกใจไว้ทั้งคืน
จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น ออกไปทำกิจวัตรประจำวัน คือ ตกปลาตามปกติ สิ่งที่เริ่มรู้สึกว่า มีบางอย่างแปลกไปก็คือ เจอใครที่รู้จักตามบ่อตกปลา จะทักเขาขึ้นมาแทบทุกคนว่า เฮ้ย เอ็งระวังนะ เอ็งจะขาหักนะ
ไม่รู้เพราะอะไร ที่ทำให้พูดออกไปอย่างนั้น แต่เป็นเรื่องที่แปลกไม่น่าเชื่อ เพราะหลังจากนั้นไม่เกินสองสัปดาห์ ได้ข่าวว่า เขาคนนั้นขาหัก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหมอนิดจะสามารถทำนายอนาคตล่วงหน้า แต่กลับไม่เคยคิดว่า เป็นผู้วิเศษเลยสักครั้งเดียว ทุกๆ วัน ยังคงสวดมนต์นั่งสมาธิ
หมอนิด เล่าต่อว่า วันหนึ่งสวดมนต์เสร็จ ได้นำคาถาของ หลวงปู่ทวด ที่ว่า "นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติ ภะคะวา" มาเป็นองค์ภาวนา โดยเวลานั้นที่บ้านไม่มีหลวงปู่ทวดสักองค์
ภาวนาแบบนี้อยู่ประมาณ ๓ เดือน ได้เห็นหลวงปู่ทวดเดินออกมาจากหิ้งพระ แล้วท่านได้พูดขึ้นว่า "ไอ้ลูก อีกไม่เกิน ๑๕ วัน จะมีผู้หญิงนำพระหลวงปู่ทวดมาให้"
พอหลวงปู่ทวดพูดจบ รู้สึกว่าดีใจจนน้ำตาไหลออกมา แล้วได้ตอบไปในจิตว่า "ถ้าลูกได้พระหลวงปู่ทวดจริงๆ ลูกจะบวชให้หลวงปู่ ลูกจะบวชให้กับคนที่นำมาพระมาให้ด้วย และได้ย้ำไปกับหลวงปู่ว่า ถ้าให้ไปเช่าเองไม่เอา แต่ขอให้ได้แบบปาฏิหาริย์ "
หลังจากนั้นประมาณ ๑๐ วัน มีคุณแม่เจ้าของโรงเรียนใจรัก สุขุมวิท ๑๐๑ ชื่อ "พี่นิด" อยู่ดีๆ ท่านก็เอาพระหลวงปู่ทวดมาให้ พอได้รับแล้วรู้สึกขนลุกไปทั่วตัว และได้เล่าเรื่องนี้ให้กับพี่นิดฟังด้วย พอรู้ว่า ตนจะบวช พี่นิดก็ไปซื้อเครื่องบวชมาให้ทั้งหมด แล้วก็ได้ไปบวชที่วัดช้างให้ เป็นเวลา ๑๕ วัน
หมอนิด บอกด้วยว่า โดยส่วนตัวแล้ว มีความเคารพและศรัทธา พ่อปู่ฤาษีนารายณ์ ที่ทำให้มาเป็นหมอดู โดยทุกๆ ปี ท่านจะลงมาให้คติธรรมกับตนเอง เช่น มีอยู่ปีหนึ่ง พ่อปู่ลงมาบอกว่า ลูกเอ๋ย สวรรค์ทางรก นรกทางเตียนนะลูก
หลังจากนั้นไปนั่งคิดถึงปริศนาธรรมนี้อยู่หลายวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง คนข้างบ้านมาชวนไปเที่ยวภูกระดึง ถึงตีปริศนาธรรมนี้ออก ลองนึกภาพดูว่า กว่าจะขึ้นไปถึงยอดภูกระดึง ต้องปีนป่ายเขาที่ลาดชัน ต้องฟันฝ่าความเหนื่อยยาก ลำบากแสนสาหัส กว่าจะไปถึงยอดเขาที่สวยงาม
"นี่แหละสวรรค์ทางรก เปรียบได้กับคุณต้องหมั่นสร้างความดี ทำความดี เพราะความดีมันทำยาก มันต้องใช้ความอดทน สร้างสมเป็นเวลายาวนาน และอาจเห็นผลช้า แต่นรกไปง่ายกว่า ทำเดี๋ยวเดียวก็ได้ไป ฉะนั้น มันเลยไปง่าย ใครต่อใครเลยพากันไป ไปจนหญ้าไม่ขึ้น เหมือนคันนาที่คนเดินกันทุกวัน จนมันเตียนเรียบไปหมด"
นี่คือปริศนาธรรมของ พ่อปู่ฤาษีนารายณ์ ที่ "หมอนิด" จำขึ้นใจ
อย่างไรก็ตาม หมอนิดได้พูดถึง พระที่ยิ่งใหญ่ และสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ของทุกคนไว้อย่างน่าคิดว่า "พ่อแม่คือพระพรหม คือพระอรหันต์ ลูกอยู่ที่ไหน ใจของพ่อของแม่จะเป็นห่วงตลอดเวลา คอยปกปักรักษา คุ้มครอง นี่แหละคือพระที่แท้จริงของคุณ"
ด้วยเหตุนี้เอง หมอนิดจึงแนะนำ วันเกิดของเรานั้นเป็นวันที่แม่เจ็บปวดที่สุด เราควรจะซื้อสิ่งของที่แม่ชอบที่สุดให้แม่ พาแม่ไปกินข้าว หรือพาไปเที่ยว ไปทำอะไรก็ได้ เพื่อให้วันนี้เป็นวันของแม่คุณ ไม่ใช่ไปเลี้ยงเพื่อน เพื่อนไม่ได้เป็นคนที่เจ็บตอนเราเกิด ถ้าใครยังไม่ได้ทำอย่างนี้ก็ให้รีบทำเสีย ไม่ใช่เวลาท่านเสียแล้วถึงมาจัดงานใหญ่โต ซื้อของสารพัดชนิดมาไหว้ โดยที่ไม่รู้ว่า ท่านจะได้รับหรือเปล่า