PDA

View Full Version : สมถะภาวนา และวิปัสสนาภาวนาต่างกันอย่างไร


Kamen rider
04-01-2005, 01:13 PM
ต่างกันตรง ใหน (b-hmm) อ้าวก็หลับตานั่งเหมือนกันนี่

cwyp
04-01-2005, 01:36 PM
ต่างกันตรง สติครับ

สมถะเข้าฌาณแล้วสติหาย ดับไปหมด แต่วิปัสสนากำหนดสติตลอดเวลา
เพื่อจะใช้สติเป็นตัวจับกิเลสที่จะเข้ามาทำร้ายใจ

สมถะนั้นเพ่งอารมณ์ แต่วิปัสนาเพ่งไตรลักษณ์

ยามา
04-01-2005, 08:21 PM
สมถะเป็นกรรมฐานเพื่อความสงบ กดกิเลสไว้ได้ชั่วคราวแต่กิเลสไม่หมดไป แต่เป็นพื้นฐานกำลังจิตสำหรับทำวิปัสสนา

วิปัสสนากรรมฐานเป็นการพิจารณาให้เห็นความจริง รู้เท่าทันความจริงเพื่อการดับทุกข์ค่ะ

Anonymous
05-01-2005, 11:26 AM
ง่ายๆเลย หากคุณกำหนดลูกแก้วในแก่นกายแล้วเพ่งลูกแก้วจนจิตดิ่งลงสู่ฌานแล้วไหลไปกับอารมร์ในฌาน อันนี้เป็นสมถะ
แต่ถ้าคุณนั่งภาวนาพุทธ-โธ แล้วอาจิตจับอยู่ที่ลมหายใจ ไม่ว่าจิตจะลงไปสู่ฌานหรือไม่ แต่ก็มีสติอยู่ตลอดเวลา รู้ตัวตลอดเวลา อนันนี้คือวิปัสนา

หากต้องการเจริญสมถะให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วต้องฝึกปฎิบัติทั้งสองแบบนะครับ โชคดีครับ

บัวใต้น้ำ
05-01-2005, 12:28 PM
ถ้าจะให้ตอบแบบละเอียด ผมจะขอพิมพ์บอกพอสมควรน่ะครับ

หลักๆแล้ว กรรมฐาน ถ้าแบ่งตามรุปของการทำแล้ว มี 2 แบบ
- สมาถะญานิก
- วิปัสสนาญานิก

ทั้ง 2 แบบ ถึง มรรค ผล นิพพาน เหมือนกัน
แต่ลักษณะการทำ ไม่เหมือนกัน


การทำสมาถะญานิก
คือ อาศัยองค์ภาวนา เป็น บัญญัติ เช่นคำภาวนา หรือนิมิตต่างๆ แล้ว รวมกำลัง ไปที่องค์ภาวนานั้น
ผลที่ได้ คือความสงบในระดับต่างๆ เป็นการชั่วคราว
และในระหว่างที่ระดับความสงบของจิต อยุ่ในระดับสูงแล้ว(ฌาณ)
ก็อาศัยความสงบอันนั้นเดินวิปัสสนาในความสงบนั้นเลย
ไปตัดกิเลส ตัณหา กันข้างในนั้น

ส่วนวิปัสสนาญานิก
เป็นการทำกรรมฐาน แบบที่ ไม่ต้องจำเป็นว่า จะต้องทำฌาณ ตามแบบแรกก่อน
แค่ตามรู้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น เริ่มต้นอยุ่เพียงแค่ ขณิกะสมาธิ
ตอนหลังมันจะพัฒนา ไปอุปจาระ อัปปนา ตามขั้นของมันเอง
ไม่ต้องไปสร้างสมาธิขึ้นมา มันเกิดขึ้นอัติโนมัติ
หลับตา ลืมตา นั่ง นอน ยืน เดิน สามารถทำได้หมด
ตัดกันตอนลืมตาได้เลย
แต่แบบวิปัสสนาญานิก ก็ต้องมีการนั่งสมาธิเหมือนกัน
แต่วัตถุประสงค์ไมได้เหมือนแบบสมาถะญานิก

เราต้องอย่าลืมความจริงว่า......คนเราไมได้เก่งกันทุกคน ไม่ใช่สามารถทำฌาณกันได้ทุกคน
เพราะ ฌาณ ถ้าพูดตามความจริงแล้ว ถือว่าเป็นของยาก
ตอนแรกไม่มีฌาณ ก็ต้องสร้างอารมณ์ฌาณขึ้นมา
พอสร้างได้แล้ว ก็ต้องรักษาไว้
ถ้ารักษาไมได้ก็หลุดออกจากฌาณ เจริญวิปัสสนาไม่ได้อีก

สังเกตุดูสมัยพุทธกาล ชาวบ้าน ชาวนา ตาสี ตาสา ทำไร่ทำนา ฯลฯ
คนเหล่านี้ไม่เคยฝึกฌาณ หรือ สมาธิ มาก่อน ชาวบ้านธรรมดา
แต่พระพุทธเจ้าเทศน์โปรดครั้งเดียวบรรลุธรรมกันเป็นแถวๆ
ก็น่าจะเป็นแนววิปัสสนาญานิก คือตามรู้สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเทศน์โปรด
และเหตุผลที่สำคัญคือพระพุทธเจ้าท่านมีพุทธานุภาพ สามารถ รู้ได้ว่าสัตว์โลกใด มีนิสัยปัจจัยพอเพียงที่จะบรรลุธรรม และต้องเทศน์โปรดด้วยธรรมบทไหน หรือวิธีการใด ซึ่งสิ่งนี้มีเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ สาวกทำไม่ได้


ส่วนตัวผมเอง ก็เจริญมาแล้ว ทั้ง 2 แนวทาง แต่ส่วนตัวชอบอย่างหลังมากกว่า
เพราะ ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยากและเอาไว้สอนคนอื่น
ที่มีพื้นฐานน้อย เริ่มเข้ามาทางธรรมใหม่ๆ ได้ง่ายกว่า
และสามารถทำไดทุกเพศ ทุกวัย ครับ
ขอตอบคร่าวๆ เพียงเท่านี้น่ะครับ ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม
ก็ค่อยถามมา หรือ pm มาก็แล้วกันน่ะครับ

เจริญในธรรมน่ะครับ

KomAon11
05-01-2005, 01:08 PM
***สมถะภาวนา............. เน้นพลังจากการฝึกจิตให้สงบ อาจไม่สะอาด

***วิปัสสนาภาวนา.......... เน้นตัดสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ให้สิ้นไป ให้เข้าใจเองว่าไม่ดียังไง ซึ่งตรงนี้ถือเป็นงานหลักของการเกิดชาติสุดท้าย

KomAon11
05-01-2005, 01:10 PM
ก็ถ้าแบบละเอียด ก็ดูข้อความของคุณบัวใต้น้ำ นะครับ

R2D2
20-01-2005, 01:37 PM
ถ้าจะให้ตอบแบบละเอียด ผมจะขอพิมพ์บอกพอสมควรน่ะครับ

หลักๆแล้ว กรรมฐาน ถ้าแบ่งตามรุปของการทำแล้ว มี 2 แบบ
- สมาถะญานิก
- วิปัสสนาญานิก

ทั้ง 2 แบบ ถึง มรรค ผล นิพพาน เหมือนกัน
แต่ลักษณะการทำ ไม่เหมือนกัน


การทำสมาถะญานิก
คือ อาศัยองค์ภาวนา เป็น บัญญัติ เช่นคำภาวนา หรือนิมิตต่างๆ แล้ว รวมกำลัง ไปที่องค์ภาวนานั้น
ผลที่ได้ คือความสงบในระดับต่างๆ เป็นการชั่วคราว
และในระหว่างที่ระดับความสงบของจิต อยุ่ในระดับสูงแล้ว(ฌาณ)
ก็อาศัยความสงบอันนั้นเดินวิปัสสนาในความสงบนั้นเลย
ไปตัดกิเลส ตัณหา กันข้างในนั้น

ส่วนวิปัสสนาญานิก
เป็นการทำกรรมฐาน แบบที่ ไม่ต้องจำเป็นว่า จะต้องทำฌาณ ตามแบบแรกก่อน
แค่ตามรู้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น เริ่มต้นอยุ่เพียงแค่ ขณิกะสมาธิ
ตอนหลังมันจะพัฒนา ไปอุปจาระ อัปปนา ตามขั้นของมันเอง
ไม่ต้องไปสร้างสมาธิขึ้นมา มันเกิดขึ้นอัติโนมัติ
หลับตา ลืมตา นั่ง นอน ยืน เดิน สามารถทำได้หมด
ตัดกันตอนลืมตาได้เลย
แต่แบบวิปัสสนาญานิก ก็ต้องมีการนั่งสมาธิเหมือนกัน
แต่วัตถุประสงค์ไมได้เหมือนแบบสมาถะญานิก

เราต้องอย่าลืมความจริงว่า......คนเราไมได้เก่งกันทุกคน ไม่ใช่สามารถทำฌาณกันได้ทุกคน
เพราะ ฌาณ ถ้าพูดตามความจริงแล้ว ถือว่าเป็นของยาก
ตอนแรกไม่มีฌาณ ก็ต้องสร้างอารมณ์ฌาณขึ้นมา
พอสร้างได้แล้ว ก็ต้องรักษาไว้
ถ้ารักษาไมได้ก็หลุดออกจากฌาณ เจริญวิปัสสนาไม่ได้อีก

สังเกตุดูสมัยพุทธกาล ชาวบ้าน ชาวนา ตาสี ตาสา ทำไร่ทำนา ฯลฯ
คนเหล่านี้ไม่เคยฝึกฌาณ หรือ สมาธิ มาก่อน ชาวบ้านธรรมดา
แต่พระพุทธเจ้าเทศน์โปรดครั้งเดียวบรรลุธรรมกันเป็นแถวๆ
ก็น่าจะเป็นแนววิปัสสนาญานิก คือตามรู้สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเทศน์โปรด
และเหตุผลที่สำคัญคือพระพุทธเจ้าท่านมีพุทธานุภาพ สามารถ รู้ได้ว่าสัตว์โลกใด มีนิสัยปัจจัยพอเพียงที่จะบรรลุธรรม และต้องเทศน์โปรดด้วยธรรมบทไหน หรือวิธีการใด ซึ่งสิ่งนี้มีเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ สาวกทำไม่ได้


ส่วนตัวผมเอง ก็เจริญมาแล้ว ทั้ง 2 แนวทาง แต่ส่วนตัวชอบอย่างหลังมากกว่า
เพราะ ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยากและเอาไว้สอนคนอื่น
ที่มีพื้นฐานน้อย เริ่มเข้ามาทางธรรมใหม่ๆ ได้ง่ายกว่า
และสามารถทำไดทุกเพศ ทุกวัย ครับ
ขอตอบคร่าวๆ เพียงเท่านี้น่ะครับ ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม
ก็ค่อยถามมา หรือ pm มาก็แล้วกันน่ะครับ

เจริญในธรรมน่ะครับ

(good)
เจริญในธรรมเช่นกันครับ คุณบัว

หนูจ๋อย
26-01-2005, 08:11 AM
หนูจ๋อย คิดว่า สองเรื่องนี้ ดูเป็นเหมือน เรื่องคุ้นๆ ของผู้ปฏิบัติ....เป็นเรื่องที่เกื้อกูลกันได้
แต่ .....ผลที่เกิดขึ้น ต่างกัน ไกลกัน มากมาย
ครูบาอาจารย์หลายท่าน สอนว่า การทำสมถะมีประโยชน์ สำหรับนักปฏิบัติทุกคน แต่จำเป็นสำหรับบางคนเท่านั้น

ท่านอาจารย์ปราโมทย์ สอนว่า
สมถะ เป้นเครื่องข่มนิวรณ์ จิตที่ไม่มีนิวรณ์เท่านั้น จึงควรและก้าวไปสู่ งานวิปัสสนา
สมถะ เป็นที่พักผ่อนอันสบายของจิต ยามเกิดความอ่อนล้า.....สบาย สงบ สุข เกิดความนิ่ง

ถ้าติดอยู่อย่างนั้น ก็ยังชุ่มแช่อยู่ใน สุข แม้ว่าจะเป็นสุขอย่างสงบ ไม่ละและปล่อยวาง จนว่างและ
หมดจดสิ้นจากทุกสิ่ง
อันเป็น หนทางสายตรง สายที่ ละแล้วทุกสิ้น แม้ ธรรมนั้น .......
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านก็สอนไว้ชัดเจน ค่ะ ว่า หัวใจสำคัญมาก ของการปฏิบัติก็คือ การมีสติ ในชีวิตประจำวัน
เหมือน ง่ายแค่ปลายจมูก แต่ยากใช่ไหมคะ เพราะจิตมันว่องไว เหลือเกิน
แถม ในโลก ทุกวันนี้ การขาดสติเพลิน เพลิดไปมันง่ายเหลือเกิน ......

หนูจ๋อยเองก็ ยังขาด ความเพียรอยู่ มาก ....
ตามรู้ไม่ทันก็มาก ซวนเซ ง่ายๆ เพราะ จิตไม่มั่น ตามรู้ไม่ทัน เพราะ ขาดการฝึกหัดบ่อยๆ

witt
26-01-2005, 08:47 PM
อนุโททนา

R2D2
27-01-2005, 10:14 AM
หนูจ๋อย คิดว่า สองเรื่องนี้ ดูเป็นเหมือน เรื่องคุ้นๆ ของผู้ปฏิบัติ....เป็นเรื่องที่เกื้อกูลกันได้
แต่ .....ผลที่เกิดขึ้น ต่างกัน ไกลกัน มากมาย
ครูบาอาจารย์หลายท่าน สอนว่า การทำสมถะมีประโยชน์ สำหรับนักปฏิบัติทุกคน แต่จำเป็นสำหรับบางคนเท่านั้น

ท่านอาจารย์ปราโมทย์ สอนว่า
สมถะ เป้นเครื่องข่มนิวรณ์ จิตที่ไม่มีนิวรณ์เท่านั้น จึงควรและก้าวไปสู่ งานวิปัสสนา
สมถะ เป็นที่พักผ่อนอันสบายของจิต ยามเกิดความอ่อนล้า.....สบาย สงบ สุข เกิดความนิ่ง

ถ้าติดอยู่อย่างนั้น ก็ยังชุ่มแช่อยู่ใน สุข แม้ว่าจะเป็นสุขอย่างสงบ ไม่ละและปล่อยวาง จนว่างและ
หมดจดสิ้นจากทุกสิ่ง
อันเป็น หนทางสายตรง สายที่ ละแล้วทุกสิ้น แม้ ธรรมนั้น .......
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านก็สอนไว้ชัดเจน ค่ะ ว่า หัวใจสำคัญมาก ของการปฏิบัติก็คือ การมีสติ ในชีวิตประจำวัน
เหมือน ง่ายแค่ปลายจมูก แต่ยากใช่ไหมคะ เพราะจิตมันว่องไว เหลือเกิน
แถม ในโลก ทุกวันนี้ การขาดสติเพลิน เพลิดไปมันง่ายเหลือเกิน ......

หนูจ๋อยเองก็ ยังขาด ความเพียรอยู่ มาก ....
ตามรู้ไม่ทันก็มาก ซวนเซ ง่ายๆ เพราะ จิตไม่มั่น ตามรู้ไม่ทัน เพราะ ขาดการฝึกหัดบ่อยๆ

สาธุครับ คุณหนูจ๋อย