PDA

View Full Version : อย่าไว้ใจความคิดตัวเอง...พิพัฒน์ ยอดพฤติการ


paang
22-02-2006, 01:30 PM
http://www.bangkokbiznews.com/bodyheart/20060102/pic1.jpg


เราพบกับ พิพัฒน์ ยอดพฤติการ กรรมการผู้จัดการบริษัท ชื่อไทย.คอม จำกัด ผู้ให้บริการรับจดโดเมนเนมภาษาไทยแก่คนไทยเป็นรายแรก นอกเหนือความสนใจในเทคโนโลยีทางด้านไอที (IT) แล้ว ซีอีโอ (CEO) หนุ่มวัยสี่สิบต้นๆ ยังสนใจการปฏิบัติธรรม และการศึกษาธรรมะอย่างเอาจริงเอาจังด้วย
“ผมไม่ได้เพิ่งมาสนใจตอนเรียนปริญญาเอก สาขาพุทธศาสนา ที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) แต่โดยส่วนตัวอ่านหนังสือธรรมะตั้งแต่วัยรุ่น ประมาณอายุ 13-14-15 ปี "

นั่นไง เริ่มต้นมาตั้งแต่วัยรุ่น สำหรับช่วงแรกที่พิพัฒน์สนใจคือ หนังสือของหลวงพ่อพุทธทาส

"ผมประทับใจ เพราะท่านเขียนหนังสือธรรมะด้วยภาษาธรรมดา ไม่อิงบาลีมากมาย ก็อ่านมาเรื่อย"

การอ่านแต่ละครั้ง สำหรับหนังสือเล่มเดียวกัน ก็ให้ความเข้าใจที่แตกต่างกันในช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป

"ผมอ่านหนังสือของท่านแทบทุกเล่ม ตอนหลังซื้อเก็บไว้ทุกเล่ม เล่มแรกที่อ่านคือ 'เกิดมาทำไม' ชีวิตผมตอนเรียนมัธยมปลายที่เตรียมอุดมศึกษา เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากการตั้งคำถามของตัวเองที่ว่า คนเราเกิดมาเพื่ออะไร ผมขบปัญหานี้อย่างจริงๆ จังๆ แล้วก็รู้สึกดีใจเล็กๆ ที่ได้ตอบคำถามนี้ตั้งแต่อายุน้อย เพราะถ้าไปตอบคำถามตอนอายุ 60-70 หรือใกล้เข้าฝั่งแล้ว และคำตอบออกมาบอกว่าที่เราทำมาไม่ใช่เลย ก็จะรู้สึกเสียดายมากที่ว่า สิ่งที่เราดำเนินมา ไม่ใช่คำตอบของชีวิต"

พิพัฒน์ตั้งคำถามนี้ตั้งแต่วัยรุ่น แล้วได้คำตอบว่า เกิดมาเพื่อเรียนรู้ จากนั้นเขาเล่าว่า ก็เข้ามาสู่คำถามต่อว่า เรียนรู้อะไรล่ะ

"วันนี้ผมคิดว่ามีการเรียนรู้บนสองเส้นทางคือ หนึ่ง เรียนรู้เพื่อจะดำรงชีวิต อันนี้คือจะต้องเรียนรู้โดยการเข้าสู่ระบบการศึกษาวิชาชีพ มีความรู้เชิงลึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อีกทางหนึ่ง เรียนรู้เรื่องชีวิต อันนี้ผมคิดว่าต้องเป็นวิชาชีวิต ไม่ใช่วิชาชีพ ทำไมเราถึงเกิดมา แล้วเราจะไปถึงจุดสุดยอดที่มนุษย์พึงจะได้รับได้อย่างไร

"ทำไมผมจึงเรียนเป็นวิศวกร ทำไมจึงศึกษาเรื่องไอที เพราะนี่คือ เรื่องของอาชีพที่ผมใช้ในการดำเนินชีวิต กับการปฏิบัติธรรม ที่ไปเรียนปริญญาเอกที่ มจร.ก็เพราะอยากเรียนรู้เรื่องชีวิต เพื่อไปสู่เส้นทางของการพ้นทุกข์นั่นเอง"
เนื่องจากหลักสูตรปริญญาเอกของ มจร. กำหนดไว้ว่า ต้องเรียนทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติ โดยมีภาคบังคับให้ผู้เรียนไปเข้าคอร์สกรรมฐานเป็นเวลา 45 วัน การปฏิบัตินี้เป็นสิ่งที่พิพัฒน์ปรารถนาอยู่ลึกๆ จึงตัดสินใจเข้าเรียนและผ่านคอร์สกรรมฐานนี้มาแล้วที่วัดภัททันตะอาสภาราม จ.ชลบุรี

"วัดนี้เป็นวัดสอนวิปัสสนา ไม่มีพิธีกรรม มีหลวงพ่อภัททันตะ อาสภมหาเถระ ธัมมาจริยะ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ ตอนนี้ท่านอายุ 90 กว่าแล้ว ท่านสอนตามหลักสติปัฏฐาน 4 ดู กาย เวทนา จิต และธรรม จนกว่าจะเห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสังขารที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป

"เมื่อไปถึงพระอาจารย์ท่านจะให้เตรียมตัวก่อน คือ ชำระจิตใจ ถือศีล 5 ให้บริสุทธิ์ จากนั้นท่านให้นั่งกับเดินอย่างละบัลลังก์ เริ่มต้นก็อิริยาบถละ 30 นาที เพื่อที่จะดูจิตตัวเอง โดยการกำหนดยุบหนอ พองหนอ โดยเฉลี่ยแล้ว คนที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน ช่วง 3 วันแรกจะถูกบีบคั้นพอสมควร จนทำให้หลายคนเลิกปฏิบัติกลางคัน ถ้าผ่าน 3 วันแรกมาได้ โอกาสที่จะเห็นสภาวะธรรม หรือเห็นจิตตัวเอง หรือพบความสงบก็จะเกิดขึ้นได้"

นี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่พระวิปัสสนาจารย์ส่วนใหญ่บอกว่า ถ้าจะเข้ากรรมฐานอย่างน้อยต้อง 7 วัน ถ้าเข้า 3 วัน อาจจะไม่ได้อะไร เพราะพอจิตเริ่มจะพบความสงบ ก็กลับซะแล้ว แต่สำหรับพิพัฒน์เขาอยู่ตลอด 45 วัน

"พอปฏิบัติไประยะหนึ่ง พระอาจารย์ให้เพิ่มเป็นนั่งสมาธิ 1 ชั่วโมง เดินจงกรม 1 ชั่วโมงสลับกัน หรืออย่างละ 45 นาทีสลับกัน ที่ต้องมีการสลับกันระหว่างเดินและนั่ง รวมไปถึงการยืน และการนอนด้วย ท่านบอกว่าการมีสติรู้ตัวในทุกอิริยาบถนี้คือ การทำอินทรีย์ให้เสมอกัน (อินทรีย์ 5 คือ ศรัทธา สมาธิ สติ วิริยะ ปัญญา)

"พอนั่งแล้วก็ดู กาย ดู เวทนา คือ ดูความรู้สึกที่เกิดกับการนั่ง บางทีก็ปวด เป็นเหน็บชา เรารู้สึกว่าไม่อยากนั่งต่อ ตัวนี้เป็นความรู้สึก ท่านให้เราดูต่อไปว่า อาการปวดเป็นอย่างไร อาการชาเป็นอย่างไร อาจใช้คำบริกรรมเพิ่มว่า ปวดหนอ ชาหนอ สักพักหนึ่ง พอชาไปเรื่อยๆ จิตจะปรุงแต่ง บอกว่าปวดมันรุนแรง อยากจะลุก เราก็ดูที่จิตว่ามันปรุงแต่งอย่างไร นั่นเป็นโมหะแล้ว ทำให้เราไม่อยากนั่งต่อไป ท่านให้เราดูภาวะจิตที่บีบคั้น นั่นแหละว่า มันมีความรู้สึกอย่างไร จากนั้นสภาวะธรรมก็ปรากฏ ทำให้เราเห็นไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ให้เราเพียงตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบันเท่านั้น "
สำหรับประสบการณ์ของพิพัฒน์ เขาเล่าว่า...

"ผมฝึกวิปัสสนาเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ในการทำงาน ทุกขณะสามารถปฏิบัติได้ ตราบใดที่เรามีตัวสติกำกับอยู่ เราก็กำลังปฏิบัติอยู่ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมที่ง่ายที่สุดคือ การระลึกรู้ในปัจจุบันขณะอยู่เท่านั้นเอง"
อย่างไรก็ตาม เขาระลึกอยู่เสมอว่า การปฏิบัติที่ตนเพียรอยู่ เป็นเพียงการเริ่มต้นออกศึกกับกิเลสตัวเองเท่านั้น

"ผมมีคีย์เวิร์ดเตือนตัวเองเสมอว่า อย่าไว้ใจความคิดตัวเอง เพราะความคิดของเรา มักเจือปนไปด้วยกิเลสเสมอ เราจะเห็นกิเลสแปดเปื้อนอยู่เสมอ เวลาเราคิด หรือเวลาที่เราภูมิใจอะไรๆ ผมยังรู้สึกอายๆ เลยว่า บางทีการเสนอความคิดเห็นทางวิชาการอะไรไป ผมต้องกลับมาทบทวนว่า แน่ใจแล้วหรือว่าความคิดที่เราเสนอไปเป็นความจริง ผมจึงได้เตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า คนเราทุกคนมักจะคิดเข้าข้างตัวเองเสมอ

"สำหรับผม ตราบใดที่เรายังไม่เข้ากระแส ยังปฏิบัติไม่เต็มที่ ความรู้สึกจะขึ้นๆ ลงๆ เวลาว่างตอนนี้ผมก็จะไปปฏิบัติ แม้กระทั่งตอนปฏิบัติที่วัด ก็มีความคิดปรุงแต่งเรื่องงาน มันจะเข้าๆ ออกๆ อันนี้คือสภาวะที่เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ ทำให้เราเห็นอีกอย่างคือ อนัตตา ความที่เราไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เวลาอยู่บริษัทอยากไปปฏิบัติก็ทุกข์แล้ว ไม่ได้ดั่งใจ อยู่ที่วัดอยากมาทำงานก็เป็นทุกข์อีก เพราะไม่ได้ดั่งใจ บังคับบัญชาไม่ได้ มันแสดงกฎไตรลักษณ์เห็นๆ เลย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะฉะนั้นถ้าเราฉุกคิดว่า นี่คือการสอนธรรมะเรา เราก็จะรู้สึกผ่อนคลายว่า ทุกข์จะน้อยลง"

พอมาถึงวันนี้ พิพัฒน์ เล่าว่า สามารถจูนกันได้แล้ว สำหรับการทำงานและการปฏิบัติธรรม

“เมื่อก่อนรู้สึกว่าแปลกแยก เพราะการทำงานต้องเจรจาต่อรอง ต้องไปคุยกับคนนั้นคนนี้ อาจมีบางอย่างที่เราไม่บอกข้อมูล ซึ่งเราก็รู้สึกว่ามันขัดกับการทำให้จิตใจบริสุทธิ์หรือเปล่า จนในที่สุด สองอย่างมันปรับเข้าหากันเอง พอผมมาทำงานเรื่อง CSR ในส่วนที่ทำให้เกิดประโยชน์กับสังคมมากขึ้น คำนึงถึงประโยชน์ของบริษัทน้อยลง ก็สอดคล้องกับหลักธรรมะในส่วนที่ว่า ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น"

CSR ย่อมาจาก Corporate Social Responsibility เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมในเชิงธุรกิจ ตอนนี้ในเมืองไทยมีเครือข่ายธุรกิจร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมไทย (Thai CSR) เกิดขึ้นแล้วสังกัดอยู่ในสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ องค์การพัฒนาเอกชนแห่งแรกในประเทศไทยซึ่งก่อตั้งโดย ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และบุคคลในวงราชการและธุรกิจเอกชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้พิพัฒน์มารับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถาบัน

"เราพูดกันมาก ว่า ทำไมธุรกิจตัวนี้ไม่ยั่งยืน เพราะรากฐานธุรกิจนั้นไม่คำนึงถึงสังคม เพราะฉะนั้น CSR คือ การช่วยเหลือแบ่งปันให้กับผู้อื่น หรือให้กับสังคมนั่นเอง แทนที่จะนึกแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง CSR นี้เกิดจากภายในและภายนอก ระบบนี้จะคล้ายเป็นตัวแทนของสังคมเป็นผู้กดดันให้บริษัท หรือผู้ทำธุรกิจจะต้องทำตามเงื่อนไขของสังคมที่เป็นประโยชน์มากกว่า
"เพราะเราอยู่ในสังคม แม้มีกฎหมายเป็นตัวกำกับอย่างหนึ่ง ในขณะเดียวกันเราก็อยู่ภายใต้กฎอีกอันหนึ่งคือกฎธรรมชาติ ถ้าพูดทางธรรมะก็คือกฎแห่งกรรม ถ้าธุรกิจใดเอาเปรียบไม่วันใดเขาก็ได้รับผลกรรมไม่เร็วก็ช้า สำหรับเราต้องพึ่งตนเองได้ ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน สองอย่างนี้ทำให้ผมมีความสุขแล้วครับ

สนใจปฏิบัติธรรมที่วัดภัททันตะอาสภาราม ติดต่อโดยตรงได้ที่ 118/1 หมู่ 1 บ้านหนองปรือ ตำบลหนองไผ่แก้ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โทรศัพท์ 0-3829-2361 หรือ www.bhaddanta.com (http://www.bhaddanta.com)

ที่มา @ กรุงเทพธุรกิจ (http://www.bangkokbiznews.com/)