PDA

View Full Version : ''''ตี๋ แม็ทชิ่ง'''' ชีวิตต้องสู้ เคยกินน้ำปล่า ต่างข้าว คุ้ยข้าวคนอื่นเค้ากินเหลือ


Kamen rider
03-01-2005, 08:35 AM
<p>
"ตี๋ แม็ทชิ่ง" เขาฝันที่จะสร้าง "มูฟวี่ ทาวน์" (Movie Town) เมืองถ่ายหนังของเมืองไทย พร้อมสรรพสิ่งบันเทิง ครบวงจรสมบูรณ์แบบ รวมมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านบาท เหมือนกับยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ของสหรัฐอเมริกา ทำให้เป็น "วัน สต็อป ช้อป" (One Stop Shop) หรือศูนย์กลางที่ดีที่สุด ในการผลิตภาพเคลื่อนไหว ของภูมิภาคเอเชียที่มีคุณภาพ
<P> ต้องเฝ้ารอดู ฝันอันยิ่งใหญ่ของตี๋กับ "ยูนิเวอร์แซล เมืองไทย"


<P>
หากยังคงจำกันได้ ครั้งหนึ่งเราเคยสนุก กับนักแสดงนำตัวดำๆ เชยๆ ซื่อๆ ชื่อ <B>"นิเชา" </B>กับภาพยนตร์โฆษณา กระเบื้องตราห้าห่วง พร้อมสโลแกนติดปาก <B>"ห้าห่วงทนหายห่วง" </B>

<P>
ถัดมาเป็นภาพของ ชายผู้ยิ่งใหญ่กลุ่มหนึ่ง ลงจากเฮลิคอปเตอร์ เพื่อไปเอาเรื่อง <B>"ไอ้ฤทธิ์" </B>หนุ่มลูกทุ่งซื่อๆ นายหนึ่งโทษฐาน ที่บังอาจกินเหล้าฝรั่ง หลังลูกน้องตัวแสบยุว่า <B>"ไอ้ฤทธิ์กินแบล็ค (ฝรั่ง)" </B>

<P> แต่ความจริงปรากฏว่าเป็น <B>"แบล็คแค็ท"</B> เหล้ายี่ห้อใหม่ของไทย ลูกน้องจอมฟ้อง จึงถูกรุมสกรัมไปตามระเบียบ

<P>นี่คือตัวอย่างของเรื่องราว หนังโฆษณาที่สอดแทรก อารมณ์ความสนุก และมุขตลกเข้าไป จนกลายเป็นความแปลกใหม่ ของวงการหนังโฆษณา เมื่อราว 5-6 ปีก่อน

<P> <B>"สมชาย ชีวสุทธานนท์" </B>หรือ <B>"ตี๋ แม็ทชิ่ง" </B>คือผู้อยู่เบื้องหลัง <B>"ไอเดีย"</B> มันๆ อุดมด้วยมุขตลก ด้วยความช่างคิดช่างฝัน และต้องการ <B>"ปฏิวัติ" </B>แนวคิดเดิมๆ ของหนังโฆษณา พร้อมกับเสนอ เรื่องราวด้วยการสร้าง <B>"จุดต่าง"</B> และสื่อภาพให้ <B>"ติดตา"</B> กลุ่มคนดูโทรทัศน์ ของเมืองไทยสมัยนั้น

<P>จากจุดเด่นดังกล่าว ทำให้ <B>"แม็ทชิ่ง สตูดิโอ"</B> บริษัทสร้างภาพยนตร์โฆษณา ซึ่งตี๋ก่อตั้งขึ้น ได้รับการจัดอันดับให้เป็น <B>"โปรดักชั่น เฮ้าส์"</B> อันดับ 1 ของเมืองไทย และถูกจัดอันดับจาก <B>"The Gunn Report "</B> ให้เป็นบริษัทผลิต ภาพยนต์โฆษณาที่กวาดรางวัล สูงสุดเป็นอันดับ 5 จากธุรกิจโฆษณา <B>"ทั่วโลก" </B>

<P> ขณะที่ <B>"สุธน เพ็ชรสุวรรณ"</B> ผู้กำกับของแม็ทชิ่ง สตูดิโอ ก็คว้ารางวัลสูงสุด เป็นอันดับ 4 ของโลกอีกด้วย
<P> ทั้งๆ ที่ <B>"แม็ทชิ่ง สตูดิโอ"</B> เป็นโปรดักส์ชั่น เฮ้าส์ ที่มีอายุได้เพียง 11 ปีเศษ เกิดจากการก่อตั้ง ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 3-4 หมื่นบาท และผ่านประสบการณ์ <B>"เจ๊ง" </B>มาแล้ว
<UL>
<LI> <B>"ขายฝัน" จุดเกิด "ตี๋ แม็ทชิ่ง"</B>
</UL>
<P> ก่อนที่จะเป็น <B>"ตี๋ แม็ทชิ่ง"</B> ในวันนี้ ตี๋บอกว่า เขามาจากครอบครัว ชนชั้นกลาง ทางบ้านไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร ระหว่างที่เขากำลังเรียน อยู่ที่พาณิชยการพระนคร ต่อมาครอบครัวเกิดปัญหาเนื่องจากพ่อ ถูกฟ้องล้มละลาย จากการไปค้ำประกันเช็ค ให้กับเพื่อน จึงจำเป็นต้องหลบหนี
<P> จุดนี้เองที่พลิกผันชีวิตของเขา
หลังขาดเสาหลักของครอบครัว ตี๋และพี่น้องรวม 7 คนต้องเผชิญชีวิตกันตามลำพัง เขาอยากลาออก จากการเรียนเพื่อช่วยครอบครัว แต่ด้วยความที่เป็นเด็กกิจกรรม และไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ผู้อำนวยการวิทยาลัย ไม่ยอมให้ลาออก และช่วยหาทุนการศึกษา ให้จนเขาสามารถเรียนจบระดับปวส.
<P>ความชอบ และความใฝ่ฝัน อยากเข้าสู่อาชีพทำหนังโฆษณา เกิดขึ้นตั้งแต่สมัย ที่เขาเรียนวิชาเอกโฆษณา และได้มีโอกาสฝึกงาน กับบริษัท เอ.วี.คราฟท์ โปรดักชั่น หลังเรียนจบ เขาก็เลือกทำงาน กับบริษัทแห่งนี้เป็นครั้งแรก
<P>แม้ว่าจะมีงานทำ และได้เงินเดือน แต่ชีวิตของตี๋ก็ยังต้องลำบาก และอดๆ อยากๆ เพราะต้องหาเลี้ยงคนทั้งบ้าน
<P>ตี๋เคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร <B>"Open"</B> ตอนหนึ่งว่า <FONT COLOR="#990000">"ตอนนั้นกินเงินเดือน 2,300 บาท รวมกับพี่สาวที่มีเงินเดือน 4 พันบาท รวมกัน 6,300 บาท แต่ต้องเลี้ยงน้องอีก 4 คน
<P>ผมต้องทำทุกอย่าง ทั้งทำงานล่วงเวลา เบิกค่ารถมาก็ไม่ขึ้นรถ แต่ใช้เดินกลับบ้านก็มี ข้าวกลางวันไม่กิน กินน้ำก๊อก เพราะต้องประหยัดเงินมากๆ เมื่อหิวมากๆ ก็ไปคุ้ยข้าวที่คนอื่นเค้ากินเหลือไว้ ทำอย่างนี้เป็นปี เพื่อเหลือเงินให้น้องๆ ได้เรียนหนังสือ"</FONT>
<P>ร่วมงานกับบริษัท เอ.วี.คราฟท์ 4 ปี จากที่ได้เห็นคนอื่นๆ ได้รับรางวัลต่างๆ บนเวที ตี๋บอกว่า เขาก็อยากขึ้นบ้าง ประกอบกับช่วงนั้นบริษัท เริ่มระส่ำระสาย คนมีฝีมือเริ่มลาออก และมีเอเยนซี่ชักชวน ให้เขาไปทำงานด้วยทั้งบริษัทไทย และฝรั่ง แต่เขาเลือกที่จะไปอยู่กับบริษัท ฟาร์อีสท์ บริษัทของคนไทย เพราะรู้ตัวว่าภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยดีนัก
<P><FONT COLOR="#990000"> "ผมทำงานกับฟาร์อีสท์ได้ 2 ปี น้องๆ เรียนจบกันหมด ก็เกิดความคิดอยากจะทำอะไร เป็นของตัวเองบ้าง จึงลาออกจากงาน มาทำโปรดักชั่น เฮ้าส์ หรือเป็นผู้ผลิตหนังโฆษณา ด้วยตัวเอง ซึ่งก็ต้องทำด้วยตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่กำกับ เป็นโปรดิวเซอร์ และพากย์เอง" </FONT>
<UL>
<LI><B>เริ่มต้นจาก "ศูนย์" </B>
</UL>
<P> ในช่วงบุกเบิกบริษัท แม็ทชิ่ง สตูดิโอ ซึ่งเกิดจากคนสองคน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันก่อตั้ง โดยอีกรายนั้นคือ ตากล้องมือดีของเมืองไทย ดอม (ฐนิสสพงษ์ ศศินมานพ ) ตี๋บอกว่า เขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย
<P><FONT COLOR="#990000"> "ในช่วง 5 ปีแรก เราค่อนข้างลำบาก เพราะเริ่มต้นจากศูนย์ จากไม่มีอะไรเลย แค่เม็ดเงินไม่เกิน 3-4 หมื่นบาทเท่านั้น เราจึงเหนื่อยมาก เพราะธุรกิจของเรา มันจับต้องอะไรไม่ได้ และเป็นธุรกิจขายฝัน ธุรกิจที่ขายบนแผ่นกระดาษ ขายบนสตอรี่ บอร์ด
<P> ไปคุยกับบริษัทไฟแนนซ์เพื่อ ขอสนับสนุนทางการเงินจึงยาก เพราะไม่มีแอสเซท อะไรไปบอกได้ว่า คุณสามารถผลิตอะไรได้อัตราเท่านี้ หรือในจำนวนปริมาณเท่านั้น
<P>เราจึงต้องเริ่มต้นซื้อ อุปกรณ์สะสมของเราเอง ทำงานขาดทุนบ้าง แต่ก็ยอมแลกกับประสบการณ์ และผลงาน " </FONT>
<P> ตี๋บอกว่า เขาประสบกับเหตุการณ์ ทั้งที่ถูกโกงบ้าง เป็นหนี้เป็นสินกว่า 2 ล้านบาทบ้าง แต่ด้วยความตั้งใจ และรักการทำงานอาชีพนี้ จึงทำให้เขาผ่านพ้นวิกฤติมาได้ จนกระทั่งได้งานที่เป็นชิ้นเป็นอัน ครั้งแรกเมื่อราวปี 2533 จากบริษัท ดีดีบี ดีทแฮม ของ ม.ร.ว.ธีรเดช รัชนี โดยเป็นหนังโฆษณา <B>"เครื่องซักผ้ามิตซูบิชิ รุ่นมิสเตอร์มาราธอน" </B>
<P>และเป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่าวงการโฆษณา ค่อนข้างแข่งขันการดุเดือด การที่น้องใหม่จะแทรกตัวเข้ามา จึงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากธุรกิจนี้ บริษัทรุ่นพี่จะมีโอกาสมากกว่า
<P><FONT COLOR="#990000"> "การเข้ามาของน้องใหม่อย่างเรา ไม่สามารถจะเข้าไปในธุรกิจนี้ดื้อๆ ได้ เราต้องวางกลยุทธ์ให้ดีพอ" </FONT>
<UL>
<LI><B>สร้างจุดต่าง หวังให้ชื่อ "ติดตา" </B>
</UL>
<P>กลยุทธ์ของตี๋ แม็ทชิ่ง ก็คือ การใช้จุดต่างที่แปลกไป จากหนังโฆษณายุคเดิม และสร้างหนังให้มีเรื่องราว ที่ติดตาคนดูให้ได้
<P> <FONT COLOR="#990000"> "ตอนนั้นคิดแต่ว่า เราจะต้องทำให้หนังโฆษณา ติดตาคนมากที่สุด และต้องไม่ใช่การทำหนังพื้นๆ ทั่วไปที่มีอยู่ในตลาด
<P> คำว่า "ติดตาคน" แรกๆ เราไม่รู้ด้วยว่าจะทำวิธีไหน แต่ด้วยอารมณ์ ความรู้สึกหรือนิสัยส่วนตัว เป็นคนอารมณ์ขัน มีมุขตลอด มันเลยทำให้ถ่ายทอดหนังโฆษณา ออกมาแหวกแนว และแตกต่างจากตลาด ในสมัยนั้น แม้ว่าจะเจ๊งตลอด" </FONT>
<P>ในยุคแรกๆ เขาบอกว่าเป็นผู้กำกับเอง มีดอมเป็นตากล้อง และเป็นหุ้นส่วน เขาเริ่มจาก ทำหนังแนวสนุก เล่นมุขสอดแทรกเข้าไป และนำประโยชน์ของสินค้า มาพัฒนาให้แน่นขึ้น
<P> <FONT COLOR="#990000">"ในยุคนั้นไม่มีใครทำหนัง โฆษณาแนวนี้อย่างจริงจัง อาจมีบ้างแต่ไม่แน่น และจะเป็นหนังแนวใช้ ภาพสวยงาม ไม่มีไอเดียใส่เข้าไป แต่เมื่อเราต้องการสร้างจุดต่าง เป็นตัวของเราเอง เราจึงต้องลองทำขึ้นมา แม้ว่าจะขาดทุนก็ตาม" </FONT>
<P>หลังจากผ่านจุดนั้นไปได้ราว 3 ปี ตี๋บอกว่ามีคนเริ่มรู้จักแม็ทชิ่งมากขึ้น เริ่มมีถามถึงว่า หนังนี้มาจากไหน? ใครทำ?
<P><FONT COLOR="#990000"> "จากคนทำงาน 2-3 คน ก็กลายเป็น 10 คน 20 คน 30 คน โตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อองค์กรโตขึ้น ก็ต้องมีทีมงานบริหาร หรือแมเนจเม้นท์ เพราะองค์กรโตขึ้น หากไม่มีทีมบริหาร ก็จะโตไม่ได้ ผมจึงมานั่งบริหาร แล้วหาผู้กำกับแทน
<P> เพราะถ้าทั้งทำทั้งกำกับหนัง และงานบริหารด้วย คงไม่มีอะไรดีขึ้นสักอย่าง เลยตัดสินใจช้อปคน หาคนที่หัวอกเดียวกันกับเรา หรือมีแนวคิดเดียวกัน ก็ได้ <B>"มั้ม"</B> (สุธน เพ็ชรสุวรรณ ) ซึ่งทำงานด้านครีเอทีฟมาเป็นผู้กำกับ" </FONT>
<P> ในช่วงแรกที่เปลี่ยนตัวผู้กำกับใหม่ เกิดการสะดุดอยู่พักหนึ่ง โดยไม่มีงานเข้ามาเลยช่วง 6 เดือนแรกของการเข้ามาร่วมงาน แต่หลังจากนั้นผลงานของเขา ก็เข้าตากรรมการเมื่อได้งาน โฆษณาชิ้นหนึ่ง
<P>เมื่อเข้าสู่ปีที่ 5 ผลงานเป็นที่ยอมรับ เมื่อได้โฆษณาชุดโฆษณากระเบื้อง ตราห้าห่วง ที่มีตัวแสดงนำเป็น <B>"นิเชา"</B> บริษัทเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากหนังชุดนี้
<P><FONT COLOR="#990000"> "ช่วงนั้นครีเอทีฟไดเรคเตอร์ เอเยนซี่หลายราย เริ่มมองหาความแปลกใหม่มากขึ้น เพราะสินค้า 3 ยี่ห้อไปอยู่ด้วย เราดูไม่ออกกันเลย เพราะเหมือนกันไปหมด เจ้าของสินค้าเขาก็ย่อมต้องการ สร้างความแตกต่าง เราจึงมีโอกาสได้ทำหนัง เรื่องนิเชาออกมา
<P> คนก็ฮือฮาว่าใครทำ ด้วยความที่ตลก และไม่น่าจะเป็นคนไทยทำ เพราะหนังเรื่องนี้ไปถ่ายทำ ที่แอฟริกาใต้เลย งานนี้ขาดทุนก็ยอม แต่เราก็ได้รางวัล และคนก็ถามกันมาก ในช่วงนั้นบางคอลัมน์เขียนวิจารณ์ หนังเด็ดในรอบเดือน หนังของเราก็ติดอันดับขึ้นมา ทำให้เรทติ้งเริ่มดีขึ้น" </FONT>
<P> แนวหนังโฆษณาของสุธน จะเน้นความเป็นธรรมชาติ และสวยงามในตัวเองมันเอง และมีจุดเด่นอยู่ที่การเล่าเรื่อง ซึ่งตรงนี้เป็นหนังสไตล์ของแม็ทชิ่ง ที่ต้องการให้คนสามารถจำหนังได้ทั้งหมด
<P> <FONT COLOR="#990000">"เพราะมันมีความคิดอันเดียว (Single Mind Idea) อยู่ในนั้น เนื่องจากเราไม่สามารถ จะไปยัดเยียดอะไรให้คนดู ได้มากขนาดนั้น นี่คือ ความดื้อด้านของแม็ทชิ่ง แต่เป็นความดื้อด้าน ก็ส่งผลให้แม็ทชิ่งมายืนอยู่ตรงนี้ได้"</FONT>
<P>หลังจากผลงานกระเบื้อง ตราห้าห่วง ได้รับการยอมรับ หลายๆ เอเยนซี่ก็เริ่มหันมามอง และป้อนงานหนังโฆษณาเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งก็ล้วนแต่ต้องการ ให้บริษัทเข้าไปพัฒนา เนื่องจากลูกค้าเห็นความต่าง ของแม็ทชิ่งกับที่อื่นๆ
<P> ตี๋เปรียบเปรยให้ฟังว่า <FONT COLOR="#990000">
"อย่างร้านอาหาร ผมอยากจะกินยำวุ้นเส้น แต่กุ๊กแนะนำว่า ยำสามกรอบอร่อยกว่า แม้ว่าสองอย่างจะให้ความรู้สึก ของยำเหมือนกัน แต่ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน
<P> คล้ายกับการที่เราพยายาม ใส่สีสันเข้าไป นั่นคือจุดเด่นของเรา หลังๆ นี่ในการทำธุรกิจเรา เราเป็นผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้างเดินเข้ามา จ่ายเรา 5 บาท เขาก็ต้องการผลลัพธ์ กลับไปมากกว่า 5 บาทอยู่แล้ว ก็คือ Value Added หรือการเพิ่มมูลค่า" </FONT>
<UL>
<LI><B>"แบล็คแค็ท" ผลงานสร้างชื่อ</B>
</UL>
<P>โฆษณาชุดกระเบื้องตราห้าห่วง ทำให้ชื่อของแม็ทชิ่ง เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้น แต่ที่ทำให้แม็ทชิ่ง ดังระเบิด และเป็นที่ภาคภูมิใจของทีมงานก็คือ หนังโฆษณาชุด <B>"ไอ้ฤทธิ์กินแบล็ค"</B> ด้วยไอเดียแปลกแหวก และปลุกกระแสความตื่นตัว ให้กับแวดวงหนังโฆษณาในสมัยนั้น
<P>ผลงานชิ้นนี้ได้กลายเป็น ผลงานชิ้นเอกให้กับแม็ทชิ่ง สตูดิโอ และไปกวาดรางวัลมากมายทั่วโลก
<P> <FONT COLOR="#990000"> "หนังโฆษณาชุด "ไอ้ฤทธิ์กินแบล็ค" เราได้เต็มๆ เลยงานนี้ มันเป็นอะไรที่ได้อวอร์ดไปทั่ว ไม่ใช่เฉพาะรางวัลในประเทศไทย ที่ได้มาหมดแล้ว เรายังได้รางวัลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเอเชียน อวอร์ด คานส์ อวอร์ด
<P>ทุกคนบอกว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเราเอาละครสั้นหนึ่งเรื่อง มาอยู่ในหนังโฆษณาเป็นมินิซีรี่ส์เล็กๆ ทำเป็นหนังไทยสั้นๆ หนึ่งเรื่อง คือใส่เรื่องเข้าไป จนคนดูแทบไม่รู้สึกเลยว่า นี่คือหนังโฆษณา แต่ทุกคนจำ หนังไอ้ฤทธิ์กินแบล็คได้หมด นั่นคือ สิ่งที่เราประสบความสำเร็จที่สุด เป็นรางวัลที่เราเหมาะสมที่จะได้จริงๆ และเราภูมิใจที่จะยอมรับรางวัลนี้มาก"</FONT>
<P> จากวันนั้นมาทำให้ยอดบิลลิ่ง และเรทติ้งของแม็ทชิ่งพุ่งขึ้นเรื่อยๆ เป็นที่มาที่ทำให้มีชื่อเสียง ไปยังต่างประเทศ และเริ่มมีผู้สนใจเข้ามา ถ่ายทำหนังในไทย
<P>บริษัทเองก็รับงาน จากเมืองนอกมากขึ้น ในขณะเดียวกันตลาดเมืองไทยเอง ก็เริ่มมีหนังสนุกๆ มาให้ทำตลอด และแวดวงหนังโฆษณา ก็เริ่มผันแปรไปทางด้านนี้โดยปริยาย
<P>จวบจนปัจจุบันนี้ 11 ปีที่ผ่านมา จนทุกวันนี้แม็ทชิ่ง สตูดิโอ ถูกจัดเป็นอันดับ 1 จากการวัดยอดบิลลิ่ง และในแง่ของผลงาน แต่ที่ตี๋ภูมิใจที่สุดเลยก็คือ แม็ทชิ่งถูกจัดให้เป็นอันดับ 5 ของโลกเป็นบริษัทแรกของไทยในปี 2002 และ <B>"สุธน เพ็ชรสุวรรณ"</B> ก็ถูกจัดให้เป็นที่ 4 ของผู้กำกับโลก โดยเป็นรางวัล ที่ได้รับติดต่อมา 3 ปีซ้อน
<P> เป็นความสำเร็จ และความภาคภูมิใจของ คนทำหนังโฆษณา แต่สำหรับ <B>"ตี๋ แม็ทชิ่ง"</B> แล้ว เขาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เพราะเขากำลังมองไปข้างหน้า
<P> โดยฝันที่จะสร้าง "มูฟวี่ ทาวน์" (Movie Town) เมืองถ่ายหนังของประเทศไทย ในทำนองเดียวกับยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ของสหรัฐอเมริกา
<P>พร้อมกับตัดสินใจ เดินหน้าเข้าสู่ตลาดหุ้น เพื่อเสาะหาแหล่งเงินทุน รองรับการขยายงานในอนาคต
<P> เพราะเขาบอกว่า สิ่งที่ทำสิ่งที่คิดในขณะนี้คือ การทำงานในระดับ <B>"โกลบอล"</B> แล้ว

กระเจียว
03-01-2005, 08:07 PM
โอ..สุดยอดคน ไอดอลของเราชาวสื่อสารมวลชน

ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาสุดๆ หนีคลื่นซึนามิอีกต่างหาก เก่งค่ะ