View Full Version : จะต้องทำอย่างไรถึงจะได้ฌาน ๔ ค๊ะ!
telwada
28-09-2004, 06:43 PM
คุณไม่ต้องสนใจ ฌาน 4
คุณต้องสนใจแต่เพียงว่า เมื่อคุณได้ยินสิ่งที่คุณไม่ชอบ คุณรู้สึกเฉยๆหรือว่าคิดมากไม่พอใจหรือไม่ ถ้ามี ฝึกสมาธิเรื่อย
คุณต้องสนใจแต่เพียงว่า ถ้าเห็นสิ่งใดอันทำให้คุณเกิดความคิด อารมณ์ หรือสภาพจิตใจ แบบใดแบบหนึ่ง เช่น โกรธ กลัว อาย แหยง ฯลฯ ถ้าคุณเกิดความคิด อารมณ์ ฯลฯ คุณฝึกสมาธิ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเห็นแล้วไม่เกิดความคิด หรือถ้าเกิดก็สามารถสลัดความคิดอันนั้นได้
สองอย่างพอนะขอรับ
ที่ไม่คุณสนใจ ฌาน 4 ก็เพราะ ไม่เกิดประโยชน์อะไรที่คุณจะรู้มัน ลองไปพิจารณาเถิด
ณฐมณฑ์
28-09-2004, 09:34 PM
จากความคิดข้างต้นดิฉันก็เห็นด้วยค่ะ เพราะจุดหมายของการทำกรรมฐานก็เพื่อการชำระกิเลสด้วยกระบวนการแห่งกรรมฐานและด้วยผลของกระบวนการนั้นๆ
และวิธีที่ดีที่สุดในการปฏิบัติของแต่ละคนก็คือวิธีที่"เหมาะกับอัชฌาสัย"ของคนนั้นๆ ที่สุดค่ะ
ดังนั้น ในขณะเดียวกัน ดิฉันจึงยังมองว่าฌานสี่ก็สำคั_ในแง่เป็นกำลังสมาธิระดับสูงที่จะสามารถ(ลดกำลัง)นำมาเป็นกำลังต่อการพิจารณาแบบวิปัสสนาอีกแบบหนึ่งด้วย
จากประสบการณ์ส่วนตัว ดิฉันพบว่าสมถกรรมฐานนั้นเอื้อต่อวิปัสสนากรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานก็เอื้อต่อสมถกรรมฐานด้วย กล่าวคือสมถะจะเป็นกำลังที่สงัดจากกิเลส(ชั่วคราว) กำลังนั้นนำมาพิจารณากาย หรือจิตในระดับอุปจารสมาธิถึงฌานหนึ่งจะนิ่ง และมีสติแน่วแน่กว่าการพิจารณาแบบทั่วๆ ไปค่ะ
ในขณะเดียวกัน ในวันที่ใจไม่นิ่งนั้น หากทำสมาธิแบบสมถะยาก ก็ทำวิปัสสนากรรมฐานก่อนด้วยการตามดูกาย ดูลมหายใจ หรือดูใจตนไปเรื่อยๆ เป็นต้น จะเกิดภาวะผู้ดูกับผู้ถูกดูในตนเอง แล้วจิตจะเกิดภาวะยึดมั่นถือมั่นน้อยลงไปบ้างตามธรรมชาติ แล้วจากนั้น ในวันนั้นจะทำสมถกรรมฐานได้เร็ว และง่ายขึ้นค่ะ
หากเจ้าของกระทู้ยังสนใจเรื่องฌานสี่อยู่ ดิฉันจะมาเล่าต่อในตอนต่อไปค่ะ :)
Spider-Girl
29-09-2004, 07:50 AM
สนใจมากๆเลยคุณณฐมณฑ์ ช่วยสอนหน่อยค่ะ!
Gif animation
29-09-2004, 06:23 PM
พุทธดำรัส:-ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฌาน ๔ อันภิกษุพึงเจริ_เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องบน ๕ (คือ รูป ราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา) เหล่านี้แล
________________________________ฌานสังยุต
ณฐมณฑ์
30-09-2004, 09:52 PM
ก่อนอื่นต้องขออนุ_าตว่า...
อย่าคิดว่าสอนกันเลยนะคะ ดิฉันเพียงจะเล่า พูดคุยถึงประสบการณ์กับข้อมูลในการฝึกกรรมฐาน
แต่เนื่องจากเวลาในการเรียบเรียงมีไม่มากนัก ดิฉันขอทยอยพิมพ์ดีกว่านะคะ
เพราะการพิมพ์รวดเดียวอาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อย เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าดิฉันเงียบหายไปนาน...
วันนี้ขอกล่าวถึงการเตรียมพื้นฐานก่อนค่ะ (ซึ่งถือว่าเป็นการทบทวนนะคะ เพราะหลายท่านย่อมทราบอยู่แล้ว)
1.ต้องตั้งใจแน่วแน่ว่าจะถือศีลให้บริสุทธิ์ตามฐานะ เช่น ฆราวาสถือศีลห้า เนื่องจากศีลบริสุทธิ์เป็นพื้นฐานของสมาธิค่ะ ศีลบริสุทธิ์จะทำให้นิวรณ์น้อยหรือเบาบางด้วย เวลาฝึกจะทำให้ละนิวรณ์(ชั่วคราว)ง่าย อีกทั้งการมีศีลนั้นเป็นกุศลพื้นฐานที่ควรสร้างให้เป็นปรกตินิสัยด้วยค่ะ
2.มีพรหมวิหารสี่เป็นปกติในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้จิตใจ โปร่งเบา อ่อนโยน น้อมนำมาฝึกกรรมฐานได้ง่าย
3.เลือกสมถกรรมฐานที่เหมาะแก่จริตของตนมาหนึ่งกองก่อน (เพราะในที่นี้เรากำลังพูดถึงการฝึกให้ได้ฌานสี่) เช่น กสิณสี เหมาะแก่คนประเภทโทสะจริต (กสิณสีขาวเอื้อต่อทิพจักขุ_าณด้วยค่ะ) อานาปานสติ(หรือทำสมาธิด้วยการดูลมหายใจ) เป็นกรรมฐานพื้นฐานที่เหมาะสำหรับคนทั่วไป เป็นต้น
4.ถ้าเลือกกองกรรมฐานได้แล้ว ดิฉันจะมาพิมพ์ต่อในวันต่อไปค่ะ
ปาริสัชชา
30-09-2004, 10:31 PM
แวะเข้ามาดูเป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้ และสาธุครับคุณณฐมณฑ์:)
หนุ่มทิพย์
01-10-2004, 08:47 AM
Test ทดสอบๆ
หนุ่มทิพย์
01-10-2004, 08:53 AM
สวัสดีครับ การเจริ_สมาธิให้ถึง_าณสี่นั้นทำได้ไม่ยากเลยผมว่านะ ถ้าหากจิตเราในวันนั้น นิ่ง สงบ ไม่มีนิวรต่างๆมารบกวน ไปได้ง่ายๆครับ ผมได้ประสบมาแล้ว ยังไงก็ขอฟังคุณณฐมณฑ์สอนก็แล้วกัน ผมสอนไม่เป็นแต่ปฏิบัติเป็นแค่นั้นเอง...
WebSnow
01-10-2004, 12:32 PM
Originally posted by ณฐมณฑ์
ก่อนอื่นต้องขออนุ_าตว่า...
อย่าคิดว่าสอนกันเลยนะคะ ดิฉันเพียงจะเล่า พูดคุยถึงประสบการณ์กับข้อมูลในการฝึกกรรมฐาน
แต่เนื่องจากเวลาในการเรียบเรียงมีไม่มากนัก ดิฉันขอทยอยพิมพ์ดีกว่านะคะ
เพราะการพิมพ์รวดเดียวอาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อย เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าดิฉันเงียบหายไปนาน...
วันนี้ขอกล่าวถึงการเตรียมพื้นฐานก่อนค่ะ (ซึ่งถือว่าเป็นการทบทวนนะคะ เพราะหลายท่านย่อมทราบอยู่แล้ว)
1.ต้องตั้งใจแน่วแน่ว่าจะถือศีลให้บริสุทธิ์ตามฐานะ เช่น ฆราวาสถือศีลห้า เนื่องจากศีลบริสุทธิ์เป็นพื้นฐานของสมาธิค่ะ ศีลบริสุทธิ์จะทำให้นิวรณ์น้อยหรือเบาบางด้วย เวลาฝึกจะทำให้ละนิวรณ์(ชั่วคราว)ง่าย อีกทั้งการมีศีลนั้นเป็นกุศลพื้นฐานที่ควรสร้างให้เป็นปรกตินิสัยด้วยค่ะ
2.มีพรหมวิหารสี่เป็นปกติในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้จิตใจ โปร่งเบา อ่อนโยน น้อมนำมาฝึกกรรมฐานได้ง่าย
3.เลือกสมถกรรมฐานที่เหมาะแก่จริตของตนมาหนึ่งกองก่อน (เพราะในที่นี้เรากำลังพูดถึงการฝึกให้ได้ฌานสี่) เช่น กสิณสี เหมาะแก่คนประเภทโทสะจริต (กสิณสีขาวเอื้อต่อทิพจักขุ_าณด้วยค่ะ) อานาปานสติ(หรือทำสมาธิด้วยการดูลมหายใจ) เป็นกรรมฐานพื้นฐานที่เหมาะสำหรับคนทั่วไป เป็นต้น
4.ถ้าเลือกกองกรรมฐานได้แล้ว ดิฉันจะมาพิมพ์ต่อในวันต่อไปค่ะ
greeeeeeeeeeed ณฐมณฑ์ เขียนได้ดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก
มีสมาชิกเขาเขียนที่คุณเขียนด้วย เขาบอกว่า
"คุณคนที่ชื่อ ณฐมณฑ์ เข้ามาสอนกรรมฐาน เขียนอ่านเข้าใจง่าย"
ผมมาอ่านก็เห็นด้วยจริงๆ
กระเจียว
01-10-2004, 03:43 PM
ขอบคุณค่ะ กระเจียวก็ติดตามอ่านงานเขียนของคุณณฐมนฑ์มานาน ตั้งแต่พันทิพย์ห้องลึกลับแล้วค่ะ (เห็นคุยกับพี่แดดเช้าบ่อยๆ)
กรุงเก่า
01-10-2004, 03:56 PM
อยากได้ภาพในหลวงข้างบนใบให_่ๆจะเอาติดผนังที่บ้าน ไม่ทราบมีใครรู้ไหมว่าจะซื้อได้ที่ไหนครับ
อู่เย่
01-10-2004, 04:38 PM
อยากถามเรื่องผลของฌาณ 4
และการนำมาใช้
ณฐมณฑ์
01-10-2004, 07:21 PM
ขอบคุณสำหรับกำลังใจจากทุกท่านนะคะ
ดิฉันขอแสดงเจตนาว่าจะตั้งใจถ่ายทอดประสบการณ์ด้วยความจริงใจและบริสุทธิ์ใจเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเพื่อประโยชน์ของผู้อ่านเป็นเกณฑ์ค่ะ
โดยข้อมูล ความคิด ประสบการณ์ตรงและอ้อมนั้น มาจากการอ่าน การถามพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาฯ บางส่วนมาจากการเรียนจากคำสอนพระพุทธองค์และเบื้องบนในกรรมฐาน บางส่วนถามข้อปรับปรุงจากผู้มีประสบการณ์ตรงที่ดิฉันนับถือ บางส่วนได้เทคนิคมาจากอดีตชาติเมื่อครั้งที่ตนเคยปฏิบัติได้นวสี หรือคล่องตัวในฌาน บางส่วนเป็นประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติ ส่วนใดที่บอกเล่าซ้ำกับที่ท่านทราบๆ อยู่แล้ว ก็ถือเสียว่าทบทวนข้อมูล และความรู้นะคะ
ส่วนใดที่ดิฉันเล่า พูดคุยนี้ หากจะมีประโยชน์แก่ผู้อ่านบ้าง ดิฉันจะยินดียิ่ง ทว่า หากจะมีส่วนใดที่ผู้อ่านคิดว่าไม่เป็นประโยชน์แก่ท่าน โปรดทิ้งไป และโปรดอภัยดิฉันด้วยนะคะ เพราะวิถีนี้ เป็นเส้นทางปฏิบัติที่ดิฉันนำมาใช้ได้จริงสำหรับดิฉันเอง ซึ่งอาจมีรายละเอียดที่เหมาะกับบางท่าน หรืออาจจะไม่ถูกอัธยาศัยโดยตรงสำหรับบางท่านก็ได้
อีกประการหนึ่ง ดิฉันเองก็ยังอยู่ในระหว่างฝึกฝนและปฏิบัติในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งต้องฝึกฝนและขัดเกลาตนเองต่อไปอีกมากตราบตลอดชีวิต คิดเสียว่าดิฉันเป็นเพื่อนธรรมคนหนึ่งนะคะ
ขอตอบคำถามก่อนนะคะถึงประโยชน์ของฌานสี่เท่าที่นึกออกในตอนนี้
(ถ้าดิฉันเขียนตรงไหนผิดหลักการก็ท้วงติงกันได้นะคะ จะได้เป็นความรู้สำหรับกันและกันยิ่งๆ ขึ้นไป)
1.ฌานสี่เป็นกำลังสมาธิระดับสูงที่ตัดนิวรณ์ได้สนิทระหว่างอยู่ในฌาน (คือตัดชั่วคราวค่ะ กิเลสถูกกดไว้สนิทระหว่างอยู่ในฌาน ออกจากฌานแล้วกิเลสยังคงมีอยู่ ซึ่งต้องนั่นต้องใช้วิปัสสนากรรมฐานชำระกิเลสควบคู่ในเส้นทางชีวิตเพื่อทางหลุดพ้นอีกทีค่ะ)
2.กำลังฌานสี่นี้ช่วยลดโอกาสเกิดอุปาทานได้มากเมื่อลดระดับสมาธิมาใช้ความเป็นทิพย์ในอุปจารสมาธิ
3.และกำลังของฌานสี่เมื่อน้อมมาพิจารณาแบบวิปัสสนาฯ จะช่วยเรื่องสติได้เต็มที่ระหว่างพิจารณา ตรงนี้ทราบมาจากมิตรธรรมท่านหนึ่งว่า ระหว่างพิจารณากาย หรือจิต หรือเวทนา หรือธรรมในอุปจารสมาธิ เมื่อจิตเคลื่อนสู่ฌานหนึ่งจะสลายกิเลสได้ (ตรงนี้ดิฉันจะนำมาใช้ปฏิบัติต่อไป แต่ตอนนี้ยังถนัดสมถกรรมฐานมากกว่าค่ะ)
4.อานิสงฆ์ของฌานสี่มีมาก ให้ค้นหาอ่านเอาเอง เช่น ถ้าสิ้นใจขณะอยู่ในฌานจะเป็นพรหม เป็นต้น
ส่วนการนำผลของฌานสี่มาใช้นั้น ส่วนหนึ่งดิฉันนำมาฝึกทิพจักขุ_าณด้วยค่ะ แต่ในเว็บบอร์ดนี้ มีผู้ได้ทิพจักขุ_าณหลายท่าน ดิฉันก็เขินที่จะถ่ายทอดเรื่องทิพจักขุ_าณเหมือนกัน
อ้อ! มีข้อตกลงเบื้องต้นนะคะ ดิฉันไม่คิดใช้ทิพจักขุ_าณแอบดูใคร หรือละเมิดใครที่เจ้าตัวไม่อนุ_าตนะคะ ดังนั้น ห้ามใครมาแอบดูกันด้วยหละ ดิฉันจะได้ทำตัวน่าเกลียดๆ เวลาอยู่บ้านได้ตามปกติ :D
เดี๋ยวจะพิมพ์ต่อในข้อความต่อไป เรื่องการฝึกฌานสี่ค่ะ
อะแฮ่ม อะแฮ่ม
01-10-2004, 08:28 PM
คุณณฐมณฑ์ ใช้อาวุธหรืออุปกรณ์ที่ได้รับมาอย่างไรบ้าง
(ยังใช้ไม่ค่อยเก่ง)
ณฐมณฑ์
01-10-2004, 09:25 PM
เมื่อข้อความก่อนดิฉันกล่าวถึงทิพจักขุ_าณไว้นิดนึง ก็เลยขออนุ_าตอธิบายก่อนจะโดนทบทวนรสจวกอันเปรี้ยว หวาน มัน เค็มในอดีต (มีประสบการณ์โดนจวกมาจากพันทิปบ้างแล้วพอสังเขป)
ดิฉันศรัทธาว่า...ทิพจักขุ_าณนั้น เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่นำมาใช้ให้เห็นธรรมค่ะ กล่าวคือ หากทราบอดีตชาติหลายๆ ชาติของตน จะเห็นว่าตนตระเวนเกิดมาสารพัดชาติภพ สารพัดฐานะ และสารพัดทุกข์ จะเห็นภัยในวัฏฏะสังสารได้ลึกซึ้งดีค่ะ
การที่รู้ว่าตนเคยเป็นสัตว์อย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้าง ก็จะลดความถือดีในตนได้ยิ่งขึ้น และเมตตาต่อชีวิตอื่นได้ละเอียดขึ้น โดยเห็นว่าเขาก็ไม่ต่างจากเรา
และการทราบที่มาที่ไปของกรรมในเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม ก็จะช่วยให้ตระหนักถึงความเป็นมายาของชีวิตได้ชัดเจนยิ่งๆ ขึ้น อันจะนำไปสู่การเบื่อหน่ายในวัฏฏะสังสาร เป็นต้น การรู้ การเห็นเหล่านี้ จะทำให้ตระหนักความเป็นธรรมดาได้ชัดดีค่ะ
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่รู้เห็นจากความเป็นทิพย์ก็ไม่เสียหาย เพราะคนเราก็มีศักยภาพในการพ้นทุกข์ในอัธยาศัยแบบสุกขวิปัสโกได้
นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางธรรมนั้นวัดจากความเบาบางของกิเลส ไม่ได้วัดจากความเป็นทิพย์ เนื่องจากความเป็นทิพย์เป็นเพียงเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งเท่านั้นค่ะ
พฤติกรรมที่ควรมีอย่างยิ่งในการฝึกกรรมฐาน มีดังนี้
1.อิทธิบาทสี่
2.หมายใจว่าการปฏิบัตินี้ เพื่อไปสู่พระนิพพาน
3.หากเกิดความเป็นทิพย์บางอย่าง จะไม่นำความเป็นทิพย์ไปกระทบให้ใครเดือดร้อนใจ
4.ตรวจสอบใจตนเองเสมอๆ มองดูนิสัยตนเองว่าเปลี่ยนไปอย่างไร หากปฏิบัติแล้วเรียบง่ายขึ้น อ่อนโยนขึ้น เห็นความเป็นธรรมดามากขึ้น แสดงว่าปฏิบัติถูกแนวทาง แต่ถ้าปฏิบัติแล้ว ego หรืออัตตาแรงขึ้นกว่าเก่า ต้องทบทวนตนเองใหม่ค่ะ
เทคนิคการวางระดับใจในการฝึกสมถกรรมฐานนั้น จะมาพิมพ์ต่ออีกทีค่ะ :)
บรรพต อ.
02-10-2004, 06:22 AM
.
ขอบคุณครับคุณณฐมณฑ์ คุณเขียนได้ดีมากเลยครับ ผมได้รู้ได้เห็นอะไรได้มากขึ้นเลยครับ ผมเองก็ฝึกสมาธิเหมือนกัน แต่ว่ายังไม่ถึงไหนเลยครับ แต่อย่างไรก็ตามผมจะติดตามเรื่องที่คุณเขียนต่อไปน๊ะครับ
Unregistered
02-10-2004, 07:23 PM
ขอบคุณทุกท่านนะคะ ที่ให้โอกาสดิฉันสนทนาธรรม
ก่อนที่ดิฉันจะพิมพ์ต่อไป ขอถามท่านผู้อ่านว่าเลือกกรรมฐานกองใดสำหรับจะฝึกระดับฌานสี่กันบ้างคะ ช่วยบอกมาด้วยนะคะ มีฝึกกสิณด้วยไหม?
ดิฉันจะได้ทราบขอบเขตว่าควรจะบอกเล่า-พูดคุยให้ครอบคลุมประเด็นเพียงใด
การวางระดับใจและการเตียมตัวเมื่อเริ่มทำกรรมฐาน
1.สวดมนต์บทที่ชอบ หรือน้อมใจบูชาพระรัตนตรัย จะเป็นการน้อมให้เกิดกำลังศรัทธาแน่วแน่ขึ้นในขณะนั้น และทำให้ความฟุ้งลดลงค่ะ ความสงบจะบังเกิดแก่ใจยิ่งขึ้น
ตรงนี้สำคั_ว่าขณะสวดต้องใช้ใจตามคำสวดหรือตามความหมายที่สวด และจังหวะการสวดให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรรีบสวดเพราะการรีบสวดจะไม่ช่วยเรื่องจังหวะสงบของใจค่ะ
2.บางคนอาจกลัว ดังนั้น การแผ่เมตตาก่อนทำกรรมฐานก็ช่วยให้ใจสงบง่าย ลดโอกาสฟุ้งซ่านได้ด้วย อีกเป็นการสร้างกุศลอีกทางหนึ่งด้วยค่ะ ซึ่งสุขทั้งผู้รับและผู้ให้
3.มิตรธรรมท่านหนึ่งแนะว่า ควรหายใจลึกๆ 3 ครั้งก่อนเริ่มเข้ากรรมฐาน เพื่อถ่ายปราณที่ไม่ดีออกไป และการหายใจลึกๆ ก่อน จะช่วยเรื่องความสงบได้โดยง่ายค่ะ (หายใจเข้าแบบท้องพองนะคะ)
4.จะเลือกทำในอิริยาบถใดก็ได้ นั่ง ยืน เดิน นอน ลืมตาหรือหลับตาก็ได้
แต่เมื่อฝึกใหม่ๆ ควรนั่งในท่าสบาย (นั่งเก้าอี้ก็ได้) และควรหลับตาฝึกค่ะ เพราะจะฝึกสมถกรรมฐานง่ายกว่าอิริยาบถอื่น
การนอนก็ทำสมถะฯ ได้ แต่ไม่เหมาะนัก เพราะมักจะเผลอหลับกันเป็นส่วนมาก
แต่ในกรณีที่เข้านอนและจะหลับจริงๆ หากนอนภาวนาไปเรื่อยๆ จนหลับ ก็จะทำให้หลับอย่างมีสติมากขึ้นค่ะ
อารมณ์ที่ใช้ทำกรรมฐานมีลักษณะดังนี้
อารมณ์ที่ควรวางระดับให้ถูกเมื่อเข้ากรรมฐานคือ ใช้อารมณ์สบายนะคะ เป็นอารมณ์แผ่วเบา เสมือนว่าหัวใจยิ้มน้อยๆ หยุดคิด หากแต่สนใจเฉพาะปรากฏการณ์ในปัจจุบันขณะ (คือกรรมฐาน) อย่างเดียว นั่นคือ ตามดูลมหายใจและคำภาวนา (ฝึกแบบอานาปานสติ) หรือจับภาพดวงกสิณ (ฝึกแบบกสิณ)
หมายเหตุ: ในการฝึกแบบกสิณ แม้ท่านจะใช้คำว่า "เพ่ง" แต่ไม่ได้หมายความว่าเพ่งจริงๆ แต่หมายถึงใจจดจ่ออย่างแผ่วเบาค่ะ
ข้อความหน้า จะมาเล่าเรื่องเนื้อๆ ของการฝึกฌานสี่ และปั_หาที่หลายท่านมักจะพบค่ะ หลังจากพูดคุยเรื่องพื้นฐานก่อนเข้าฌานมายาวแล้ว
อ้อ! เอาเทคนิคให้ฝึกคล่องด้วยไหมคะ? เป็นเทคนิคที่ทราบมาจากอดีตชาติสมัยที่เคยได้นวสีค่ะ
ณฐมณฑ์
02-10-2004, 08:37 PM
ข้อความข้างบน ดิฉัน: ณฐมณฑ์พิมพ์เองค่ะ (แต่ไม่ได้ใส่ชื่อ)
ธรรมะ For LIFE
02-10-2004, 09:21 PM
สวัสดีคับ
ขอบคุณมากเลยคับ
มาตอบเร็วๆนะคับ
อ๋อ ปั_หาผม
คือนั่งๆไป มันรู้สึกว่าสัปหงกอ่ะคับ
ทำกี่ทีๆก็เป็นอ่ะ
ไม่ทราบวาจะผ่านยังไงคับ
เมฆคล้อยอนิจจัง
03-10-2004, 01:14 PM
ไม่ว่า ฌาน 4 และ_าณ 8 อันได้แก่
๑ วิปัสสนา_าณ
๒ มโนมยิทธิ
๓ อิทธิวิธี
๔ โสตทิพย์
๕ เจโตปริย_าณ
๖ บุพเพนิวาสานุสติ
๗ จุตูปปาต_าณ
๘ อาสวักขย_าณ
(ตัว_ คือตัว ย หยิง นะครับ เพราะในบอร์ดเนี้ยมันแสดงตัว ย หยิงไม่ได้)^_^
เข้าไปทำความเข้าใจกันได้ที่นี่เลยครับ
http://duangkaew.net/jarana15.htm
ลองศึกษาลำดับขั้นดู แล้วจะรู้ว่าเป็นเช่นไรครับ
....................ด้วยความเคารพรัก
....................เมฆคล้อยอนิจจัง
เพื่อการรับชมที่ดีสุดก่อนเข้าไปอ่าน
ควรตั้งความละเอียดจอภาพในDisplay Properties ที่ 1024x768 pixels
และขนาดตัวอักษรเป็นMedium sizeนะครับ
ธุลีดิน
04-10-2004, 06:01 AM
รออ่านอยู่ครับ
พัดลม
04-10-2004, 08:35 AM
ตามมาอ่านคับ
บรรพต อ.
04-10-2004, 10:59 AM
เอาไปใช้น้องพัดลม
ณฐมณฑ์
04-10-2004, 06:56 PM
ขอตอบแวะมาตอบสั้นๆ ก่อนนะคะ ถึงปั_หาระหว่างการฝึกที่มีผู้ถามมา
1.ถ้าบางท่านง่วงระหว่างฝึกกรรมฐาน พึงแก้ไขด้วยการลุกเดิน หรือไปล้างหน้า หรือไม่ไหวจริงๆ ก็นอนหลับเสียเลย เพราะร่างกายอาจเพลียเกินไปก็ได้ การฝืนร่างกายเมื่อร่างกายไม่พร้อมจริงๆ ก็จะไม่เป็นผลค่ะ
2.วิธีช่วยไม่ให้ง่วงอีกวิธีคือ การระลึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์บ่อยๆ หรือเสมอๆ (อุปสมานุสสติ) จะทำให้ใจแนบแน่นถึงคุณแห่งพระรัตนตรัยยิ่งขึ้นค่ะและจะรักการปฏิบัติกรรมฐานแนบแน่นขึ้นด้วย ดังนี้แล้ว จะช่วยไม่ให้ง่วงเพราะกำลังทำในสิ่งที่ตนรักยิ่ง
3.มีผู้ถามถึงการฝึกเข้าฌานสี่แต่กระโดดไปอรูปฌาน ก็ขอตอบว่า ในกรณีนี้ที่เป็นการฝึกกสิณนั้น ใช้ใจจับภาพกสิณเป็นอารมณ์จนปฏิภาคนิมิตรสุกสว่างเป็นประกายเพชร ซึ่งบางท่านเรียกว่าประกายพรึก อย่างนี้คือฌานสี่ของกสิณ
ตราบใดที่ใจยังไม่ละดวงกสิณไปจับความว่างแทน (เป็นต้น) ก็จะยังไม่ใช่อรูปฌานค่ะ
ดังนั้น ใช้ใจจับภาพกสิณไว้จนถึงฌานสี่ของกสิณ และถ้าเป็นกสิณกองที่เอื้อต่อทิพจักขุ_าณ ก็กำหนดน้อมจิตทูลถามต่อพระพุทธบารมีได้หลังสู่ฌานสี่ได้แล้ว ตรงนี้จิตจะเคลื่อนมาที่อุปจารสมาธิเองเมื่อทูลถาม
แต่ขออนุ_าตว่า ตอนนี้ยังไม่อธิบายในละเอียดกว่านี้ดีกว่านะคะ เพราะตั้งใจว่าจะเล่าเรื่องการฝึกฌานสี่ไปตามขั้นตอนที่ลำดับความคิดไว้ เนื่องจากการฝึกนั้น มีความละเอียดอ่อนบางอย่างที่ควรเล่าไปตามขั้นตอนค่ะ
ตอนนี้ เพียงแต่แวะเข้ามาตอบข้อถามของบางท่านก่อน แล้วจะหาโอกาสมาพิมพ์ต่อค่ะ
Gif animation
04-10-2004, 10:19 PM
Gif ไงครับ!
Candle
05-10-2004, 02:44 PM
ขอบคุณมาเลยครับ คุณณฐมณฑ์ เป็นแนวทางปฎิบัติที่กระจ่างเลยครับ ขอบคุณอีกทีนะครับ
ธุลีดิน
06-10-2004, 06:14 AM
คุณณฐมณฑ์ครับ...ถ้าเราฝึกแนววิชชาธรรมกาย
ฌาน 4 เทียบได้กับอะไรครับ ดวงปฐมมรรคหรือเปล่าครับ?
ณฐมณฑ์
06-10-2004, 01:14 PM
เรียน คุณธุลีดินคะ
ปัจจุบัน ดิฉันฝึกกรรมฐานหลายกองในชีวิตประจำวัน แต่ยังไม่ได้ฝึกแนววิชชาธรรมกายค่ะ จึงขออภัยที่ยังไม่อาจตอบคำถามนี้ของคุณได้
เรียน ผู้อ่านทุกท่าน
ประมาณคืนนี้ ดิฉันจะเข้ามาเล่าเรื่องการฝึกฌานสี่ในอานาปานสติค่ะ
Kamen rider
06-10-2004, 01:30 PM
เพลง ครับ เพลง นะโม ตัสสะ
http://www.buddhanet.net/e-learning/songs/Buddhist%20Song%201.mp3
บรรพต อ
06-10-2004, 10:06 PM
โมทนาครับ
ณฐมณฑ์
07-10-2004, 01:57 AM
ขั้นตอนการฝึกสมาธิสู่ระดับฌานสี่ (ในอานาปานสติ) จากประสบการณ์ตรง
1.วางอารมณ์ไว้ในระดับสบาย แผ่วเบาก่อน แล้วใช้ใจจับอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออกให้รู้ว่าธรรมชาติการหายใจของตนขณะนั้น หายใจสั้นหรือยาว ไม่บังคับลมหายใจ ทว่าให้หายใจไปตามปกติ โดยหายใจเข้าแบบท้องพองค่ะ
2.ภาวนาตามศรัทธา เช่น พุทโธ เป็นต้น ภาวนาให้สอดคล้องกับจังหวะหายใจ คำภาวนานี้ ระยะฝึกใหม่ๆ ควรมีเพื่อเป็นทุ่นให้ใจเกาะ ใจจะได้ไม่หลุดไปคิดโน่นนี่ค่ะ ใจจะเกาะกับคำภาวนา
แต่ถ้าภาวนาแล้วรู้สึกหนักๆ หน่วงๆ ท่านจะใช้วิธีแบบไม่มีคำภาวนาโดยใช้ใจจับกับลมหายใจอย่างเดียวก็ได้ ในเงื่อนไขที่ว่า จะไม่ภาวนาก็ได้ ถ้าควบคุมใจหรือคุมไม่ให้คิดไปอย่างอื่นได้ดีนะคะ (นั่นคือทำแบบข้อ 1 โดยเว้นภาวนาได้)
3.ปั_หาช่วงนี้ คือ ใจจะหลุดไปคิด ไม่เกาะกับคำภาวนา หรือลมหายใจ แม้ว่าอีกใจยังภาวนาอยู่
แก้โดยวิธีดังนี้
3.1 ดึงใจกลับมาที่ลมหายใจและคำภาวนาเมื่อรู้ตัว คุมตนให้คิดแต่คำภาวนาและดูแต่ลมหายใจ ตรงนี้ใจจะไม่แบ่งแยกระหว่างคำภาวนากับการดูลมหายใจนัก แต่สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกันค่ะ ถ้าใจหลุดอีก เมื่อรู้ตัวอีกก็ดึงกลับอีกนะคะ ทำบ่อยๆ ต่อเนื่อง จะค่อยๆ คุมใจไม่ให้คิดนอกกรรมฐานได้
3.1.1 ถ้าฟุ้งบ่อยมาก แก้ไขแบบหยาบ(ไม่ละเอียด) ได้โดยการคิดแต่คำภาวนาไว้ก่อน เช่น พุทโธๆๆๆ ถ้าเกาะคำภาวนาได้แล้วมาเริ่มดูลมหายใจก็ได้ค่ะ
3.2 ถ้าฟุ้งจริงๆ ก็ปล่อยให้คิดไปตามสบาย แต่ก็ตามดูใจที่คิดนั้นไปด้วย จะมีลักษณะเป็นผู้คิด กับผู้มองในขณะเดียวกัน แล้วจะหยุดคิดเอง อย่างน้อยจะคุมตัวเองได้เร็วขึ้นค่ะ
4.ภาวนาไปดูลมหายใจไป เมื่อสมาธิลึกขึ้นใจจะละคำภาวนาเอง ตอนนี้ปล่อยให้ใจละไปตามธรรมชาตินะคะ ปล่อยให้นิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
5.ต่อมาถ้าเกิดอาการปิติ เช่น ขนลุกบ้าง รู้สึกเหมือนตัวให_่บ้าง รู้สึกเหมือนตัวบางส่วนหายไป ตัวโยกบ้าง อย่างใดก็ตาม ปล่อยไปค่ะ ไม่ต้องสนใจ ใจยังดูลมหายใจอยู่ จะนิ่งขึ้นไปอีก
แต่บางคนจะไม่มีอาการปิติดังกล่าวนี้ เพราะผ่านระดับนี้ไปเร็วมากค่ะ ซึ่งก็เป็นการดี
6.จะมีอะไรก็ไม่สนใจ แม้มีนิมิตร คือเห็นคล้ายๆ ภาพฝันลอยมาเอง ตรงนี้ไม่ต้องสนใจ เพราะไม่ใช่นิมิตรสำหรับใช้งาน เพราะนิมิตรที่ใช้งานนั้น จิตต้องเข้าฌานสี่ก่อนค่ะเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดอุปาทานในนิมิตร
7.(ทั้งนี้ ขณะฝึกกรรมฐานนั้นก็ไม่ต้องเผลอใจไปวัดระดับฌาณในขณะฝึกนั้นๆ นะคะ เพราะถ้าเผลอวัดระดับฌานตอนนั้น จะไปในสมาธิไม่ได้ลึกถึงที่สุดค่ะ คือสมาธิจะเคลื่อน)
แค่รู้ตัวว่านิ่งขึ้นๆ ดิ่งๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนระดับที่เหมือนไม่มีลมหายใจก็พอ
ตรงนี้..เมื่อรู้สึกเหมือนลมหายใจหมดไป (ไม่ได้ตั้งใจกลั้นลมหายใจเอง แต่เป็นธรรมชาติในกรรมฐาน) นั่นคือสมาธิระดับฌานสี่ และถ้าเป็นฌานสี่ละเอียด หูจะดับด้วย จะไม่ได้ยินเสียงเลยค่ะ
ถ้าฝึกทรงฌานสี่ให้นาน ก็จะทรงอุปจารสมาธิตอนดูนิมิตรได้นานเท่าที่ตนต้องการได้ดี
(ถ้าหากมีผู้สนใจให้เล่าเรื่องฝึกทิพจักขุ_าณด้วย ดิฉันก็จะเล่าในประเด็นการทรงจิตขณะดูนิมิตรอีกทีค่ะ)
แรกๆ เมื่อได้ฌาณสี่นั้น อาจจะเข้าฌานสี่ได้แค่วินาที แต่เมื่อฝึกทำบ่อยๆ โดยทรงระดับดิ่งนิ่ง ทรงใจไว้ไม่เผลอคิด ก็จะทรงระดับได้นานขึ้น เพราะในระดับฌานนั้นคิดไม่ได้ ถ้าคิด จิตจะเคลื่อนไปสู่อุปจารสมาธิตามธรรมชาติค่ะ
คราวต่อไป จะเล่าเรื่องการฝึกสู่ฌานสี่ในกสิณนะคะ
บัวใต้น้ำ
07-10-2004, 06:38 AM
ขอบคุณครับผม
หนอนตายยาก
07-10-2004, 12:20 PM
หนอนมาขอบพระคุณจ้า ....
ศิราณี
07-10-2004, 12:44 PM
ได้_าณ ๖ ตั้งแต่สมัยอยุธยา อยู่สายชัยปราการ สายเดียวกับหลวงพ่อฤาษี
ตอนนี้มีปั_หาครอบครัว ถ้าตัดเยื่อใยเสียได้อาจบรรลุอรหันต์ได้เลยทีเดียว
ณฐมณฑ์
07-10-2004, 03:53 PM
สำหรับน้ำใจของคุณศิราณีนั้น ดิฉันก็ต้องขอบคุณนะคะ
แต่ดิฉันไม่คุ้นที่จะรับคำทำนายในสถานที่แบบนี้เลยนะคะ
เพราะ หากคำทำนายใดๆ นั้นผิด ดิฉันก็เกรงใจผู้ทำนายที่จะชี้แจงว่าผิดประการใด แต่ถ้าคำทำนายถูก ดิฉันก็เกรงใจตนเองที่จะรับว่าข้อใดบ้างถูก ด้วยบางเรื่อง ดิฉันนั้นก็อยากจะมีความเป็นส่วนตัวนิดนึง.... :)
เอาเป็นว่า... ขออนุ_าตนะคะ ขอชี้แจงนิดนึงแล้วกัน คงไม่ว่ากันนะคะ
ดิฉันยังไม่เคยพลาดท่าไปนั่งรับน้ำสังข์เคียงคู่บุรุษใดมาก่อน
ดังนั้น ไม่มีชายใดมาเคียงกายให้มีปั_หาครอบครัวค่ะ
จะมีก็แต่เจ้าแมวตัวผู้นิสัยดื้อชื่อศุภโชคที่ดิฉันทะเลาะกับเขาบ้างแบบนานทีปีหน รำคา_ความเกเรของเขาก็มีบ้าง แต่ตัดเยื่อใยไม่ขาดเลยหละ...
ส่วนอดีตของตนไม่ว่าใกล้หรือไกลโพ้น ปัจจุบัน หรืออนาคตทั้งทางโลกและทางธรรม ดิฉันก็พอตรวจสอบด้วยตนเองได้อยู่ตามสมควรค่ะ
ดังนั้น ทางที่ดี ดิฉันคงขอพึ่งตนเองไปก่อนนะคะ
ขอขอบคุณอีกครั้งค่ะในความกรุณา :)
Gif animation
07-10-2004, 05:36 PM
โอ้! นับเป็นข่าวดีอย่างหนึ่ง ขอบคุณครับคุณศิราณี
เณรน้อย
07-10-2004, 07:17 PM
แต่ ฌาณ 4 ละเอียด สุด เนี่ย หู ไม่ได้ ยินเสียง เลย เหรอ ครับ
ติดตามอ่านต่อ ฮับ
ณฐมณฑ์
07-10-2004, 07:33 PM
ขอถามผู้อ่านทุกท่านนะคะ ว่าจะให้เล่าถึงวิธีฝึกทิพจักขุ_าณด้วยไหมคะ
หรือจะจบการเล่าที่ฌานสี่ของกสิณ และเทคนิคเสริมบางอย่างดีคะ
อาจจะดูว่าทำตัวตักบาตรถามพระสักหน่อยนะคะ
แต่ดิฉันอยากพิมพ์ในสิ่งที่ผู้อ่านจะลงมือนำไปใช้ได้จริง ไม่อยากพิมพ์เก้อน่ะค่ะ
คุณ Gif คะ แมวที่คุณโพสต์รูปมานั้น พันธุ์เดียวกันกับเจ้าศุภโชคตัวแสบของดิฉันเลยค่ะ :p
เณรน้อย
07-10-2004, 07:41 PM
ขอให้เล่า ตอน ฝึก ทิพยจักขุ ด้วยครับ ไฮไลท์ เลย แหล่ะ
เณรน้อย
07-10-2004, 08:03 PM
ขอให้เล่าต่อ ด้วยครับ เรื่องการ ฝึก ทิพยจักขุ
ขอบคุณฮับ
Gif animation
07-10-2004, 08:24 PM
พอดีเลยนะครับ ผมมีอีกนะครับคุณณฐมณฑ์ พันธ์นี้ดูสอาดสอ้านดี เป็นแมวสำนักพระราชวังท่านเลี้ยงกันมาตั้งแต่โบราณแล้วล่ะครับ
เขียนเล่าต่อเถอะครับ ถ้าคนละเรื่องก็ขึ้นกระทู้ใหม่ ถือว่าเป็นธรรมทานครับ
ณฐมณฑ์
08-10-2004, 05:28 PM
แวะมาส่งข่าวและทักทายสั้นๆ ก่อนนะคะ ว่าดิฉันยังจะหาโอกาสมาเล่าต่อ ต้องขออภัยที่ช้านะคะ
เนื่องจากคืนนี้ ดิฉันคงยังเรียบเรียงความคิดในการเล่าเกี่ยวกับฌานสี่ในกสิณยังไม่เสร็จน่ะคะ
และพอดีคืนนี้มีสมโณฤกษ์ตั้งแต่ตอนทุ่มกว่าๆ (เวลาเมืองไทย) ถึง ตีสี่กว่าๆ เลยไม่อยากพลาดฤกษ์นี้ในการทำกรรมฐานค่ะ
อันที่จริง คนเราทำกรรมฐานได้ทุกเวลา และเป็นการดีเสมอในทุกเวลา
แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ หากทำกรรมฐานในสมโณฤกษ์นั้นจะยิ่งดี เท่าที่ฝึกดูก็พบว่าฝึกง่าย ฝึกคล่องดีในฤกษ์นี้ และถ้าฝึกดูนิมิตรในฤกษ์นี้ก็ชัดเจนดีมากทีเดียว
จนคิดว่าในสมโณฤกษ์คงจะมีกระแสพลังงานบางอย่างที่เอื้อต่อการฝึกจิต ฝึกสมาธิจริงๆ กระมังคะ ซึ่งก็คงต้องสังเกตุประสบการณ์ในฤกษ์นี้กันต่อไป
ขออภัยที่ส่งข่าวเรื่องสมโณฤกษ์กระชั้นอย่างนี้ ดิฉันก็เพิ่งเห็นฤกษ์นี้เมื่อสักครู่เอง (จากปฏิทิน)
อย่างไรก็...มาฝึกสมาธิคืนนี้พร้อมๆ กันก็ดีนะคะ :)
เผื่อว่าท่านจะมีคำถามอะไรมาคุยกันเพิ่มเติมจากการฝึกในคืนนี้ด้วย...
เจริ_ในธรรมยิ่งๆ ขึ้นนะคะ
เณรน้อย
08-10-2004, 06:21 PM
สมโณฤกษ์ ใช้ ฤกษ์ ตาม ดวง ดาว ที่ มี มา แต่ โบราณ กาล
สามารถ ใช้ได้ผลจริง นะ มีบาง วัน ที่นั่งได้ดี นั่ง ได้ นาน
เพราะเป็น อนัตตา ฤกษ์ นี้ ก็ มี ส่วน มนุษย์เรา ก็เหมือนกัน
นั่งได้ บางวันไม่เหมือนกัน ครุบาอาจารย์ ได้ถ่ายทอดออกมา
เป็น วัน ที่ สามารถ ทำ งาน มลคล ต่างๆ ขอให้ บรรลุ เร็วๆ ฮะ
ณฐมณฑ์
08-10-2004, 07:01 PM
ขอบคุณค่ะคุณเณรน้อยอธิบายและคำพร สาธุ...
Gif animation
08-10-2004, 08:28 PM
อื่ม! กายทิพย์ไม่ได้ออกไปนานแล้วเหมือนกัน ไม่แน่คืนนี้อาจเจอกันครับ
Gif animation
08-10-2004, 08:34 PM
ได้ความรู้เรื่องลมหายใจจากคุณ ณ ขอบคุณและเป็นประโยชน์มาก
สงสัยมีกิจเรื่องประสบการณ์ตรงก็ขอให้ทำไปตามหน้าที่
ขอความเห็นให้ขึ้นกระทู้ใหม่เรื่องทิพยจักขุเพราะระบบที่ใช้โหลดกระทู้ยาวแล้วมันหลุด
ขอชื่อเล่นแบบสั้นจากคุณณฐมณฑ์ถ้าไม่มีขอให้ตั้งขึ้นเองขอบคุณครับ
อู่เย่
08-10-2004, 09:01 PM
ข้อความข้างบนของผมครับส่วนเรื่องกายทิพย์นั้นข้อความของคุณGif
ณฐมณฑ์
09-10-2004, 11:08 AM
ถ้าอย่างนั้น ดิฉันจะตั้งกระทู้ใหม่ เล่าเรื่องการฝึกฌาณสี่ในกสิณ กับการฝึกทิพจักขุ_าณนะคะ
ดิฉันโมทนากับทุกท่านที่ฝึกถอดกายทิพย์ และฝึกทิพจักขุ_าณ
แต่ดิฉันขอแบบไม่ต้องมาพบกันในความเป็นทิพย์ หรือมองดิฉันในความเป็นทิพย์นะคะ
อยากอยู่เป็นส่วนตัวน่ะค่ะ...ขออนุ_าตนะคะ please.....
บรรพต อ.
09-10-2004, 11:25 AM
.
ณฐมณฑ์
10-10-2004, 08:54 AM
Originally posted by Gif animation
ได้ความรู้เรื่องลมหายใจจากคุณ ณ ขอบคุณและเป็นประโยชน์มาก
สงสัยมีกิจเรื่องประสบการณ์ตรงก็ขอให้ทำไปตามหน้าที่
........................................
ขอชื่อเล่นแบบสั้นจากคุณณฐมณฑ์ถ้าไม่มีขอให้ตั้งขึ้นเองขอบคุณครับ
ชื่อเล่นของดิฉันไปซ้ำกับสมาชิกท่านอื่นน่ะค่ะก็เลยใช้ชื่อนี้
ดิฉันรู้นะว่า คุณ Gif ไม่ได้รู้สึกว่าชื่อดิฉันยาวหรอก แต่รู้สึกว่าชื่อสะกดยาก..ใช่มะ
เอาอย่างนี้ดีไหม ถ้าท่านใดสะกดชื่อดิฉันผิด ดิฉันจะเข้าใจว่าหมายถึงดิฉัน และจะยังราบรื่นใจอยู่ว่าเข้าใจตรงกันค่ะ
ถ้าอยากเรียกชื่อดิฉันสั้นๆ
เอ... เอาชื่อนี้มั้ยคะ นี่เลย...
"ฑ์" สั้นสุด! :D
Gif animation
11-10-2004, 11:40 AM
Originally posted by Gif animation
ได้ความรู้เรื่องลมหายใจจากคุณ ณ ขอบคุณและเป็นประโยชน์มาก
สงสัยมีกิจเรื่องประสบการณ์ตรงก็ขอให้ทำไปตามหน้าที่
........................................
ขอชื่อเล่นแบบสั้นจากคุณณฐมณฑ์ถ้าไม่มีขอให้ตั้งขึ้นเองขอบคุณครับ
..............................................................
อู่เย่ ข้อความข้างบนของผมครับส่วนเรื่องกายทิพย์นั้นข้อความของคุณGif
..............................................................
ของคุณอู่เย่ ครับคุณณฐมณฑ์ สงสัยผมไม่ได้ logout มันเลยค้าง แล้วคุณอู่เย่ แกเข้ามาได้ยังไงไม่รู้ครับ ขึ้นกระทู้ใหม่ ตามที่คุณอู่เย่แนะนำก็ดีครับคุณณฐมณฑ์ เพราะดูจะยาวเกินไปแล้วครับ เครื่องช้าๆจะเข้าไม่ได้เลยครับ
ไจ่ไจ๋ ณ สาทร
21-10-2004, 07:30 AM
มหาบารมี บหาบุ__า มหาวาสนา ในไตรภพศรีนาคาปิฏกโลกครับ คุณณัฐมนฑ์ ผมซึ้งใจจริงๆที่พระอนุตรธรรมเจ้าเบื้องบนได้คัดสรรโพธิสัตย์ที่มากด้วยคุณสมบัติ เช่นนี้มาก่อกิจให_่แห่งโลก เพื่อกอบกู้เหล่าเวไนย์ให้ฟื้นตื่นจากความหลับไหลเสียที...น่ายินดีๆจริงๆครับ
ในปัจจุบันมีอยู่ลัทธิหนึ่งซึ่งเป็นลัทธิใหม่ที่ขนานนามตัวเองว่า ลัทธิเทียนเต้า หรือมรรควิถีแห่งฟ้า รับสาวกด้วยการชี้จุด_าณทวาร และบอกคำลับหกคำ เพื่อปฏิบัติไปสู่วิสุทธิภูมิ ด้วยวิธีการลัด เพียงช่วยกิจแห่งฟ้าผ่านธรรมสถาน ทานเจ ถือศีล และบำเพ็_กิจโพธิสัตย์ โดยมีคำสั__าว่าเมื่อสะสมหน่วยบุ_จนถึงระดับ จักนิพพานเมื่อละสังขาร
เพียงแต่ผมค่อนข้างฉงนเล็กน้อยว่าหากไม่ปฏิบัติพระกรรมฐานอย่างที่คุณณัฐมนฑ์ กำลังชี้แนะบอกกล่าวอยู่นี่ จักนิพพานได้แน่หรือ หากมีผู้ใดสามารถให้ความกระจ่างในข้อนี้ได้ จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
เอ๋...หรือว่าผมศึกษามาไม่ดีพอหนอ หรือผมเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่านี่
:confused: :( :( :confused:
ณฐมณฑ์
22-10-2004, 09:21 PM
ขอเชิ_คำพูดหลวงพ่อฤาษีลิงดำมาอีกครั้ง
ซึ่งท่านกล่าวแสดงประโยชน์ของสมถกรรมฐาน ดังนี้นะคะ
"ถึงจะปฏิบัติแบบสุขวิปัสสโกก็ต้องมีสมถะ
สุกขวิปัสสโกนี่ เขาขึ้นต้นตั้งแต่สมาธิขั้นต่ำ ตั้งแต่ขณิกสมาธิ มันขึ้นไปตั้งแต่เล็ก ใช้ปัญญาพิจารณาไปเลย อารมณ์คิดควบคุมจิตโดยเฉพาะจุดเขา
เขาเรียกว่า สมถะ แต่ว่าถ้าคุมได้น้อยมันจะตัดกิเลสไม่ได้ ต้องคุมเข้าไปถึงปฐมฌาน จึงจะสามารถตัดกิเลสได้
เป็นพระโสดาบันได้ ถ้าหากว่าแค่ปฐมฌานมันจะอยู่ได้แค่พระโสดาบันและพระสกิทาคามี จะเป็นพระอนาคามีไม่ได้
ถ้าจะถึงพระอนาคามีได้จิตต้องเข้าถึงฌาน ๔ มันต้องใช้ควบคู่กันไป คือทั้งสมถะและวิปัสสนา"
กิสหา
23-10-2004, 07:55 AM
ผมก็ชอบเลี้ยงแมวครับ
ได้อ่านข้อความในกระทู้นี้ที่คุณณฐมณฑ์เขียนลงมา แล้วก็ได้รับความรู้เพิ่มเติม เพราะผมก็เจออาการปิติมาแล้วแต่ก็ยังติดอยู่ และจิตยังมีฟุ้งซ่านบ้าง มัวแต่กังวลคิดจะรีบตัดกิเลส เลยยังนั่งสมาธิไปไม่ถึงไหน
ตอนนี้ผมจะพยายามนั่งสมาธิจนจิตสงบจริงๆ
ยังไงก็จะติดตามอ่านครับ
บรรพต อ.
23-10-2004, 09:33 AM
โมทนาครับคุณณฐมณฑ์
ณฐมณฑ์
24-10-2004, 04:19 PM
Originally posted by กิสหา
ผมก็ชอบเลี้ยงแมวครับ
ได้อ่านข้อความในกระทู้นี้ที่คุณณฐมณฑ์เขียนลงมา แล้วก็ได้รับความรู้เพิ่มเติม เพราะผมก็เจออาการปิติมาแล้วแต่ก็ยังติดอยู่ และจิตยังมีฟุ้งซ่านบ้าง มัวแต่กังวลคิดจะรีบตัดกิเลส เลยยังนั่งสมาธิไปไม่ถึงไหน
ตอนนี้ผมจะพยายามนั่งสมาธิจนจิตสงบจริงๆ
ยังไงก็จะติดตามอ่านครับ
ยินดีค่ะที่มีโอกาสเล่าให้คุณกิสหาอ่านด้วย
คุณลองอย่างนี้ดีไหมคะ... สำหรับ"การทำสมถกรรมฐานแล้วพิจารณาแบบวิปัสสนาฯ"ด้วย นั่นคือ..
1.เข้าฌานจนถึงฌานสี่ก่อน แล้วค่อยลดระดับสมาธิสู่อุปจารสมาธิมาพิจารณากาย หรือเวทนา ฯลฯ ช่วงนี้เพื่อชำระกิเลส
โดยช่วงยังไม่ถึงฌานสี่ก็ยังไม่ต้องกังวลอะไรนะคะ ปล่อยวางสู่อารมณ์อุเบกขาไปก่อนค่ะ (ปิติก็ไม่สนใจ)
เพราะการเข้าฌานจนถึงฌานสี่ จิตจะใส สติจะดีมาก แล้วนำจิตสะอาดช่วงนี้มาพิจารณา จะเกิดปั__าที่ตรงทางมากๆ ค่ะ
2.การลดระดับสมาธิจากฌานสี่สู่อุปจารสมาธินั้น ขอเรียนท่านอื่นๆ ที่สงสัยว่าทำอย่างไรนะคะ...ว่าทำได้ง่ายๆ ดังนี้...
ถ้าได้ฌานสี่แล้ว ก็ทรงฌานสี่ไว้นิดนึง แล้วพิจารณากาย หรือเวทนา ฯลฯ ได้เลย
ขณะพิจารณาตรงนี้เองคืออุปจารสมาธิค่ะ เพราะในฌานนั้นคิดไม่ได้ ถ้าคิด จิตจะเคลื่อนลงมาเองค่ะ
เมื่อพิจารณาจนจิตเคลื่อนจากอุปจารสมาธิสู่ฌานหนึ่งอีกที ตรงนี้จะชำระกิเลสบางประการได้ในคราวหนึ่งๆ ค่ะ
santosos
08-11-2004, 09:08 PM
โทรมาหานะ
025792201
ช่วง บ่ายๆ-22.00
หนุ่ม
โทรมาบอกว่าคุยเล่นนะ
อึดเบเกอรี่
08-11-2004, 11:28 PM
โอวววว คุณ ฑ์ เขียนได้เข้าใจง่ายมากเลย
จะรับไปปฏิบัตินะจ้ะ
santosos
09-11-2004, 12:19 PM
อยากช่วยต้องเก่งก่อน อยากรู่เก่งอย่างไร โทรมาคุยได้ แลกกัน
ดวงดาว
22-11-2004, 12:24 PM
ณฐมณฑ์(y)
(||) (||) (||) (||) (||)
santosos
22-11-2004, 05:06 PM
ฝึกได้ ง่ายๆ สวดมนต์ยาวๆ เช่นชินบั_ชร แล้ว ไปพุทโธไปก่อนครับ
santosos
22-11-2004, 05:08 PM
ชินบั_ชรดีมากที่จะช่วย
anthony
28-11-2004, 02:04 AM
ขอเสริมนิดหนึ่ง สำหรับท่านที่เจริ_พระกรรมฐาน แบบอาปานสตินั้น หากท่านกำหนดดูแต่ลมหายใจ หรือยึดคำภาวนาเป็นหลัก ขณะที่ท่านอยู่ในฌาณ 4 นั้น นอกจากจะมีอาการต่างๆ ตามที่คุณ ณฐมณฑ์ กล่าวไว้แล้วนั้น ท่านจะยังรู้สึกว่า จิตของท่านรวมเป็นหนึ่ง จิตของท่านจะมีอารมณ์คือ เอกัคตา และอุเบกขา และท่านจะรู้สึกว่า จิตของท่านนั้น นิ่งมาก สว่างมาก และมีกำลังมาก
หากท่านที่ต้องการติดต่อกับสิ่งลี้ลับได้ หรือแม้กระทั่งต้องการรู้ด้านอื่นๆ
แนะนำว่า ต้องปฏิบัติ ให้ได้ตั้งแต่อุปจารสมาธิ และ ฌาณ 1 ถึงอย่างน้อย ฌาณ 3 ให้ชำนา_ แต่ให้ดีควรจะทำให้ถึงฌาณ 4 ให้สามารถเข้าออกเมื่อไรก็ได้ ให้เกิดวสีนั่นเอง เมื่อท่านต้องการจะกำหนดจิต ดูสิ่งลี้ลับ ให้เดินจิตเข้าองค์ฌาณตามลำดับ แล้วถอยมาอยู่ในขั้นอุปจารสมาธิ แล้วจึงกำหนดจิตไปดู ต้องทำจิตให้นิ่ง ใส และปล่อยวางให้ว่าง เหมือนแก้วเปล่า ถ้ามีสิ่งลี้ลับอยู่บริเวณรอบๆ ท่านจะรู้สึกถึงคลื่นพลังงานนั้นๆ ทีนี้อยู่ที่ว่า กำลังของจิต และกำลังสมาธิของท่านนั้น มีกำลังมากน้อยเพียงไร สำหรับท่านที่มีกำลังสมาธิมาก ท่านจะสามารถเห็นสิ่งเหล่านั้นได้ชัดเจน และสามารถติดต่อสื่อสารได้ด้วย
อันนี้เป็นเพียงของเล่น เท่านั้นน่ะครับ ถ้าได้แล้วอย่าไปติดยึดกับมัน แต่เราก็สามารถให้วิชา ความรู้ตรงนี้ไปช่วยคนได้เหมือนกันน่ะครับ สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดประโยชน์ ถ้าท่านไม่ได้นำมาใช้ช่วยเหลือผู้อื่น หรือถ้าท่านไม่ได้ ให้รู้ ให้เห็น เพื่อเป็นการละวาง
ammytr
27-01-2005, 05:10 PM
อนุโมทนากับพี่ ณฐมณฑ์ ครับ
ที่สอนได้ตรง ได้เที่ยง เข้าใจง่าย ฌานเป็นฌาณ สมาธิเป็นสมาธิ แปลกใจที่ทำไมถึงไม่พูดถึงเรื่องนี้กัน อย่างคุณ Catwater แบบนี้มันก็ทำให้คนกลัว ฌาณ กันสิครับ หลวงพ่อบอกว่า ฌาณเป็ฯของไม่ยาก ถ้าปฎิบัติ หลวงพ่อยังสนับสนุนให้ทำให้คล่อง ให้เป็น ฌาณ กีฬาเสียด้วย
เป็นความรู้มาก ๆ เลยครับ
ปาริสัชชา
28-07-2005, 09:16 PM
ผมขอเสริมเรื่องการพิจารณาธรรมต่อจากคุณณฐมณฑ์เพื่อสรุปข้อความให้สมบูรณ์ดังนี้นะครับ
มีการเทียบเคียงในเรื่องของสังโยชน์กันเอาไว้มาก ซึ่งอันที่จริงแล้ว "สังโยชน์" นั้นเป็น "ตัววัดผล" ซึ่งใช้วัดระดับ
ความเป็นพระอริยเจ้า แต่มีบางท่าน หรือหลายๆท่าน มักจะนำสังโยชน์ขึ้นมาเป็นตัวตั้ง แล้วพิจารณาตัดเป็นข้อๆ
ซึ่งในจุดนี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไป
การพิจารณาธรรมที่ถูกต้อง
-ประการแรกเริ่มต้นจากการที่มีศีลห้า(เป็นอย่างน้อย) ตั้งมั่นให้บริสุทธิ์ก่อน
-ประการต่อมาก็เจริญสมถภาวนาหรือเรียกง่ายๆว่า การเจริญสมาธิเพื่อให้จิตตั้งมั่น และจิตมีกำลัง ซึ่งกำลังของจิต
ควรมีกำลังไม่ต่ำกว่า "ปฐมฌาน" ( แต่ยังไงที่สุดแล้วก็ต้องใช้กำลังถึงฌานสี่ ) เมื่อจิตมีกำลังตั้งมั่นดีแล้ว
ลดกำลังจิตลงมาในระดับอุปจารสมาธิ คือ ในระดับที่นึกคิดได้ภายใต้นิวรณ์ที่สงัด
-ประการสุดท้ายก็เข้าสู่การพิจารณาธรรม คือไตรลักษณ์ อันได้แก่
1) การพิจารณาให้เห็นสรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง มีความเคลื่อน และมีการแปรเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา
2) การพิจารณาเห็นทุกข์ในสิ่งที่แปรเปลี่ยนไปนั้น เพราะสิ่งใดที่ไม่คงที่ ไม่ทรงตัวสิ่งนั้นย่อมเกิด "ทุกข์"
3) การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน ทั้งตัวเราและสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลนี้ เมื่อสลายตัวไปตามหลัก
สัจจธรรมก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งว่างเปล่าทั้งสิ้น
*หมายเหตุ ; การพิจารณาไตรลักษณ์นี้ เมื่อพิจารณาเห็นข้อใดข้อหนึ่ง อีกสองข้อก็จะเห็นตามมา เพราะเกี่ยวเนื่อง
กัน
เมื่อนักปฎิบัติที่มีจิตสงบลง มีสมาธิตั้งมั่นดีแล้ว น้อมนำมาพิจารณาธรรมด้วยใจที่ละเอียดปราณีต ก็จะพบว่า
สรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งร่างกายตัวเรา ร่างกายบุคคลอื่น หรือวัตถุอื่นๆ ตลอดจนความยึดติดในภพทั้งสามอันได้แก่
กามภพ รูปภพ และอรูปภพนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งชั่วคราว เมื่อเกิดขึ้น ก็ต้องดับลงไป ตามกฎแห่งไตรลักษณ์
หรือลักษณะทั้งสามประการนี้ทั้งนั้น
ดังนั้นเมื่อจิตที่มีกำลังละเอียด และพิจารณาเห็นลักษณะทั้งสามดังกล่าว จิตของผู้นั้นก็จะปล่อยวางในความยึดมั่น
ในตัวตนแห่งตนอันเป็นรูป ที่เรียกว่า "สักกายทิฎฐิ" อันเป็นตัวติดยึดข้อแรกของ "สังโยชน์" ที่จะต้องละ
ต่อมาเมื่อพิจารณาธรรม ด้วยจิตที่มีกำลัง และความละเอียดปราณีตขึ้นไปกว่านั้น ก็จักสามารถปล่อยวาง
เครื่องติดยึด ในส่วนที่เป็นนามธรรมละเอียดลงได้ และในที่สุด จิตก็จะปล่อยวางความติดยึดทั้งปวง ทั้งใน "รูปธรรม"
และ "นามธรรม" จนหมดสิ้น ที่เราเรียกว่า "ทำลายอวิชชา" อันเป็นสังโยชน์ในข้อสุดท้าย
นี่คือวิธีการตัดจาก "ตัวเหตุ" จริงๆ และมิใช่นำ "ตัวผล" ขึ้นมาเป็นตัวตัดดังความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปบ้างของ
บางท่านนะครับ
สรุปโดยย่อๆก็คือ การพิจาณาตัดลงที่ "ร่างกาย" ตัวเดียวนี่เอง ดังตัวอย่างในพระสูตรตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า
มีภิกษุบวชใหม่รูปหนึ่งเข้าไปถามธรรมกับพระสารีบุตรเพื่อที่จะเข้าป่าไปปฎิบัติธรรมว่า
"การที่พวกกระผมจะบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันได้นั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไรขอรับ" พระสารีบุตรกล่าวตอบไปว่า
"ขอพวกเธอจงพิจารณาเห็นให้เห็นอย่างนี้ว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของๆเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มี
ในเรา"
ต่อมาพระภิกษุบวชใหม่ก็ถามพระสารีบุตรต่อไปอีกว่า
"การที่พวกกระผมจะบรรลุธรรมเป็นพระสกิทาคามีได้นั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไรขอรับ" พระสารีบุตรกล่าวตอบไปว่า
"ขอพวกเธอจงพิจารณาเห็นให้เห็นอย่างนี้ว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของๆเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มี
ในเรา"
ต่อมาพระภิกษุบวชใหม่ก็ถามพระสารีบุตรต่อไปอีกว่า
"การที่พวกกระผมจะบรรลุธรรมเป็นพระอนาคามีได้นั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไรขอรับ" พระสารีบุตรกล่าวตอบไปว่า
"ขอพวกเธอจงพิจารณาเห็นให้เห็นอย่างนี้ว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของๆเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มี
ในเรา"
ต่อมาพระภิกษุบวชใหม่ก็ถามพระสารีบุตรต่อไปอีกว่า
"การที่พวกกระผมจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้นั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไรขอรับ" พระสารีบุตรกล่าวตอบไปว่า
"ขอพวกเธอจงพิจารณาเห็นให้เห็นอย่างนี้ว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของๆเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มี
ในเรา"
ซึ่งสรุปรวมความได้ว่า การพิจารณาธรรมทั้งหลายนั้น ตัดลงที่ขันธ์ห้าร่างกายเรานี่เอง เมื่อจิตละเอียดมากขึ้น
ก็มีปัญญาตัดได้มากขึ้น .... นี่คือวิธีปฎิบัติธรรมเพื่อจบกิจในพระพุทธศาสนา กิจอื่นไม่มีอีกแล้ว ภพใหม่ไม่เกิดอีก
แล้ว จบสิ้นการเวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎะสังสารอันยาวนานตรงนี้แล้วครับ
/*บทแทรก; มีคนตั้งคำถามไว้ว่า "สติปัฏฐานเป็นทางเดียวที่จะบรรลุธรรมหรือไม่" กระผมขอตอบตามความเข้าใจ
ว่า ไม่มีพระอริยเจ้าองค์ไหนไม่ผ่าน "สติปัฏฐาน" เพราะสติปัฏฐานนั้นก็คือที่ตั้งของสติ พระอริยเจ้าทั้งหลายนั้น
ท่านเป็น ผู้ที่ถึงพร้อมด้วยความมีสติอันยิ่งแล้ว หรือที่เรียกว่ามี "มหาสติปัฏฐาน" อันได้แก่ การเห็นกายในกาย
เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม และหากจะถามต่อไปว่า สติปัฏฐานเกิดขึ้นอย่างไร? อันที่จริงแล้ว
ก็คือการเจริญสมถภาวนานี่เอง เพราะจะมีสมาธิได้ก็ต้องมีสติ และในขณะเดียวกันเมื่อมีสติก็ย่อมเกิดสมาธิ
จากประสบการณ์ เมื่อจิตมีสมาธิตั้งมั่นละเอียดอ่อนดีแล้ว สติปัฏฐานจะเกิดขึ้นเอง คือมีสติรู้โดยรอบ ทั้งสิ่งกระทบ
ทั้งปวงที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม การเคลื่อนไหวในทุกอริยาบทก็จะมีสติ ส่วนจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความ
ปราณีตของจิตนั้นๆ ส่วนการมีสตินั้นจะต้องมีปัญญาคู่กันเสมอ ดังนั้นเมื่อพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา
จิตในจิต และธรรมในธรรม นั้นได้อย่างแจ่มแจ้ง อวิชชาก็ย่อมดับลงได้
ผนวกคำสอนของหลวงปู่ชา สุภัทโธ ท่านเปรียบการเจริญสติ เหมือนกับการยกกาน้ำเทลงในภาชนะ แรกๆเมื่อยก
เทแต่น้อย น้ำก็หยดลงทีละหยดน้อยๆ ต่อเมื่อกระดกกาน้ำเทให้ให้สูงขั้น หยดน้ำก็หยดถี่ขึ้นๆ และในที่สุดเมื่อเร่ง
กาน้ำเทให้มากขึ้น น้ำที่ไหลออกมานั้นก็ไหลต่อเนื่องเป็นสายไม่ขาดตอน เปรียบได้เหมือนสติของผู้ที่ฝึกดีแล้วย่อม
ไม่ขาดสาย ดังนั้นสิ่งกระทบต่างๆที่เป็นรูปและนาม ก็ไม่ทำให้จิตหวั่นไหวได้อีกต่อไป
และหากจะกล่าวถึงการพิจารณาไตรลักษณ์ดังข้างต้น ก็จะเห็นได้ว่า เมื่อพิจาณาเห็นไตรลักษณ์อย่างแจ่มแจ้งได้ จน
ปัญญาญาณ อันคือตัว วิปัสสนาญาณเกิด จิตก็ย่อมปล่อยวางจากรูปและนามเช่นเดียวกัน
การพิจารณาธรรมทั้งหลายนี้ ไม่จำเป็นว่า จะเริ่มจากสมถกรรมฐานกองไหนเฉพาะเท่านั้น ขอเพียงอย่างเดียวว่า
เจริญกรรมฐานกองใดก็ตาม ให้จิตสงบลงถึงอัปนาสมาธิตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป ส่วนกำลังจิตที่จะส่งให้ถึงการละ
สังโยชน์เบื้องสูงได้นั้น กำลังจิตก็ต้องได้ถึงฌานสี่ในที่สุด*/
/*บทเสริม; องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คราเมื่อพระองค์ทรงบรรลุอภิเสกสัมมาสัมโพธิญาณนั้น พระองค์ทรง
เป็นผู้ได้สมาบัติแปดมาก่อน แต่พระองค์ทรงใช้กำลังแค่รูปฌานสี่ แล้วลดกำลังลงมา และใช้ทิพยจักขุญาณ จนเกิด
บุปเพนิวาสานุสติญาณ คือหวนระลึกถึงอดีตชาติย้อนหลังกลับไปได้ แลเห็นความเกิดและก็ตายของพระองค์เอง และ
สรรพสัตว์ทั้งหลาย ต่อมาในยามที่สอง พระองค์ทรงเกิดจุตูปปาตญาณ คือญาณที่รู้ว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ตายไปนั้น
ไปเกิดในที่ใด ภพภูมิใด ซึ่งดูประหนึ่งว่าจักทำพระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งครบใน ๓๑ ภูมิ เมื่อหยั่งลงในญาณจนชัดแจ้งดังนี้แล้วพระองค์ก็ทรงเบื่อหน่ายในการเวียนเกิด จนกระทั่งวิปัสสนาญาณของพระองค์ทรงบังเกิดชัดเป็น
"อาสวักคยาญาณ" ในยามสุดท้ายนี้เอง จึงตรัสรู้ธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่สุด*/
**หมายเหตุ ; ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้น หากมีจุดใดที่ไม่ตรงตามตำรา หรือตามพระไตรปิฎก ขอท่านผู้รู้กรุณา
กล่าวแย้งและเสริมเพื่อความถูกต้อง และสมบูรณ์ของข้อนี้ความด้วยนะครับ
***หมายเหตุ ; เข้าไปดูกระทู้ประสบการตรงในการฝึกกสินแสงสว่าง จนถึงฌานสี่ ของคุณณฐมณฑ์ได้ที่นี่ครับ http://www.palungjit.com/board//showthread.php?t=1625
WebSnow
28-07-2005, 09:23 PM
ถ้าฝึกกสินไฟ จนถึงฌาณ๔
แล้วทุกคนจะสามารถเนรมิตรไฟให้เกิดขึ้นแบบให้ตาเนื้อเห็นได้ไหม ?
ณฐมณฑ์
28-07-2005, 09:46 PM
ขอขอบคุณคุณปาริสัชชามากค่ะ
ที่มาช่วยเสริมในเรื่องการตัดสังโยชน์
ให้เป็นที่เข้าใจถูกต้องตรงทางสำหรับนักปฏิบัติ
ปาริสัชชา
28-07-2005, 10:01 PM
ถ้าฝึกกสินไฟ จนถึงฌาณ๔
แล้วทุกคนจะสามารถเนรมิตรไฟให้เกิดขึ้นแบบให้ตาเนื้อเห็นได้ไหม ?
ได้แน่นอนครับ ถ้าฝึกกสินจนเกิดความคล่องอย่างยิ่ง (วสี) ย่อมนิรมิตรไฟให้เกิดขึ้นได้ หรือเพิ่มความอบอุ่นได้
อย่างแน่นอน
ตรงนี้ผมมีเรื่องเล่าสักเล็กน้อย จากในสมัยคุณพ่อผมบวชได้พบสามเณรรูปหนึ่ง เพ่งกสินไฟจนสำเร็จ ต่อมาก็เรียก
คุณพ่อผมในขณะนั้นท่านเป็นพระภิกษุอยู่ ให้แบมือขึ้น จากนั้นสามเณรก็เพ่งจิตมาที่มือคุณพ่อ จนคุณพ่อร้อนถึงกับ
อุทานออกมาเลยทีเดียว
ข้อนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง แต่ประการต่อมา สามเณรรูปนี้นำสิ่งที่ได้ไปใช้ผิดวิธีคือ เมื่อได้กสินไฟ ก็ย่อมได้
ทิพยจักขุญาณ หรือที่เรียกว่า ตาทิพย์ไปด้วย ก็เอาตาทิพย์ที่ได้นั้นไปให้หวยชาวบ้าน แล้วเกิดลาภสักการะ
ตามมา ต่อมาฌานเสื่อม ญาณเสื่อม เสียสติ วิปลาศไป เรื่องนี้น่าจะมีบันทึกไว้ที่วัดอาวุตวิสิตารามนะครับ ถ้าจำไม่ผิดครับ สรุปได้ว่า กรรมฐานใดๆ ก็ควรมี วิปัสสนาอันเป็นตัวปัญญาแทรกเอาไว้เพื่อป้องกันมิให้หลงทางนะครับ
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.