PDA

View Full Version : ฉบับที่ ๒๔ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๙


WebSnow
12-02-2006, 06:07 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนมีนาคม ๒๕๔๕
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ










ถาม : อย่างนี้ก็น่ากลัวซิเจ้าคะ คนที่เขาไปทำกฐิน ทำผ้าป่าไม่รู้แล้วเราก็แย่ซิเจ้าคะ ?
ตอบ : ก็ถ้าหากว่าเราต้องใจทำนั้นอานิสงส์เราได้เต็มน่ะ แต่คราวนี้ว่าสังฆกรรมของพระมันไม่สมบูรณ์
ถาม : กรรมฐานที่ต้องพิจารณาน่ะครับ พิจารณาแล้วเกิดการเบื่อหน่ายอย่างเช่น เนวสัญญาอะไรต่าง ๆ น่ะครับจริง ๆ แล้วกรรมฐานนี่จริง ๆ กรรมฐานนี่คือทำแล้วเพื่อให้จิตเกิดความสุข ทีนี้พอเริ่มต้นคิดก็ไม่รู้ว่าจะมีความสุขอย่างไร เพราะจิตไม่มีความสุขอะไรอย่างนี้น่ะครับ ?

ตอบ : กรรมฐานจริง ๆ จะมีลักษณะว่า รู้เห็นตามความเป็นจริง ๆ ในเมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริง ระยะแรกนี่จะเกิดการรังเกียจ เกิดการเบื่อหน่าย เห็นเป็นทุกข์เป็นภัย เห็นเป็นโทษ เห็นเป็นของน่ากลัวนะ เราต้องก้าวล่วงตรงจุดนั้นไปได้มันถึงจะมีความสุข มันจะมีความสุขตรงที่ว่าเรายอมรับมันได้ ลักษณะของการยอมรับนี่ลำบากหน่อย ถ้าปัญญาไม่ถึงนี่มันไม่ค่อยยอมรับหรอก เรื่องของ อาหารเรปฏิกูลสัญญา ก็เหมือนกันถ้าหากว่าเราพิจารณาไป พิจารณาไป มันรังเกียจบางคนนี่ประเภทถึงกับข้าวปลาไม่กินเอาเลย คราวนี้มันกระจายออกถึงขนาดนั้น แล้วพระท่านเคยบอกไว้ หลวงพ่อท่านเคยบอกไว้ว่า มันต้องรวมกลับเข้ามา พิจารณาให้เห็นว่าในเมื่อร่างกายมันยังคงอยู่ตามสภาพร่างกายมันต้องอาศัยอาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ก็ฝืน ๆ กินเข้าไปหน่อย ท่านใช้คำพูดลักษณะที่ว่าเหมือนกันกินเนื้อของบุตรสุดที่รักของตนเอง ให้ความรู้สึกเป็นอย่างนั้นน่ะ

ถาม : หมายความว่าจิตของผู้ฝึกกรรมฐานอย่างนี้จะมีความสุขอยู่ที่จิตเหรอครับ ?
ตอบ : ยอมรับแล้ว ยอมรับความเป็นจริง ถ้าไม่ยอมรับความเป็นจริงแรก ๆ ก็ต้องข่มไว้ ข่มไว้ก็ต้องอาศัยกำลังของฌานสมาบัติ ถ้าหากว่าข่มไม่อยู่ก็ กะบะแตก (หัวเราะ) ไม่ได้ใช้แม็คลายเนอร์
ถาม : พระที่ท่านธุดงค์ในป่านี่วันอุโบสถนี่ไม่มี ...?

ตอบ : วันอุโบสถนี่ ถ้าหากว่าอยู่ร่วมกันตั้งแต่ ๕ องค์ขึ้นไปก็สวดปาติโมกข์ สวดปาติโมกข์อย่าคิดว่าต้องใช้โบสถ์เสมอไปนะ พระพุทธเจ้าไม่ได้กำหนดอย่างนั้น ท่านกำหนดแค่ว่าเขตในทิศทั้ง ๘ นั้นมีอะไรเป็นนิมิตเป็นเครื่องหมาย แล้วเสร็จแล้วพอประกาศเสร็จเรียบร้อยก็ยืนยันว่าบริเวณนั้นเป็นเขตอุโบสถสังฆกรรมแล้ว องค์ที่สวดปาติโมกข์ได้ก็สวดไป ถ้าหากว่าต่ำลงมาไม่ครบองค์สงฆ์อย่างเช่นว่า ๓ องค์ขึ้นไปก็ให้ประกาศอุโบสถแล้วให้ตั้งในอฐิษฐานว่าวันนี้เป็นวันอุโบสถของตน เขาจะมีวิธีกรรมของเขาอยู่

ถาม : ไม่มีพระสวดปาติโมกข์ได้เหรอครับ ?
ตอบ : ไม่มีสวดปาติโมกข์ได้ ก็อย่าพยายามอยู่รวมกันให้ครบองค์สงฆ์แยก ๆ กันไปซะ พอถึงเวลาเลยวันก็ค่อยกลับมา (หัวเราะ) นี่ประเภทเลี่ยงบาลีนะ จริง ๆ มันน่าจะได้ซักองค์หนึ่ง
ถาม : แต่ว่ายาวมากเหมือนกันนะครับ ?
ตอบ : ๒๒๗ ข้อจะว่ายาวมันก็ไม่ยาวนะแต่ว่าต้องใช้ความพยายามเอาเรื่องเหมือนกัน
ถาม : องค์สงฆ์นี่ ๕ องค์ขึ้นไปเหรอครับ ?
ตอบ : ๔ องค์ขึ้นไปถือว่าเป็นองค์สงฆ์ แต่ทีนี้ว่าส่วนใหญ่แล้วมันต้องสวดองค์หนึ่ง เขาก็เลยมักจะนิยม ๕ องค์แต่จริง ๆ ๔ องค์นี่เขาต้องสวดแล้ว
ถาม : มีวัดที่แบบว่ามีพระที่สวดปาติโมกข์ไม่ได้บ้างมั้ยครับ ?


ตอบ : อันนั้นเขาต้องเชิญจากวัดอื่นมา มีอยู่ วัดที่ไม่ได้อย่างปัจจุบันนี้เขาจะมีตำแหน่ง วินัยธร วินัยธรแปลว่าผู้ทรงวินัย คนสวดปาติโมกข์ได้ อย่างของเมืองกาญจน์นี่ทางจังหวัดเขาจะทำการสอบบางทีก็ทะลุกลางปล้องขึ้นมาตรงกลางอย่างนี้ ยกตัวอย่างขึ้นมาข้อหนึ่ง สัมปะชามุสา วาเท ปาจิตตียัง ข้อต่อไปอะไรอย่างนี้แล้วเสร็จแล้วก็จะมีการบอกอุโบสถ กี่อุโบสถแล้วเหลือกี่อุโบสถ ฤดูกาลที่เท่าไหร่แล้วอะไรอย่างนี้ ขึ้นหัวขึ้นกลางขึ้นท้ายทดสอบว่าเราได้แล้วแน่นอนก็โอเค เขาจะออกหนังสือรับรองให้ทีนี้พอออกหนังสือรับรองให้ ก็มีการตระเวนสวดคือวัดไหนถ้าหากว่านิมนต์ก็เอา แต่ว่ามันเสียอยู่อย่างเดียวคือระยะหลังนี่เขานิมนต์แค่ว่าสวดมนต์ทำวัตรเฉพาะเข้าพรรษาหรือไม่ก็สวดปาติโมกข์เฉพาะตอนเข้าพรรษา ตอนนี้วัดท่าขนุนนี่ไปปรับปรุงว่าสวดมนต์เช้าเย็นทุกวันแล้วปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนตามพุทธบัญญัติเลย ก็จะมีพระเวียน ๆ กันมาสวดเพราะว่าเราบอกแล้วว่านิมนต์มา ก็ไม่นิมนต์เปล่าหรอกมีค่ารถให้กลับแน่ ก็เลยแย่งกัน เราให้เยอะ



ถาม : กลายเป็นอาชีพไปเลยครับ ?
ตอบ : กลายเป็นอาชีพไป แต่ว่าของเราไม่ได้คิดตรงจุดนั้น มีหลายองค์อย่าง อาจารย์เตชะ สวดเป็นการสงเคราะห์จริง ๆ ถึงถวายท่าน ๆ ก็ถวายคืนมาให้เป็นส่วนของสงฆ์ไป แต่ว่าอย่าง อาจารย์ม่า นี่ถ้าไม่ถึงคิวตัวเองก็แย่งเขาสวด อันนั้นเราไม่ว่า เราเอาเฉพาะตรงที่ว่าอานิสงส์ของการทบทวนอาบัติแต่ละข้อ ถ้าหากว่าฟังออกนี่เหงื่อแตกกันจริง ๆ นะเพราะว่า เขาจะขึ้นกันทีละอุเทส อุเทสหนึ่งก็คือตอนหนึ่ง อย่างเช่นปราชิกุเทสก็คือ ตอนหนึ่งของปาราชิก สังฆาสิเสสุเทส คือตอนของสังฆาทิเสสอย่างนี้ ตอนท้ายนี่เขาจะบอกไว้ ตัตถา ยัสสะมันเต ปุจฉามิ กัจจิตถะ ปะริสุทธา ? เราขอถามว่าท่านทั้งหลายบริสุทธิ์ในสิกขาบทนี้แล้วหรือ ? ทุติยัมปิ ปุจฉามิ กัจจิตถะ ปะริสุทธา ? ขอถามท่านเป็นครั้งที่ ๒ ว่าบริสุทธิ์แล้วแน่หรือ ? ตะติยัมปิ ปุจฉามิ กัจจิตถะ ปะริสุทธา ? ขอถามเป็นครั้งที่ ๓ ว่าบริสุทธิ์แล้วแน่หรือ ? ถ้าฟังออกนี่เหงื่อหยดติ๋งเลย (หัวเราะ) ถ้าประเภทนั้นย้ำกันทีละชุดเลย ถ้าหากว่าไม่บริสุทธิ์ใช่มั้ย ต้องอาบัติหนักอย่างเช่นว่า ปาราชิกหรือสังฆาทิเสสออกไปเลย ถ้าคุณขืนอยู่ต่อสังฆกรรมเขาเสียเขาตั้งท่าสวดกันใหม่ แต่ถ้าหากว่าเป็นอันหลัง ๆ นี่ถึงเวลาก็ถ้ารู้ตัวว่าไม่บริสุทธิ์ รีบสารภาพก็แสดงอาบัติกัน แต่ปัจจุบันนี้เขาใช้ในลักษณะว่า ก่อนทำการปาติโมกข์ก็แสดงอาบัติกันก่อนก็ถือว่าโอเคบริสุทธิ์เสมอกันไป
ถาม : จะได้นั่งฟังอย่างเดียว ?

ตอบ : อือ... นั่งฟังอย่างเดียวไม่ต้องนั่งเสียเวลาฟังไปแสดงไป แต่จริง ๆ ถ้าเป็นแบบของหลวงพ่อนี่ผิดตรงไหนเขาให้เจอะเอาเฉพาะตรงนั้น สมัยนี้เขาเล่นใช้ สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย มันรวมกันไม่รู้กี่ข้ออาจจะ ๒๒๗ ก็ได้อย่างนี้ ถ้าหากว่าสมัยยังอยู่ วัดเทพศิรินทร์ นี่ละเอียดหน่อยโดนอันไหนปลงเฉพาะอันนั้น อย่างเช่นว่า โดนอาบัติถุระใจก็ใช้ ถุลลัจจะยาโย โดนอาบัติปาจิตตีก็ ปาจิตตียาโย โดนอาบัติทุกกฏก็ ทุกฏาโย อย่างนี้เอาเฉพาะจุด แต่ถ้าเป็น วัดท่าซุง นี่ผิดข้อไหนปลงข้อนั้นเลยเล่นภาษาไทยด้วย ข้าแต่สงฆ์ทั้งหลายผู้เจริญ ข้าพเจ้าต้องอาบัติปาจิตตีย์ เนื่องจากโกหกผู้อื่นเขา ขอให้สงฆ์ทั้งหลายโปรดรับทราบอาการชั่วหยาบที่ข้าพเจ้าได้ล่วงสิกขาบทไปแล้วด้วย ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะไม่คิดเช่นนี้อีก ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะไม่พูดเช่นนี้อีก ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะไม่ทำเช่นนี้อีก ขอสงฆ์ทั้งหลายโปรดรับทราบด้วยเถิด อันนี้เป็นสไตส์วัดท่าซุงเล่นภาษาไทยด้วยให้มันรู้ ๆ กันไปเลยว่า ถ้าต่อไปผิดอีกจะไปสารภาพอีกเอ้า ...มึงตอแหลอีกแล้ว พวกก็จะชี้หน้าว่าเอา มันก็เลยจะมีการควบคุมกันได้
ถาม : แต่ว่าที่พระสวดปาติโมกข์ไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นบาลีไปเรื่อย ๆ ใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : ก็จะเป็นบาลีไปเรื่อย ๆ แต่ว่าจะทวนกันไปถ้าใครฟังออกก็จะรู้เรื่อง
ถาม : แล้วถ้าฟังไม่ออกล่ะครับ ?

ตอบ : ถ้าฟังไม่ออกก็ตั้งจิตให้เป็นสมาธิ นึกถึงพระไปเลย ของเราบางทีก็แหม....มันมีความสุขใช่มั้ยเข้าสมาธินึกถึงภาพพระจับภาพพระไปอะไรไป ไป ๆ มา ๆ สวดกันก็ดันสวดผิดคนตรวจก็บอกผิด เราก็เลยต้องคลายสมาธิออกมา ๆ เตือนมันบ้าง บางทีมันผิดนิดผิดหน่อยมันไม่ได้ เพราะว่าของเขาเอง เขาระบุเอาไว้ชัดเลยว่า อักขระทุกตัวต้องชัดเจน มันพลาดไม่ได้ใช่มั้ย อย่าง อาจารย์สังเวียนนี่แกสวดนี่ ตัวสุดท้ายของแกนี่ ติณะวัตถา ระโกติ ของแกเองแกจะเป็น กะโร ประจำเลยของเราก็ต้องคอยเตือนแกอยู่เรื่อย ไอ้คนอื่นมันฟังพรืดเดียวมันผ่านไป มันจะจับจุดตรงนี้ไม่ได้ มันจะเป็น ระโกติ หรือ กะโรติ กันแน่อย่างนี้ มันพรวดเดียวผ่านไปแล้ว เพราะสวดมันต้องเร็ว
ถาม : แล้วท่านสวดปาติโมกข์ได้มั้ยครับ ?

ตอบ : ไม่ได้สวดเพราะตั้งแต่แรกบวชเลยเพราะว่าบวช ๘ ค่ำ พอ ๑๕ ค่ำ ลงโบสถ์แล้วละ ก็ประมาณแค่ ๖ วัน แล้ววันที่ ๗ ก็ลงโบสถ์แล้วเห็นพี่เขาสวดแล้วโอ้โห....เหนื่อยแทบขาดใจตั้งแต่นั้นมาไม่เคยคิดอยู่ในหัวแลยว่าจะสวด แต่คราวนี้มันอาศัยความจำดี มันฟังแล้วมันจำได้ไง พอเขาผิดตรงไหน เราจำแล้วมันแม่นยำเราก็ทักท้วงเขาได้ ระยะหลัง ๆ นี่เวลาเปลี่ยนอุโบสถหรือว่าจำนวนสงฆ์มีเท่าไหร่นี่ เราต้องคอยบอกเขา เพราะคนอื่นไม่ค่อยแม่นบาลี พอไม่แม่นบาลีจำนวนพระสงฆ์เท่าไหร่ก็ต้องไปเปิดดู ตัวเลขนี้ภาษาบาลีเขาว่าอะไร ระยะหลังมันเลิกเปิดแล้วหันมาถามเท่าไหร่ครับอาจารย์ เราก็ต้องบอกเพราะว่าจะมีอยู่ตอนหนึ่งที่เขาว่าจำนวนพระมีอยู่เท่าไหร่ อย่างเช่นว่า มี ๒๐ องค์ก็ วีสติภิกขูสันนิ ปาติตา สันนิบาตนี้ประกอบด้วยภิกษุ ๒๐ องค์ก็ว่าไป ที่นี้ภาษาบาลีจำยากก็ต้องไปเปิดตำราเอา ทีนี้ไอ้ของเรามันหลวงพ่อท่าน ๆ คล้าย ๆ กับว่าสอนเทศน์ คือลักษณะคล้าย ๆ หลวงพ่อท่านทำให้เป็นตัวอย่าง จะมีบอกศักราช มีการบอกวัน บอกเดือน บอกปี เป็นภาษาบาลี ซึ่งมันเปลี่ยนไปเรื่อยน่ะ พอมันเปลี่ยนไปเรื่อย ของเรามันต้องจำเอา พอมันจำได้แล้ว เรื่องตัวเลขมันก็ง่ายแล้ว บอกศักราชก็จะให้ขึ้น อาทินิตสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ปรินิพานะโตปัฏฐายะ พระพุทธเจ้าของเราปรินิพพานมาแล้วขณะนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลาเท่าไหร่ วันนี้เดือนนี้ ปีนี้ตรงกับอะไรแล้วก็จะสรุปได้ว่าอะไรล่ะจะใช้ว่า เอวังตัสสะ ภะคะวะโต ปรินิพพานาสาสะนายุกาละคะณะนา สัลลักเขตัพพาติ จะว่าอายุของพระศาสนาที่ล่วงเลยมาตั้งแต่พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานแล้วสามารถกำหนดนับได้ด้วยประการฉะนี้ นี่ยังดีสมัยนี้มันย่อแล้ว สมัยก่อนเขายังประเภทที่เรียกว่า วันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ผ่านมาเท่าไหร่ แล้วก็ยังเหลือกี่วัน กี่เดือน กี่ปีกว่าจะครบ ๕,๐๐๐ ปีอย่างนี้ ตอนนี้ตัดไปตั้งครึ่งแล้วนะ ไม่งั้นเล่นเอาเดี้ยง ปัจจุบันนี้รู้สึกว่าแถวเมืองกาญจน์ ฯ ทองผาภูมิมีอาตมาคนเดียวล่ะมั้งที่เทศน์แล้วยังบอกศักราชอยู่ คนอื่นเขาไม่แล้ว เขาเล่น นะโม เลยอะไรที่แบบโบราณมีอยู่น่าจะรักษาไว้ไม่งั้นมันสูญไปเรื่อย พอที่จะทำได้โดยที่ไม่หนักมากนักก็เอาเถอะ
ถาม : ต้องทำบุญอะไรคะถึงจะฉลาด ?

ตอบ : ฉลาดมันต้องในเรื่องของธรรมทาน และอีกตัวหนึ่งก็คือตัวภาวนา ตัวภาวนานี่เป็นตัวสร้างปัญญาโดยเฉพาะ สมมุติว่าถ้าหากว่าชาตินี้เราภาวนาจนสามารถทางฌานทรงสมาบัติได้ เกิดชาติใหม่ฉลาดแน่นอน แต่ขณะเดียวกันถ้ามีผลทางด้านธรรมทาน อย่างเช่นว่า ถวายพระไตรปิฎก ไว้ หรือว่า ข้อธรรมอันใดที่เรามั่นใจว่าปฏิบัติได้แล้วนำไปสั่งสอนคนอื่นต่อ อันนี้ก็จะเป็นตัวที่สร้างความฉลาดให้โดยตรง การบริจาคหนังสือทุกประเภท ถือเป็นธรรมทานแต่ ถ้าหากว่าได้พระไตรปิฎกนี่ เป็นธรรมทานโดยตรง อานิสงส์ก็จะมากกว่าอันอื่นเขา เอามั้ยเกิดกี่ยกดี ?
ถาม : รอสังคายนาอยู่ครับ ?
ตอบ : รอสังคายนาอยู่ ... จริง ๆ ไม่ต้องก็ได้ ฉบับสยามรัฐ ดี มันผิดอยู่คำเดียว มันไม่ได้ผิดหรอกมันเพี้ยนกันระหว่าง ชะโน กับ ชะนัง มันก็ชนหมู่มากเหมือนกัน ต่างกันอยู่นิดเดียวเท่านั้นเอง
ถาม : พระไตรปิฎกนี่จริง ๆ ไม่มีอรรถกถาเลยใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : พระไตรปิฎกนี่จริง ๆ ไม่มี อรรถกถานี่ประเภทที่เรียกว่าเห็นว่ากระดูกเยอะไป เติมน้ำให้หน่อยอะไรอย่างนี้ ไม่งั้นเดี๋ยวจะแทะไม่ออกแล้วเสร็จแล้วก็ใบฎีกา แล้วก็อธิบายอรรถกถา อนุฎีกา อธิบายฎีกาใช่มั้ย ? เสร็จแล้วก็ยังมีเกจิอาจารย์ อธิบายอนุฎีกาอีกอันนี้อีก ยิ่งมาต่อปีกต่อหางยิ่งยาวไปเรื่อย อย่างเช่นว่า ถ้าหากว่ากล่าวถึงพระพุทธเจ้า พระไตรปิฎกก็จะว่าพระพุทธเจ้าเกิดในตระกูลศากยะอย่างนี้ เสด็จออกบวชเมื่ออายุ ๒๙ ปี ต่อมาอรรถกถาก็ พระพุทธเจ้าเกิดในตระกูลศากยะใช่มั้ย ? มีบิดาชื่อนั้น มีมารดาชื่อนั้น แต่งงานเมื่อนั้น มีบุตรเมื่อนั้น เสด็จออกบวชเมื่อนั้นอย่างนี้ พอใบฎีกาเขาจะต่อปีกต่อหางไปอีก มีภรรยาชื่อนั้น พี่น้องชื่อนั้นอะไรอย่างนี้ มันก็จะเยอะขึ้น ๆ ไปเรื่อย ถ้าหากว่าอรรถกถานี่ยังเชื่อได้เพราะว่า อรรถกถาเป็นสัมภิทาญาณแล้วหลังจากนั้นเขาก็จะอธิบายเฝื่อมากขึ้น เพราะว่ามันจะอยู่ลักษณะที่เรียกว่าเหมือนจะพยายามเอาความเก่งของตัวเองมากลบความเก่งของคนเก่า ในเมื่อในลักษณะนั้นมันก็จะจิตมันก็จะประกอบไปด้วยกิเลสด้วยอะไรด้วยมันก็จะอธิบายเข้าป่าเข้าดงไปก็เยอะ
ถาม : อย่างพระสูตรนี่ พระพุทธเจ้าท่านจะดูตามเฉพาะบทบาลีอย่างเดียวเหรอครับ แนวเรื่องมันไม่ได้ต่อกันเลย ?
ตอบ : เขาเอามาจัดอยู่เป็นหมวดหมู่เดียวกัน เพราะว่าจะเป็นเนื้อหาในลักษณะที่สอนคนประเภทเดียวกัน อย่างเช่นว่า พระสูตรแต่ละสูตรนี่จะสอนคนในลักษณะอย่างนี้ ๆ ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปลายแล้วจบลงในลักษณะอย่างนี้ ท่านจะขึ้นหัวแล้วสรุปท้ายตั้งแต่ เอวัมเมสุตัง ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ เอกังสะมะยังภะคะวา สมัยหนึ่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า.... ไล่ไปเรื่อยแล้วก็จะมาสรุปลงท้าย อิทะมะโว จะภะคะวา ปัญจวัคคียาภิกขุ ภะคะวะโตภาสิตัง พระปัญจวัคคีพอได้ฟังภาษิตก็คือ คำเทศน์ของพระพุทธเจ้าแล้วอย่างนี้นี่ก็จะไล่ลงไปว่าผลเป็นอย่างไร ขึ้นต้นอย่างไร เนื้อหาอย่างไร สรุปอย่างไรนี่ ละเอียดมากมาสมัยหลัง ๆ ตัดออกเยอะ ยิ่งถ้าหากว่าเกี่ยวกับชาดกต่าง ๆ ซึ่งเราเห็นเป็นนิทานไปเลยอย่างนี้ เขาจะตัดหัวตัดท้ายหมดเหลือแต่เนื้อหาที่มา ๆ อย่างไรไม่บอก ผลลัพธ์รับอย่างไรก็ไม่บอก มันจะทำให้เสียผลถ้าหากว่าคนที่ไม่ใช่ประเภท อุคคติติญญู คือประกอบไปด้วยปัญญาอย่างยิ่งฟังแค่เนื้อหาแทงตลอดเลย ก็จะเสียผลไปเลย เพราะส่วนใหญ่ชาดกแต่ละเรื่องจะเริ่มจากว่ามีสาเหตุมาจากอะไร อย่างเช่นว่าทำไม พระโลลุทายี นิสัยเสียขนาดนี้ ทำอะไรก็จับจดโลเลมีแต่สิ่งผิดพลาดอยู่ตลอด พอคนเขากล่าวนินทาขึ้นมา พระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงถามว่าภิกษุทั้งหลายเธอพูดกันด้วยเรื่องอะไร พอพูดกับถึงเรื่องนี้เสร็จแล้วท่านก็อธิบายว่า โลลุทายีไม่ได้เป็นชาตินี้ชาติเดียว อดีตชาติเขาเป็นมาอย่างนี้ ๆ ท่านเกิดเป็นคนนี้ ๆ ว่าไปเรื่อย ๆ แล้วก็สรุปว่า อะหังเอวะ ตัวตถาคตเองก็เกิดเป็นอย่างนี้ ท่านโลลุทายีเป็นผู้นี้ ท่านผู้นี้เกิดเป็นอะไรอย่างนี้ พอสรุปเสร็จเรียบร้อยคนฟังก็บรรลุมรรคผลเป็นแถว ของเราเองยังไม่ได้อะไรเลย เพราะว่าไม่ได้ตรองตามในปัญหาในเนื้อหาตามที่ท่านว่ามา เพราะว่าคนมี ปัญญาเขาตรองตามเออ... ขนาดพระพุทธเจ้าเองท่านก็ยังเวียนตาย เวียนเกิดไม่รู้จบเนาะ กว่าจะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าอย่างนี้ ท่านเองก็ต้องทุกข์ต้องยากมาอย่างนี้ แต่ละท่านแต่ละองค์ก็ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ แรงกรรมมันหนุนส่งเป็นอย่างนี้ ถ้าเกิดอีกมันก็จะทุกข์อีก เป็นแบบนี้เราอย่าเกิดอีกดีกว่า จะมีการสรุปท้ายอะไรด้วย ลักษณะท่านตรองตามด้วยปัญญา ดังนั้นว่า ทุกสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเทศน์ท่านเน้นเอามรรคผลทั้งนั้น เพียงแต่สมัยนี้หลวงพ่อท่านบอกว่าสัญญาและปัญญาของคนมันทรามลงไม่ได้คิดถึงตรงจุดนี้ ฟังเอามันอย่างเดียวก็มี หรือไม่ก็อยากรู้ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไงแค่นั้นเอง

ถาม : แล้วเรื่องที่ต่อเนื่องอย่างนี้เราก็จะพบอยู่ในอรรถกถา ?
ตอบ : จะมีอรรถกถาที่ท่านอธิบายอยู่แต่ว่าเนื้อหายังไม่ละเอียดอย่างที่บอกแล้วว่า ส่วนใหญ่ก็ประเภทเนื้อล้วน ๆ อย่างนี้ถ้าใส่น้ำลงไปหน่อยค่อยคล่องคอขึ้น
ถาม : เลยมีความรู้สึกว่า เอ้... พระพุทธเจ้าเวลาท่านเล่าเรื่องท่านตรัสเป็นบท ๆ อย่างนี้หรือเปล่าหรือท่านเล่าเป็นเรื่องกันแน่ ?
ตอบ : จะเป็นเรื่องไป แต่ว่า แต่ละเรื่องแต่ละตอนไม่ได้ต่อเนื่องกันเพียงแต่ว่าพอถึงเวลาสังคายนาเขาจะมาจัดเป็นหมวดหมู่เข้า พอจัดหมวดหมู่เข้า อันที่เป็นพระวินัยก็เป็นพระวินัย ท่านอาจจะประเภทวันนี้เทศน์พระสูตรไปซักครึ่งวันอย่างนี้ อยู่ ๆ มันมีเรื่องราวเกี่ยวกับพระวินัยขึ้นมา ก็ต้องเรียกสงฆ์มาประชุมกัน ตรัสถามว่าเธอทำอย่างนี้จริงมั้ย ? เสร็จแล้วก็โทษของการที่ทำอย่างนี้เป็นอย่างไร ? ประโยชน์ของการละเว้นเป็นอย่างไร ? แล้วก็บัญญัติเป็นข้อห้ามขึ้นต่อสงฆ์ทั้งหลาย ก็อาจจะเป็นว่า วันนี้อย่างนี้ วันนี้อย่างนี้สลับกันไปกันมา แต่ว่า พระอานนท์ ท่านจำได้ทั้งหมด ท่านก็เอามาจัดหมวดหมู่ตอนสังคายนาพระไตรปิฏก เนื้อหามันก็เลยเหมือนอย่างกับว่าบางทีมันกระโดดไม่ได้ต่อเนื่องกันไม่ได้อะไรกัน
ถาม : อ่านตามบทแปลของบาลีอย่างเดียวนี่ไม่ต่อเนื่องกันเลยครับ ?
ตอบ : ไปคนละทิศคนละทาง ยังดีว่าท่านมาแยกหมวดแยกหมู่นี่พวกเราสบายกันเยอะ ไม่งั้นมันต้องคลำกันทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ กว่าจะเจอส่วนที่ตัวเองชอบ
ถาม : ฉบับสยามรัฐนี่ผิดตัวเดียวเท่านั้นเหรอครับ ?
ตอบ : ไม่ได้ผิดหรอก เพี้ยน (หัวเราะ) ไม่ถือว่าผิด คำเดียวเท่านั้น

ถาม : แล้วฉบับภาษาไทยล่ะครับ ?
ตอบ : ยังไม่ได้อ่านรายละเอียดของเขา แต่ส่วนใหญ่แล้วมันก็จะเป็นไทยที่ต้องแปลเป็นไทยอีกทีพอเป็นไทยที่ต้องแปลเป็นไทยอีกทีคนอ่านถ้าไม่คุ้นกับภาษาไทยโบราณก็เรียบร้อยเลย เจ๊งสนิท สมัยก่อนเขาว่าอะไรนะ ปลูกเรือนใกล้ท่าไม่มีน้ำจะกิน ช่างปั้นหม้อดินไม่มีหม้อจะใช้ เลี้ยงไก่ไว้ไม่มีไก่จะขัน อยากขึ้นสวรรค์ให้ไปแก้ผ้าในวัด ปลูกเรือนใกล้ท่าไม่มีน้ำจะกิน บ้านอยู่ริมน้ำไม่มีน้ำจะกินน่ะ ลูกบ้านนั้นขี้เกียจบรรลัยเลย ตักน้ำขึ้นบ้านแค่นั้นมันยังไม่ตัก ช่างปั้นหม้อดินไม่มีหม้อจะใช้ ก็สไตส์เดียวกัน เลี้ยงไก่ไว้ไม่มีไก่จะขัน อันนี้เขาหมายถึงว่าประเภทที่ว่าถึงเวลาชาวบ้านใส่บาตรเลี้ยงพระไปเรื่อย บทจะเอาจริงขึ้นมาพระเอาแต่ขี้เกียจ กินแล้วนอนสวดมนต์ไหว้พระอะไรไม่ป็นสักอย่าง ถึงเวลาจะจัดพิธีสงฆ์อะไรก็ทำไม่ได้ เลี้ยงไก่ไว้ไม่มีไก่จะขัน อยากไปสวรรค์ให้ไปแก้ผ้าในวัด สมัยก่อนส่วนใหญ่จะเป็นใบลานหรือไม่ก็กระดาษสาอะไรที่เป็นพับ ๆ ถึงเวลาจารึกเป็นคำสอนเป็นพระสูตร เป็นพระวินัย พระอภิธรรมเสร็จก็จะห่อผ้าเก็บไว้ อยากไปสวรรค์ต้องไปแก้ผ้าในวัด ไปแกะอ่านเอาเอง
ถาม : นึกว่าให้ไปแก้ผ้าจริง ๆ ?
ตอบ : ยายบ๊อง ขืนไปแก้ผ้าจริง ๆ พระ เณรแตกตื่นหมด




</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD></TR></TBODY></TABLE>

http://www.grathonbook.net/book/24.html

WebSnow
12-02-2006, 06:07 AM
ตอบ : มีอยู่ครั้งหนึ่งมางานศพ หลวงปู่ธรรมชัย ที่วัดเทพศิรินทร์ หลวงปู่มรณภาพวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ มรณภาพก่อน หลวงปู่มหาอำพัน ๒ ปีคราวนี้พระผู้ใหญ่ท่านก็มากราบศพหลวงปู่ธรรมชัยกันมาก สมเด็จพระญาณสังวร ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชก็มา สมเด็จญาณฯ นี่ร่างกายท่านไม่ค่อยแข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เวลาเดินท่านลากเท้าไปกับพื้นน่ะ ลากแบบถู ๆ ไปกับพื้น ถ้าหากว่าใครใส่รองเท้าในลักษณะนั้นก็คือพังเร็ว

คราวนี้ ศาลากวีเนรมิตร ที่ตั้งศพหลวงปู่ครูบาธรรมชัยมันจะมียกชั้นขึ้นมาประมาณสักฝ่ามือหนึ่ง แล้วก็จะเป็นพื้นศาลาข้างบน เราก็ตายล่ะวาพระผู้ใหญ่เป็นสิบเป็นร้อยยืนไหว้สมเด็จพระญาณสังวรกันหมด ไม่มีใครไปเตือนท่านสักองค์หนึ่งว่า ตรงนั้นน่ะถ้าลากเท้าต่อในลักษณะนั้นน่ะหน้าทิ่มแน่เลย เราก็เลยพรวดเดียวเข้าไปถึงจับแขนท่านบอกพระเดชพระคุณขอรับ มันเป็นขั้นอยู่นะครับ ยกเท้าขึ้นนิดหนึ่ง ท่านก็ เออ...เออ...ขอบใจนะ แล้วท่านก็ยกเท้าก็เดินไป เราก็ประคองท่านเข้าไปจนกระทั่งท่านกราบหลวงปู่เสร็จเรียบร้อย ประคองท่านนั่งกราบท่านเสร็จแล้วเราก็กลับที่เดิม พระข้างหลังเขาซุบซิบกันว่า พระองค์นั้นมาจากไหนทำไมไม่กลัวสมเด็จ ฯ ท่านเลย เราก็ได้แต่นึกในใจว่าอยู่กับดวงอาทิตย์มาทั้งดวงไปกลัวอะไร (หัวเราะ)

โอ้โห... อยู่กับหลวงพ่อนี่อกสั่นขวัญแขวนน่ะ ไม่มีใครอยู่กับหลวงพ่อได้อึดกว่าอาตมาอยู่แล้ว นี่กล้ายืนยันเลย เพราะว่า ๖ ปีสุดท้ายเฝ้าหน้าห้องให้หลวงพ่อมาตลอดโดนเข้ากระเจิงหมด เวลาหลวงพ่อด่าแล้วเขาอยู่ไม่ได้ เขารู้สึกมัน... ไอ้ที่เรียกว่าจะขาดใจตายน่ะ ขอเผ่นก่อน ไม่กล้าสู้หน้าหลวงพ่อ ของเราน่ะ....มันคิดอยู่อย่างเดียวว่า หลวงพ่อด่าเพราะอยากให้เราได้ดี ถ้าเราแก้ไขในสิ่งที่เป็นความผิดต่อไปมันจะไม่ผิดอีก แล้วส่วนใหญ่หลวงพ่อด่าท่านจะด่ากลางคนหมู่มาก ด่าให้จำมันจะได้เข็ด เคยโดน... รู้สึกเลยล่ะว่าหัวหูมันร้อนวูบวาบไปหมด แต่ว่าแล้วเราจะจำนานมันจะไม่ผิดอีก

ตัวอย่างคนอื่นเขาโดนด่าแล้วมันเข็ด เอาใครดีล่ะ... พี่บัญชา สึกไปแล้ว ตอนนั้นประมาณปี ๒๕๒๘ หลวงพ่อท่านจัดการสะเดาะเคราะห์มันจะมีงานลอยกระทง มีคนเข้าไปดูดวงมา พวกพี่เปี๊ยกนี่แหละ พี่เปี๊ยกสมพร บุญยเกียรติเปลี่ยนชื่อเป็น คณิตพร ไปแล้วมั้ง นั่นล่ะ พี่เปี๊ยกแกเป็นครูมโนด้วย ก็ชอบดูหมอด้วยก็ดูราหูจะเข้าทำอย่างไรหลวงพ่อก็แนะนำวิธีรับให้ต้องทำกระทง หลวงพ่อก็แนะนำวิธีรับให้ต้องทำกระทงกี่กระทง ดอกไม้กี่กระทงธูปเทียนธงอะไรเท่าไหร่แล้วเสร็จแล้วก็เอาไปลอย ลักษณะเป็นการบูชาพระเคราะห์ วันแรกมา ๔ กระทง ลูกศิษย์หลวงพ่อทำอะไรมันเห่อตามกัน วันที่สอง ๑๑ กระทง วันที่สาม ศาลานวราช ไม่มีที่พอให้วางกระทง ข่าวมันเร็วขนาดนั้นน่ะ

คราวนี้ในช่วงก่อนที่จะไปลอยกระทงสะเดาะเคราะห์ หลวงพ่อท่านจะชุมนุมเทวดา เสร็จแล้วก็ถามท่านท้าวมหาราช ท่านว่าใครมีเคราะห์กรรมอะไรที่ต้องแก้ไขเป็นพิเศษบ้าง จะได้สงเคราะห์เขาเป็นรายตัวไป ท้าวมหาราชท่านก็จะบอกหลวงพ่อท่านก็จะบอกเออ.... หมายเลขนั้นนะชื่อนั้นชื่อนั้นต้องทำอย่างนั้น ๆ พิเศษกว่าเขา คราวนี้อ่านไป ๆ ไล่ไปถึงหมายเลข ๑๑ ใครหว่า ? โคตรแม่มันลายมือยังกะไส้เดือน ใครจะไปอ่านของแม่มันออกวะ พี่บัญชาเขาคนเขียน คนมันมาเป็นร้อย ๆ น่ะ แล้วเวลาหลวงพ่อท่านกำลังจะลงรับแขกก็ต้องรีบเขี่ยให้เสร็จใช่ไหม ? พี่ท่านก็คงจะไม่ได้เจตนาให้หลวงพ่ออ่านยากหรอก พอโดนด่าเต็ม ๆ ท่านนั่งหน้าเขียวอยู่ตรงนั้น ทำอะไรไม่ถูกเลยนะจะตายเอาน่ะ โดนแค่นั้นนะไม่ได้โดนด่าแบบเราชนิดจิกหัวด่า หลวงพ่อท่านพูดลอย ๆ น่ะ แกนั่งทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น

จนกระทั่งทำพิธีเสร็จ ๔ โมงเย็นหลวงพ่อเลิกจะรับแขกใช่ไหม เห็นว่าขืนปล่อยอยู่ตรงนั้นนี่คืนนี้มันขาดใจตายแน่เลย เดินผ่านว่า เออ...เป็นไงบัญชา วันนี้ขายของได้เท่าไหร่หว่า ? ขายดีไหมลูก ? ขายดีครับ พ่อ เออ...ค่อยหน้ามีสีเลือดขึ้นมาหน่อย ถ้าขืนโดนซ้ำอีกที ตายอยู่ตรงนั้นน่ะ ไม่ต้องไปไหนหรอก

นั่นน่ะลักษณะนั้นน่ะ แล้วจะกลัวหลวงพ่อกันมากเป็นพิเศษ ถึงว่าถ้าไปได้ถามประวัติวัดท่าซุงนะจะเห็นสังโฆอัปปมาโณ คุณของพระสงฆ์ประมาณไม่ได้ยังไง

มีโยมบางคนเขามาปรารภ หลวงพี่เจ้าขาไม่ทราบว่าพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ พยายามพิจารณายังไงก็พิจารณาไม่ออก เราเองนั่งอยู่หน้าห้องยามหลวงพ่อ เออโยม เคยเดินรอบวัดหรือยังล่ะ ยังเจ้าค่ะ เออไปเดินนะโยมนะ เดินให้รอบวัดเดี๋ยวก็เห็นเอง เสร็จแล้วโยมเขาไปเดินหายไปสัก ๒ ชั่วโมง กลับมาเหงื่อหยดติ๋งเลย เป็นไงจ๊ะโยม เห็นบ้างหรือยัง ? ยังเจ้าค่ะ เออ... มันโง่ มันน่าเดินอีกรอบหนึ่งนะ บอกโยมลองคิดดูสิว่านี่คือศรัทธาที่ชาวบ้านเขาถวายมาสำหรับพระองค์หนึ่งพระแก่ ๆ องค์หนึ่งเลยน่ะ ถ้าหากว่าท่านไม่ได้สร้างบารมีมาถึงขนาดนี้ใครเขาจะให้ วัดท่าซุงตอนนั้นการก่อสร้าง ๓๐๐ ล้านกว่า ๆ เกือบ ๆ ๔๐๐ ล้านแน่ะ แต่ว่าทางพวกวิศวะเขาไปตีราคาเขาบอกว่าประมาณ ๔ พันล้านบาทเป็นอย่างน้อย ๔ พันล้านนี่ถ้าเป็นงบประมาณของกรมอะไรสักกรมหนึ่งมันก็ไม่มาก ถ้ายิ่งของกระทรวงยิ่งน้อยใหญ่เลย แต่ลองนึกถึงหลวงตาแก่ ๆ องค์หนึ่งอยู่วัดบ้านนอกด้วย มีคนเอาเงินไปถมวัดให้ ๔ พันล้านมันเป็นยังไงล่ะ ? คราวนี้เห็นสังฆคุณบ้างหรือยัง ? ถ้ายังไม่เห็นไปเดินอีกรอบหนึ่ง เอาให้เข็ด

หลวงพ่อท่านขึ้นพระไง พระชำระหนี้สงฆ์หน้าตัก ๔ ศอก ตอนแรกก็อยู่ข้างศาลา ๒ ไร่ ๒๘ องค์ เสร็จแล้วก็มาใหม่ขึ้นที่ที่ของโยมมา ๑๒๐ องค์ แล้วก็มาขึ้นที่ศาลา ๒ ไร่ ๒๐๙ องค์ แล้วก็ไปขึ้นที่หน้าวิหาร ๑๐๐ เมตร ๖๘ องค์ แล้วตอนนี้ที่รอบที่ธุดงค์ ๑๐๐ ไร่กับที่ห้องกรรมฐาน ๒๕ ไร่ มิปาเข้าไป ๓- ๔๐๐ องค์เหรอ ? ลองคิด ๆ ดูว่าพระประธานหน้าตัก ๔ ศอกน่ะ เป็นพันองค์แล้วนะ หลายวัดในประเทศไทยยังหาพระประธานขนาดนั้นยังไม่ได้เลย

อาตมาไปทำเป็นพระประธานไว้ที่ ศูนย์ปฏิบัติธรรมเกาะพระฤๅษี เขาบอกพระประธานที่ใหญ่ที่สุดของ อำเภอทองผาภูมิ ไม่มีใครใหญ่กว่านี้อีกแล้ว ของวัดท่าขนุนเขา ๓๐ นิ้ว แล้วคิดดูว่าทั้งชีวิตเขาสร้างกันไม่ได้แต่หลวงพ่อว่าทีละหลายร้อยองค์ อันนี้ต้องถาม ช่างประเสริฐกับช่างจำเนียร อยู่วัดตั้งแต่เพิ่งจะแต่งงานกันใหม่ ๆ จนกระทั่งวันนี้หลานโต แล้วงานยังไม่หมดเลย คราวนี้รู้หรือยังว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ อัปมาโณเป็นยังไง? ไม่งั้นจะไล่มันไปเดินเอาให้เข็ด วิหาร ๑๐๐ เมตร โคมไฟทั้งหมดถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่า ๑๓๗ ช่อมั้ง ช่อหนึ่งแสนสี่หมื่นกว่าบาท บริษัทเขาต้องส่งคนของเขามาทำความสะอาดฟรีให้ทุกปี เขาบอกว่าหลวงพ่อสั่งซื้อเขานี่เขาไม่ต้องสั่งนำเข้าไป ๕ ปีก็ได้ ภายใน ๕ ปีมันจะขายได้ไหม ร้อยสามสิบกว่าช่อเนี่ย ? เขายอมลดให้หลวงพ่อตั้ง ๓๐-๔๐ % เพราะสั่งเขามาก

( เรื่องเป่ายันต์เกราะเพชร)


ท่านสังเวียน ท่านจะมาสวดปาติโมกข์ให้ประจำ วัดท่าขนุน เขาไม่รู้หรอกว่ามีพิธี แต่เขาบอกว่าเขาฝันเห็นคืนนั้น ว่าเข้ามาในวัดท่าขนุนน่ะ ต้นโพธิ์ใบมันกลายเป็นธรรมจักรหมดเลย แล้วพระทุกองค์ในวัดเหมือนยังกับปิดทองเหลืองอร่ามไปหมด พระสงฆ์นะไม่ใช่พระพุทธแล้วเสร็จแล้วก็เลยบอกเขาว่าเออ... มัน่าจะปิดทองอยู่หรอกเพราะว่าเพิ่งเป่ายันต์ไปนะ เพียงแต่ว่ามันจะรักษาทองไว้ได้นานเท่าไหร่เท่านั้นเอง

ส่วน พ่อเจ้าอ้อย คนอื่นเขาโดนผีหลอก พ่อไอ้อ้อยโดนพระหลอก รายนี้ก็เมาเช้าเมายันค่ำเหมือนกัน เมาชนิดที่ว่าเราโทรไป เขาวิ่งไปตามแม่เจ้าอ้อย บอกหลวงพ่อโทรมา แม่เจ้าอ้อยถามว่าละเมอหรือเปล่า ? (หัวเราะ) มันเมาซะจนคนเขาไม่เชื่อน่ะ คราวนี้วันนั้นเขาอยู่คนเดียวนี่ แม่เจ้าอ้อยกับน้าเขามาเป่ายันต์ที่วัด เขาได้ยินพระสวดมนต์ที่หิ้งพระ ไอ้เราเคยให้พระไปแกไม่สนใจหรอกแกก็วางกองไว้บนหิ้งนั่นแหละ

คราวนี้แกได้ยินพระสวดมนต์แกก็ไปหยิบมาฟังทีละองค์ องค์ไหนสวดวะ ? (หัวเราะ) มันฟังซะหมดทั้งหิ้งแล้วสรุปไม่ได้ว่าองค์ไหนสวด (หัวเราะ) บอกเป็นเรื่องที่ตลกมากเลย คนอื่นเขาโดนผีหลอก อีตาอัมพร โดนพระหรอก (หัวเราะ) ดีไม่ดีงานหน้าเขาอาจจะนึกอยากมาเป่ายันต์ก็ได้ แต่อย่างของ ผู้หมวดมนัส นั่นของเขาอัศจรรย์จริง ๆ เพราะว่ากินเหล้ามาตลอดชีวิตเลย แล้วกินหนักขนาดต้องกู้เงินเขามาซื้อกิน ประเภท ๒ วัน เบียร์ ๒ ลัง ไม่พอกิน....เลิกซะเฉย ๆ งั้นล่ะ แต่ว่าแกอธิษฐานเป็นจริง ๆ นะ แกเล่นท้าใครไม่ท้า ... ท้าพระเลย เออ...ถ้ายันต์เกราะเพชรแน่จริงต้องทำให้แกไม่อยากเหล้า ถ้าแกไม่อยากเหล้าแกจะไม่กิน เลิกเอาดื้อ ๆ เล่นเอาคนเขาแตกตื่นกันทั้งอำเภอ ตอนนี้กำลังรอ รอเด็กมันคลอด เพราะว่ามีอยู่ ๒ รายที่ไปเข้าพีธี

ถาม : คลอดเมื่อไหร่คะ ?
ตอบ : ยังไม่รู้เลย ไม่ได้ถาม เดี๋ยวคลอดเมื่อไหร่ถ้าเป็นผู้ชายเขาก็จะส่งข่าวมาเองแหละว่าลายไหมเดี๋ยวกลับไปจะดูแมวว่าแมวลายหรือเปล่า เพราะไอ้ตัวที่มันเดินแกว่งอยู่ในพิธีมันคลอดแล้ว ๔ ตัว ตามที่อาตมาบอกแป๊ะเลย
ถาม : แล้วมันท้องแรกเหรอคะ ?
ตอบ : ไม่รู้เหมือนกัน คลอดแล้ว .... หลังงาน ๔ วัน
ถาม : สีอะไรบ้างคะ ?

ตอบ : ยังไม่ได้ไปดูเลย ท่านพงศ์ เขาเข้าไปดูคนเดียว เพราะว่าแมวนี่ถ้าไปกวนเขามาก ๆ เดี๋ยวมันคาบลูกหนี แปลกเหมือนกัน เผื่อเป็นท้องแรกแล้วมีตัวผู้จะดูซิว่ามียันต์ติดหรือเปล่า ไม่เคยมีในตำรานะ เขามีแต่คนใช่ไหม ? ถ้าเกิดเป็นผู้ชายจะมียันต์ติดตัว ไอ้นี่แมว ตอนทำพิธีมันเดินไปเดินมาอยู่น่ะ มันหาที่คลอด มันเลยไปเข้าพีธีโดยอัตโนมัติ

เรื่องพระต้องถาม ยายเจี๊ยบ เมื่อวานนี้ เขามานั่งถาม ๆ ปัญหาตรงนี้ ก็ส่งให้ เทพฤทธิ์ เขา ยัยนั่นก็มือไวคว้าหมับไปดูเสร็จ....โอ้โห....พระศักดิ์สิทธิ์จังเลย ก็ยังสงสัยว่าอะไรมันขนลุกทั้งตัวลูบเท่าไหร่ก็ลูบไม่ลง รายนั้นสมาธิเขาดีทรงอารมณ์วิปัสสนาญาณได้เป็นปกติเลย เขาได้อยู่ในระดับที่ว่าอยู่ก็ได้ตายก็ดีน่ะ พร้อมที่จะไปแล้ว
ถาม : ทรงฌานเหรอคะ ?
ตอบ : อันนั้นเป็นวิปัสสนาญาณจ๊ะ
ถาม : ต่างกับทรงฌานยังไง ?
ตอบ : ฌานอย่างเดียวน่ะมันบื้อ ถ้าวิปัสสนาญาณปัญญามันมี
ถาม : อย่างงั้นก็ต้องยากกว่าใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ง่ายกว่า ทรงฌานต้องเสียเวลาไปนั่งภาวนา วิปัสสนาญาณเราก็พิจารณาไปเลย
ถาม : แล้วทำยังไงถึงจะทำแบบเขาได้ ?

ตอบ : ทำแบบเขา....(หัวเราะ) ก็ทำแบบเขา กำปั้นทุบดินดีมั้ย ? เขาเอาใจขึ้นไปกราบพระพุทธเจ้าเป็นปกติ แล้วเสร็จแล้วก็พิจารณาอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งใสเป็นแก้วทั้งองค์ แล้วก็ค่อยกราบลาพระลงมา แล้วก็ประคองรักษาอารมณ์นั้นเอาไว้ ตัวนี้แหละคือการใช้มโนมยิทธิที่ถูกต้องตามที่หลวงพ่อต้องการ คนอื่นที่เอาไปดูอดีต ไปดูปัจจุบัน ดูอนาคต ถ้าดูแล้วไปยึดล่ะเจ๊งหมด ทุกรายแหละ แต่ว่ารายนี้เขาทำตรงพอดี เขาจะขึ้นไปกราบพระข้างบนพิจารณาจนกระทั่งใจของเขาใสสว่างสะอาดหมดทั้งดวง แล้วก็ประคับประคองรักษาอารมณ์นั้นเอาไว้ เขาก็เลยสงสัยตอนนี้เขาผิดปกติหรือไง อะไรก็เฉย คนเขาด่าก็ยิ้มเฉย พอมันด่าเสร็จแล้วก็ไป ฟังเขาด่าได้ตลอดโดยที่ไม่คิดอะไรเลยน่ะ มันได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ได้เห็นสักแต่ว่าได้เห็น ไปแล้วรายนี้ถ้าไม่ยั้งไว้อีกไม่นานตายเพราะว่ามันใกล้จุดสุดท้ายเต็มทีแล้ว

ถาม : ยั้งเอาไว้ให้ช่วยกัน ...?
ตอบ : เขาบอกว่า ตอนนี้ความรู้สึกผูกพันระหว่างครอบครัวมันไม่มี ที่เคยรักก็เฉย ๆ ที่เคยเกลียดก็เฉย ๆ มันไม่รักไม่เกลียดไปแล้ว ถ้าใครฟังปฏิปทาท่านผู้เฒ่าบ่อย ๆ จะจำได้ ตรงจุดนี้จะเป็นสุดท้ายของอารมณ์ที่หลวงพ่อท่านบอก ไม่รักในฐานะที่ควรรัก ไม่เกลียดในฐานะที่ควรเกลียด ไม่ขัดเคืองในฐานะที่ควรขัดเคือง อันนั้นขนาดคนข้างบ้านด่าก็ยืนฟังเขาด่าจนตลอด ประเภทให้กำลังใจมันหน่อยมันด่าแล้ว พอฟังเสร็จเรียบร้อยเขาด่าจบแล้วก็ไป เฉย ๆ ไม่ได้ติดหูมาซักกะคำเดียวเลย ของพวกเราอย่างน้อย ๆ ก็เก็บมาคิด ของเขานี่ตัวความคิดปรุงแต่งมันไม่มีแล้ว มันจบแล้ว ใครเอาอะไรมา ก็กองอยู่ตรงนั้นแหละ

ถาม : แล้วไปยืนฟังเขาทำไมล่ะคะ ?
ตอบ : ให้กำลังใจมันหน่อย มันอุตสาห์มาด่าแล้ว ถ้าไม่ยืนฟังเดี๋ยวมันไม่มีอารมณ์จะด่า สงสารมันน่ะ นึกออกมั้ย ? ที่พูดมาพวกเราก็ทำได้ แต่ว่าทำแล้วมันไม่ทรงตัวอย่างเขา มันได้แป๊บเดียว มันได้ตอนที่มีสติ พอขาดสติไปไหลตามตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเมื่อไหร่มันก็ขาดไปด้วย ของเขานี่เขาควบคุมมันได้ เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักแต่ว่าได้กลิ่น ได้รสสักแต่ว่าได้รส สัมผัสสักแต่ว่าสัมผัส ป้องกันไม่ให้มันเข้ามาในใจ แรก ๆ ต้องระวังป้องกันมันอยู่ พอนานไป ๆ ไม่ต้องระวังแล้วเพราะไม่เก็บเอาไว้เลย ฟังดูง๊าย...ง่าย เนอะ


ถาม : แล้วอย่างนี้เวลาเขาก็ทำงานปกติก็เป็นคนประหลาดสิคะ ?
ตอบ : ก็ประหลาดไงถึงได้บอกเขาบอกว่า คิดว่าเราทำหน้าที่รอเวลาตายเท่านั้น เพราะฉะนั้นงานของเรา ๆ ก็ทำให้มันดีที่สุด หลังจากนั้นแล้วมันจะเป็นยังไงก็เรื่องของมัน เราก็ไปนิพพานของเรา เมื่อวานลองไล่อารมณ์ให้เขาดูหลายอย่างมันตรงกันหมด ถ้าตรงกันหมดนี่เราก็โอเค ไม่ใช่ว่าโอเคอะไรหรอก โอเคว่าที่เราทำมา เออ.. มันก็คล้าย ๆ เขา นี่ก็พัฒนาการอย่างหนึ่ง คล้าย ๆ พัฒนาการทางจิตน่ะ อ่านแล้วแคะประโยชน์ของมัน
ถาม : คนที่ทำแบบนี้ได้แล้วเขาต้องได้อะไรตามมาเยอะ ?

ตอบ : เยอะหรือไม่เยอะรายนี้เขาอยู่ ๆ ก็ได้ ทิพจักขุญาณ ขึ้นมาเองแล้วก็ไปเที่ยวไล่ช่วยชาวบ้านเขา แล้วเขาก็ช่วยแบบประเภทที่เรียกว่าไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้ อย่างเมื่อวานนี้เล่าให้ฟังว่าเขาไปเจอโยมคนหนึ่งไม่สบาย เสร็จแล้วมาถึงก็บอกว่าเธอได้ตาในไม่ใช่เหรอ ? ดูให้ฉันทีสิฉันเป็นอะไร ? เขาไม่ยอมเล่าอาการให้ฟัง รายนี้พอจับมือเขาเสร็จก็บอกว่าอันนั้นไม่ดี อวัยวะส่วนนั้นบกพร่อง ส่วนนี้บกพร่อง รายโน้นเขาก็บอกว่าจริง เขาเป็นอยู่ตามที่ว่ามา แล้วหมอก็รักษาไม่หายด้วย รายนี้เขาก็มาถามว่าแล้วเขาจะทำยังไงดีบอกแหม .... มันน่าแขกกะบาล คือตัวเขาเองน่ะ หมอชีวกโกมารภัจน์ ท่านมาบอกว่าให้เรียนวิชาหมอแล้วท่านจะช่วย แหม... บรมครูหมอมาขนาดนั้นแล้วน่ะนะ มันก็แค่กำหนดใจถามหมอเอาก็หมดเรื่องแล้วน่ะ คือเขาเองเขาได้แบบซื่อ ๆ อย่างที่หลวงพ่อบอกจริง ๆ


(เพื่อนพาไปดูรถ) ไอ้ผีตายโหงมันก็บอกให้ยัยนี่รีบห้ามไว้อย่าขับไปเลย เพราะว่ามันอยู่เดี๋ยวจะเกิดอุบัติเหตุ ผีมันก็ดีนะมันอุตสาห์บอกน่ะ เสร็จแล้วถามว่าจะทำยังไง ผีบอกว่าหาพระมาบังสกุลมันจะได้ไปเกิด เพราะว่ารถคันนี้ไปชนมันตาย แล้วเจ้าของมันลงมายืนดูเหมือนอย่างกับเขาเองน่ะเป็นตัวอะไรตัวหนึ่งก็ไม่รู้ แล้วก็ขับรถหนีไปเฉย ๆ ไม่ช่วยอะไรเขาเลย ใจเขามันผูกโกรธมันก็เลยเกาะติดรถคันนั้นมาด้วย เสร็จแล้วก็บอกว่าทำไมไม่บังสกุลให้เขาไป เขาบอกว่าไม่ต้องใช้พระทำเหรอ ? บอกถ้าต้องใช้พระทำก็นึกถึงหลวงพ่อครอบเอ็งลงมา แล้วก็ อนิจจา วต สังขารา ไปมันก็หมดเรื่องแล้ว คือของเขาน่ะมันสักแต่ว่าได้จริง ๆ มันพลิกแพลงใช้ไม่เป็น ซื่อดี ซื่อจนเซ่อเลย
(หัวเราะ) รู้แล้วแก้ไขไม่ได้ บางทีก็เอามาแบกไว้ (หัวเราะ) อยากจะช่วยเขาแต่ช่วยไม่เป็น

ถาม : แล้วที่เขาได้นี่ตกลงว่าเพราะศึกษาธรรมะของหลวงพ่อหรือเปล่า ?
ตอบ : ก็...ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ ๆ มันเป็นเอง แล้วแกไปสายลมก็โดนเขาไล่กระเด็นออกมาเพราะท่าทางไม่เหมือนเขาน่ะ ไอ้คนที่เป็นมันจริง ๆ มันได้จริง ๆ มันเฉื่อย มันรักษาด้วยอารมณ์ใจตัวเอง มันไม่ร้อนไม่หนาวอะไรกับใคร คนอื่นเขาประเภทเห็นเข้าพวกกับเขาไม่ได้ก็ดีดมันออกมา อาการอย่างนี้ยังมีอีกเยอะนะ พวกม้าดีดกะโหลกมันยังเยอะ เข้าใกล้มัน ๆ ดีดออกมาหมดน่ะ (หัวเราะ ) คนเรานี่ก็แปลกนะแทนที่จะดูใจเขากลับไปดูตัว พอไปดูตัวความประพฤติไม่เหมือนกันเหมาว่าเป็น คนละพวกกันไป

มีอยู่สมัยหนึ่งที่หลวงพ่อเอ่ยถึงพระอรหันต์ ๗ องค์ พระอรหันต์ ๗ องค์ที่มีไปฝึกมโนมยิทธิที่วัดท่าซุงมี ๕ หรือ ๖ องค์นะ เสร็จแล้วก็ใช่สไตล์นี้แหละ เห็นว่าวัน ๆ หนึ่งก็ใช้มโนขึ้นนิพพานไปเกาะอยู่หน้าพระอย่างเดียวแล้วอยู่ ๆ ก็หมดกิเลสเอง ถามว่าหมดกิเลสยังไงก็ไม่รู้ เพราะว่ากิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรมอะไรต่าง ๆ โดยเฉพาะรัก โลภ โกรธ หลง นี่มันกินได้แต่ร่างกาย ใจมันเป็นคนละส่วนกัน พอใจมันเป็นคนละส่วนกัน ถึงเวลาแล้วรู้ว่าราคะจะเกิด วิ่งไปกราบพระบนนิพพาน โทสะจะเกิด วิ่งไปกราบพระบนนิพพาน โมหะจะเกิด วิ่งไปกราบพระบนนิพพาน พอไม่มีใจอยู่คอยปรุงคอยแต่งให้พวกกิเลสต่าง ๆ ก็เกิดไม่ได้ มันก็ดับเองอัตโนมัติ มันเป็นวิธีตัดกิเลสที่สั้นที่สุดแล้วก็ง่ายที่สุดที่หลวงพ่อท่านต้องการ แต่ว่าส่วนใหญ่พอได้แล้วมันไปดูโน่นดูนี่ซะ แล้วดูแล้วแทนที่จะรู้เพื่อละก็รู้แล้วไปยึด คนโน้นเป็นอย่างนั้นกับเรา คนนี้เป็นอย่างนี้กับเรา แทนที่จะหลุดพ้นได้ ก็กลายเป็นมัดกันเป็นพวงอยู่ตรงนั้นแหละไม่ต้องไปไหนมาไหนหรอก เพราะฉะนั้นที่เขาทำน่ะเขาทำถูกโดยบังเอิญ จะเรียกว่าบังเอิญก็ไม่ใช่นะ คนอื่นทำไมไม่บังเอิญอย่างนั้นมั่ง

WebSnow
12-02-2006, 06:07 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ถาม : จะถามเรื่องคาถาย่นระยะทาง เราจะใช้ภาวนาคาถาเงินล้านหรือว่าภาวนาพุทโธนี่ถือเป็นการย่นระยะทางได้หรือเปล่าคะ ?

ตอบ : จริง ๆ การย่นระยะทางมันต้องเป็นพื้นฐานของวาโยกสิณ แล้วโดยเฉพาะมันไม่ใช่วาโยกสิณตัวเดียว ลักษณะของการย่นระยะทางเป็นของผู้ชำนาญในกสิณ ๑๐ พอตั้งใจใช้กำลังของอภิญญา กำลังของกสิณอธิษฐานแล้วมันจะเป็นไป แต่ว่าเท่าที่เคยใช้ได้ผลน่ะ สัมปจิตฉามิ อาตมาเดินน่ะเขาควบมอเตอร์ไซค์ไล่ไม่ทัน เราไม่รู้หรอก เรารู้สึกว่าเราเดินปกติ

สมัยที่ไปอยู่ทองผาภูมิใหม่ ๆ แล้วเดินบิืณฑบาตไป ๕ กิโลกว่า กลับ ๕ กิโลกว่ารวมแล้ว ๑๐ กิโลเศษ ๆ น่ะ คราวนี้มันก็ขึ้นเขาขึ้นเนินตั้งหลายลูก พอไปบิณฑบาตได้พวกข้าวของมาเยอะ พอได้ข้าวของมาเยอะ ชาวบ้านเขาก็ถือมาส่ง ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นพวกมอญพวกทวายที่ทำงานอยู่กับหน่วยป่าไม้นั่นล่ะ ไปอยู่กันแค้มป์ข้างบน เขาก็ถือของมาส่ง วันแรกวันสองวันสามก็มาส่ง พอท้าย ๆ มันหายกันหมด พอหายกันหมด ไอ้เราก็ไม่รู้

พอจนกระทั่งวันหนึ่งหัวหน้าคนงานเขาบอกว่าหลวงพี่เดินเร็วจริง ๆ ครับ ถามว่าทำไมวะ ? เขาบอกปกติพวกคนงานมันเดิน ผมต้องวิ่งไล่ตาม แต่หลวงพี่เดินน่ะคนงานมันต้องวิ่งไล่ มันก็เล่ไล่กันไม่ไหว...มันเหนื่อยเขาว่างั้น เสร็จแล้วผมก็สงสัยหลวงพี่เดินยังไงผมเอามอเตอร์ไซด์ไล่ตามดูไล่ไม่ทันจริง ๆ ครับ มันว่างั้น เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้อยู่อย่างเดียวว่าเราเดินปกติ
ถาม : ภาวนาอะไรคะ ?
ตอบ : สัมปจิตฉามิ เพราะว่าหลววงพ่อท่านสั่งไว้ตั้งแต่บวชพรรษาแรกบอกว่าให้ภาวนาบทนี้ให้เป็นปกติ เพราะว่าบทนี้จะเป็นคาถาสำหรับสร้างอภิญญา ถ้าใครทำทรงตัวจะเหมือนกับได้กสิณ ๑๐
ท่านบอกว่านานไปข้างหน้าบรรดาเดียรถีย์จะโจมตีศาสนาพุทธมาก โดยเฉพาะเรื่องของอภิญญาสมาบัติเขาจะกล่าวว่าเป็นเรื่องหลอกลวงกัน เมื่อถึงเวลานั้นแล้วพวกแกจะต้องไปแสดงให้เขาดูว่าเรื่องของอภิญญาเป็นเรื่องจริง ท่านสั่งให้ทำตั้งแต่พรรษาแรกเลย
แล้วอีกครั้งหนึ่งก็เดินทางไปเยี่ยมสถานีวิจัยลุ่มน้ำแม่กลอง ก็เดินขึ้นไปดูพื้นที่การจัดการลุ่มน้ำของเขาน่ะ เดินไปเรื่อย ๆ มันก็ ๑๑ โมงครึ่งแล้ว ๑๑ โมงครึ่ง ห่างจากสถานีประมาณ ๔ กิโลเมตรเศษ หัวหน้าเขาบอกว่านิมนต์ฉันเพลด้วยครับ เพราะว่าสั่งเขาจัดของไว้แล้ว เราก็มองนาฬิกาตายห่า ! ๔ กิโลครึ่งชั่วโมง.....ยังไงก็ไม่ทันอยู่แล้วใช่ไหม ? ก็เลยต้องใช้วิธีนี้ บอกเออ.....ถ้าอย่างนั้นขอเดินล่วงหน้าไปก่อนแล้วกันนะ พวกโยมตามมาทีหลังก็แล้วกัน แล้วก็เิดินของเรา ตั้งใจเสร็จเดินมา มาถึงข้างสถานีรถมันออกมาบอกว่ากำลังจะไปรับพอดีเออ.....ไปรับหัวหน้ากับคนอื่นเขามาก็แล้วกัน ไอ้ของฉันแค่นี้มาถึงแล้ว ก็...ลงไปนั่งฉันดูนาฬิกามันเพิ่งจะ ๑๑ โมง ๔๐ นาทีเท่านั้น ปรากฎว่าเขาตามมาถึงก็โน่นน่ะ แม่จุ๊บเขาบอกว่าท่านเดินยังไงเร็วขนาดนั้น จุ๊บมันวิ่งตามซะจนเลือดกำเดาไหลไล่ไม่ทัน บอกไม่รู้เหมือนกัน เราเดินปกตินี่แหละ รู้สึกว่าระยะทางมันไกลเท่าเดิม แต่ว่ามันถึงเร็ว เท่าที่ใช้ดูก็ใช้บทนี้แหละ แต่ว่าถ้าหากว่าอย่างหลวงปู่จงพาหลวงพ่อไปสุวรรณวิหารอย่างนี้ อันนั้นเป็นอำนาจของกสิณ ๑๐ ไม่ใช่ประเภทคาถงคาถาอย่างนี้หรอก
ถาม : แล้วเวลาถ้าเราจะบวงสรวงแบบชุดใหญ่น่ะค่ะ เราจะทำในบ้านได้ไหมคะ ไม่ต้องทำกลางแจ้ง ?
ตอบ : ต้องดูว่าเรามุ่้งหมายเรื่องอะไร ถ้าหากว่าเป็นการไหว้พระบูชาพระในร่มก็ได้ แต่ถ้าหากว่าต้องการสังเวยเทวดาเขานิยมกลางแจ้งก็ต้องกลางแจ้ง
ถาม : ทำวันเกิดของเราค่ะ ?
ตอบ : วันเกิดของเราต้องการเทวดาช่วยไหมล่ะ (หัวเราะ) งานของหลวงพ่อวันเกิดเมื่อไหร่นี่ท่านเชิญพรหม เชิญเทวดามาหมดน่ะนะ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วก็เป็นผู้มีคุณให้การสงเคราะห์มาโดยตลอดของเราเอง ถ้าเราจะทำก็เอากลางแจ้งดีกว่า ถ้าคนอื่นมาสงสัยก็บอกไปเลยบนเอาไว้ แก้บนน่ะ....หมดเรื่อง
ถาม : คือ....ไม่อยากให้บ้านอื่นเขาเข้าใจผิดน่ะค่ะ ?
ตอบ : จ้ะ ก็ลักษณะนั้นแหละ ถึงได้บอกไงถ้าเขาสงสัยบอกว่าแก้บนจ้ะ บนไว้รางวัลที่ ๑ ถูกสองตัวเท่านั้นแหละ (หัวเราะ)
ถาม : คุณยายเพื่อนน่ะเขาให้ผีด้วยค่ะ ?
ตอบ : ก็ไม่ผิดอะไรนี่ เลี้ยงผีด้วยก็ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอย่า เอาแบบแม่ชีกายสิทธิ์ยายชีผ่องศรีแล้วกัน ยัยนั่นไปไหนผีตามไปเป็นกองทัพเลย เพราะว่าเขา่นอกจากให้กินด้วย แล้วยังอนุญาตให้ตามด้วย ยัยนั่นไปไหนที คนอื่นจะเดือดร้อนกันไปหมดนะ เพราะถ้าคุมไม่อยู่นี่มันเอาจริง ๆ ใครที่ดวงตก คือช่วงจังหวะอกุศลกรรมเข้า เจ้าพวกนี้มันจะช่วยซ้ำ
ถาม : เอาลูกน้องเกเรติดตัวไปด้วยหรือคะ ?
ตอบ : ก็...เกเรไม่เกเรเขาไม่รู้ เขาเองเขาตั้งใจสงเคราะห์อย่างเดียว แล้วอนุญาตให้ตามได้ด้วย ถึงเวลากินเรียกกินด้วย
ถาม : เวลาเราบวงสรวงที่บ้านเรากลางแจ้งเสร็จแล้วนี่นะคะ เราต้องจัดของอีกชุดหนึ่งน่ะ ไปไหว้ที่พระพรหมประจำหมู่บ้าน แต่ไม่ได้เปิดเทปบวงสรวง ตอนที่เราไปบูชาท่าน อย่างนี้....?
ตอบ : เอาอย่างนี้สิ ตั้งใจเสร็จพร้อมกัน พอตั้งให้เสร็จพร้อมกันแล้วเราก็มาเปิดเทปในบ้านเรา ตั้งใจนึกถึงท่านด้วย ถ้าหากว่าเราตั้งในบ้านเรา เปิดเทปบวงสรวงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไปตั้งที่โน่น อันโน้นผลมันจะน้อยไปหน่อย เพราะงั้นเอามันตั้งพร้อมกันไปเลย เพราะของพรรค์นี้บางทีทำผลมันกระทบกับคนรอบข้างมันมี เลี่ยง ๆ เขาได้ก็ดี
ถาม : เหมือนกันทั้ง ๒ ชุดเลยใช่ไหมคะ ?
ตอบ : จ้ะ
ถาม : ของที่เราใช้เวลาพิธีบวงสรวงแล้วนี่ เป็นถั่วเขียว งา ข้าวตอก ดอกไม้ ดอกไม้ที่ในชามบายศรี เก็บไว้จนแห้งแล้วเราไม่ทิ้งนี่ เวลาจะตั้งเมื่อคืนแล้วไปไว้ใต้ถุงนี่ ....?
ตอบ : ได้จ้ะได้
ถาม : ไม่บาปใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าเราเจตนาบรรจุอะไรไปในลักษณะนั้นได้
ถาม : ที่เกาะฯ ให้ใครดูล่ะคะ ?
ตอบ : มีพระลูกศิษย์อยู่ ตอนนี้มีแต่จะแย่งกันจะอยู่ ไอ้ที่ ๆ มันดีทำไว้เรียบร้อยแล้ว มันแย่งกันไป ที่ไหนลำบาก มันปล่อยเราทำให้เสร็จก่อนเดี๋ยวมันถึงจะตามไป
ถาม : ยังสงสัยนิดหนึ่งค่ะ ที่บอกว่าภาวนาคาถาสัมปจิตฉามิเนี่ย เรานั่งรถคนอื่นขับให้เราเี่นี่ย แล้วเรา่ภาวนาคาถานี้ จะช่วยทั้งคันเลยใช่ไหมคะ หมายถึงว่าไปถึงเร็ว ?
ตอบ : ช่วยได้ แต่ว่า...ถ้ารู้สึกว่ามันเร็วกว่าปกตินะ ตอนนั้นเราอย่าเพิ่งพูด เราปล่อยมันไปก่อน คนอื่นน่ะถ้าหากว่าอำนาจของคาถามันแสดงผลน่ะ เขาจะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ จะไปรู้อีกที เอ๊ะ ! ทำไมมัน ถึงเร็วแต่ว่าตัวเราถ้าตั้งใจจับอยู่นี่บางทีระยะทางมันสั้นไปเฉย ๆ
สมัยก่อนไปทองผาภูมิ พอรู้สึกก็บอกให้คนอื่นเขาช่วยเป็นพยาน เอ้า ดูสิ ตอนนี้มัน หลักกิโลเมตรที่เท่าไหร่แล้ว บอกเขาเขียนอีก ๒๐ กิโลถึงทองผาภูมิ บอกจ้องไว้เลยนะว่าหลักกิโลต่อไปเป็นหลักกิโลที่เท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่จ้อง นั่นแหละ กิโลต่อไปคือ ๘ กิโลถึงทองผาภูมิ หายไป ๑๒ กิโล...วึ๊บเดียว
ถาม : คาถากันหมากัดนี่ คือ....พวกหนูน่ะค่ะ โดนหมากัดไปแล้ว เราใช้คาถานี้ก่อนที่จะโดนหมากัดหรือภาวนาให้เป็นประจำคะ ?
ตอบ : ภาวนาให้อารมณ์ใจทรงตัว เพราะว่าถ้าหากว่าสมาธิไม่ทรงตัว...ให้มันขึ้นเต็มที่ไปสักครั้งหนึ่งก่อน ได้ตามอารมณ์ของสมาธิสูงสุดครั้งหนึ่งก่อน อย่างที่เขาเรียกว่าทำให้คาถามันขึ้น แล้วหลังจากนั้นก็ภาวนาเป็นปกติ
เช่น ถึงเวลาก็นึกถึงบ้าง หรือว่าแบ่งเวลาไปเลยว่าภาวนาคาถานี้กี่นาทีโน้นกี่นาทีไล่ไปเลย หรือว่าภาวนาคาถานี้กี่จบคาถาโน้นกี่จบ ซ้อมเอาไว้ไม่งั้นสนิมมันจะกิน ไม่ใช่ว่าถึงเวลาปึ๊บหมาวิ่งมาค่อยไปภาวนา ตอนตกใจกลัวเข้าสมาธิหายเกลี้ยงเลย เดี๋ยวก็โดนงับกระจายอยู่ตรงนั้น นี่...ตรงท่ารถตู้นี่จะมีหมาดำ ๆ อยู่ ๒ ตัว ลองเดินไปดูสิ มันกัดเอาจริง ๆ นะนั่นน่ะ นี่เดินไป ๒ วันแล้วมันวิ่งมาเอาปากไล่ชน...นั่งหัวเราะมันอยู่
ถาม : ภาวนาอะไรคะ ?
ตอบ : ไม่ได้ภาวนาอะไรหรอก จับภาพพระเป็นปกติอยู่เท่านั้นเอง ถึงเวลาจะชนก็ให้มันชนไป เราก็เดินเอ้อระเหยลอยชายของเราไปเรื่อย มันคงอยากจะกัดแต่มันอ้าปากไม่ได้มันก็เลยชนเอา ลองไปดูเหอะ ดูสิว่าคนอื่นไปมันจะชนหรือมันจะกัด มันหวงที่มัน...เดินผ่านที่มัน ๆ ไล่นชนเอา ตัวดำ ๆ ๒ ตัวน่ะจ้อนเจอบ้างไหม ?
ถาม : เจอครับ ?
ตอบ : นั่นล่ะ ลองดู ว่ามันจะมาชนบ้างไหม ? แต่อย่าลืมจับภาพพระให้ดีก่อนนะ ถ้าจับไม่อยู่ก็น่องแหว่ง อยู่ ๆ หมาเอาปากไล่ชนแปลกไหมล่ะ ? มันอยากจะกัดแต่มันอ้าปากไม่ขึ้น (หัวเราะ) สำคัญที่สุดตรงสมาธิอย่าไปตกแล้วกัน...เวลาตกใจ
ไปพม่ามาคราวที่แล้ว พวกกะเหรี่ยงคริสต์มันบังคับให้รถหยุด ซ้อมคนขับซะเกือบตาย เสร็จแล้วมันก็ยิงด้วย เราเองก็เฉย ๆ กำลังใจไม่ได้ลดไม่ได้สะทกสะท้าน มันยิ่งโกรธใหญ่ ครูบาน้อยเขาบอกอีตอนมันหันปืนมาทางอาจารย์นั่นน่ะมันเหนี่ยวไกแล้วนะครับ แต่มันไม่ลั่นบอกไม่รู้เหมือนกัน ผมรออยู่อย่างเดียวว่าถ้ามันตีคุณด้วยปืนน่ะผมจะอัดมัน คราวนี้พอมันทิ่มลงดินมันลั่นดินกระจายเต็มเท้าเลย เวลาฉุกเฉินกำลังใจสำคัญมาก อย่าไปสมาธิตก
หลวงพ่อท่านเคยสอนว่า....ประเภทที่ว่าวิ่งอยู่ก็ต้องเข้าสมาธิได้ทันที จะทรงฌานไหนต้องทรงได้ กำลังเหนื่อย ๆ อยู่นั่งปุ๊บลงจะเอาฌานไหนต้องได้เลย สมัยของท่านก็...หาบน้ำ กลัวจะเหนื่อยน้อย หาบน้ำวิ่งรอบป่าช้า แต่ขีดเส้นไว้น่ะ มาถึงเส้นนี้ปุ๊บฉันจะเข้าฌานนี้ ถึงเส้นนี้ปุ๊บจะเข้าฌานนี้ ท่านซ้อมกันถึงขนาดนั้นนะ ๓-๔ องค์นั่นน่ะ แล้วเสร็จแล้วตากำนันเถา กำนันบางนมโค ตานี่กินสะบัดเลย มันไม่ได้กินอะไรหรอก กำนันเถาน่ะกินข้าวเก่ง ข้าวกาละมังนึงกินหมด หลวงปู่ปานเรียกไอ้เถากะเพาะยาง กะเพาะคงจะยืดได้นะ กำนันเถาไปฟ้องหลวงปู่ปาน หลวงพ่อครับ ๆ พระของหลวงพ่อไม่มีความสำรวมเลยวิ่งกันใหญ่เลยครับ หลวงปู่ปานถามเขาวิ่งกันที่ไหนล่ะ ? ในป่าช้าครับ เออ...เขาอุตส่าห์ไปหลบในป่าช้าแล้วมึงตามไปดูทำไม ? (หัวเราะ) จ๋อยไปเลย...(หัวเราะ) คนมันจะหาเรื่องซะอย่างใช่ไหม ? เขาอุตส่า่ห์ไปหลบในป่าช้าแล้วยังอุตส่าห์ตามฟ้องอีกเอากับมันสิ ไม่รู้หรอกว่าเขาวิ่งทำอะไรกันน่ะ เล่นหาบน้ำ...คือว่าร่างกายมันเหนื่อยมาก ๆ หิวมาก ๆ ร้อนมาก ๆ หนาวมาก ๆ เจ็บไข้ได้ป่วยขนาดไหนต้องทรงฌานได้ เอากันขนาดนั้น...ถึงได้ว่าพระสมัยก่อนทำไมถึงได้ดี ? ท่านฝึกกันชนิดว่าเอาชีวิตเข้าแลก รุ่นของเราก็อีเหละเขละขละ ทำบ้างไม่ทำบ้าง ไป ๆ มา ๆ ฟัง ๆ ดูไอ้รุ่นหลัง ๆ ของเรามันยิ่งเละหนักเข้าไปอีก เออ...รุ่นหนึ่งมันก็เสื่อมลงไปหน่อยหนึ่ง (หัวเราะ)
ถาม : อย่างนี้เวลาเข้าห้องน้ำต้องถอดไหมครับ ?
ตอบ : ไม่จำเป็นจ้ะ ยิ่งเข้าห้องน้ำยิ่งต้องใส่ไว้ จำไว้ว่า เวลาเราจะเผลอนั่นก็คือตอนกินข้าว ตอนเข้าห้องน้ำ ตอนใกล้จะหลับ เพราะฉะนั้นยิ่งอยู่ในห้องน้ำยิ่งต้องอาศัยพระหนักเข้าไปอีก
ถาม : แล้วใส่เข้าสถานเริงรมย์อย่างนี้บาปไหมครับ ?
ตอบ : บาปไหม ? .....ก็อย่าชวนพระเที่ยวก็แล้วกัน (หัวเราะ) ขอให้่ท่านช่วยคุ้ามครอง จะอยู่ในสถานที่ไหนก็ได้ แหม...ถ้าไปนรกเอาพระไปได้อาตมายังอยากจะพกไปเลย
ถาม : อานุภาพของพระกริ่งที่ทำเป็นอย่างไรครับ ?
ตอบ : เจตนาจริง ๆ ก็คือท่านทำไว้ทุกด้าน แต่ว่าจะเป็นการป้องกันอันตรายโดยเฉพาะ เพราะว่าคำว่าพิชัยสงครามก็คือชนะในสงคราม แต่อย่าเอาไปตีกับใครนะ
ถาม : เพื่อนผมที่บูชาไปเขาเอาไปให้อาจารย์ที่วัดแห่งหนึ่งจับบอกว่าแรงจริง ๆ
ตอบ : บอกเขาว่าระวังจะตายเอา (หัวเราะ)
ถาม : เขาบอกว่าพุ่งปรี๊ดเลย พุทธคุณดีทางไหนครับ ?
ตอบ : ถ้าชื่อว่าสมเด็จองค์ปฐมเลิศแล้วในทุกที่ ถามว่าดีทางไหนตอบไม่ถูก
ถาม : เข้าสงครามได้ไหมครับ ?
ตอบ : ลองดูสิ ไม่ยาก อนุญาตใ้ห้ลอง
ถาม : กันรังสีปรมาณูได้ไหมครับ ?
ตอบ : ต้องถามท่าน (หัวเราะ) เรื่องของพุทธคุณ ถ้าหากว่าจิตใจยึดมั่นจริง ๆไม่ต้องมีพระเครื่องก็ได้ โดยเฉพาะพวกได้มโนมยิทธิ อาราธนาท่านคลุมตัวไปเลย
ถาม : ไปลงมาที่วัดท่าขนุนเจ้าค่ะ รอบแรก ?
ตอบ : รอบแรกไม่ค่อยสนุกเลย รอบสองเขาดิ้นกันมัน
ถาม : รอบแรกรู้สึกว่าดิ้นกัน ๒ คนค่ะ ?
ตอบ : รอบสองเยอะเลย
ถาม : เป่ายันต์เกราะเพชรแล้วบูชายังไง ?
ตอบ : ให้ตั้งใจสวดอิติปิโสตอนเช้า ๆ ๓ จบ ทุกวัน ถ้าหากว่าเป็นพระกริ่งพิชัยสงครามเขามีคาถากำกับ ถ้าอาราธนาปกติทั่ว ๆไปก็ใช้ อิทธิฤทธิ พุทธนิมิตตัง ขอเดชะเดชัง ขอเดชเดชะ จงมาเป็นที่พึ่งแ่ก่มะอะอุนี้เถิด
แต่ถ้าหากว่า ประเภทที่ว่าจะใช้งานเฉพาะด้าน สมมติว่าไปตกอยู่กลางศึกกลางสงคราม อย่างนี้ ให้ใช้คาถาว่า มหาวิชชะ โยโหหิ อะสังวาโส สัมปะติจฉามิ ถ้าเขามีปืนมีระเบิดหนักที่สุด ทางด้านไหนก็อออกไปทางด้านนั้นแหละ อันนี้เป็นเรื่องแปลกมาก ตำรา หลวงพ่อนี่เขาห้ามกลัวจริง ๆ นะ
สมัยก่อนที่ใช้ธงมหาพิชัยสงคราม ท่านก็บอก บอกพอภาวนากำลังใจตั้งมั่นแล้วเสียงปืนทางด้านไหน แน่นที่สุดให้ออกด้านนั้นแหละ แต่ว่าอย่าไปทำอันตรายเขา เขาจะเหมือนกับว่ามองเราไม่เห็นไปเฉย ๆ อันนี้ต้องถามผู้กองอรรณพ ผู้กองอรรณพตอนนี้รู้สึกว่าจะเป็นผู้การตรวจคนเข้าเมืองอยู่มั้ง ? ตอนนั้นแกเป็นแค่ร้อยตำรวจโท ต.ช.ด. ไปโดนเขาล้อมยิงแล้วใช้วิธีนั้นแหละออกมาได้
สมัยก่อนตอนหลวงพ่อท่านทำธงมหาพิชัยสงคราม ท่านหวงมาก แจกเฉพาะทหารและจะต้องอยู่ชายแดนเท่านั้น ถ้าไม่ได้อยู่แนวหน้าไม่ให้ มีมาตอนหลังทำพิธีใหญ่ที่วัดบวรได้มาคันรถหนึ่งอันนั้นแหละถึงให้ทั่วไป ไม่อย่างนั้นนี่ธงมหาพิชัยสงคราม จะได้ก็แต่ทหารที่อยู่แนวหน้าเท่านั้น อาตมาบังเอิญอยู่หน้าแนวซะ...ก็เลยได้ (หัวเราะ)
ถาม : มีประสบการณ์ไหมครับ (พระกริ่งมหาพิชัยสงคราม) ?
ตอบ : บอกไม่ถูก เขารายงานมาเยอะจนเรางง ๆ คนก็ไปไม่มากรอบหนึ่งประมาณ ๒,๐๐๐ คนเท่านั้น ทำไมรายงานประสบการณ์มาเยอะกันจัง เจตนาเอาไปลองกันหรือเปล่าก็ไม่รู้
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
12-02-2006, 06:07 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ถาม : สอบมันติดขัดน่ะค่ะ ?
ตอบ : สอบยังไงล่ะ ? เราทำอะไรติดขัดตรงไหนต้องถาม
ถาม : มันไม่ทรงตัวค่ะ ?
ตอบ : ไม่ทรงตัวต้องขยันทำ แล้วก็ประคับประคองรักษาอารมณ์เอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ส่วนใหญ่แล้วนักปฏิบัติจะมีจุดบกพร่องตรงที่ว่าทำเสร็จลุกแล้วก็เลิกเลย ถ้าเลิกเลยนี่ใช้ไม่ได้ เรารักษาอารมณ์ตอนนั้นได้ดีเท่าไหร่ พอลุกจากตรงนั้นแล้วพยายามประคองไว้ให้อยู่กับเราให้นานที่สุด แรก ๆ ก็อาจจะได้สักครึ่งชั่วโมง ได้สักชั่วโมงหนึ่ง นานไปก็ ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง ครึ่งวัน วันหนึ่ง สองวัน สามวัน ห้าวัน เจ็ดวัด สิบวัน จะมากขึ้นไปเรื่อย พอจิตเคยชินกับลักษณะนั้นมันจะเกาะจนกระทั่งสภาวะจิตมั่นคง ต่อไปก็จะยาวไปเรื่อย
ถาม : ลักษณะจิตที่เราทำน่ะค่ะ เราใ้ช้....?
ตอบ : แบ่งความรู้สึก ใช้ความรู้สึกส่วนหนึ่ง แบ่งความรู้สึกสัก ๒๐ หรือ ๓๐เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ไม่ต้องมาก นึกถึงภาพพระไว้ตลอดเวลา รักษาอารมณ์ไ้ว้ตลอดเวลา ส่วนที่เหลืออีก ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ บังคับร่างกายให้ทำงานตามหน้าที่ของมันต่อไป ถ้าเรารักษากำลังใจลักษณะนี้ไปเรื่ื่อยมันจะเคยชิน แล้วต่อไปก็สบาย
แต่ถ้าหากว่าทำ ๆ ทิ้ง เหมือนกับเราว่ายน้ำทวนน้ำ พอว่าย ๆ ไปจนกระทั่งเต็มที่ของเราแล้วก็ปล่อยลอยตามน้ำไป พอถึงเวลาก็มาว่ายน้ำใหม่ พอเสร็จแล้วก็ปล่อยตามน้ำไปเรื่อย จะสนุกมากเพราะได้แต่งาน ผลงานไม่มีเพิ่มขึ้นเลย นึกออกไหม ? มันไปแล้วนี่ พอกลับมาแล้วอย่างดีก็แค่เดิม ขยันจริง ๆ แต่เป็นการขยันในทางที่ผิด เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุดคือประคับประคองรักษาอารมณ์นั้นไว้ให้อยู่กับเราให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ถาม : เรื่องขอบารมี ขออภิญญาทั้ง ๖ ช่วยด้วยหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ถ้าอภิญญา ๖ ก็ลำบากนิดหนึ่ง เอาแค่ ๕ ก็พอ อภิญญา ๖ เป็นเรื่องของพระอริยเจ้า เพราะว่าตัวอาสวักขยญาณตัวที่ ๖ จะมีอยู่ แต่ถ้าเป็นคนอื่น ๆ นี่แค่ ๕ ก่อนจ้ะ
ถาม : .........................
ตอบ : คำอธิษฐานของหลวงพ่อสมัยก่อนก็มี พวกเราทันกันไหมล่ะ ? ขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้าขึ้นสู่ภาวะแห่งเมฆจิต แล้วพอตอนท้าย ๆ ก็จะมี ญาณอันใดที่เป็นผลของสมถภาวนา ญาณเหล่านั้นซึ่งมี.....ไล่ไปเลย อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ ปัจจุปปันนังสญาณ จุตูปปาตญาณ ยถากัมมุตาญาณ ปุพเพนิวาสนุสสติญาณ เจโตปริยญาณ อธิษฐานขอหมดแหละ มาตอนหลัง ๆ มันยุ่ง ยาวไป ก็เลยตัดลงเหลือหน่อยหนึ่ง
ถาม : ถ้าทำทุกอิริยบถนี่แล้วกลับมานั่งเฉย ๆ ได้ไหมคะ ถือว่าผิดไหมคะ ?
ตอบ : ไม่ผิด เพราะว่ายืน เดิน นั่ง นอน ทำอิริยาบถไหนก็ได้ ยิ่งสามารถทำตามอิริยาบถปกติ ก็คือเคลื่อนไหวทำอะไรก็ได้ แต่กำลังใจทรงตัวอยู่ อันนี้ต้องคอยพิจารณาอารมณ์ใจของตัวเราให้ดี ลักษณะจะเหมือนกับน้ำในบ่อ เวลาลมพัดมาน้ำปากบ่อมันจะเคลื่อนไหวกระเพื่อมไป แต่ว่าข้างล่างมันจะนิ่งสนิท ลักษณะของจิตก็จะนิ่งในลักษณะอย่างนั้น แต่ว่ากายอาการภายนอกก็จะปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ ถ้าทำอย่างนี้ได้เก่งกว่า นั่งเฉย ๆ น่ะ ยังไม่แน่ เพราะนั่งเฉย ๆ แล้วพอลุก สมาธิอาจจะเคลื่อนหลุดได้ แต่ถ้าเราทำในลักษณะเคลื่อนไหวจนชินมันจะหลุดยาก
ถาม : กลับไปนั่งสมาธิไม่ได้เลยค่ะ ?
ตอบ : เราไปชินกับอริยาบถอื่นแล้ว ถ้าหากว่าต้องการจะให้ได้ลักษณะนั้นใหม่ ต้องกลับไปนั่งแล้วจับลมหายใจเข้า - ออกอย่างจริง ๆ จัง ๆ ใหม่ เอาสติกำหนดจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้า-ออกคือเอาอานาปานสติอย่างเดียว ถ้าหากไม่ทำอย่างนั้นก็นั่งยากเพราะว่ามันชินกับอันอื่นซะแล้ว คนเคยวิ่งแล้วไม่อยากจะนั่งหรอก
ถาม : แล้วการเดินจงกรมนี่ได้มากกว่า ......?
ตอบ : ลักษณะเดียวกัน อานิสงส์ของการเดินจงกรมมีอยู่ข้อหนึ่งบอกชัดเลยว่า ธรรมะที่ได้ในระหว่างที่เดินจงกรมจะเสื่อมยาก เพราะว่าได้ในลักษณะที่ร่างกายเคลื่อนไหวอยู่ ทำให้เป็นผู้เดินได้ทนเดินได้นาน ทำให้เป็นผู้มีโรคน้อยทำให้อาหารย่อยได้สะดวก พระพุทธเจ้าท่านกล่าวถึงอานิสงส์ไว้เยอะ
ถาม : อย่างนี้ถ้าได้แล้วจะไม่มีเสื่อมเลยเหรอคะ ?
ตอบ : ไม่ใช่ไม่มี โอกาสเสื่อมน่ะมี แต่ยากหน่อย แล้วถ้าหากว่าเราเผลอสติหรือทิ้งไปนานจริง ๆ ก็พังเหมือนกัน แต่เพียงว่าเราได้ในขณะที่เคลื่อนไหว พอเราเคลื่อนไหวในลักษณะอื่นในอิริยาบถอื่น ๆ จิตจะไม่เคลื่อนออกจากการภาวนา เพราะว่าทรงตัวได้ มันเดินจนชินซะแล้ว (มีคนถวายรูปหลวงปู่ดูลย์)
..........โอ้โฮ .......งามจัง สาธุ....อยากได้มานานแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มี ที่มีโดนเขาจิ๊กไปหมด (หัวเราะ) นี่ยอดพระเลย จำไว้ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่นแทบทั้งหมด จะต้องเคยฝากฝังตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ดูลย์มาแล้วทั้งนั้น คำว่าอตุโล แปลว่าไม่มีใครเปรียบได้
...........ลักษณะของพระที่เข้าถึงตรงจุดนั้นแล้วจะอยู่ก็เฉพาะมีงานเท่านั้น ถ้าไม่มีงานก็ไปเลย สมัยที่หลวงพ่อวัดท่าซุงยังอยู่ ก่อนมรณภาพสักปีหรือสองปี มีพระหนุ่ม ๆ องค์หนึ่งจากราชบุรี อายุแค่ ๓๗ ปี ไปกราบลาหลวงพ่อขออนุญาตไปพระนิพพาน เพราะว่าพิจารณาแล้วว่าตัวเองเกิดมาหน้าที่ ๆ สำคัญที่สุดก็คือทำตัวเองให้หมดกิเลส หมดแล้วหมดเลยไม่มีงานอื่นแล้วไปเลย โห....น่าอิจฉามากอายุึแค่ ๓๗ เอง ถ้าหากพระที่ท่านหมดกิเลสแล้วท่านไม่มีงานประจำ ไม่มีใครอยากอยู่กันหรอก ถ้ายังมีงานต้องทำก็ทนต่อไป ทนจนกระทั่งร่างกายมันไม่ไหวก็พังไปด้วยกัน
ถาม : ถ้าอารมณ์จิตจะชอบตรงสวดมนต์ภาวนาจะพอไหมคะ ?
ตอบ : เหลือเฟือเลย สวดมนต์ภาวนาถ้าสวดเป็น ไปนิพพานง่ายที่สุดเลยตั้งใจยกจิตขึ้นไปกราบพระบนพระนิพพาน อธิษฐานสวดมนต์ถวายเป็นพุทธบูชา ถ้ายังไม่จบเราจะไม่ลง ถ้ามีงานให้ทำใจจะเกาะอยู่ตรงนั้นนาน
พวกที่ได้มโนมยิทธิลองสังเกตดูว่าอารมณ์พระนิพพานจริง ๆ มันยังไม่ใช่อารมณ์ใจที่แท้จริงของเรา เพราะฉะนั้นเรายังเกาะได้น้อย เกาะได้ไม่นาน ป๊อบแป๊บ ๆ บางทีไม่ทันรู้ตัว ลงมาแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แล้วก็ขึ้นไปใหม่
แต่ถ้าหากว่ามีงานทำอยู่ พอจิตมีงานทำมีอะไรให้เกาะก็ทรงตัวอยู่ตรงนั้น เพราะเราไปตั้งใจว่าถ้ายังสวดมนต์ไม่จบเราจะไม่ลง ทำลักษณะนั้นบ่อย ๆ แล้วขยายเวลายาวขึ้นไปเรื่อย ๆ หาเรื่องสวดให้มาก ๆ บทหน่อย พออยู่นานเข้ามันจะชินอารมณ์พระนิพพาน พอชิน ๆ นานไปก็เกาะได้นาน ไม่ใช่พอขึ้นไปวินาทีหนึ่งยังไม่ทันได้มองหน้าพระเลยหล่นแปะลงมาแล้ว พอไหมสวดมนต์อย่างเดียว ? ทำเป็นน่ะพอ ถ้าอยากจะทำลักษณะทิพจักขุญาณ เวลาสวดมนต์นึกถึงตัวหนังสือไปด้วย อิติปิโส ภควา ให้เห็นเป็นคำ ๆ ไปเลย ถ้าหากเห็นได้ชัดเจนเท่าไหร่เวลาเราดูผีดูเทวดาเราก็เห็นได้เท่านั้น เลยกลายเป็นว่าทำเป็นไหม ? ทำเป็นได้ทุกคน ได้ทุกอย่าง
อย่าลืมกรรมฐาน ๔๐ อารมณ์ทรงตัวจริง ๆ มีอยู่ก็คืออานาปานสติ กสิณ ๑๐ อารมณ์อื่นจะเป็นอารมณ์พิจารณาบ้าง อารมณ์แค่อุปจารสมาธิบ้าง อารมณ์แค่ปฐมฌานบ้าง แต่ว่าหลวงพ่อสอนพวกเรานี่ ท่านจับยัดเป็นฌาน ๔ หมด ออกสมาบัติ ๘ ไปเลยซะด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ทำเป็นไหม ? ถ้าทำเป็นสามารถดัดแปลงใช้งานได้ทั้งหมด
ถาม : ..................................
ตอบ : ตัวไหนก็ได้ ใช้ได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าหากว่าเราจับตัวเดียว แล้วทำให้ถึงสมาบัติ ๘ ไปเลย สมาบัติ ๘ จริง ๆ กำลังแค่ฌาน ๔ เพราะฉะนั้นมันจะมี ๔ ที่ห้า ๔ ที่หก ๔ ที่เจ็ด ๔ ที่แปด (หัวเราะ) กำลังของมันเท่ากัน ถ้าทำได้อันหนึ่งแล้วอันอื่นมันไม่ยาก
ถาม : ที่เราปฏิบัติอยู่มันยังพร่องอยู่ใช่ไหมคะ ?
ตอบ : พร่องแหง ๆ ถ้าไม่พร่องไปกันหมดแล้ว หลวงพ่อท่านสอนอยู่เสมอ ๆว่าให้พิจารณาในสังโยชน์ ๑๐ ต้องละให้ได้ บารมี ๑๐ ต้องทำให้เต็ม ท่านเขียนสังโยชน์ ๑๐ กับบารมี ๑๐ ติดหัวนอนไว้เลย ตื่นนอนขึ้นมาพิจารณาดูเลย สังโยชน์ ๑๐ ของเรา ๆ ตัดข้อไหนได้บ้าง เราละข้อไหนได้บ้าง ถ้ายังไม่ได้ก็ตั้งหน้าตั้งตาละไป บารมี ๑๐ ของเราตัวไหนยังพร่องบ้าง ถ้าพร่องก็เน้นตัวนั้นให้หนักเข้าไว้ ตัวอื่น ๆ ก็อย่าลืมซะ ถ้าทำอย่างนั้นทุกวัน ๆ แล้วมันจะชิน จะเข้าถึงได้เร็วที่สุด เพราะว่าสนามรบสนามสุดท้ายนี่มันเป็นสนามของสังโยชน์ ๑๐ กับบารมี ๑๐ เท่านั้นแหละ อย่างอื่นไม่มีอะไร
ถาม : .................................
ตอบ : จะเอาอะไรนักหนาล่ะ ทุกวันนี้ที่เรื่ืองมากที่สุดก็เพราะมันผูกไม่ยอมปล่อย ถ้าปล่อยซะอย่างมันก็ปล่อยหมดแหละ ไม่ต้องไปตามเขา ของเขาถนัดอย่างนั้นเขาก็ตัดตัวนั้น
ถาม : เห็นเคสใกล้กันก็เลยปรึกษากัน ?
ตอบ : ใกล้กันที่ไหน อ้วนกว่ากันตั้งเยอะ (หัวเราะ)
ตอบ : น่ายินดีแทนเขา อย่าลืมนะ ๑๗๕,๓๐๐ คนใช่ไหม ? หายไปแล้ว ๑ ตำแหน่งเป็นอย่างน้อย ถ้าขืนช้าอยู่เดี๋ยวแสนกว่าตำแหน่งคนอื่นเขาแย่งหมด (หัวเราะ) เคยได้ยินคำพยากรณ์หลวงพ่อใช่ไหม ? บุคคลที่นำธรรมะของท่านไปปฏิบัติอย่างจริง ๆ จัง ๆ จะเข้านิพพานในชาตินี้ ๑๗๕,๓๐๐ คน ที่เหลือหลังจากปี ๓๔ เป็นต้นมา ส่วนใหญ่แล้วอภิญญาเยอะ จะไปเพลินอยู่ตรงจุดนั้น เลยจะเหลือแค่พระอนาคามี ๓๖ องค์ พระสกิทาคามี ๑๔๗ องค์ พระโสดาบันประมาณ ๓,๐๐๐ มากี่ล้านก็ได้แค่นั้นแหละ เพราะฉะนั้นตอนนี้อย่างน้อย ๆ หายไปตำแหน่งหนึ่ง ๆ แล้ว จริง ๆ แล้วพี่ ป้า น้า อา นี่เขาหายกันไปเยอะแล้วนะ
ถาม : ที่พยากรณ์นี่รวมพระภิกษุสงฆ์ด้วยหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : รวมด้วยสิ ลูกศิษย์ท่านน่ะ จะไปเสียท่าพระหรือเปล่า ? พระเสียท่าโยม ถนนของพระหลุมมันเยอะ ๒๒๗ หลุม ของโยมแค่ ๕ หลุม หลบไปหลบมาพ้นมั้ย ?
เราอยู่ตรงจุดนี้จริง ๆ มันสบายใจแล้วใช่ไหม ? ประคับประคองตัวสบายใจให้อยู่กับเราให้นานที่สุด เสร็จแล้วถ้าหากว่าพ้นจากตรงจุดนี้ไป เราก็ลองมานั่งนึกดูว่าที่เราสบายใจเพราะอะไร ? หนึ่งเราได้เห็นพระสงฆ์ สองเราได้ฟังสิ่งที่ท่านพูด สามขณะที่ท่านพูดเราคิดตามไป คิดตามแต่ในด้านที่ดี พูดถึงนิพพานคิดถึงนิพพาน พูดถึงพรหม คิดถึงพรหม พูดถึงเทวดา คิดถึงเทวดา ต่อไปเราก็สร้างสิ่งแวดล้อมทางใจของเราให้อยู่ในลักษณะอย่างนี้ เราตั้งใจกราบพระบูชาพระรัตนตรัยเสร็จนึกถึงตรงจุดนี้ก็ได้ มันจะเป็นอตีตังสญาณคือการย้อนอดีตสร้างความคล่องตัวให้กับใจเราด้วย ขณะเดียวกันใจก็จะมีงานทำจะไม่ฟุ้งซ่านไปอารมณ์อื่น
เราจะสามารถรักษาอารมณ์ที่สงบเย็นใจอย่างนี้ได้อีก ถ้าหากว่าหมั่นทำบ่อย ๆ ก็จะรักษาได้ยาวนานขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่พวกเรามันดีแต่กินผล ไม่รู้ว่าเหตุมันเป็นยังไง ในเมื่อไม่รู้ว่าเหตุมันเป็นยังไงมั่วไปถูกเข้า บังเอิญได้ผลขึ้นมากินจนเกลี้้ยงแล้วก็ไปเดือดเนื้อร้อนใจอีก ทำเหตุที่ตัวเองสบายใจต่อไปไม่เป็น ก็เชิญกลุ้มต่อไปเลยจ้ะ มาอยู่ตรงนี้ดีอยู่อย่างหนึ่ง .... ไม่หวงวิชา พ่อไม่เคยสอนให้หวงวิชา พยายามบอกให้ครบทุกอย่าง คนยิ่งรู้ืมากเท่าไหร่ก็ยิ่งแบ่งเบาภาระของท่านได้มากเท่านั้น ของเรามาถึงตรงจุดนี้ก็เหมือนกัน เมื่อมาถึงตรงจุดนี้แล้ว รู้อะไรต้องรีบบอกให้หมด พอเขาทำได้เองแล้วเราเองก็ไม่เหนื่อยมาก ไม่งั้นอาศัยเกาะอย่างเดียว เกาะไม่เกาะเปล่าดูดอีกต่างหาก ถึงเวลาเขาจะไปชาร์จพลัง เล่นเอาเราเดี้ยงไปเลย แหม...ชาร์จอย่างเดียวเดี๋ยวเราดูดคืนมั่ง พอจะเอาคืนก็ไม่มีให้ซะด้วย (หัวเราะ)
สมัยบวชใหม่ ๆ หลวงพ่อท่านตั้งฉายาว่า สุธมฺมปญฺโญ ท่านบอกว่าพระตั้งให้โดยตรงเลยนะชุดนี้...ใครมีลักษณะจริตนิสัยการปฏิบัติอย่างไรท่านบอกหมด แล้วท่านแปลให้ฟังว่า เป็นผู้มีปัญญาในการปฏิบัติธรรม เราก็ เอ๊...มันจะมียังไงว้า....มันเฮงซวยอยู่ทุกวัน แต่พอก้าวเข้ามาถึงตรงนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วว่า สิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้น้อยไม่มีวันที่จะเทียบพ่อได้แม้แต่หนึ่งในล้าน กลายเป็นพวกเราไล่ไม่ทันเหมือนกันว่า เออ...ยอมรับว่ามีปัญญาเหมือนกัน เป็นหัวหมาจ้ะ หางราชสีห์ไม่ได้เป็นหรอก ไล่พ่อไม่ทัน เลยมาเป็นหัวหมาอยู่ตรงเนี้ย (หัวเราะ)
การปฏิบัติจริง ๆ ไม่