PDA

View Full Version : ทำไมการทำสมาธิถึงมีการติดสุข ติดสภาวะ ติดความรู้


cwyp
27-09-2004, 04:58 PM
ปกติแล้วตามธรรมดาของสัตว์โลกนั้นย่อมจะนิยมชมชอบในสิ่งที่เป็นสุขอยู่ และเกลียดทุกข์อยู่ทุกคน ตัวผมเองก็เช่นกัน หากแต่ว่า การติดในสุขนั้นไม่ได้ทำให้ปั__าทางธรรมได้รับความเจริ_ก้าวหน้าเลย เพราะไม่สามารถที่จะใช้ปั__าเปรียบเทียบสุขกับทุกข์ได้ เพราะจิตขณะติดสุขย่อมจะเข้าข้างสุขฝ่ายเดียว เปรียบดังกับการที่ชายหลงไหลในห_ิงงามโดยไม่รู้ว่าห_ิงงามนั้นมีสิ่งร้ายอยู่ภายใน เช่นโรคร้าย หรือ จิตใจที่ขุ่นมัว ฉันใดก็ฉันนั้น หากทำตัวให้เป็นกลางใช้ปั__าพิจารณาทั้งทุกข์และสุข ได้โดยไม่เข้าข้างฝ่ายใดย่อมทำให้ทราบถึงสภาวะที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ ที่กำหนดรู้ได้เหมือนกัน

ส่วนการติดสภาวะนั้นเป็นการที่บุคคลใดได้ลงไปสัมผัสรับรู้สภาวะใดที่ยังไม่เคยพบไม่เคยเห็นย่อมจะติดใจในสภาวะนั้น ๆ ทำให้สภาวะจิตไม่เคลื่อนไปไหนได้ เช่น การติดในรูปฌาน ติดอรูปฌาณ เป็นต้น

ส่วนการติดความรู้นั้นน่ากลัวที่สุด เพราะโดยปกติของปุถุชนแล้วย่อมไม่มีใครที่ไม่เชื่อในความรู้ความเห็นของตัวเอง หากแต่ว่าถ้าความรู้นั้นเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ไม่เจือด้วยกิเลส เช่นความอยากได้ (ฉันทะ) ความถือเอาแบบอย่าง (ทิฐิ) และ ถือเอาเป็นของตัว (มานะ) เพราะถ้าหากเจือด้วยกิเลสแล้วย่อมจะนำพาผู้นั้นไปในทางที่ผิดได้ ผู้ที่ปฏิบัติสมาธินั้น เมื่อเกิดความรู้ความเห็นใด ๆ แล้วอยาได้เพิ่งเชื่ออย่างสนิทใจในทันใด พึงที่จะพิจารณะสภาวะจิตของตัวเองซ้ำเพื่อที่จะตรวจสอบความเข้าใจของเรานั้นด้วยว่าถูกต้องหรือไม่ซึ่งเรียกว่า การพิจารณาจิตแบบอนุโลมและปฏิโลม ดังเช่นที่พระอริยะเจ้าได้ปฏิบัติมาในอดีต

telwada
28-09-2004, 06:38 PM
สรีระร่างกาย เป็นสิ่งแรกที่บุคคลผู้ปฏิบัติธรรมควรพร้อม
ประการที่สอง ต้องมีความรู้สึกอันเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะความรู้สึกนั้นเป็นมาตรฐานการวัด หรือเป็นเครื่องวัดการปฏิบัติธรรมของเรา
ประการที่สาม ต้องมีสภาพแห่งดวงจิตอันเอื้ออำนวยถ้าจะกล่าวอย่างเข้าใจง่าย คือต้องเป็นผู้มีจิตที่ได้รับการถ่ายถอดมาจากโคตรเง่าเหล่ากอที่ดี คือมีสมองดี ความจำดี พอสมควร
ประการที่สี่ ต้องมีความรู้ตามธรรมชาติ แห่งสรรพสิ่ง กล่าวคือ ต้องเป็นผู้รู้จักสังเกตจดจำ พฤติกรรมแห่งสรรพสิ่ง ซึ่ง ความรู้ตามธรรมชาติเหล่านั้นจักกลายเป็น_าน(ยาน)อันนับเข้าในวิปัสสนา ในกาลต่อไป ที่กล่าวมาเป็นปัจจัยที่ควรสนใจคือต้องมีพร้อม ซึ่ง บางอย่างสามารถพัฒนาได้
ดังนั้นการปฏิบัติสมาธิ ต้องไม่คิดสิ่งใด เป็นการพักผ่อนสรีระร่างกายอย่างหนึ่ง เป็นการฝึกควบคุมสภาวะสมองและหัวใจอย่างหนึ่ง เป็นการใส่ข้อมูลให้กับสมองและเซล หรือดวงจิตอย่างหนึ่ง ฉะนี้