PDA

View Full Version : "พอเพียงแบบสาวพุทธศาสตร์"สิริอนงค์ ปิยสันติวงศ์


NoOTa
03-02-2006, 01:02 AM
http://www.jstp.org/student3_files/sirianong.jpg

<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>โดย ผู้จัดการออนไลน์</TD><TD class=date vAlign=baseline align=left></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left> งานจุฬาฯวิชาการครั้งล่าสุด เมื่อปลายปี 2548 ท่ามกลางงานวิจัยและโครงงานมากมายที่เหล่านิสิตแห่งรั้วจามจุรีต้องการนำเสนอ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกัน ‘สานความรู้สู่แผ่นดิน’ ทำให้หลายคนได้มีโอกาสรู้จักกับนิสิตสาวชั้นปีที่ 2 ผู้หนึ่งที่เธอได้เลือกหยิบยกเอาโครงงาน ‘พุทธเศรษฐศาสตร์’ มานำเสนอในบริบทความคิดของเธออีกครั้ง แม้ว่าจะมีบรรดาผู้รู้ทำการวิจัยเกี่ยวกับแนวทางของพุทธเศรษฐศาสตร์ออกมามากมายนับไม่ถ้วนแล้วก็ตาม
สิริอนงค์ ปิยสันติวงศ์ เป็นผู้หนึ่งที่ไม่ได้เพิ่งจะหันมาสนใจเรื่องของพระพุทธศาสนา เมื่อตอนทำโครงงาน ‘พุทธเศรษฐศาสตร์’ แต่ทว่าพุทธศาสนาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอนับตั้งแต่วัยเด็ก จนถึงวันนี้และต่อไปในอนาคตข้างหน้ายังมีทีท่าว่าจะเติบโตเป็นดุจต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกอยู่ภายในหัวใจของเธอตลอดไป และนี่จึงเป็นเหตุให้เรามีความสนใจที่จะพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับเธอใน ‘ห้องสนทนา’ ให้มากกว่าโครงงานพุทธเศรษฐศาสตร์ ที่ใครหลายคนอาจเลือกใช้แทนอาวุธในการต่อสู้กับโลกของ ‘ทุนนิยม’ไปแล้วก็ได้

• พุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเมื่อไหร่คะ
ที่บ้านปลูกฝังตั้งแต่เด็กค่ะ จำได้ว่าอายุได้ 3 ขวบ พูดคล่อง หนูก็สวดมนต์ได้แล้ว อีกอย่างแม่เป็นครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เวลาไปวัดหรือไปทำกิจกรรมด้านพระพุทธศาสนา แม่ก็มักจะพาไปไหนด้วยก็เรียกว่าโตมากับวัด

• แล้วมาสนใจด้วยตัวเองอย่างจริงๆจังๆตอนไหน
ตอนที่ไปเข้าวิปัสสนา ได้อ่านหนังสือชื่อ ‘สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม’ อ่านแล้วทำให้รู้สึกอยากไปวัดอัมพวัน (จังหวัดสิงห์บุรี) แม่ก็พาไปครั้งแรกเลย ไปวัดอัมพวันก่อนสามวัน ก็รู้สึกดี ต่อมายุวพุทธจัด 7 วัน ตอนนั้นอยู่ ม.3 ก็ไปอีก 7 วันก็ชอบ คราวนี้ก็เริ่มไปที่เชียงใหม่อีก 7 วัน แล้วไปยุวพุทธอีก 7 วัน และอีกหลายๆที่ อย่างเช่นหลวงพ่อภัททันตะที่ชลบุรี (พระดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ สำนักวิปัสสนาสมมิตรปราณี บ้านหนองปรือ ต.หนองไผ่แก้ว อ. บ้านบึง จ.ชลบุรี) ซึ่งท่านเป็นพระสายวิปัสสนาจากพม่ามาอยู่ที่นั่น ก็ได้ไปฝึกที่นั่นหลายครั้ง ครั้งล่าสุดก็ไปที่สถานปฏิบัติธรรมโพธิปักขิยารามที่จังหวัดสระบุรีก็ไปมาเรื่อยๆ

• แสดงว่าทัวร์วัดมาเยอะมากแล้วสิคะ
ก็ไปปฏิบัติน่ะค่ะ ไม่ได้เก็บสถิติ พอเริ่มไปที่หนึ่ง เราเริ่มรู้สึกว่าเราชอบ และก็มีแม่ชีมาบอกเราว่ายังมีอีกที่หนึ่งนะที่ปฏิบัติอย่างนี้ๆ ลองไปดูมั้ย เพราะว่าถ้าไปเป็นคอร์ส มันก็มีข้อจำกัดว่าต้องอยู่ 7 วัน ถ้ามันตรงกับวันที่เปิดเรียนก็ไปไม่ได้ ก็เลยเลือกจะไปวัดตามโอกาส ช่วงหนึ่งไปที่หลวงพ่อพระภัททันตะก็จะไปเรื่อยๆ พอชอบก็ทำให้ต้องไปเรื่อยๆ ไปแทบทุกปิดเทอมตั้งแต่เรียนปี 1 มีอาจารย์ที่คณะจัดคอร์ส พานิสิตไปหนูก็เลยไปด้วย ท่านจะแยกเราจากกลุ่มที่ไม่เคยปฏิบัติไปอยู่คนเดียว

• ช่วงอายุเท่าไหร่คะ ที่เริ่มรู้ว่าธรรมะและการปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่เราเลือกที่จะให้มันเกาะเกี่ยวไปกับชีวิตเราตลอด
ก็ตั้งแต่เข้าวิปัสสนาครั้งแรก ตอนนั้นอยู่ ม.1 อายุ 13 ขวบ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เข้า แล้วชอบ และรู้สึกว่าใช่เลย เป็นค่ายยุวพุทธฯที่บางแค บ้านหนูอยู่ที่อุตรดิตถ์ ก็นั่งรถไฟมาเข้าวิปัสสนาเป็นการมากับพ่อกับแม่ครั้งแรก

• เคยรู้สึกบ้างหรือเปล่าคะว่ากิจกรรมทางด้านพุทธศาสนาน่าเบื่อแล้ว และมีกิจกรรมอื่นที่อาจจะมองว่าสนุกกว่าดึงเราไปบ้างไหม
คือมันต้องเริ่มจากอย่างนี้ค่ะ พอเราไปเข้าวัด สิ่งที่เราได้คือปัญญาใช่มั้ยคะ พอเรามีปัญญาปุ๊บ เราจะรู้ว่าอะไรคือความสุข มันจะมีความสุขอีกแบบหนึ่ง เหมือนกับเราเสพวัตถุ เราไปเที่ยว เราไปสวนสนุก ที่ๆ มันมีความสนุกเกิด แต่แล้วพอออกมาจากตรงนั้นความสนุกมันก็จบ แต่ถ้าเราไปเข้าวัดเนี่ย เราเริ่มมีปัญญา ความทุกข์ที่เคยเกิดขึ้น เช่น เรียนหนังสือได้ คะแนนน้อย ทำงานเยอะ... เหนื่อย เราก็จะรู้แล้วมันคือลักษณะอย่างหนึ่งของไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ ความสุข พอเรารู้แล้ว เราจะไม่ยึดติดในทุกข์ และก็จะไม่ยึดติด ในความสุข เรามีสุข เราก็ย่อมมีทุกข์ มันเป็นโลกธรรมธรรมดา
เพราะฉะนั้นถ้าเราเริ่มรู้จักมัน เราก็จะรู้ว่า การที่เราปฏิบัติธรรม มันทำให้ความทุกข์เราน้อยลง เราก็เลยมีความสุขมากขึ้น พอเราเริ่มมีปัญญา เราก็จะรู้แล้วว่ากิจกรรมไหนที่มันเป็นความสนุกในระยะสั้น แต่เดือดร้อนในระยะยาว เที่ยวเล่นมากๆ ตอนนั้นมันก็สนุก แต่พอสักระยะชีวิตเราเริ่มเปลี่ยนไป การเรียนเริ่มเสียหน้าที่หลักเราเริ่มเสีย ถ้าเราไปเข้าวิปัสสนา เหมือนเราได้ชำระล้างใจ สิ่งไหนที่ไม่ดี พอเรารู้ เราก็จะหยุด เราจะรู้ทันมัน พอเราเจอความสุขแบบนี้แล้ว เราจะไม่ย้อนกลับไปหาแล้ว สิ่งไหนที่มันไม่ดีกับชีวิตเรา

• แสดงว่าค้นพบความสุขที่จริงแท้และแน่นอนกับชีวิตแล้วสิคะ
มันเป็นความสุขที่เย็นกว่า สงบกว่า ความสุขอย่างนี้มันไม่หวือหวาค่ะ มันเหมือนกับเย็นๆ มันเป็น ความสุขในระยะยาว อย่างเหมือนคนเราต้องการจะเพิ่มความสุข มันก็มี 1.จะลดทุกข์ และ 2.จะเพิ่มความสนุก หนูเลือกที่จะลดความทุกข์ ความทุกข์ที่เกิดจากการความคาดหวัง การเจ็บปวด เช่นสมมติว่า เรามีบาดแผลเลือดมันไหล เราเจ็บมันไม่ได้แปลว่าเราต้องทุกข์ ถ้าเรารับรู้ว่ามันคือความเจ็บที่มันเกิด ขึ้นด้วยเหตุปัจจัยว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เจ็บ ความทุกข์ก็จะดับลง รู้ว่ามันไม่เที่ยงหรอก ใจเราก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเรา ของเรา เราต้องเจ็บ เราต้องทุกข์ ความเจ็บกับความทุกข์มันคนละเรื่องกัน หนูเลือกที่จะลดทุกข์ ไม่ได้ต้องการความสุขที่หวือหวาอะไร

• แบ่งเวลาเพื่อการปฏิบัติธรรม เข้าวัด มากน้อย แค่ไหน
ถ้าไปเข้าวิปัสสนา ก็จะอยู่อย่างนั้นทั้ง 7 วัน ทำชีวิตเป็นปกติไม่ได้แบ่ง แต่สิ่งที่ทำทุกวันคือสวดมนต์ ก่อนนอนจนเป็นนิสัย เพื่อที่จะให้จิตเราเป็นสมาธิ เพื่อให้พิจารณาว่าแต่ละวันที่ผ่านมา เราทำชั่วอะไรไปไหม ไปทำอะไรที่ไม่ดีไปหรือเปล่า เราจะได้ไม่ทำอีก อันนี้เป็นกิจวัตร แต่ถ้ามากกว่านี้ ถ้าไม่สบายใจ ก็อาจจะเดินจงกรม นั่งสมาธิ วันไหนอยากทำก็ทำ คือไม่ได้กำหนดว่าวันละชั่วโมงจะต้องทำ ช่วงเพิ่งออกจากวิปัสสนาแรกๆไฟยังแรงก็จะทำ แต่ก็จะห่างไปเรื่อยๆ แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดจะต้องสวดมนต์ทุกวัน ศีล 5 ต้องครบ อาจจะมีด่างพร้อยแต่ยังไม่ขาด หนูเชื่อว่าการไปเข้าวิปัสสนามันขัดเกลาให้เรามีเซ้นต์ในเรื่องความดีงาม ความรู้สึกของเรามันละเอียดขึ้น ชอบอะไรที่ดีมากขึ้น เวลาไปทำบุญเราจะรู้สึกคุ้นเคยขึ้น และเราจะรู้สึกแย่กับการทำบาปมากขึ้นด้วย ว่าไปแล้วหนูก็เป็นคนปกติ ไม่ได้ทำให้วิปัสสนามาทำให้ชีวิตของตัวเองแปลกแยก แต่ทำให้ชีวิตเราอยู่บนความดีงามและสงบสุข

• แล้วถ้าต้องอยู่ท่ามกลางคนที่อาจจะไม่เหมือน เราอย่างมาก ไปคนละขั้วกันเลย มันทำให้เราไม่ มีความสุขบ้างไหมคะ
หนูอาจจะเป็นคนโชคดี เพื่อนสนิทหรือเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มในมหาวิทยาลัย เราค่อนข้างจะเข้ากันได้ คนเราถ้าเราอยากมีเพื่อนดี และถ้าเราเป็นคนดี เพื่อนที่ เข้ามาหาเราก็จะเป็นสไตล์เดียวกัน เขาอาจจะไม่สนใจ ธรรมะมากมาย แต่เขาอาจจะมีความดีอยู่ในใจเขา คนดีกับคนชั่วมันอยู่ด้วยกันไม่ได้ เหมือนน้ำกับน้ำมัน มันเข้ากันไม่ได้ ไม่มีใครไปสนิทกับเพื่อนที่คิดกันไปคนละขั้วอยู่แล้ว ปัญหามันไม่เกิด อย่างเพื่อนชวนไปไหน ก็ยังไม่เคยเกิดเหตุการณ์ว่าเขาชวนเราไปไหนแล้ว ขัดความรู้สึก เพื่อนหนูไม่เคยชวนไปเที่ยวกลางคืนไม่ชวนไปกินเหล้า ก็มีไปเที่ยวด้วยกันต่างจังหวัด ไปกันทั้งกลุ่ม ถ้าเกิดมีเพื่อนที่ชอบเที่ยวกลางคืน แล้วหนูไปสนิทกับเขา มันเป็นไปได้ยาก เขาก็ไม่ชวนเรา เราก็ไม่ชวนเขา มันก็ห่างกันไปเอง เราอยากอยู่ในคนกลุ่มไหน ตัวเรามันก็ต้องเป็นคล้ายๆอย่างนั้น

• แสดงว่ามีเพื่อนที่ชอบเรื่องธรรมะในกลุ่มเดียวกัน แล้วเพื่อนที่ไม่ชอบธรรมะไม่ชอบเข้าวัดล่ะ คบหากันอย่างไร
ก็มีเพื่อนที่ไปเข้าวิปัสสนาด้วยเกือบสิบคนค่ะ คือการที่เรารู้ธรรมะ เราเข้าวิปัสสนา สวดมนต์ นั่งสมาธิ แต่พอเราอยู่กับเพื่อน เราก็คืออยู่กับเพื่อน มันคือคนละเวลากันกับที่เราไปนั่งสมาธิเหมือนกับจิตคนเรามันเกิดดับตลอดเวลาใช่มั้ยคะ แล้วจิตมันก็จะมีพวก สังขารมาปรุงแต่ง มีความคิด มีอะไร ความคิดระหว่างที่เราอยู่กับวิปัสสนากับความคิดขณะที่เราอยู่กับเพื่อน เนี่ยะ มันมีไอเดียหลักๆคล้ายๆกัน แต่ในรายละเอียดมันแตกต่างกัน เวลาอยู่กับเพื่อนหนูไม่ได้แสดงว่าหนูรู้ธรรมะ แต่เมื่อไหร่ที่หนูรู้สึกว่าชีวิตเขาต้องการธรรมะเป็นโอสถรักษาชีวิตเขารู้สึกแย่ หนูก็จะเข้าไปพูดว่าชีวิตไม่ต้องสิ้นหวังนะ สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต มันไม่ใช่อะไรที่เที่ยงแท้ถาวร เพื่อนส่วนมากก็รู้บ้าง ไม่รู้บ้างว่าเราปฏิบัติธรรม เพราะเราไม่ได้แสดงตัวว่าเรารู้ธรรมะออกมา

• เป็นคนที่ชอบชักจูงหรือชักชวนเพื่อนให้ไปวัดด้วยกันไหม
ถามว่าชักชวนมั้ย..ชักชวน บอกว่ามีที่ไหน บอกว่า มันดี แต่เขาจะไปหรือไม่ไป จะไม่คะยั้นคะยอ หนูเชื่อ ว่าทุกคนมีเวลาที่จะเข้ามาปฏิบัติธรรมในช่วงหนึ่งของชีวิตแตกต่างกัน แต่ถ้าเขามีปัญหาอะไรเราถึงค่อยแนะนำจะดีกว่า แล้วเขาก็จะรู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนเขาธรรมดาเพื่อนไม่ได้มองว่าเราเป็นคนธัมมะธัมโม เวลาอยู่กับเพื่อนก็ปกติร่าเริงแจ่มใส การที่เรามีธรรมะอยู่กับตัวเองมันเหมือนมีหลักในใจ มันมีความเที่ยงตรงอยู่กับเราอยู่แล้ว แต่ว่าในชีวิตทั่วไปบางครั้งเราอาจไม่จำเป็นต้องใช้ เราก็ไม่ได้หยิบออกมาโชว์ไม่จำเป็น

• ทำไมถึงเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์คะ เพราะดูเหมือนเศรษฐศาสตร์คือโลกของทุนนิยม วัตถุนิยม
เพราะตอนนั้นมีคำถามอยู่ในใจข้อหนึ่งว่า ทำไมเงินมันถึงมีความสำคัญ แล้วเงินมันหมุนไปอย่างไรทั่วโลก การเคลื่อนที่ของเงินเป็นอย่างไร ตอนนั้นหนูคิดแค่นั้น ยังไม่ได้คิดถึงขั้นที่ว่าจะใช้วิชาชีพนี้ไปประกอบอาชีพอะไร ดำเนินชีวิตอย่างไร พอได้เรียนได้ศึกษามากขึ้นก็ได้รู้ว่า เศรษฐศาสตร์มีการจัดสรรทรัพยากรเป็นการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งมันเป็นอะไรที่เกี่ยวกับชีวิตคนเรา ก็คิดว่ามันน่าเรียน เพราะว่ามันคือชีวิตทั่วไปของทุกๆคนเหมือนกับทุกวันนี้เราอยู่ในบริบทของสังคมทุนนิยม เราก็ต้องรู้ว่าทุนนิยมเขาคิดอย่างไร และทำอย่างไรที่เราจะทำให้ตัวเราอยู่ในทุนนิยมได้อย่างสงบสุข

• แล้วเหตุผลที่เลือกนำเสนอโครงงานเกี่ยวกับพุทธเศรษฐศาสตร์ล่ะคะ เป็นเพราะตัวเองชอบเรื่องพุทธศาสนา และก็เรียนเศรษฐศาสตร์ด้วย ใช่หรือเปล่า
จริงๆ มันเป็นงานวิจัยที่มีคนทำอยู่ก่อนแล้ว หนูมีความรู้สึกว่าเศรษฐศาสตร์ทุกวันนี้มันยังหาทางออกที่เป็นที่สุดไม่ได้ น่าจะมีอะไรที่หาได้ ก็คือพุทธเศรษฐศาสตร์ เป็นตัวทฤษฎี นำมาปฏิบัติในรูปของเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าเราให้คำจำกัดความของคำว่า เศรษฐศาสตร์เป็นคำว่าการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจแล้ว การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบไหนล่ะที่จะทำให้นำไปสู่ความยั่งยืนนำไปสู่สันติสุข ความสงบสุขในชีวิต หนูก็เลยมองว่า ‘พุทธเศรษฐศาสตร์’ มันควรจะใช่ ก็เลยค่อยๆแตกกิจกรรม ว่าถ้าผลิต ควรจะผลิตอย่างไร กระจายควรทำอย่างไร และบริโภคควรจะทำอย่างไร ถ้าเป็นแนวพุทธเราจะทำอย่างไร หนูก็ต้องเริ่มที่การมองมนุษย์ ว่ามนุษย์คิดอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร ในศาสนาพุทธมองอย่างไร ค่อยๆทำไปค่ะ

• อนาคตเรียนจบแล้ว อยากจะไปทำอาชีพอะไรคะ
เป็นไปได้สูงว่าจะเป็นอาจารย์ทำวิจัย หนูสนใจด้านเศรษฐกิจพอเพียง อยากรู้ว่าพอเพียงต้องทำอย่างไร แล้วเครื่องชี้วัดมันคืออะไร หนูสนใจเศรษฐศาสตร์ ในแง่ที่จะทำอย่างไรให้เราอยู่ในบริบทของทุนนิยมได้ โดย ที่ยังมีความเข็มแข็ง พึ่งตัวเองได้ แม้จะมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ และก็มีงานวิจัยที่ทำออกมา แต่หนูคิดว่าหนูยังต้องศึกษาเพิ่ม เพื่อที่จะนำไปประยุกต์ใช้ให้ได้กับหลายๆส่วนของชีวิตผู้คนทั้งในเมืองและในชนบท อยากทำตรงนี้ แต่อนาคตก็ยังไม่แน่นอน

• ณ เวลานี้ ความพอเพียงของตัวเองคือแค่ไหนคะ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ความพอเพียงสำหรับคนอื่นก็ได้
คำว่า‘พอเพียง’มันต้องไม่ก่อให้เกิดทุกข์ ก็ใช้จ่าย เท่าที่ตัวเองจำเป็นต้องใช้ เวลาใช้จ่ายก็พยามมองว่าประโยชน์ที่เราจะใช้สอยในสิ่งที่เราซื้อจริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ ตามประสาผู้หญิงก็อาจจะเลือกสิ่งสวยๆงามๆ แต่ก็ไม่ได้เอาประเด็นความสวยงามมาเป็นประเด็นในการตัดสินอาจจะเอามาประกอบการ ตัดสินใจบ้าง แต่ก็จะตัดสินจากประโยชน์ใช้สอยก่อน เวลาเราซื้อของเราก็จะไม่ให้วัตถุเป็นนายเรา เราก็จะซื้อเท่าที่จำเป็น ชีวิตไม่ค่อยได้ใช้สินค้าฟุ่มเฟือยอย่างมือถือ รู้ว่าตัวเองจะใช้แค่ไหนก็ซื้อตามนั้น

• สำหรับเดือนกุมภาพันธ์นี้ หรือที่วัยรุ่นหลายคนเรียกว่าเดือนแห่งความรัก ในฐานะที่เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งมองเรื่องของความรักอย่างไรบ้าง
หนูมองว่าเป็นสิ่งที่ดีและสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นความรักที่มีต่อพ่อแม่ เพื่อน พี่น้อง หรือว่าคนรัก ถ้าเราเป็นวัยรุ่น และเรามีความรัก เราก็ควรจะมีสติ ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ที่สำคัญคือเราต้องรักพ่อรักแม่ให้มากๆ หนูให้ความสำคัญกับวันแห่งความรักในระดับหนึ่ง เหมือนกับเป็นวันที่เราแสดงความรักต่อคนรักหรือว่าเพื่อนรอบข้าง แสดงออกมาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น อย่างเช่น การให้ดอกไม้
.....
ยังมีความตั้งใจดีอีกมากที่สาวเศรษฐศาสตร์ หัวใจพุทธะผู้นี้อยากจะทำให้กับตัวเองและหวังว่ามันจะยังประโยชน์ส่งถึงคนอื่นๆด้วยในวันหนึ่งข้างหน้า ดังที่เธอบอกว่า “อยากจะเข้าค่ายวิปัสสนาที่มีหลายๆสัปดาห์ต่อกัน และอยากศึกษาพวกพระอภิธรรมให้ลึกกว่านี้ ตอนนี้หนูจบธรรมศึกษาชั้นเอกแล้ว แต่ว่าอยากเรียนอภิธรรมบัณฑิต คิดว่าถ้าปฏิบัติได้ถึงจุดหนึ่ง ก็คงจะถ่ายทอดด้วยการสอนสำหรับผู้เข้ามาปฏิบัติใหม่ ไม่ได้คิดว่าจะต้องจัดคอร์สเองอะไรอย่างนั้น ตอนนี้บ้านเราไม่ได้ขาดคนจัดคอร์ส แต่เราขาดคนสอนมากกว่า คนสอนที่ปฏิบัติมานานๆ ปฏิบัติจนรู้จริงแล้วถึงมาสอนเนี่ยะ..หายาก”

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

PyDE
03-02-2006, 01:20 AM
โห้ เก่งเนอะ เป็นแบบอย่างที่ดีได้แน่ ^_^