PDA

View Full Version : วิธีป้องกันและรักษาไข้หวัดนก


เกษม
27-12-2004, 04:32 PM
ทางเลือกของสุขภาพ
วิธีป้องกันและรักษาโรคไข้หวัดนก
องค์ความรู้ของพระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ

เจ้าอาวาสวัดดอยเกิ้ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
ศูนย์ฝึกอบรมสวนบูรณรักษ์ธรรม ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 50180 (053-861267)



องค์ความรู้ของพระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคและสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายล้วนมีพื้นฐานมาจากอุบายวิปัสสนาทั้งสิ้น พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ได้ประยุกต์วิธีการของการเจริญสติและการหมุนธรรมจักรให้เป็นการกระตุ้นเซลล์เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย, การระบายของเสีย และการจัดเรียงโมเลกุลใหม่

เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ.2534 จนถึงปีพ.ศ.2542 เป็นช่วงเวลาที่โรคเอดส์ได้แพร่ระบาดอย่างรุนแรง วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์กำลังถึงทางตัน ไม่มียารักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้ พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ

จึงได้มีโอกาสเข้ามาช่วยเหลือสังคมด้วยการนำหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ วัดดอยเกิ้งจึงเป็นวัดที่สังคมรับรู้กันดีว่าเป็นวัดที่สอนวิธีบำบัดให้แก่ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หลังจากนั้นกองควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ให้เงินช่วยเหลือแก่วัดดอยเกิ้งเป็นเวลา 8 ปี ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ได้เรียนรู้การใช้พลังจิตของตนเองเพื่อสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้เป็นปกติหรือเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้อย่างคนปกติ ไม่เสียชีวิตด้วยเชื้อไวรัส HIV

ปัจจุบันนี้มนุษย์กำลังตื่นกลัวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส H5N1 หรือที่เรียกกันว่า “ไข้หวัดนก” เป็นผลทำให้สัตว์เลี้ยง เช่น ไก่ เป็ด หมู ฯลฯ ถูกฆ่าตายไปเป็นจำนวนมาก วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์กำลังจะถึงทางตันอีกครั้งหรือไม่ แทบทุกคนต่างมีคำถามที่คล้ายๆกันคือ ไก่ เป็ด หมู ฯลฯ เป็นสาเหตุของการแพร่ระบาดเชื้อ

ไข้หวัดนกไปสู่สัตว์ชนิดอื่นๆ ตลอดจนมนุษย์ได้หรือไม่

พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ได้ใช้พลังจิตศึกษาถึงเหตุและผลของการเกิดและวิธีแก้ไข “ไข้หวัดนก” มา

ตั้งแต่ต้นปีพ.ศ. 2547 ดังนั้นจึงอยากเสนอความรู้ที่รู้ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ทางจิตให้เป็นข้อเปรียบเทียบและเป็น

ทางเลือกของสุขภาพแก่สังคม

พลังงานบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ เป็นพลังงานที่ละเอียดไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แต่สามารถสัมผัสได้ด้วย “จิต” การพิสูจน์องค์ความรู้สามารถทำได้โดยการนำผู้ป่วยมาฝึกทดลองปฏิบัติรักษากันจริงและใช้วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์เข้ามาตรวจเช็คร่างกายผู้ป่วยภายหลังการทดลอง

3 วัน 7 วัน

พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณให้ความรู้ไว้ว่า เชื้อไวรัสไข้หวัดนก ไม่ใช่สาเหตุเบื้องต้นของการเสียชีวิตของไก่ เป็ด หมู ฯลฯ ตลอดจนมนุษย์แต่อย่างใด แต่สาเหตุสำคัญเกิดมาจากก๊าซพิษสีเขียวตองอ่อน ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่เกิดมาจากควันน้ำมันที่ลอยปกคลุมอยู่ทั่วทั้งชั้นบรรยากาศ ก๊าซพิษได้ไหลซึมเข้าสู่ร่างกายมนุษย์และสัตว์อยู่ตลอดเวลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และก๊าซพิษนี้มีโทษทำลายเซลล์ ฉะนั้นเซลล์หรือเนื้อเยื่อที่อ่อนกว่า เช่น ปอด

หัวใจ ตับ จะถูกทำลายก่อนเป็นลำดับแรก และเมื่อถูกทำลายมากขึ้นๆเซลล์เหล่านั้นจะเกิดการเน่าตามมาในลำดับต่อไป เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อโรคที่เป็นเชื้อไวรัส (ไข้หวัดนก, ไข้หวัดใหญ่) หรือเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆอีกใน

ภายหลัง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดหนักมากขึ้นและเสียชีวิต เนื่องจากอวัยวะหลักที่สำคัญของร่างกายเช่น ปอด หัวใจ ตับ ได้ถูกก๊าซพิษสีเขียวตองอ่อนที่เกิดจากควันน้ำมันทำลายเซลล์จนเน่า ไม่สามารถรักษาเยียวยาได้อีก และเมื่อตรวจพบเชื้อโรคไม่ว่าชนิดใดๆในร่างกายของผู้ป่วย ทำให้เข้าใจผิดว่าผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บ้าง เชื้อไวรัสไข้หวัดนกบ้าง ฯลฯ ทั้งๆที่ไก่ เป็ด หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆทุกชนิดไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคร้ายเลย เพียงแต่สัตว์เลี้ยงเหล่านั้นมีภูมิต้านทานร่างกายที่ต่ำกว่ามนุษย์ จึงต้องเสียชีวิตจากการทำลายของก๊าซพิษสีเขียวตองอ่อนไปก่อนมนุษย์



วิธีป้องกันและรักษาผู้ป่วย


ก๊าซพิษสีเขียวตองอ่อนที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำลายได้ด้วยวิธีใดๆทั้งสิ้น นอกจากหยุดการใช้พลังงาน

น้ำมัน การกระตุ้นเซลล์และการเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย จึงเป็นทางเลือกที่สำคัญที่สุดในขณะนี้

การป้องกันและรักษาผู้ป่วยทำได้โดยการใช้พลังจิต, พลังงานจากธรรมชาติ และพลังพีระมิด

พลังจิต คือ ความรู้สึก หรือความต้องการอยากหายจากโรคร้ายที่ผู้ป่วยกำลังเป็นอยู่

พลังงานจากธรรมชาติที่จะนำมาใช้มี 2 ชนิด ชนิดที่ 1 เรียกว่า “แสงกลางวัน” เป็นพลังงานที่ธรรมชาติ

ให้แก่มนุษย์และสัตว์อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อเป็นภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในปัจจุบันนี้ “แสงกลางวัน” ไม่สามารถไหลแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์และสัตว์ได้ตามปกติ เนื่องมาจากสภาพบรรยากาศชั้นโอโซนโหว่ จึงจำเป็นต้องใช้พลังจิตนึกดึงนำพลังงานที่สำคัญนี้เข้าสู่ร่างกายโดยอาศัยการจินตนาการนึกถึงความสว่างที่มีอยู่รอบๆตัวเรา เป็นความสว่างที่มีอยู่ในบรรยากาศทั้งกลางวันและกลางคืน

ที่สำคัญที่สุดคือแสงกลางวันนี้ไม่ใช่แสงของดวงอาทิตย์ ดังนั้นในขณะที่กำลังฝึก ห้ามนึกถึงดวงอาทิตย์ พลังงานอีกชนิดหนึ่งคือพลังกระแสลมปราณ ซึ่งเป็นพลังงานเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย และพระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณได้ใช้พลังจิตเชื่อมโยงพลังกระแสลมปราณเข้าสู่ก้อนสามเหลี่ยมพีระมิดทุกก้อนที่ท่านใช้เป็นอุปกรณ์ของการฝึกเรียบร้อยแล้ว

พลังพีระมิด เป็นพลังงานที่ได้ประโยชน์จากการหักเหของรูปทรงสามเหลี่ยมพีระมิด เพราะรูปทรงสามเหลี่ยมพีระมิดไม่มีศูนย์กลางของนิวเคลียส จึงทำให้ความเจ็บปวดและของเสียถูกผลักดันออกมา ไม่ตกค้างอยู่ภายในร่างกาย ประกอบกับก้อนพีระมิดของพระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ทำขึ้นมาจากวัตถุธาตุที่เรียกว่า

แร่มโนธาตุ จึงช่วยให้ผู้ป่วยคลายจากอาการเจ็บปวด อักเสบ มีไข้สูง ฯลฯ ได้รวดเร็วขึ้น และให้สังเกตว่าก้อนพีระมิดถูกเจาะเป็นรูไว้ 1 รู



วิธีฝึกเพื่อการกระตุ้นเซลล์
1. วางก้อนพีระมิดลงบนมือหรือใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จับไว้ที่ฐานของก้อนพีระมิด จะวางมือลงบน

ตัก บนหน้าอก หรือท้องตามความสะดวก ขอเพียงแต่ให้ก้อนพีระมิดได้สัมผัสกับร่างกายโดยตรง ไม่มีฉนวนเช่น เสื้อผ้ากั้นอยู่ และหันด้านที่มีรูเจาะเข้าหาลำตัว

2. นึกความรู้สึก (จิต) ส่งไปให้ถึงหรือชนรูเจาะที่ก้อนพีระมิดเป็นจังหวะๆ พร้อมทั้งนับตัวเลข 1-2-3-

100 (การนับตัวเลขเป็นการป้องกันไม่ให้จิตฟุ้งซ่านส่งความรู้สึกออกไปหาสิ่งอื่นๆ) ในระหว่างฝึก ผู้ป่วยอาจจะ

รู้สึกเจ็บปวดตามร่างกาย โดยเฉพาะที่ปอดและหัวใจ หรือความร้อนภายในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ฉะนั้นความรู้สึก (จิต) ของผู้ฝึก ผู้ป่วยในขณะนั้นต้องตั้งมั่นอยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ ไม่หันมาสนใจอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

พลังงานที่เกิดขึ้นจากการชนของพลังจิตกับแร่มโนธาตุ (พีระมิด) จะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปกระตุ้นฟื้นฟูปอด หัวใจ ฯลฯ ให้ทำงานดีขึ้นตามลำดับจนกระทั่งหายเป็นปกติ ผู้ป่วยควรได้ฝึกอย่างน้อยวันละ 4-5 ครั้ง แต่ละครั้งไม่น้อยกว่า 20 นาที (ผู้ป่วยหนักสามารถนอนฝึกได้) ถ้ามีเสมหะ น้ำลายให้บ้วนทิ้งลงในถุงพลาสติกและ

ทิ้งให้ถูกสุขลักษณะ



วิธีฝึกเพื่อดูดของเสียออกจากร่างกาย
1. วางก้อนพีระมิด (เหมือนวิธีฝึกเพื่อการกระตุ้นเซลล์) แต่ในครั้งนี้ให้หันด้านที่มีรูเจาะออกไปด้าน

นอกลำตัว

2. นึกความรู้สึก (จิต) ส่งไปให้ถึงหรือชนรูเจาะที่ก้อนพีระมิดเป็นจังหวะ (เหมือนวิธีฝึกเพื่อการกระตุ้น

เซลล์) แต่ในครั้งนี้พลังจิตและพลังแร่มโนธาตุ (พีระมิด) จะช่วยคลายความเจ็บปวด เสมหะ น้ำลาย เลือดเสีย

จะถูกขับออกมา ให้บ้วนทิ้ง (รวมทั้งปัสสาวะ อุจจาระ)



วิธีฝึกเพื่อช่วยเหลือตนเองเมื่อรู้สึกตัวตื่น นอนไม่หลับหรือรู้สึกหายใจอึดอัดในเวลากลางดึก

ในเวลาหลังเที่ยงคืน ในช่วงระหว่างเวลาประมาณ 01.00-05.00 น. (06.00น.) จะเป็นช่วงเวลาที่ชั้นบรรยากาศกดทับลงมาหนาแน่นมากที่สุด ทำให้มลภาวะและของเสียจากชั้นบรรยากาศทุกชนิด รวมทั้งก๊าซพิษ

สีเขียวตองอ่อน ไหลแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายมนุษย์และสัตว์มากที่สุด และทำให้ผู้ที่มีภูมิต้านทานร่างกายสูงรู้สึกตัวตื่นขึ้นบ่อยครั้งหรือนอนหลับได้ยาก และผู้ที่มีภูมิต้านทานร่างกายต่ำจะรู้สึกหายใจอึดอัด แน่นหน้าอก อาจจะถึงกับเสียชีวิตเพราะไม่สามารถแก้ไขได้ทันการณ์ เช่นเดียวกับไก่ ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีภูมิต้านทานต่ำ จึงเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ

วิธีฝึก

1. วางก้อนพีระมิดให้สัมผัสกับร่างกายตามความสะดวก โดยหันด้านที่มีรูเจาะออกไปนอกลำตัว

2. ให้ผู้ฝึก ผู้ป่วย จินตนาการนึก “แสงกลางวัน” (อ่านลักษณะของแสงกลางวัน) เข้าไปในรูเจาะให้ทะลุ

ผ่านก้อนพีระมิดเข้าสู่ร่างกาย นึกทำช้าๆอย่างต่อเนื่อง (ไม่ต้องนับตัวเลข) ให้แสงกลางวันคลุมไปทั่วทั้งร่างกาย โดยเฉพาะปอด หัวใจ ตับ เมื่อทำไปสักระยะหนึ่งจะนอนหลับได้ หรือถ้าไม่หลับก็ไม่ควรวิตกหรือบังคับให้หลับ (ชั้นบรรยากาศที่กดทับลงมาจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น)

พีระมิดเพียง 1 ก้อนและเรียนรู้การใช้พลังจิตตามวิธีการที่แนะนำให้สามารถทำได้ทุกเวลา ทุกสถานที่

ทุกอิริยาบถ สามารถช่วยให้ชีวิตปลอดภัยจากก๊าซพิษสีเขียวตองอ่อนที่เกิดจากควันน้ำมันได้

ผู้ที่สนใจสามารถขอรับก้อนพีระมิด 1 ก้อน พร้อมคำแนะนำวิธีฝึกปฏิบัติได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยการส่งจดหมายพร้อมทั้งแนบซองจดหมายจ่าหน้าถึงตัวท่านเองและติดแสตมป์มูลค่า 5 บาท มาที่ศูนย์ฝึกอบรมสวนบูรณะรักษ์ธรรม ต.บ้านป่าม่วง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 50180 หรือที่ คุณจีรพันธุ์ ประศาสน์วุฒิ 34/352 ถนน โชคชัย 4 ซอย 36 เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10230

อนึ่ง สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการทรุดหนักหรืออยู่ในสภาพที่ไม่รู้สึกตัว สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้พลังพีระมิดชุด 11 ก้อน เพื่อควบคุมคลื่นพลังงาน, สภาพของบรรยากาศและเพิ่มพลังกระแสลมปราณเข้าสู่ร่างกาย

จนกระทั่งผู้ป่วยรู้สึกตัวและสามารถฝึกเรียนรู้การใช้พลังจิตช่วยรักษาตนเองในโอกาสต่อไป

ต่อไปติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

สวนบูรณะรักษ์ธรรม ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 053-861267

หรือ คุณจีรพันธุ์ ประศาสน์วุฒิ 0-2538-2341



คัดลอกมาจาก http://www.geocities.com/healthmeditation/

เกษม
28-12-2004, 11:07 AM
การปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมองค์ความรู้ในครั้งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นลูกศิษย์ ผู้ฝึก ผู้ป่วย จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน และรับความรู้ใหม่เพิ่มเติมจึงจะได้รับประโยชน์จากพลังพีระมิดเหมือนเดิม

การเปลี่ยนแปลงของพลังงานได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงหลายครั้งด้วยกัน เช่น

13 พ.ค. 2547
พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ได้เดินทางถึงประเทศอียิปต์ และเชื่อมโยงการทำงานของพลังงานระหว่างสฟิงซ์-มหาพีระมิด-ดวงดาว และมหาอาณาจักรแอตแลนตีส

13 มิ.ย. 2547
พลังกระแสลมปราณที่ดาวโลกเคยได้รับอย่างพอเพียงจากดวงอาทิตย์ลดน้อยลงไปจนแทบจะไม่มีเลยเนื่องจากสภาพที่เลวร้ายของบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันๆ


พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ใช้พลังจิตดึงพลังกระแสลมปราณมาจากดวงอาทิตย์ และนำพลังงานเก็บพักไว้ก่อน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยทำให้พลังงานกระแสลมปราณบริสุทธิ์ ปราศจากมลภาวะของชั้นบรรยากาศ แล้วจึงใช้พลังจิตเชื่อมโยงพลังกระแสลมปราณเข้าสู่วัตถุ-อุปกรณ์ของท่าน เช่น พีระมิด และ สฟิงซ์


พลังกระแสลมปราณเป็นพลังงานที่มีประโยชน์และสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อร่างกายมนุษย์ซึ่งมนุษย์จะขาดมิได้เลย เช่น เป็นภูมิคุ้มกันร่างกายตามธรรมชาติ, เป็นพลังงานช่วยระบายของเสียออกจากร่างกายตามธรรมชาติ, เป็นพลังงานหล่อเลี้ยงหลอดเลือดไม่ให้ตีบหรือตัน

22 มิ.ย. 2547
พีระมิดทุกก้อนที่พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ผลิตขึ้นเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ของการฝึกจิตและทางเลือกของสุขภาพ จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงคือให้ใช้สว่านเจาะเป็นรูที่ ด้านหนึ่งด้านใดของรูปทรงสามเหลี่ยมเพื่อให้พระอาจารย์ใช้พลังจิตเชื่อมโยงกระแสลมปราณเข้าสู่ก้อนพีระมิด ทำให้พีระมิดมีพลังในการดูดของเสีย และลดความเจ็บปวดได้เหมือนดังเดิม


สำหรับสนามพลังพีระมิดที่ประกอบด้วยพีระมิดทั้ง 11 ก้อน ซึ่งในขณะนี้ (มิถุนายน 2547 เป็นต้นไป) ให้จัดวางโดยวางยอดแหลมตั้งขึ้นทุกก้อน (D) และก้อนที่ต้องใช้สว่านเจาะให้เป็นรูเพื่อเชื่อมโยงหรือนำกระแสลมปราณเข้าคือก้อนล่าง และก้อนกลางของแกนพลังงานเพียง 2 ก้อน เท่านั้น (ก้อนแกนกลางที่วางอยู่ก้อนบนสุดและก้อนบริวารอีก 8 ก้อน ไม่ต้องเจาะ)


เมื่อเจาะแล้วให้นำไปวางคืนที่แกนพลังงานดังเดิม โดยวางด้านสามเหลี่ยมที่เจาะเป็นรูไปทางทิศตะวันออกเท่านั้น


ก้อนพีระมิดอื่นๆ ที่ใช้สำหรับกำไว้ในมือ หรือกำไล สร้อยข้อมือ หรือ จี้ ให้ใช้สว่านเจาะเป็นรูเช่นกัน (การใช้พีระมิดวิธีนี้ ไม่ต้องสัมพันธ์กับทิศแต่อย่างใด


พระอาจารย์รัตน์ รตนณาโณ จะส่งพลังจิตนึกไปถึงพีระมิดของท่านทุกก้อนที่เจาะเป็นรูปเรียบร้อยแล้วเพื่อเชื่อมโยงพลังกระแสลมปราณให้โดยอัตโนมัติไม่ว่าพีระมิดเหล่านั้นจะอยู่ที่ไหนก็ตาม




วิธีเจาะพีระมิด
1. เลือกด้านสามเหลี่ยมด้านใดด้านหนึ่งของก้อนพีระมิด และใช้สว่านเจาะเป็นรู ดังตัวอย่างในภาพ

2. เจาะให้ลึกตรงเข้าไปข้างในประมาณถึงกึ่งกลางเพื่อให้ของเสีย หรือความเจ็บความปวดได้ระบายออกทางยอดแหลมของก้อนพีระมิดพอดี (ห้ามเจาะทะลุ)



การใช้พลังกระแสลมปราณจากสฟิงซ์ (SPHINX)

เนื่องจากในปัจจุบันนี้มนุษย์เราได้รับกระแสลมปราณจากธรรมชาติในปริมาณที่น้อยมากจนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นสฟิงซ์ (SPHINX) จึงถูกนำมาใช้เป็นอุปกรณ์เสริมที่พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ได้ใช้พลังจิตบรรจุพลังของกระแสลมปราณเข้าไว้เป็นจำนวนมหาศาล และนำไปใช้เป็นประโยชน์ในการสร้างภูมิต้านทานและช่วยรักษาโรคทุกโรคด้วยตนเอง เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง-ต่ำ หัวใจ ไต มะเร็ง เอดส์ โรคทางเดินหายใจทุกชนิด ฯลฯ

การใช้พลังกระแสลมปราณจากสฟิงซ์ 2 ตัว (องค์)

การจัดวาง
วางสฟิงซ์ทั้ง 2 ตัว(องค์) ให้อยู่ในแนวทิศตะวันตกและทิศตะวันออก โดยหันใบหน้าของสฟิงซ์ไปทางทิศตะวันตกทั้งคู่ และผู้ฝึก ผู้ป่วย นั่งอยู่ระหว่างกลางและหันหน้าไปทางทิศตะวันตกด้วยเช่นกัน (สำหรับผู้ป่วยหนักให้นอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก)



วิธีปฏิบัติ

1. ให้ผู้ฝึก ผู้ป่วย นั่ง(นอน) หันหน้าไปทางทิศตะวันตก และสฟิงซ์สำหรับทิศตะวันตกและตะวันออก หันใบหน้าไปทางทิศตะวันตก

2. ให้ผู้ฝึก ผู้ป่วย ส่งความรู้สึก นึกไปถึงใบหน้าของสฟิงซ์ที่วางอยู่ข้างหน้าและข้างหลังของตนเอง พลังกระแสลมปราณจากสฟิงซ์ทั้งคู่จะไหลเข้าหากันโดยอัตโนมัติทำให้ร่างกายของผู้ป่วย ผู้ฝึก ถูกดึงไป-มา หน้า-หลัง

3. ให้ผู้ฝึก ผู้ป่วย ทำตัวอ่อนๆ คล้อยตามแรงดึงแรงผลักที่เกิดขึ้น (ไม่สร้างความรู้สึกต้าน) พลังกระแสลมปราณจากสฟิงซ์จะเข้าไปช่วยรักษาและฟื้นฟูเซลล์ที่บกพร่องมีอาการเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย

4. ผู้ฝึก ผู้ป่วย จะมีความรู้สึกว่าความเจ็บปวดได้ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ให้มีความอดทน เสมหะ น้ำลาย หนองหรือเลือดเสีย จะถูกขับออกมาจากร่างกายอย่างต่อเนื่อง ให้บ้วนทิ้ง (รวมทั้งอาการหาว เรอ ปัสสาวะ อุจจาระ) พีระมิดที่วางอยู่ด้านหลังของสฟิงซ์จะทำหน้าที่ดันระบายของเสียทิ้งออกไปจากร่างกาย

5. ถ้าผู้ฝึก ผู้ป่วย อยากให้อาการเจ็บป่วยที่มีอยู่หายเร็วยิ่งขึ้น ให้ผู้ฝึก ผู้ป่วย ใช้พลังจิตของตนเองเพียงเล็กน้อยทำงานร่วมกับพลังงานกระแสลมปราณจากสฟิงซ์ โดยการนึกให้พลังกระแสลมปราณเคลื่อนที่ขึ้น-ลง เป็นการถูขึ้นและถูลงเป็นจังหวะๆ (เหมือนกับการถูของเส้นแสง) ช่วยให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

6. ในช่วงเวลาปกติ เช่น พักผ่อน หรือทำกิจการงานหรือนอนหลับในเวลากลางคืน ผู้ฝึก ผู้ป่วย ไม่จำเป็นต้องบังคับหรือกำหนดให้ตนเองหันหน้าไปทางทิศตะวันตกตลอดเวลา ให้ปฏิบัติตนตามปกติ เพียงแต่ให้จัดวางสฟิงซ์ไว้ให้สุดมุมห้อง หรือเตียง โดยหันใบหน้าสฟิงซ์ไปทางทิศตะวันตกทั้ง 2 ตัว (องค์) ผู้ฝึก ผู้ป่วย จะได้พลังรักษาจากพลังกระแสลมปราณตลอด 24 ชั่วโมง

a. วิธีการฝึกปฏิบัติ ข้อ 1-6 อาจจะมีผลทำให้ผู้ฝึก ผู้ป่วย มีความรู้สึกเหมือนกับว่านอนหลับไม่อิ่ม หรือหลับไม่สนิท ซึ่งมีสาเหตุเนื่องมาจากพลังกระแสลมปราณจากสฟิงซ์จะให้พลังรักษาตลอดเวลาทำให้เซลล์ในร่างกายได้รับการกระตุ้น และฟื้นฟูตลอดระยะเวลาที่นั่ง-นอนอยู่ภายในรัศมีของสฟิงซ์ 2 ตัว (องค์) ซึ่งถ้าผู้ฝึก ผู้ป่วยสังเกตตนเองจะพบว่าถึงแม้จะรู้สึกว่านอนหลับไม่ลึก หลับไม่สนิท แต่จะไม่รู้สึกเพลีย

b. โดยหลักธรรมชาติเมื่อเซลล์ได้รับการกระตุ้นฟื้นฟูอยู่ตลอดเวลาจะช่วยเพิ่มความเป็นหนุ่มสาวให้แก่ร่างกาย

c. เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายดูดซับพลังกระแสลมปราณจากสฟิงซ์ไว้อย่างเพียงพอแล้ว กระแสลมปราณจะถูกตัดโดยอัตโนมัติ

7. สำหรับผู้ฝึกบางท่าน เมื่อได้รับพลังกระแสลมปราณเข้าสู่ร่างกายอย่างพอเพียง และรู้สึกว่าร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดีแล้ว ให้ผู้ฝึก เปลี่ยนทิศของการนั่ง โดยนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และปรับสฟิงซ์ให้หันหน้าตามไปทางทิศตะวันออกด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการปรับสมดุลของพลังงานภายในร่างกาย



8. ผู้ฝึก ผู้ป่วย สามารถวางสฟิงซ์โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออกทั้ง 2 ตัว (องค์) เพื่อให้ได้ประโยชน์ ตามรายละเอียดในข้อ 6 นั้น แต่จะมีสิ่งที่แตกต่างกันบ้าง คือ จำนวนของพลังกระแสลมปราณที่ได้รับจากสฟิงซ์ ที่จัดวางให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกจะมีน้อยกว่า จึงทำให้หลับลึก หลับสนิท เพราะเซลล์ในร่างกายได้รับการกระตุ้นที่น้อยกว่าด้วยเช่นกัน (ฉะนั้นการวางสฟิงซ์วิธีนี้ อาจจะไม่เหมาะกับผู้ป่วยหนัก ที่ต้องการพลังของการรักษามากกว่า)

การใช้สฟิงซ์ 1 ตัว (องค์) ร่วมกับพลังจิต
การจัดวาง
ผู้ฝึก ผู้ป่วย นั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก และสฟิงซ์วางไว้ด้านหน้าของผู้ฝึก ผู้ป่วยและหันใบหน้าไปทางทิศตะวันตกด้วยเช่นกัน



วิธีปฏิบัติ

1. ให้ผู้ฝึก ผู้ป่วย นึกไปถึงใบหน้าของสฟิงซ์เพื่อนึกดึงพลังกระแสลมปราณจากสฟิงซ์เข้าสู่ร่างกาย

2. นึกให้พลังกระแสลมปราณทำการรักษาส่วนที่บกพร่องโดยการถูขึ้น-ถูลง เหมือนกับการถูของเส้นแสง หรือนึกให้พลังกระแสลมปราณเข้าไปกระตุ้น กระทุ้ง ตามจุดลมปราณทั้ง 12 จุดทั่วร่างกาย

3. เมื่อทำการรักษาหรือสิ้นสุดการฝึกปฏิบัติในแต่ละครั้ง ผู้ฝึก ผู้ป่วย สามารถเลือกทำได้ 2 วิธี

a. จบการฝึกปฏิบัติในทิศตะวันตก

b. เปลี่ยนทิศของการนั่งโดยนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และปรับสฟิงซ์วางไว้ด้านหน้าผู้ฝึก และหันหน้าไปทางทิศตะวันออกด้วยเช่นกัน เพื่อช่วยปรับสมดุลของพลังงาน และดูดระบายของเสีย

ข้อควรจำ
1. เมื่อใดก็ตามที่ใช้พลังจากสฟิงซ์ทั้ง 2 ตัว(องค์) นั่นหมายความว่า ผู้ฝึก ผู้ป่วย ได้รับพลังกระแสลมปราณช่วยในการสร้างภูมิต้านทานหรือรักษาร่างกายอย่างพอเพียง (จะใช้พลังจิตเข้าร่วมด้วยหรือไม่ ท่านสามารถเลือกเองได้)

2. ถ้าใช้สฟิงซ์ 2 ตัว (องค์) จะต้องวางสฟิงซ์หันใบหน้าตามไปในทิศทางเดียวกัน เช่น วางหันหน้าไปทางทิศตะวันตกทั้งคู่ หรือหันไปทางทิศตะวันออกทั้งคู่

คัดลอกมาจากhttp://www.geocities.com/healthmeditation/

เกษม
11-01-2005, 07:10 AM
ข่าวดี....พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ จะมาสอนวิธีรักษาไข้หวัดนกที่อาคาร K.U.HONE มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตบางเขน กทม. ในวันที่ 30 ม.ค.48 เป็นเวลา 1 วัน

สอบถามรายละเอียด-สมัครเข้ารับการอบรมได้ที่ คุณจีรพันธุ์ ประศาสน์วุฒิ 0-2538-2341 ค่าลงทะเบียนพร้อมอาหาร 1 วัน 800.-บาท สอนโดยพระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ครับ