PDA

View Full Version : อริยะสัจสี่ 1


telwada
22-12-2004, 06:07 PM
อริยะสัจ 4
อริยะสัจ มีความหมายตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า "ความจริงของพระอริยะ หรือ ความจริงอันประเสริฐ " ในที่นี้จำเป็นต้องหยิบยืมหรือนำสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้วมาใช้ ก็คงเหมือนกับ ข้าพเจ้าได้นำเอามรดกที่บิดามารดามอบให้มาใช้ให้เป็นประโยชน์
อริยะสัจ ในทาง ศาสนานั้น มีอยู่ 4 ประการ ซึ่งเราจะเรียกโดยรวมว่า อริยะสัจ 4 มีรายละเอียดดังนี้
1.ทุกข์เกิดจากเหตุ
2.เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
3.เหตุที่ทำให้ถึงความดับทุกข์
4.หนทางแห่งความดับทุกข์
อธิบายดังนี้
1.ทุกข์เกิดจากเหตุ หมายถึง ความทุกข์ทั้งหลายนั้น ย่อมเกิดจากเหตุต่างๆ ซึ่งจะแบ่งได้เป็นหมวดธรรมะต่างๆ 16 หมวดบทเรียน พรหมวิหาร 4 ก็เป็นเหตุอย่างหนึ่ง หากจะกล่าวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น "ทุกข์เกิดจากเหตุ" ก็คือ ตัวหัวข้อหลักของความทุกข์ต่างๆ
2.เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ความหมายก็คือ รายละเอียดแห่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ หากจะกล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ วิธีการ หรือ การปฏิบัติที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความทุกข์ เรียกว่าเป็นส่วนปลีกย่อยที่เชื่อมต่อหรือเชื่อมโยงมาจากข้อที่ 1 ยกตัวอย่างเช่น เมตตา เป็นทุกข์ แต่ เมตตา อย่างไรบ้างละ (ให้ที่พักอาศัยกับโจร หรือ รับซื้อของโจร) ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์อย่างนี้เป็นต้น
3.เหตุที่ทำให้ถึงความดับทุกข์ ข้อนี้ก็คล้ายหรือเหมือนกับข้อที่ 1 กล่าวคือเป็น หัวข้อหลัก เพื่อให้รู้ในขั้นต้นว่า เหตุที่ทำให้ถึงความดับทุกข์ นั้นมีกี่หมวดบทเรียน ซึ่ง แน่นอน ย่อมมี 16 หมวดบทเรียนเช่นเดียวกับ ทุกข์เกิดจากเหตุ
4.หนทางแห่งความดับทุกข์ก็คล้ายกับข้อ 2 คือเป็นข้อที่เชื่อมโยงมาจากข้อที่ 3 เป็นส่วนรายละเอียดของหัวข้อหลักทั้ง 16 หมวดบทเรียน หากจะกล่าวอย่างเข้าใจง่ายขึ้นก็คือ หากทางแห่งความดับทุกข์นั้น ก็มี 16 หมวดบทเรียนเช่นเดียวกับ "ทุกข์เกิดจากเหตุ" เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์" เหตุที่ทำให้ถึงความดับทุกข์"
ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมาเป็น อริยสัจ 4 เป็นหลักความจริง แห่งการอธิบายของข้าพเจ้า สรุปแล้ว อริยสัจ 4 คือหลักความจริง 4 ประการ ทั้ง 4 ประการนั้น ก็คือ สิ่ง สิ่งเดียวกัน เป็นเหตุ เป็นสาเหตุ เป็นวิธีการ เป็นการปฏิบัติที่ผิดแผกแตกต่างจากกัน จึงทำให้เกิด
1.ทุกข์เกิดจากเหตุ
2.เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
3.เหตุที่ทำให้ถึงความดับทุกข์
4.หนทางแห่งความดับทุกข์
และทั้งหมดที่กล่าวไป เป็นหลักการแห่งศรีอริยเมตไตย ฉะนี้
ความจริงแล้วหากข้าพเจ้าจะตั้งหลักการใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เหตุเพราะข้าพเจ้าไม่กล้าที่จะไปตัดหลักการที่มีอยู่เดิม อันเป็นหลักความจริงไปได้ แม้หลักการอริยะสัจสี่ที่มีอยู่เดิม ค่อนข้างจะทำความเข้าใจลำบาก หากจะกล่าวเพียงว่า อะไรเป็นสิ่งที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ข้อหนึ่ง
อะไรเป็นสิ่งที่ต้นเหตุที่ทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ เป็นอีกข้อหนึ่งก็ย่อมได้
แต่สิ่งที่มีอยู่เดิมนั้น เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องมาแก้ไข ข้าพเจ้าเองอยากจะให้ท่านทั้งหลายได้รับรู้ถึงคำโบราณไว้คำหนึ่งว่า “เรียนผูก ต้องเรียนแก้” ตอนนี้ข้าพเจ้ายังไม่แน่ใจและยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้ว่า ข้าพเจ้าคือพระสมณโคดม หรือ เป็นราหุล กันแน่ ถ้าข้าพเจ้าพิสูจน์ตัวข้าพเจ้าเองได้ ข้าพเจ้าก็จะประกาศให้รู้อีก

มารสะท้าน
22-12-2004, 09:39 PM
ทำไมต้องทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก อริยสัจ ๔ ก้คือธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และทางดับทุกข์ท่านก็แสดงไว้แล้วคือ มรรค มีองค์ ๘ ประการ

มรรค 8 ( อัฏฐังคิกมรรค )
..(มรรค = อริยมรรค = มัชฌิมาปฏิปทา = มรรคแปด = ทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ = ทางสายกลาง)
..........แนวทางดำเนินอันประเสริฐของชีวิตหรือกาย วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์
.....เรียกว่า อริยมรรค แปลว่าทางอันประเสริฐ เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลักไม่อ่อนแอ จนถึงกับ
.....ตกอยู่ใต้อำนาจ ความอยากแห่งใจ แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกายให้เหือด
.....แห้งจากความสุขทางกาย เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือทางดำเนินสาย
.....กลาง ไม่หย่อนไม่ตึง แต่พอเหมาะเช่นสายดนตรีที่เทียบเสียงได้ที่แล้ว


..........คำว่ามรรค แปลว่าทาง ในที่นี้หมายถึงทางเดินของใจ เป็นการเดินจากความทุกข์
.....ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์หลงยึดถือและประกอบขึ้นใส่ตนด้วย
.....อำนาจของอวิชชา ....มรรคมีองค์แปด คือต้องพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่างดุจเชือก
.....ฟั่นแปดเกลียว องค์แปดคือ :-
..........1. สัมมาทิฏฐิ ิคือความเข้าใจถูกต้อง
..........2. สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้อง
..........3. สัมมาวาจา คือการพูดจาถูกต้อง
..........4. สัมมากัมมันตะ คือการกระทำถูกต้อง
..........5. สัมมาอาชีวะ คือการดำรงชีพถูกต้อง
..........6. สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง
..........7. สัมมาสติ คือการระลึกประจำใจถูกต้อง
..........8. สัมมาสมาธิ คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง
.....การปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน รวมลงในมรรคอันประกอบด้วยองค์แปดนี้ เมื่อย่นรวมกัน
.....แล้วเหลือเพียง 3 คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา สรุปสั้น ๆ ก็คือ
...............การปฏิบัติธรรม(ศีล-สมาธิ-ปัญญา)ก็คือการเดินตามมรรค


สัมมาทิฏฐิ(ปัญญา) (หัวข้อ)
.....คือความเข้าใจถูกต้อง ย่อมต้องการใช้ในกิจการทั่วไปทุกประเภททั้งทางโลกและ
.....ทางธรรม แต่สำหรับฝ่ายธรรมชั้นสูงอันเกี่ยวกับการเห็นทุกข์หรืออาสวะซึ่งจัดเป็น
.....การเห็นอริยสัจจ์นั้นย่อมต้องการฝึกฝนอย่างจริงจังเป็นพิเศษ ความเข้าใจถูกต้อง
.....คือต้องเข้าใจอย่างทั่วถึงว่าทุกข์นั้นเป็นอย่างไร อย่างหยาบๆ ที่ปรากฎชัดๆ เป็นอย่างไร
.... อย่างละเอียดที่แอบแฝงเป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ความดับสนิท
.....ของทุกข์มีภาวะอย่างไร มีลำดับอย่างไร ทางให้ถึงความดับทุกข์คืออะไร เดินให้ถึงได้
.....อย่างไร สัมมาทิฏฐิมีทั้งที่เป็นโลกิยะคือของบุคคลที่ต้องขวนขวายปฏิบัติก้าวหน้าอยู่
.....และสัมมาทิฎฐิที่เป็นโลกกุตตระ คือของพระอริยบุคคลต้นๆ ส่วนของพระอรหันต์นั้น
.....เรียกเป็นวิชชาไปและไม่เรียกว่าองค์แห่งมรรค เพราะท่านถึงที่สุดแล้ว
สัมมาสังกัปปะ(ปัญญา) (หัวข้อ)
.....คือความใฝ่ใจถูกต้อง คือคิดหาทางออกไปจากทุกข์ตามกฎแห่งเหตุผล ที่เห็นขอบมาแล้ว
.....ข้อสัมมาทิฏฐินั่นเอง เริ่มตั้งแต่การใฝ่ใจที่น้อมไปในการออกบวช การไม่เพ่งร้าย การ
.....ไม่ทำทุกข์ให้แก่ผู้อื่นแม้เพราะเผลอ รวมทั้งความใฝ่ใจถูกต้องทุกๆอย่างที่เป็นไปเพื่อ
.....ความหลุดพ้นจากสิ่งที่มนุษย์ไม่ประสงค์
.สัมมาวาจา (ศีล) (หัวข้อ)
.....คือการพูดจาถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเอง และผู้อื่น
.สัมมากัมมันตะ (ศีล) (หัวข้อ)
.....คือการกระทำถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเอง และผู้อื่น
.สัมมาอาชีวะ (ศีล) (หัวข้อ)
.....คือการดำรงชีพถูกต้อง ไม่เป็นโทษต่อตนเอง และผู้อื่น
.สัมมาวายามะ (สมาธิ) (หัวข้อ)
.....คือความพากเพียรถูกต้อง เป็นส่วนของใจที่บากบั่นในอันที่จะก้าวหน้า ไม่ถอยหลังจากทาง
.....ดำเนินตามมรรค ถึงกับมีการอธิษฐานอย่างแรงกล้า
.สัมมาสติ (สมาธิ) (หัวข้อ)
.....คือการระลึกประจำใจถูกต้อง ระลึกแต่ในสิ่งที่เกื้อหนุนแก่ปัญญาที่จะแทงตลอด
.....อวิชชาที่ครอบงำตนอยู่ โดยเฉพาะได้แก่กายนี้ และธรรมอันเนื่องเกี่ยวกับกายนี้ เมื่อ
.....พบความจริงของกายนี้ อวิชชาหรือหัวหน้าแห่งมูลทุกข์ก็สิ้นไป
.สัมมาสมาธิ (สมาธิ) (หัวข้อ)
.....คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง ได้แก่สมาธิ เป็นของจำเป็นในกิจการทุกอย่าง สำหรับในที่นี้เป็น
.....อาการของใจที่รวมกำลังเป็นจุดเดียว กล้าแข็งพอทีจะให้เกิดปัญญา
.....ทำการแทงตลอดอวิชชาได้ และยังเป็นการพักผ่อนของใจ ซึ่งเป็นเหมือนการลับให้ อ
.....แหลมคมอยู่เสมอด้วย ฯลฯ
....cอองค์มรรคบางองค์ เป็นส่วนหยาบและสะสมขึ้นในตัวเราได้โดยง่ายคือ สัมมาวาจา
.....สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สามองค์นี้ถูกอบรมให้สำเร็จเป็นวิรัติเจตสิกจำพวกกุศล
.....เจตสิกเป็นเชื้อนอนนิ่งอยู่ในสันดาน เตรียมพร้อมที่จะมาผสมจิตคราวเดียวกันกับ
.....มรรคองค์อื่นๆ เมื่อได้โอกาสอันเหมาะ แม้องค์มรรคที่ยากๆ เช่นสัมมาทิฏฐิ-สติ-สมาธิ
..... ก็เหมือนกัน ได้ฝึกอบรมมาเท่าใดก็เข้าไปนอนเนื่องติดอยู่ในสันดานเป็นกุศลเจตสิก
.....อยู่อย่างเดียวกัน รอคอยกันจนกว่าจะครบทุกองค์และมีสัดส่วนพอดีกัน ก็ประชุมกัน
.....เป็นอริยมรรคขึ้น ตัดกิเลสหรือสัญโญชน์ให้หมดไปได้คราวหนึ่งตามกำลังหรือชั้นของ
.....ตน อาการสะสมกำลังแห่งองค์มรรคนี้ตรัสเรียกว่า "การอบรมทำให้มาก"
.....สัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ เกิดขึ้นอ่อนๆก่อน เกิดขึ้นเท่าใดก็จูงองค์อื่นๆ ให้เกิดขึ้นตามส่วน
.....องค์ที่เกิดขึ้นนั้นกลับช่วยสัมมาทิฏฐิให้คมกล้าขึ้นไปอีก สัมมาทิฏฐินั้นก็่จูงองค์นั้นๆให้
.....กล้าขึ้นอีก และส่งเสริมชักจูงกันไปอีกทำนองนี้ จนกว่าจะถึงขีดที่เพียงพอและสามัคคี
.....พร้อมกันได้ครบองค์ การอบรมทำให้มากอยู่เสมอนี้เองคือระยะแห่งการปฏิบัติธรรม
.....ยิ่งมากก็ยิ่งเร็ว ยิ่งอธิษฐานใจกล้าก็ยิ่งแรง ยิ่งที่วิเวกก็ยิ่งสุขุมลึกซึ้ง ยิ่งชำนาญก็ยิ่งคมกล้า

ทุกอย่างมีชัดเจนแล้วลุง ไม่ต้องรอพิสูจน์อารายแล้ว กลับไปโรงพยาบาลบ้าเหะลุง..............

telwada
23-12-2004, 06:28 PM
ความจริงแล้วหลักการของข้าพเจ้าชัดเจนอยู่แล้ว คุณคงคิดว่า มรรค เป็นคนละอย่างกับทุกข์ สมุทัย และนิโรธ เหตุเพราะความรู้เท่าไม่ถึงกาลของคุณอย่างหนึ่ง ได้รับการอบรมมาในทางที่ผิดๆอย่างหนึ่ง คุณควรอ่านกระทู้ของข้าพเจ้าให้ดี แล้วคิดพิจารณาให้ดี หลักการหรือธรรมะ มีกี่ข้อ กี่อย่างข้าพเจ้าก็สอนไว้ในกระทู้เรียบร้อยแล้ว ไม่เชื่อก็ไม่แปลก แต่ไม่เชื่อแต่ไม่คิดพิจารณา เหมือนคนบ้าที่ไม่ยอมฟังใครพูด คิดว่า ความคิดของตัวเองดี คิดว่าความคิดของตัวเองถูก แต่พิสูจน์ได้ไหมว่าที่คุณกล่าวมาสามารถทำให้บุคคลขจัดอาสวะได้ คุณเคยเห็นพระอริยะบุคคลไหม พระอริยะบุคคลที่สามารถขจัดอาสวะได้ สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าด้วย ไม่ใช่กล่าวขึ้นมาลอยๆ แต่พิสูจน์ไม่ได้ ฝึกตนก็ไม่ได้ แล้วม้นเป็นหลักความจริงได้อย่างไรละคุณ

มารสะท้าน
24-12-2004, 07:59 PM
พระอริยะ ก็คือผู้ที่ไร้แล้วซึ่งความโกรธ ตัดแล้วซึ่งกิเลส ถ้ายังมีกิเลสหนาอยู่อย่างนี้ ยังมีทิฐิมีความเป็นผิดๆอย่างนี้ ยังมีความคิดที่วิปัสลาสอย่างนี้อย่าว่าแด่จะไปเป็นศาสดาเลย เป็นชาวพุทธที่ดียังไม่ได้เลย

telwada
25-12-2004, 05:46 PM
อะไรคือความโกรธ อะไรคือทิฐิ สิ่งที่ถูกต้องตามหลักความจริงแห่งธรรมชาติคือทิฐิ อย่างนั้นหรือ การฝึกตนจนสามารถขจัดอาสวะได้คือความโกรธ คือทิฐิอย่างนั้นหรือ
บุคคลวิปลาสคือคนเช่นไรหรือ บุคคลวิปลาส คือบุคคลที่รู้เพียงน้อยนิด แต่คิดว่าตัวเองรู้มาก ไม่สามารถฝึกตัวเองให้หลุดพ้นได้ แต่ยังดันทุรังสอนผู้อื่น อย่างนั้นแหละคือบุคคลวิปลาส
ความโกรธ มาจากไหนกันละ มาจากการที่เขาไม่ศรัทธาเรากระนั้นหรือ ความโกรธมาจาก การที่ บุคคลผู้ได้อ่านหลักการหรือธรรมะของข้าพเจ้าแล้วไม่คิดพิจารณาถึงหลักความจริง ดันทุรังคัดค้านกระนั้นหรือ
ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมสามารถขจัดได้ ในแง่ของพระอริยะบุคคล
ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมสามารถ อดกลั้นได้ ได้แง่ของปุถุชนคนทั้งหลาย
คนที่เห็นสิ่งดีเป็นสิ่งดี นั้นแหละคือคนดี
แต่คนที่เห็นสิ่งดีเป็นสิ่งไม่ดี มันก็คือคนเลว นี้ไม่ใช่การด่า แต่เป็นคำสอน สอนให้คุณได้ใช้วิจารณญาณ คิดพิจารณาว่า ข้าพเจ้ากล้าท้าให้พิสูจน์ ทั้งหลักการหรือธรรมะก็มีให้คิดพิจารณา คุณคิดว่าใครมีทิฐิ ละคุณ