View Full Version : บาปไหม๋
ams0411
22-12-2004, 05:59 AM
มีบางคนแอบอ้างว่าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน แต่นำพระของหลวงพ่อซึ่งปลอมออกไปจำหน่ายและบอกว่าเป็นของแท้.
casy99
22-12-2004, 12:45 PM
รู้ได้อย่างไรว่าปลอม?
Attawat_Rx
15-09-2005, 04:54 AM
สุดยอดเลยครับเล่นของสูง สูงมาก
คนเลว
15-09-2005, 09:59 AM
พระที่ทำขึ้นแท้ครับ เพราะเป็นรูปพระ...แต่ไม่ได้ผ่านการพุทธาพิเศกเท่านั้นครับ
ถ้าคนจิตยึดพระท่าน โดยพระไม่ได้ผ่านการพุทธาพิเศก..ก็ทำให้เกิดอานุภาพเช่นกัน
คือ พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ
มหาหิน
16-09-2005, 12:18 AM
เรื่องพระเครื่อง
เกี่ยวกับเรื่องพระเครื่อง ก็เคยมีคนวิจารณ์กันมากมาย มีคำถามเยอะแยะ เช่น สร้างกันขึ้นมาทำไม แทนที่จะให้คนติดในธรรมะแต่ไปสร้างพระขึ้นมาทำให้ผู้คนติดในวัตถุกันทำไม มีวัตถุประสงค์อย่างไร และในเมื่อพระอยู่ที่ใจอยู่แล้ว ทำไมต้องสร้างพระมาห้อยคอกัน พระที่สร้างพระมาให้บูชาเป็นวัตถุมงคล ให้บูชาคล้องคอไว้เพื่อป้องกันภัยบ้าง เป็นเครื่องลางของขลังบ้าง นี่คงเป็นเป็นพระประเภทพระพาณิชย์ หรือเปล่า
คำถามมีมากกว่านี้ เท่าที่ยกตัวอย่างมานี่ กระผมเองก็รู้สึกว่ามึนที่จะตอบให้เข้าใจได้ จึงได้พยายามค้นหาคำตอบ จากหนังสือของ องค์หลวงพ่อ ก็พอดีไปพบเรื่องพระเครื่อง ที่ องค์หลวงพ่อ ท่านได้กล่าวไว้แล้วจึงขอคัดลอกจากหนังสือสนทนาธรรม เล่ม 4 โดยพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง อุทัยธานี เพื่อให้ท่านได้ทราบตามแต่ที่ท่านจะพอเข้าใจ ได้เพียงไหน ดังนี้ (ข้อความต่อไปนี้ ไม่ได้มีการเพิ่มเติม เสริมแต่ง แม้แต่ประการใดทั้งสิ้น ด้วยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อส่วนรวม เท่านั้น)
..................................................................................................................................
ผู้ถาม พระเครื่อง หรือ เครื่องลางของขลัง สามารถป้องกันอันตรายได้จริงไหมครับ
องค์หลวงพ่อ พระที่มีเครื่อง ป้องกันได้ แต่พระที่ไม่มีเครื่องนี่ ไม่แน่หรอกนะ
ความมุ่งหมายในการใช้พระคล้องคอ โดยมากพวกเรามักจะเข้าใจผิดกัน
ที่พระท่าน ทำพระไว้ให้คล้องคอ ก็หมายถึงว่า บุคคลที่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า
ที่มีใจเคารพในพระธรรม ที่มีใจเคารพในพระอริยะสงฆ์ แต่ทว่า มีกำลังใจที่เข้าถึงใน พระรัตนตรัยทั้ง 3 ประการ ยังอ่อนอยู่
ฉะนั้น จึงได้ทำรูปเปรียบของพระพุทธเจ้าก็ดี ทำรูปเปรียบของพระสงฆ์ที่เป็นที่เคารพนับถือ องค์ใดองค์หนึ่งก็ดี ห้อยคอไว้ ถ้าหากว่าเรานึกถึงพระท่านไม่ออก จะได้นำพระขึ้นมาดูว่ารูปนี้เป็นรูปขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแนะนำให้เราปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามระบอบแห่งความดี ที่เรียกว่าพระธรรมวินัย
นี่ ความจริงเป็นความมุ่งหมายของผู้ทำ ต้องการอย่างนี้
หมายความว่า คนที่พระห้อยคอควรจะทำใจอย่างพระ
หรือ มิฉะนั้น คนที่มีพระห้อยคอ ควรทำใจอย่างที่พระแนะนำ ให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
แต่ทว่าพวกเราก็กลับมาพลิกแพลงเสีย เอาพระไปตีกับชาวบ้าน ไปยุให้พระตีกัน
พระที่นำมาห้อยคอนี่ พระท่านทำขึ้นมาก็ด้วยอาศัยอำนาจของพุทธานุภาพ
อำนาจของพุทธานุภาพนี่ สามารถที่จะช่วยคนที่ไม่ถึงอายุขัย ให้พ้นจากอันตรายได้
มีตัวอย่างอยู่เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องนี้มันยาวหน่อยนะ คือเรื่อง พระเจ้าพิมพิสาร ความจริงพระเจ้าพิมพิสารกับพระพุทธเจ้านี่ เป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ไปศึกษาวิชาที่ตักศิลาพร้อมกัน ๔ คน คือเจ้าชายสิทธัตถะ(พระผู้มีพระภาคเจ้า) พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าปเสนทิโกศล และ ท่านพันธุระเสนา ทั้งสี่เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก
ต่อมา เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ(องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า)ออกแสวงหาอภิเนษกรมณ์ ก็ไปพักอยู่ใกล้เมืองพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงคิดว่าเจ้าชายสิทธัตถะคงจะขัดคอกับใคร จึงได้ออกบวช ท่านจึงไปชวนให้เข้ามาร่วมกันครองเมือง เจ้าชายสิทธัตถะท่านก็บอกว่า ที่ออกบวชนี่ไม่ได้ขัดคอกับใครหรอก แต่ ตั้งใจจะแสวงหาโมกขธรรม คือธรรมที่เป็นเครื่องพ้นจากความตาย เพราะขึ้นชื่อว่าโลกนี้ย่อมมีของที่คู่กัน มีมืดได้ ก็สว่างได้ มีดีมันก็ต้องมีชั่ว มีขาวมันก็ต้องมีดำ คนที่เกิดมาแล้วตายได้ ธรรมที่ทำให้คนเกิดมีอยู่ ฉะนั้น ธรรมที่ทำให้คนไม่เกิด ไม่ตาย ก็ต้องมีอยู่เช่นกัน เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบอย่างนั้น จึงขอพรว่า หากพระองค์ทรงบรรลุซึ่งอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อใดแล้ว ขอให้มาโปรดข้าพระองค์ก่อน เจ้าชายสิทธัตถะก็ทรงรับคำ
ต่อมา เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงแสวงหาอภิโมกขธรรม จนกระทั่งได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า จึงตั้งใจมาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อเดินทางผ่านมาก็ทรงโปรดผู้คน มาตามลำดับ ในที่สุดก็เสด็จมาใกล้กรุงราชคฤห์มหานคร จอมบพิธอดิศรพระเจ้าพิมพิสารบรมกษัตริย์ และ อำมาตย์ข้าราชบริพาร ก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงเทศน์กัณฑ์แรกให้พระองค์ฟัง เมื่อเทศน์จบ พระเจ้าพิมพิสาร และข้าราชบริพารส่วนใหญ่ ได้บรรลุเป็น พระโสดาบัน เหลือนอกนั้น เป็นผู้เข้าถึงไตรสรณคมณ์
คำว่าผู้เข้าถึงไตรสรณคมณ์ หมายความว่า เป็นผู้มีความเคารพในพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีความเคารพในพระธรรม เป็นผู้มีความเคารพในพระอริยะสงฆ์ คนที่เข้าถึงไตรสรณคมณ์ต้องมีศีล ๕ บริสุทธิ์ เ ขาดูกันที่ว่า มีศีล ๕ นะ ไม่ใช่นับถือในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่กลับเป็นผู้ทำลายศีล คนประเภทนี้ไม่ถือว่าเป็นผู้เข้าถึง ไตรสรณคมณ์
ต่อมาหลังจากนั้น พระเจ้าพิมพิสารก็ถวายที่อยู่ให้พระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าพระเวฬุวัน แปลว่า สวนไม้ไผ่ให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า และพระอริยะสงฆ์ ขอเล่าลัดตัดความว่า มาในวาระหนึ่งสมัยเดียวกันนั้น ก็มีพระราชาท่านหนึ่ง มีพระนามว่า พระเจ้าชมพูบดี พระเจ้าชมพูบดีนี่มีอำนาจบุญญาธิการคล้าย ๆ กับ พระเจ้าจักรพรรดิ มีเกือกแก้ว เกือกแก้วนี่ใส่ไปแล้วเหาะได้ มีพระขรรค์แก้ว มีฤทธศร เป็นต้น
คืนหนึ่งเดือนหงาย พระเจ้าชมพูบดีใช้เกือกแก้ว และพระขรรค์แก้ว เหาะไปในอากาศ เห็นยอดปราสาทของพระเจ้าพิมพิสารมีความสวยงามมาก งามกว่าปราสาทของตัว ด้วยความริษยา จึงคิดว่า ไอ้พระราชาเมืองนี้มันดีขนาดไหน จึงมีปราสาทสวยงามกว่าของเรา ก็เหาะลงมาที่ยอดปราสาท อันดับแรก ทรงใช้พระขรรค์ฟันยอดปราสาท พระขรรค์แก้วนี่สามารถตัดเหล็กได้โดยง่ายดาย แต่ด้วยอำนาจของพระเจ้าพิมพิสารที่เป็นพระโสดาบันมีกำลังใจเคารพในไตรสรณคมณ์เป็นเหตุ จึงยับยั้งพระขรรค์ของพระเจ้าชมพูบดี ไม่สามารถทำลายยอดปราสาทอีกทั้งพระขรรค์แก้วกลับบิ่นไป พระเจ้าชมพูบดียิ่งโมโหจึงยกเท้ากระทืบยอดปราสาท ไอ้เหล็กยอดปราสาทก็เลย ตำทะลุเกือกแก้วของท่านเข้าไปอีก ท่านก็ยิ่งโกรธ ในที่สุดก็กลับมายังพระราชนิเวศน์ คว้าเอาฤทธศรขึ้นมายิงไปฤทธศรนี้มีฤทธิ์มาก สั่งอะไรก็สั่งได้ เมื่อแผลงศรออกจากแหล่ง ก็สั่งให้ไปร้อยหูพระเจ้าพิมพิสารมา
เมื่อศรมาแล้ว ก็ประกาศว่า เราจะร้อยหูพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารเห็นลูกศรมา ได้ยินเสียงดังแบบนั้นก็ตกใจว่า อันตรายแบบนี้ ไม่เคยมีสำหรับเรา เราไม่เคยพบ เราจะหาที่พึ่ง ก็ไม่มีใครเป็นที่พึ่ง จึงได้หนีไป เฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเวฬุวัน ฤทธศรนั้นก็ตามพระเจ้าพิมพิสารไป พระพุทธเจ้าเห็นเช่นนั้นว่าจะมีอันตราย จึงได้ใช้พุทธานุภาพ ใช้วาโยกสิณ หอบเอาลูกศรนั้นกลับไปสู่แหล่งของตน เป็นอันว่าพระเจ้าพิมพิสารก็ปลอดภัย จากอันตราย
ต่อมาจากนั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงทรมานให้พระเจ้าชมพูบดี ให้ยอมรับ นับถือ แล้วจึงทรงเทศน์สั่งสอนให้สามารถเข้าถึงธรรมได้ ต่อไป เรื่องนี้มันยาวมาก ก็ขอนำมาเล่าแต่เพียงเท่านี้
ที่เรียกว่าพระเครื่องอันนี้ใช้ได้ แต่ถ้าหากเรียกเครื่องลางของขลังอันนี้ใช้ไม่ได้ พระทุกองค์ที่ท่านทำมา ไม่ใช่ของขลัง ท่านทำมาด้วยวิชาที่เขาเรียกว่า พุทธศาสตร์ ไม่ใช่ไสยศาสตร์ พุทธศาสตร์ กับ ไสยศาสตร์มีค่าแตกต่างกัน พวกของขลังนี่เป็นไสยศาสตร์ เขาทำมาเพื่อทำลาย สำหรับพุทธศาสตร์ เขาทำมาเพื่อเป็นการสงเคราะห์ เพื่อให้บุคคลที่มีพระประเภทนี้ไว้ ถ้ามีใจเคารพในคุณพระรัตนตรัย ถ้าไม่ถึงอายุขัย ถ้าอันตรายต่อชีวิต จะพึงเกิดขึ้น ก็สามารถปลอดภัยจากอันตรายนั้นได้
จบ
........................................................................................................................................
ทั้งหมดนี้ เป็นคำอธิบายขององค์หลวงพ่อฯ
ก็พอจะสรุปได้ว่าวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นด้วยพุทธศาสตร์ นั้นผู้บูชานำมาบูชาด้วยความเคารพ ในพระรัตนตรัยโดยแท้จริงแล้ว สามารถปกป้องอันตรายผู้บูชา ได้อย่างแท้จริง
แต่ก็ขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรม ถ้ามีกำหนดตามกรรมว่าสิ้นอายุขัยแล้ว ก็คงจะไม่มีอะไรคุ้มครอง ให้รอดชีวิตต่อไปได้
จำได้ว่า องค์หลวงพ่อ เคยบอกไว้ว่า บรรดาพระที่ท่านสามารถสร้างวัตถุมงคลต่าง ๆ
ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในด้านกันภัยให้กับผู้อื่น ส่วนใหญ่ท่านก็ได้ตายไปแล้วทั้งนั้น
จะเห็นว่าผู้สร้างก็ตาย ผู้บูชาก็ต้องตาย องค์พระผู้มีพระภาคเจ้า นับเป็นเอกบุรุษของโลก พระองค์ท่านก็ละสังขารเสด็จเข้าสู่ พระปรินิพพานแล้วเช่นกัน
เราก็ไม่รู้ว่ากรรมที่มีผลให้เราต้องตายก่อนอายุขัยนั้น เราอาจจะมี และจะได้รับผลกรรมนั้น เมื่อไรก็ไม่รู้ ถ้าเรามีวัตถุมงคลไว้ก็จะช่วยคุ้มครองได้
ส่วนคนที่คิดว่าตัวเองกำลังใจสูงแล้ว มีพระอยู่ในใจแล้ว ก็คงไม่ต้องการ
................................................................................................................................
มีเกร็ดความรู้ขอแทรกไว้....
แต่ก็อย่าพึ่งไปเชื่อ นะครับ....
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสว่า อย่าเชื่อเพียงคำกล่าวต่อ ๆ กันมา....
ให้ปฏิบัติให้ได้ผลเสียก่อน แล้วจึงค่อยเชื่อ....
พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าปเสนทิโกศล และ ท่านพันธุระเสนา เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก
พระเจ้าพิมพิสาร ปัจจุบัน ทรงพระอนาคามี คือ ท้าวเวสสุวรรณ
พระเจ้าปเสนทิโกศล คือ องค์หลวงพ่อฯ อยู่เมืองที่เป็นแก้วเป็นเพชร
ท่านพันธุระเสนา คือ พระเจ้าตากสิน ลาพุทธภูมิข้างบน ในปี 2529 เข้าเมืองแก้วไปแล้ว
...........................................................................................................................
มหาหิน
16-09-2005, 12:25 AM
เรื่องพระแท้ พระปลอม....
ลองเข้าไปอ่านดูที่....
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=14098
ซิครับ.... อาจจะเป็นประโยชน์กันได้บ้าง....
ปลัดไม้
07-10-2007, 05:23 PM
มีบางคนแอบอ้างว่าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน แต่นำพระของหลวงพ่อซึ่งปลอมออกไปจำหน่ายและบอกว่าเป็นของแท้.
คำถามคือบาปไหม?ครับ
แสวงบุญ
08-10-2007, 07:20 AM
อย่างๆ น้อย ก็ผิดศีลข้อมุสา แล้วครับ
หล่อสุดๆ
08-10-2007, 01:47 PM
บาปครับ ผิดศีลข้อที่ 2 และ 4 ควบกันครับ หลอกลวงเอาทรัพย์สินของคนอื่น ซึ่งถ้าเขารู้ความจริงว่าเป็นของปลอมเขาไม่มีทางให้เงินนั้น
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.