PDA

View Full Version : ที่มาของการตรัสรูธรรม ของพระศรีอารย์


อารยเมตตรัยพุทธเจ้า
20-12-2004, 08:06 AM
ที่มาของการตรัสรู้ ของพระศรีอารย์

ข้าพเจ้าได้รับการฝึกฝนจิตในแบบ “ถิรวัตร” มานานแล้ว นับตั้งแต่ครั้งกำลังศึกษาอยู่วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ในระดับ ปวช. กล่าวคือ ข้าพเจ้าเริ่มเรียนรู้การฝึกฝนจิตแบบ ถิรวัตร จากการเป็นนักกรีฑา โดยข้าพเจ้าเริ่มเล่นกรีฑาประเภท วิ่งระยะกลาง (1,500 เมตร) วิ่งระยะไกล (3,000 เมตร เป็นตัวแทนของแผนกช่างไฟฟ้า ในการแข่งกีฬาภายในวิทยาลัยเทคนิค ในครั้งแรกที่เริ่มวิ่งระยะกลาง ข้าพเจ้าสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งได้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าเริ่ม พัฒนาระยะของการวิ่งเป็นระยะทางที่ไกลขึ้น เป็นการแข่งขัน มินิมาราทอน(10 กิโลเมตร) ฮาล์ฟมาราทอน ( 21 กิโลเมตร) จนกระทั่งได้รับถ้วยรางวัลจากการแข่งขันมินิมาราทอน มานับครั้งไม่ถ้วน ในการแข่งขันมินิมาราทอนในแต่ละครั้ง ข้าพเจ้าต้องขยันฝึกซ้อม ต้องมีสมาธิในการวิ่ง กล่าวคือ การวิ่งมินิมาราทอน จักต้องมีสมาธิอยู่กับการปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ รวมทั้งพละกำลังจักต้องเข้มแข็ง ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง สามารถปรับจังหวะการแกว่งแขน ก้าวขา รวมทั้งปรับจังหวะการหายใจ ให้สอดคล้องกัน สัมพันธ์กัน อย่างต่อเนื่อง นี่คือพื้นฐานการฝึกฝนจิตแบบ “ถิรวัตร” คือ “สติปัฏฐาน 4” ซึ่งได้แก่ “กายานุสติปัฏฐาน สังขารานุสติปัฏฐาน จิตตานุสติปัฏฐาน และธรรมานุสติปัฏฐาน” กล่าวคือ เป็นการฝึกฝนจิตโดยใช้ “กายคตาสติ” กล่าวคือสำรวจร่างกาย น้อมจิตไปกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย มีสติอยู่กับลมหายใจ และแขนขา ก้าวย่างไปข้างหน้าอย่างสอดคล้องกันทั้งจังหวะการแกว่งแขน การก้าวขา จังหวะการหายใจ พละกำลังในการก้าวไปข้างหน้า ความอดทน จักต้องได้รับการฝึกฝน ฝึกซ้อมอยู่อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งการเรียนหนังสือของข้าพเจ้า ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยสมาธิ ซึ่งบังเกิดขึ้นจากการการทำ กายคตาสติ ของข้าพเจ้าทั้งสิ้น คือรวบรวมสมาธิมาไว้ที่ลมหายใจ และก้าวย่างของการวิ่ง ในการเรียนหนังสือก็เฉกเช่นกัน ล้วนแล้วแต่ต้องมีสมาธิอยู่กับลมหายใจ และเนื้อหาสาระในหนังสือซึ่งกำลังอ่านอยู่ อีกทั้งข้าพเจ้ามีความชำนาญในวิชาคำนวณเป็นพิเศษ การเรียนของข้าพเจ้าเป็นลำดับ หนึ่งของห้องมาโดยตลอด อีกทั้งการแข่งขันกรีฑาของข้าพเจ้าก็เฉกเช่นกัน ล้วนอยู่ในระดับแนวหน้าสามารถแข่งขันวิ่งระยะ 5,000 เมตร ในนามตัวแทนจังหวัดเชียงใหม่ในการแข่งขันระดับเขต อีกทั้งเป็นตัวแทนวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ในการแข่งขันกีฬาวิทยาลัยเทคนิคภาคเหนือระยะ 3,000-5,000-10,000 เมตร มาโดยตลอดจนกระทั่งจบการศึกษา อีกทั้งในช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมแข่งขันวิ่งมินิมาราทอนมาโดยตลอด จนกระทั่งได้รับถ้วยรางวัลมามากมาย ทั้งหลายเหล่านี้นับว่า เป็นการปรับพื้นฐาน การฝึกฝนสมาธิแบบ “ถิรวัตร” คือการฝึกฝนจิตควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิต ในปัฏฐานที่หนึ่ง คือ กายานุสติปัฏฐาน ด้วยการกระทำ “กายคตาสติ” กล่าวคือมีสติอยู่กับลมหายใจ และการแปรเปลี่ยนไปของการก้าวย่างไปข้างหน้า ทั้งแกว่งแขน ก้าวขา อีกทั้งในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับ ปวช.ไฟฟ้ากำลัง ณ วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ข้าพเจ้าพักอยู่วัดแสนเมืองมาหลวง(หัวข่วง) ร่วมฝึกฝนสมาธิขั้นพื้นฐาน การสวดบทสวด ชินบัญชร จนกระทั่งจำขึ้นใจมานับตั้งแต่ครั้งเป็นเด็กวัด ภายหลังจากนั้น พุทธศักราช 2533 ข้าพเจ้าจบการศึกษาระดับ ปวส.ไฟฟ้ากำลัง จากวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ และสามารถสอบเข้าทำงานที่ การสื่อสารแห่งประเทศไทยในตำแหน่งช่างไฟฟ้า ระดับ 2 ประจำอยู่ ศูนย์โทรคมนาคมพิษณุโลก เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2533 ในขณะทีกำลังศึกษาอยู่ในระดับ ปวส.ไฟฟ้ากำลัง ข้าพเจ้าต้องหาเงินเรียนเอง กล่าวคือ ข้าพเจ้าได้บรรจุเข้าทำงานที่โรงแรมเชียงใหม่ พลาซ่า ตำแหน่ง ช่างรอบดึก เริ่มเข้าทำงานตั้งแต่ 23.00 น. – 07.00 น. วันรุ่งขึ้น หยุดอาทิตย์ละ 1 วัน ซึ่งในขณะนั้นเอง ที่ข้าพเจ้าได้เป็นนักกรีฑาวิ่งระยะไกล เป็นตัวแทนของวิทยาลัย จนประสบความสำเร็จได้เหรียญทองจากการวิ่งระยะ 10,000 เมตร นั่นหมายถึงวิถีชีวิตของข้าพเจ้า ได้รับการปรับพื้นฐานสมาธิแบบ ถิรวัตร จากการเป็นนักวิ่งระยะกลาง และความแข็งแกร่งจากการเรียนไปด้วย ทำงานช่วงกลางคืน พร้อมกับเล่นกีฬาที่ต้องอาศัยความทรหดเป็นพิเศษ ทั้งนี้เนื่องเพราะข้าพเจ้าถูกสร้างมาให้ลำบาก จักได้มีพลานุภาพ คือพละกำลังที่เข้มแข็ง ทั้งร่างกาย และจิตใจ เมื่อถึงเวลาตรัสรู้ จักต้องผจญทุกข์เข็ญจากการกลั่นแกล้งของจิตมาร จนแทบเอาชีวิตไม่รอดนั่นเอง ภายหลังจากข้าพเจ้าได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่ การสื่อสารแห่งประเทศไทยในตำแหน่งช่าง ระดับ 2 แล้ว วิถีชีวิตทำให้ข้าพเจ้าสนใจใฝ่ศึกษาวิชาความรู้เกี่ยวเนื่องกับสมาธิมาโดยตลอดดังนี้

พุทธศักราช 2533 ข้าพเจ้าได้เริ่มฝึกฝนสมาธิจริงจัง จากการอ่านหนังสือ ชื่อว่า การฝึกสมาธิขั้นสูง ของ พ.อ.ชม สุคันธรัตน์ นับว่าหนังสือ การฝึกสมาธิขั้นสูง ของ พ.อ.ชม สุคันธรัตน์ เป็นอาจารย์ฉบับแรกของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ฝึกฝนจิตตามตำราของ พ.อ.ชม สุคันธรัตน์ ได้รับทราบพื้นฐานการปรับจังหวะการหายใจ โดยนั่งลงทำสมาธิ และฝึกฝนตามตำรา เพียงแต่มิก้าวหน้าเท่าที่ควร แต่นับว่าพื้นฐานสมาธิของข้าพเจ้าแน่นขึ้นแล้วนั่นเอง
พุทธศักราช 2539 ข้าพเจ้าได้เรียนรู้วิชาพลังจักรวาล เป็นการฝึกฝนสมาธิเพื่อรักษาโรคภัย ตามแบบของ ปรมจารย์ เลือง มิน ด๋าง ซึ่ง พ.อ. ธนา ได้นำมาเผยแพร่ในจังหวัดพิษณุโลก ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้เข้ามาศึกษาการรับพลังจักรวาลเพื่อรักษาโรคภัย ควบคู่กับการฝึกฝนสมาธิตามแบบ ของ พ.อ.(พิเศษ) สัญชัย บุณ ฑริกสวัสดิ์ โดยมิรู้ตัว เนื่องเพราะก่อนที่จะสัมผัสการเรียนรู้แบบของ ปรมจารย์เลือง มิน ด๋าง ข้าพเจ้าได้รับการต่อฌานจากลูกศิษย์ของ พ.อ.(พิเศษ) สัญชัย บุณฑริกสวัสดิ์ คือนายทด คำเฮือง ซึ่งมีภูมิลำเนา คือบ้านพักของบิดา อยู่ใกล้กับบ้านพักของบิดาข้าพเจ้า ณ บ้านหนองขี้นกยาง ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าเพียงแต่ทดลองเล่นตามผู้อื่น เห็นผู้อื่นต่อฌาน แล้วกำกับด้วยบทสวด “นะโมตัสสะ ภควโต อรหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ” พร้อมกับใช้มือกำพระเครื่องสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังสี จากนั้นนายทด คำเฮือง จึงใช้มือแตะตรงหน้าผากของตนเองแล้วนำมาแตะกับหน้าผากของข้าพเจ้า พร้อมกับการบริกรรมของข้าพเจ้าปรากฏว่า มือสามารถเคลื่อนที่ไปได้เสมือนมีแม่เหล็กมาดึงมือให้เคลื่อนที่ไปได้ ภายหลังจากวันนั้นข้าพเจ้าก็มิได้สนใจอีก เพียงแต่คิดว่าเป็นการล้อเล่นกันเพียงเท่านั้น เพียงแต่รู้สึกแปลกใจในประสบการณ์ที่ได้รับเพียงเท่านั้น ภายหลังจากนั้น ในปีเดียวกัน คือ พุทธศักราช 2539 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้เข้าไปเรียนรู้การฝึกฝนสมธิเพื่อการรักษาโรคภัย แบบพลังจักรวาล ของ ปรามาจารย์ เลือง มิน ด๋าง เป็นชาวเวียดนาม ซึ่งมีลูกศิษย์อยู่ในประเทศไทย ได้เข้ามาเรียนรู้ศาสตร์ของการรักษาโรคภัย ด้วยสมาธิ จำนวนหนึ่ง เพียงแต่ภายหลังจากที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาวิชาพลังจักรวาล แล้ว ข้าพเจ้าสามารถเพ่งจักร 7 คือกลางศีรษะ จนกระทั่งบังเกิดความร้อนขึ้นทั้งศีรษะ โดยมิทราบสาเหตุ ได้ถามผู้ที่ฝึกสอน คือ พันเอก ธนา ผู้นำศาสตร์พลังจักรวาลมาเผยแพร่ในจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ข้าพเจ้ารับพลังมากเกินไปจึงบังเกิดความร้อนขึ้นทั้งศีรษะ ให้เลิกเพ่งไปที่กลางศีรษะนานๆ แท้ที่จริงแล้วการกระทำของข้าพเจ้า ล้วนแล้วแต่เป็นการเพ่งกสินในพระพุทธศาสนา เป็นแบบแผนการฝึกฝนจิตของชาวพุทธทั่วไปนั่นเอง เพียงแต่ข้าพเจ้ากำหนดจิตไว้กลางศีรษะ จนบังเกิดความร้อนขึ้น นับว่าเป็นวิถีธรรมซึ่งบังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าก่อนที่จะหันกลับมาฝึกฝนจิต แบบ ถิรวัตร ในภายหลัง นั่นเอง ภายหลังจากนั้นข้าพเจ้าได้ฝึกฝนจิตตามแบบพลังจักรวาลอย่างต่อเนื่องประมาณ 3 ปี ข้าพเจ้าได้เลิกฝึกฝนจิตแบบพลังจักรวาล หันมาฝึกฝนจิตแบบ ถิรวัตร เต็มรูปแบบอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2543 ข้าพเจ้า ได้รับการต่อฌานจากนายประเดิม ส่างเสน ซึ่งได้รับการต่อฌานจากนายทด คำเฮือง อีกทอดหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกันกับที่ข้าพเจ้าเคยได้รับการต่อฌานมาเมื่อครั้งปี พุทธศักราช 2539 เพียงแต่กลุ่มของนายประเดิม ส่างเสน ภายหลังจากได้รับการต่อฌานแล้ว มีโอกาสได้ฝึกฝนต่อ ได้รู้จักกับ พ.อ.(พิเศษ)สัญชัย บุณฑริสวัสดิ์ โดยตรง จนกระทั่งได้รับหนังสือสัทธรรมวิจจย ตกทอดถึงข้าพเจ้า ในครั้งนั้น วันที่ 15 เมษายน 2543 ซึ่งทางเหนือเรียกว่าวัน “พญาวัน” ถือว่าเป็นวันดี ข้าพเจ้าได้กลับมารับการต่อฌานจากนายประเดิม ส่างเสน พร้อมกับได้เริ่มเรียนรู้การทำ กายคตาสติ จากลูกศิษย์ของ พ.อ.(พิเศษ) สัญชัย บุณฑริกสวัสดิ์อีกครั้งหนึ่ง โดยวัตถุประสงค์ของข้าพเจ้า คือ ต้องการสัมผัสจิตกับมารดาของข้าพเจ้าซึ่งได้เสียชีวิตด้วยโรคภัยไปเมื่อ วันที่ 10 ธันวาคม 2541 อีกทั้งบรรดาผู้ซึ่งฝึกฝนตามแบบของ พ.อ.(พิเศษ) สัญชัย บุณฑริกสวัสดิ์ ได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า สามารถสัมผัสจิตกับ สัตว์นรก เปรต ผี (สรรพเวสี)ได้ ข้าพเจ้ามีวัตถุประสงค์คือสัมผัสจิตกับมารดาซึ่งเสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง อีกทั้งทางกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมกล่าวกับข้าพเจ้าว่า การฝึกฝนจิตเยี่ยงนี้ได้บุญมากสามารถยกบุญให้มารดาได้ ด้วยการแผ่เมตตา สัมมัปทาน คือการแผ่เมตตาภายหลังจากปฏิบัติสมาธิเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้วยการวางมือไว้บนเข่าทั้งสองข้าง จากนั้นรำลึกถึงบุคคลซึ่งต้องการแผ่เมตตาให้ พร้อมกับบทสวดพุทธคุณ มือซึ่งวางทับอยู่บนเข่าจักลอยสูงขึ้นเสมือนมีแม่เหล็กมาดึงดูดมือทั้งสองข้างให้ ฉวัดเฉวียนเคลื่อนที่ไปตามแรงดึงดูดดังกล่าว ข้าพเจ้าเข้าไปสัมผัสกับการฝึกฝนจิตครั้งแรกนี้ด้วยการ เพ่งกระแสจิตไปที่มือซึ่งกำพระเครื่อง ซึ่งบรรดาสาวกของ พ.อ.สัญชัย บุณฑริกสวัสดิ์ ได้ให้มาประกอบการฝึกฝนจิตเพื่อทำ กายคตาสติ ซึ่งในช่วงนั้นข้าพเจ้ายังมิมีความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักการของกระแสจิตเหนี่ยวนำ ดังเช่นวันนี้ อีกทั้งในช่วงที่ฝึกฝนพลังจักรวาลอยู่ ข้าพเจ้าจะรู้สึกว่าร่างกายหมุนติ๊วไม่รู้ทิศทาง นับจำนวนรอบมิได้ อีกทั้งโยกตัวไปมาตามแรงดึงดูดของบางสิ่งบางอย่าง ในครั้งนั้นข้าพเจ้าล้วนพยายามฝืนกายไว้มิให้โยกตามแรงดึงดูดดังกล่าว ซึ่งข้าพเจ้าได้กลับมาพิจารณาในภายหลังพบว่า ล้วนบังเกิดจากแรงดึงดูดระหว่างสนามแม่เหล็กสองขั้วคือ ฌานสมาบัติ และพุทธคุณ ฌานสมาบัติคือสนามแม่เหล็กขั้วเหนือบังเกิดจากโปรตรอน คือพลังงานรูปแบบหนึ่ง หมายถึง พลังจิตขององค์อินทร์ เรียกว่าฌานสมาบัติ และแรงดึงดูดซึ่งเปรียบเสมือนสนามแม่เหล็กขั้วใต้ คือพุทธคุณนั้นล้วนบังเกิดขึ้นจาก อิเล็คตรอน คือพลังงานในอีกรูปแบบหนึ่งเฉกเช่นกัน เป็นพลังจิตของแม่พระธรณี อีกทั้งข้าพเจ้าได้สัมผัสจิตกับพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง คือเอกรรตา หมายถึง อิศวะ ; อัจฉริยะ ; ความมืดมิด ท่านเรียกตนเองว่า อิสวะ ซึ่งต่อมาข้าพเจ้าจึงทราบความหมายของ อิศวะ ว่าล้วนบังเกิดจากความเป็นอัจริยะ ของจิตผู้เฒ่าเอกรรตา หมายถึงความมืดทั้งสิ้น เนื่องเพราะความมืดมิดเป็นผู้สร้างแสงสว่างขึ้นมา บังเกิดจากการ บ่มความมืดมิดจนบังเกิดความร้อนขึ้น จากนั้นจึงแยกชั้นของอุณหภูมิออกเป็น 3 ชั้น เรียกว่าพื้นแผ่นฟ้า พื้นแผ่นดิน พื้นแผ่นน้ำ ชั้นบนสุดคือพื้นแผ่นฟ้าบังเกิดจากอุณภูมิสูง(ร้อน)ลอยตัวสูงขึ้น พื้นแผ่นดินบังเกิดจากสิ่งปนเปื้อนตกตะกอนอยู่ตรงกลาง พื้นแผ่นน้ำบังเกิดจาก อุณภูมิ ซึ่งหนาวเย็นไหลลงสู่ที่ต่ำ ความมืดคือ เอกรรตา ; อิศวะ ; อัจริยะ เป็นผู้สร้างพื้นแผ่นดินพื้นแผ่นน้ำพื้นแผ่นฟ้าขึ้นมา ภายหลังจากนั้น ณ พื้นแผ่นฟ้า จึงปรากฏ พระอิศวร อิศวะ อัจริยะ ขึ้นมา บังเกิดจากการรวบรวมชั้นของพลังงาน 3 ชั้นแรก ซึ่งบังเกิดจากอุณหภูมิที่ร้อนแปรเปลี่ยนเป็นพลังงาน เรียกว่าจิต หรือพลังจิต “ผู้เฒ่าเอกรรตา” ได้อุบัติตนเองขึ้น ณ พื้นแผ่นฟ้า ด้วยการรวบรวมชั้นของพลังงาน 3 ชั้นแรก ก่อตัวขึ้นเป็น องค์อิศวะเทพ หรือพระอิศวร (อัจริยะ) นั่นเอง ภายหลังจากปรากฏองค์อิศวะเทพขึ้นมาแล้ว จึงแปรเปลี่ยนพลังงานความร้อน เป็นพลังงานแสง บังเกิดเป็นรัศมีแผ่ซ่านออกจาก พระวรกายขององค์อิศวะเทพ อาบเลียไปทั่วพื้นแผ่นฟ้า เรียกว่า ”พุทธานุภาพอาบเลีย” ภายหลังจากนั้นรัศมีซึ่งแผ่ซ่านออกอาบเลียไปทั่วพื้นแผ่นฟ้า ได้แผ่ขยายไปยังพื้นแผ่นดิน ทะลุไปถึงพื้นแผ่นน้ำ เรียกว่า “พุทธานุภาพเกรียงไกร” ภายหลังจากนั้นจึงอุบัติสิ่งมีชีวิตขึ้น โดยพื้นแผ่นฟ้าอุบัติมวลหมู่ทวยเทพขึ้นมา พื้นแผ่นดินอุบัติมวลหมู่มนุษย์และฝูงวานรขึ้นมาก่อน พื้นแผ่นน้ำอุบัติพญานาค และบริวารขึ้นมาก่อน สิ่งมีชีวิตชุดแรกซึ่งบังเกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งดีงามทั้งสิ้น ล้วนบังเกิดจากชั้นของพลังงานซึ่งอยู่สูงที่สุดก่อนภายหลังจากนั้น จึงบังเกิดสิ่งปนเปื้อนขึ้นบนพื้นแผ่นดิน ได้แก่พวก ยักษา ยักษี ปักษา ปักษี ซึ่งอุบัติตนเองขึ้นมาภายหลังจากที่เห็นบรรดามวลหมู่มนุษย์และฝูงวานร บ่มฝึกจิตมานานนับโกฏิ จนกระทั่งสามารถลอยตัวขึ้น เหาะเหิรเดินอากาศได้ (หนึ่งโกฏิ เท่ากับ ; 1,000,000 กัป; 1 กัป เท่ากับ 1,000,000 พรรษา) บรรดา ยักษี ยักษา อุบัติขึ้นมากัดกินมวลหมู่มนุษย์ วานร นาคี นาคี ทั้งหลาย ซึ่งบ่มฝึกจิตมานานนับโกฏิ จนสามารถลอยตัวเหาะเหิรได้ อีกทั้งนาคี นาคา ทั้งหลายสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ อยู่ร่วมกันกับมวลหมู่มนุษย์และฝูงวานรได้ บรรดายักษี ยักษา ทั้งหลายอุบัติตนเองขึ้นมาเพื่อกัดกินมวลหมู่มนุษย์ นาคี นาคา และฝูงวานร เพื่อเพิ่มพละกำลังให้กับตนเอง (พลานุภาพซึ่งบังเกิดจากการกัดกินผู้อื่น) จนกระทั่งบังเกิดพละกำลังสามารถเหาะเหิรได้เฉกเช่นกัน รวมทั้งสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้เนื่องเพราะพลังอำนาจ ที่ได้กัดกินมวลหมู่มนุษย์เข้าไปนั่นเอง ภายหลังจากนั้นจึงบังเกิดพญาปักษาขึ้นมา (พญาครุฑ) มีความชั่วร้ายกว่าบรรดา ยักษา ยักษี ทั้งหลายอุบัติตนเองขึ้นมาเพรียบพร้อมด้วยอาวุธภายในกาย ทั้งกรงเล็บที่แหลมคม จงอยปากที่แหลมงุ้ม ปีกซึ่งสามารถบินได้ อุบัติตนเองขึ้นมากัดกินมวลหมู่มนุษย์ นาคี นาคา และฝูงวานร เพื่อเพิ่มพลานุภาพให้กับตนเอง อีกทั้งความฉลาดแกมโกง ความชั่วร้าย มารยา เต็มไปด้วยเล่ห์กล ได้แอบแฝงตัวขึ้นบนสวรรค์ กัดกินมวลหมู่ทวลเทพเพื่อเพิ่มพลานุภาพให้กับตนเอง ในที่สุดจึงบั่นเศียรพระอิศวร แสงสว่างซึ่งบังเกิดจากรัศมี ซึ่งแผ่ซ่านออกจากพระวรกายค่อยๆหรี่แสงลง กาลครั้งนั้น พระอินทร์ และพระนาราย ซึ่งได้รับการแบ่งภาคมาจากพระอิศวร บังเกิดจากชั้นของพลังงาน(จิต) 3 ชั้นแรก โดยชั้นบนสุดเป็นพระอิศวร (องค์อิศวะเทพผู้เกรียงไกร) ชั้นที่ 2 แบ่งภาคออกเป็นพระนารายพันกร เป็นชั้นที่มีความละเอียดรองลงมาจากชั้นที่หนึ่ง เป็นผู้ช่วยฝ่ายบุ๋น ชั้นที่ 3 แบ่งภาคเป็นพระอินทร์ มีความเข้มแข็ง ดุดัน เป็นผู้ช่วยฝ่ายบู๊ลิ๊ม เป็นผู้บังคับใช้กฎของสวรรค์ ซึ่งบัญญัติขึ้นโดยพระนาราย โดยมีองค์อิศวะเทพผู้เกรียงไกร เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด
การรบในกาลครั้งนั้นภายหลังจากบรรดายักษ์มาร รวมตัวกันบุกสวรรค์(พื้นแผ่นฟ้า) บั่นเศียรพระอิศวร เป็นเหตุให้บรรดามวลหมู่ทวยเทพทั้งหลายเสียขวัญ พลานุภาพซึ่งล้วนบังเกิดจากแสงสว่างบนพื้นแผ่นฟ้า เรียกว่า พุทธานุภาพอาบเลีย บังเกิดเป็นพลานุภาพอาบเลีย สามารถอุบัติตนเองขึ้นบนพื้นแผ่นฟ้า ครั้งนั้นเมื่อแสงสว่างหรี่แสงลง พละกำลังล้วนลดลงด้วย ตรงกันข้ามกับพวกยักษ์มารซึ่งอยู่ในที่มืดกว่า พอขึ้นมาบนพื้นแผ่นฟ้ากลับเพิ่มพละกำลังให้กับตนเอง ฮึกเหิม ไล่ฆ่าฟันมวลหมู่ทวยเทพ ไปจนแทบหมดสิ้น รวมทั้งพระนารายพันกร ผู้ช่วยมือฉกาจของพระอิศวร เหลือเพียงพระอินทร์ซึ่งชำนาญในการรบพุ่ง เป็นผู้ช่วยฝ่ายบู๊ลิ๊มของพระอิศวร กาลครั้งนั้น พระอินทร์สู้พรางถอยพรางขึ้นไปบนยอดเขาพระสุเมรุจนใกล้หมดเรี่ยวแรง ความมืดเริ่มกล้ำกลาย พระผู้สร้างคือ ความมืดมิด ;เอกรรตา ; อิศวะ ; อัจริยะ ซึ่งได้แปรเปลี่ยนตนเอง เป็นแสงสว่างคือ องค์อิศวะเทพ (พระอิศวร) ได้รวบรวมจิตของฝ่ายธรรมทั้งหลายรวมทั้ง พระอิศวร พระนาราย มวลหมู่ทวยเทพ วานร พญานาค นาคี นาคา ทั้งหลายกลั่นตัวเป็นน้ำอมฤทธิ์ อยู่ใน โคนโฑ รออยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ เมื่อพระอินทร์ ถอยร่นมาถึงยอดเขาพระสุเมรุ บังเอิญพบเจอน้ำอมฤทธิ์ จึงได้นำมาดื่มกิน บังเกิดพละกำลังมหาศาลและเป็นอมตะ หันกลับมาฆ่าฟัน บรรดายักษ์มารทั้งหลายจนหมดสิ้น เหลือเพียงพระอินทร์ เพียงผู้เดียวที่เป็นสิ่งที่มีชีวิตหลงเหลืออยู่ ความมืดเริ่มเข้ามากล้ำกลาย จนในที่สุดกลับมืดมิดดังเดิม พระอินทร์ทนเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างและเดียวดาย มิได้ จึงสลายพลัง ทุกสรรพสิ่งล้วนอันตรธานหายไปสิ้น เหลือเพียงพระอินทร์ซึ่งเป็นอมตะจิต บ่มฝึกจิตมาอีกนานหนึ่งโกฏิ จึงสามารถแยกชั้นพลังงานของตนเองออกมาได้ เป็นชั้นซึ่งอยู่สูงที่สุด มีอำนาจมากที่สุด ชั้นถัดมามิอาจแยกแยะชั้นพลังงานได้ จิตพระอินทร์และเอกรรตาได้ร่วมกันแยกแยะชั้นพลังงานอีกหนึ่งโกฏิ มิสามารถแยกแยะได้ จึงได้อุบัติจิตแม่พระธรณีขึ้นมาเป็นอวตารหนึ่งของ พระอิศวร; เอกรรตา; อิศวะ; อัจฉริยะ ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งปนเปื้อน ทั้งจิตของพระอิศวร จิตพระนาราย จิตทวยเทพ จิตมนุษย์ จิตนาคี นาคา จิตวานร จิตยักษี ยักษา จิตปักษี ปักษา รวมทั้งจิตมาร คือพญาครุฑตนนั้น นั่นเอง กระทั่งจิตสิ่งมีชีวิตอื่นๆซึ่งเคยอุบัติตนเองขึ้นมาเมื่อครั้งอดีตกาลอันไกลโพ้น จำพวกสัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งต่อมาพระผู้สร้างคือองค์พรหมได้ใช้เป็นต้นแบบในการสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ในยุคปัจจุบัน ภายหลังจากอุบัติจิตแม่พระธรณีขึ้นมาแล้ว เอกรรตา องค์อินทร์ และแม่พระธรณี ได้ช่วยกันนำชั้นพลังงานของพระนารายคือชั้นที่ 2 ออกมาเรียงแผ่ออกจนกระทั่งเวลาผ่านพ้นไปอีกหนึ่งโกฏิ จึงอุบัติองค์ศิวะเทพและองค์อุมาเทวี ขึ้นมา เป็นอวตารหนึ่งของพระนาราย ทำหน้าที่สร้างโลกและจักรวาลขึ้นมาใหม่ โดยแม่พระธรณีและองค์อินทร์ได้เนรมิต น้ำอมฤทธิ์ ซึ่งบังเกิดจากการเรียกอาวุธเมื่อครั้งบุราณกาล กลับมากลั่นตัวเป็นน้ำอมฤทธิ์ให้องค์ศิวะเทพได้ดื่มกิน ภายหลังจากนั้นองค์ศิวะเทพและองค์อุมาเทวี พระผู้สร้างโลกและจักรวาล ได้สร้างโลกซึ่งอยู่ตรงกลางขึ้นมาก่อนมีลักษณะเป็นทรงกลม เป็นของแข็ง กอรปด้วยคาร์บอนบริสุทธิ์ อยู่ตรงใจกลางจักรวาล ขึ้นเป็นกายสังขารของแม่พระธรณี มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลมาก มีเส้นรอบวง 500,000 ล้านกิโลเมตร จากนั้นจึงประทับจิตแม่พระธรณี ไว้บนโลกซึ่งอยู่ตรงกลางจักรวาลนั้น หลังจากนั้นจึงได้สร้างดวงอาทิตย์ขึ้นมา 10,000 ดวง ล้อมรอบกายสังขารของแม่พระธรณีไว้ เพื่อให้แสงสว่างและพลังความร้อน พลังความร้อนจากดวงอาทิตย์ ก็คือ พุทธานุภาพขององค์อินทร์ เป็นพลานุภาพ ขององค์ศิวะเทพ กล่าวคือรวบรวมพลังความร้อน ที่มีอยู่ในความมืดมิดทั้งสิ้นมาไว้ ณ ที่แห่งเดียว คือ ดวงอาทิตย์ทั้ง 10,000 ดวง ล้อมรอบโลกของพระผู้สร้างไว้ เป็นดาวฤกษ์ที่ให้ทั้งพลังงานความร้อนและแสงสว่าง ที่ห่างไกลออกไปก็คือความมืดมิด และความหนาวเย็น นั่นหมายถึงว่า ความมืด :เอกรรตา: อิศวะ :อัจฉริยะ ; คือพระผู้สร้างแสงสว่างนั่นเอง ภายหลังจากนั้นองค์ศิวะเทพ จึงได้สร้าง ดาวเคราะห์ขึ้นมา ด้วยการเนรมิต ดังเฉกเช่นการเนรมิตกายสังขารแม่พระธรณี และดวงอาทิตย์ โดยสร้างขึ้นทีละวงโคจร วงโคจรละ 10,000 ดวง ล้อมรอบ ดวงอาทิตย์ทั้ง 10,000 ดวงไว้ จนกระทั่งครบทั้ง 9 วงโคจร ยึดโยงกัน เรียงรายกัน ดึงดูดกัน สัมพันธ์กัน และหมุนตามกัน ด้วยแรงดึงดูดของสนามแม่เหล็ก จากขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ สนามแม่เหล็กขั้วเหนือ คือโปรตรอน เป็นประจุไฟฟ้าบวก เป็นพลังจิตขององค์อินทร์ สนามแม่เหล็กขั้วใต้ คืออิเล็กตรอนเป็นประจุไฟฟ้าลบ เป็นพลังจิตของแม่พระธรณี สัมพันธ์กันด้วยแรงดึงดูดและแรงผลักกัน ของสนามแม่เหล็กจากขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้ ของดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ทุกดวง ที่อุบัติขึ้นมาในมหาสากลจักรวาล ข้าพเจ้าได้อรรถาธิบายไว้ละเอียดใน ธรรมจักรกัปวัฏสูตร นั่นหมายถึงแรงดึงดูดระหว่างขั้วแม่เหล็กสองขั้วซึ่งมีขั้วแตกต่างกัน ดังเช่นแรงดึงดูดระหว่างขั้วโลกเหนือของจักรวาลหนึ่ง กับขั้วโลกใต้ของของจักรวาลซึ่งอยู่ถัดไป ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ มิได้บังเกิดขึ้นมาเฉยๆ โดยมิมีประโยชน์ แท้ที่จริงแล้วทั้งมหาสากลจักรวาลล้วนดึงดูดกัน ยึดโยงกัน เรียงรายกัน สัมพันธ์กัน หมุนตามกันเป็น กรงล้อแห่งจักรวาล หรือ ธรรมจักร ด้วยหลักการเดียวกันกล่าวคือแรงดึงดูดระหว่างขั้วโลกเหนือ หมายถึงพลังจิตขององค์อินทร์ หรือ ฌานสมาบัติ ซึ่งมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้าบวก(โปรตรอน) และขั้วโลกใต้ หมายถึงพลังจิตของแม่พระธรณี หรือพุทธคุณ ซึ่งมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้าลบ(อิเล็กตรอน) และสัมพันธ์กันด้วยแรงผลักกัน ด้วยสนามแม่เหล็กจากขั้วโลก ซึ่งอยู่วงโคจรถัดไป ทั้งวงนอก และวงใน เนื่องเพราะในมหาสากลจักรวาลกอรปด้วย สากลจักรวาล ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ รวมกันแล้วได้ 10,000 สากลจักรวาล กอรปกันขึ้นเป็น กรงล้อแห่งจักรวาล หรือ ธรรมจักร ซึ่งล้วนแล้วแต่ ยึดโยงกัน เรียงรายสัมพันธ์กันและ หมุนตามกัน เป็นกรงล้อแห่งจักรวาล หรือธรรมจักร แท้ที่จริงแล้วการยึดโยงกัน เรียงรายสัมพันธ์กันและหมุนตามกัน ล้วนอาศัยพลังจิตจากแม่พระธรณี ซึ่งมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้าลบ อัดแน่นอยู่บริเวณขั้วโลกใต้ และพลังจิตขององค์อินทร์ ซึ่งมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้าบวก (โปรตรอน) ซึ่งล้วนอัดแน่นอยู่บริเวณขั้วโลกเหนือนั่นเอง เป็นดังนี้ในทุก ๆวงโคจร นับตั้งแต่วงโคจรของดวงอาทิตย์ ซึ่ง กอรปด้วยดวงอาทิตย์ถึง 10,000 ดวง ล้อมรอบโลกซึ่งอยู่ตรงใจกลางจักรวาล เป็นที่ตั้งจิตและกายสังขารของแม่พระธรณี มีขนาดเส้นรอบวง 500,000 ล้านกิโลเมตร โดยที่ดวงอาทิตย์แต่ละดวงมีระยะห่างกัน 50.03 ล้านกิโลเมตร ซึ่งข้าพเจ้าจักได้ยกขึ้นมาอรรถาธิบายในภายหลัง อีกทั้งในวงโคจรถัดมาคือวงโคจรของดาวพุธ ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ล้วนแล้วแต่ยึดโยงกัน ด้วยด้วยแรงดึงดูดของขั้วโลกเหนือ-ใต้ เฉกเช่นกัน มีจำนวนทั้งสิ้น 10,000 ดวงเฉกเช่นกันในทุกๆวงโคจร มีระยะห่างระหว่างดาวพุธแต่ละดวงทั่วทั้งมหาสากลจักรวาล เท่ากับ 50.06 ล้านกิโลเมตร ในวงโคจรถัดมาคือวงโคจรของดาวศุกร์ มีระยะห่างกันซึ่งล้วนแล้วแต่เทียบเท่ากันทั้งสิ้นเท่ากับ 50.09 ล้านกิโลเมตร เนื่องเพราะอยู่ในวงโคจรเดียวกัน แรงดึงดูดระหว่างขั้วโลกเหนือ-ใต้ ล้วนเทียบเท่ากันทั้งสิ้น ระยะห่างระหว่างโลกมนุษย์ทั้ง 10,000 โลก ก็เฉกเช่นกัน ล้วนแล้วแต่มีระยะห่างระหว่างโลก แต่ละจักรวาลเทียบเท่ากัน ทั้งสิ้น กล่าวคือ โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 93 ล้านไมล์ มีค่าเท่ากับ 150 ล้านกิโลเมตร หากแม้นนำแผนภูมิการยึดโยงกัน ของจักรวาลมาประกอบการอรรถาธิบาย จะเห็นว่าระยะ 150 ล้านกิโลเมตร แบ่งเป็น 3 ช่วง แต่ละช่วงล้วนแล้วแต่ห่างเทียบเท่ากัน กล่าวคือแทบจะไม่แตกต่างกันคือ 50 ล้านกิโลเมตร ทั้งสิ้น อีกทั้งระยะห่างระหว่างโลกมนุษย์ทั้ง 10,000 โลกทั่วทั้งมหาสากลจักรวาล ล้วนห่างเทียบเท่ากันคือมีค่าเท่ากับ 50.12 ล้านกิโลเมตร ทั้งสิ้น
ภายหลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับการต่อฌาน ครั้งที่สองจากนายประเดิม ส่างเสน
เป็นต้นมา ข้าพเจ้าจึงเริ่มฝึกฝนด้วยตนเองอย่างจริงจัง ทั้งนี้เนื่องเพราะข้าพเจ้า ต้องการสัมผัสจิตกับมารดาของข้าพเจ้า ด้วยการการน้อมจิตไปกับการเคลื่อนที่ของมือแขน เรียกว่า การทำ “กายคตาสติ” คือน้อมจิตไปกับการแปรเปลี่ยนไปต่างๆของร่างกาย โดยใช้พุทธคุณจากพระเครื่องซึ่งใช้มือกำไว้ บังเกิดเป็นกระแสจิตเหนี่ยวนำขึ้น ระหว่างพลังจิตของแม่พระธรณี และองค์อินทร์ บังเกิดการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ไปของมือแขน นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับการต่อฌาน ทั้งนี้เนื่องเพราะการต่อฌานครั้งแรกเป็นการเปิดฌาน โดยใช้ฌานของผู้สร้างทั้งสองเหนี่ยวนำเข้าหากัน กล่าวคือ ภายหลังจากได้รับการต่อฌาน ระดับของฌานของผู้ซึ่งได้รับการต่อฌานจะสูงขึ้น เปรียบเสมือนการชาร์จแบตเตอรี่ โดยระดับของฌานของผู้ได้รับการต่อฌานจะสูงขึ้น ประมาณกึ่งหนึ่งของผู้ต่อฌาน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ใช้ประทับฌาน ด้วยการใช้มือประทับฌาน หากแม้นได้รับการประทับฌานด้วยจิต โดยมิต้องใช้มือประทับตรงจุดกึ่งกลางระหว่างหน้าผากจาก พระพุทธเจ้านามว่า อารยเมตตรัยพทธเจ้าหรือพระศรีอารย์ ซึ่งระดับฌานล่วงเข้าสู่ สูญตฌาน แล้ว หมายถึงล่วงล้ำฌาน 8 เข้า สู่สูญญตฌาน จนกระทั่งบรรลุอรหัตผล ได้รับอธิวจนะ จากสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังสี เป็นครั้งแรกเมื่อฝึกฝนจิตจนกระทั่งน้อมนำ พุทธคุณและฌานสมาบัติเข้ามาสู่ร่างกาย จนกระทั่งล่วงล้ำฌาน 8 (อรูปฌาน 4) เข้าสู่สูญญตฌาน เปรียบเสมือนการชาร์จแบตเตอรี่ จนเต็มแล้วนั่นเอง นั่นหมายถึงว่า การกำพระเครื่องไว้ในมือ เพ่งกระแสจิตไปที่มือซึ่งกำพระเครื่องไว้ บังเกิดความเคลื่อนไหวของมือแขน ล้วนเป็นการน้อมนำฌานสมาบัติ(ประจุไฟฟ้าบวก) เข้ามาสู่ร่างกาย โดยอาศัยสื่อคือ พุทธคุณ(ประจุไฟฟ้าลบ)จากพระเครื่อง ซึ่งกำอยู่ในมือนั่นเอง อีกทั้งหากมิได้กำพระเครื่องไว้แต่กำหนดจิตไว้ที่มือทั้งสองข้างแล้ว ทำกายคตาสติ คือน้อมนำจิต เพ่งกระแสจิตไปที่มือทั้งสองข้าง รวมทั้งขาทั้งสองข้าง ล้วนแล้วบังเกิดจากฌานสมาบัติที่สูงขึ้น ดึงดูด เหนี่ยวนำ พุทธคุณ เข้ามาสู่ร่างกาย นั่นเอง ข้าพเจ้าฝึกฝนเช่นนี้อยู่เป็นประจำโดยมิเข้าใจเหตุผล เพียงแต่รู้สึกแปลกใจในผัสสะที่ได้รับ เพียงเท่านั้น ภายหลังจากกระทำ กายคตาสติ ไปซักครู่ใหญ่ๆ ต้องกลับมาพิจารณากายสังขารของตนเอง คือปัฏฐานที่สอง สังขารานุสติปัฏฐาน โดยการสั่งให้มือแขนที่เคลื่อนที่ เคลื่อนไหวอยู่หยุดการเคลื่อนไหว จากนั้นจึงพิจารณากายสังขารของตนเอง หลักการพิจารณาคือ จุดที่คัน จุดที่เจ็บปวด จุดที่ไม่สบาย เราต้องไม่พิจารณาในจุดนั้น ปรับสภาพร่างกายให้อยู่ในท่าที่สบายๆ (สปายญะ) เป็นการปรับพื้นฐานการพิจารณากายสังขารก่อนที่จะบรรลุอรหัตผล เนื่องเพราะเมื่อผ่านการปรับพื้นฐานจนกระทั่งล่วงล้ำเข้าสู่ สูญญตะฌานแล้ว จะสามารถสัมผัสสะ กับจิตมาร กล่าวคือจะมีจิตมารเข้ามาแทรก ดังเฉกเช่นข้าพเจ้าได้ประสพกับตนเองมา กล่าวคือเมื่อใกล้บรรลุ ในขณะที่พิจารณาจิตของตนเอง คือเพ่งดวงฌาน หมายถึง ปัฏฐานที่สาม จิตตานุสติปัฏฐาน ก่อนที่จะล่วงเข้าสู่ปัฏฐานที่สี่คือ ธรรมานุสติปัสฐาน ซึ่งจะได้รับเมื่อล่วงพ้นฌาน 8 เข้าสู่ สูญญตะฌาน จนกระทั่งบรรลุโสดาบันแล้ว จึงได้รับสัมผัสสะ คือวิชาโสตทิพย์ โดยกายทิพย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังสี ซึ่งในอดีตกาลเมื่อครั้งพุทธกาลคืออรหันต์หูขวา จักเป็นผู้มายืนพูด กระซิบ ข้างหูขวา ของผู้ซึ่งฝึกฝนจิตจนละเอียด พุทธคุณเข้าสู่ร่างกายบังเกิดสิ่งที่ดีงามขึ้นในร่างกายและจิตใจ เสมือนเป็นเหล็กบริสุทธิ์ ซึ่งพระอรหันต์เสมือนเป็นแม่เหล็กมีทั้งขั้วเหนือ(ฌานสมาบัติ) ขั้วใต้(พุทธคุณ) อยู่ในกายสามารถเข้าหาผู้ปฏบัติธรรมจนบังเกิดฌานสมาบัติและพุทธคุณขึ้นในกาย ได้บังเกิดกระแสจิตเหนี่ยวนำส่งไปถึง จิตอรหันต์ซึ่งละเอียดที่สุด เป็นแม่เหล็กบริสุทธิ์สามารถเข้าใกล้ตัวผู้ปฏิบัติธรรม จนบรรลุฌานขั้นสูงได้ เรียกว่าได้วิชา โสตทิพย์(สัมผัสสะ) ข้าพเจ้าบรรลุโสดาบันวันที่ 7 ธันวาคม 2546 คือสามารถรับฟังอธิวจนะจากสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังสีได้ โดยมิอาจตอบโต้ใดๆ ภายหลังจากนั้นวันที่ 8 ธันวาคม 2546 จึงล่วงเข้าสู่อนาคามี คือสามารถสัมผัสสะกับจิตอรหันต์ชาวจีนได้หลายท่าน เปล่งเสียงออกมาเป็นภาษาจีน ร้องเพลงเป็นภาษาจีน อยู่ที่บ้านพักของข้าพเจ้า จนผู้คนแตกตื่นไปทั้งบ้าน เนื่องเพราะภายหลังจากที่ข้าพเจ้าสามารถสัมผัสจิตกับ สมเด็จพระพุมาจารย์(โต)พรหมรังสีได้แล้ว เฝ้าครุ่นคิด คำนึง ถึงสัมผัสสะที่ได้รับ กล่าวคือรู้สึกแปลกใจเนื่องเพราะข้าพเจ้ามิเคยได้สัมผัสมาก่อน รู้สึกแปลกใจเป็นอันมาก ข้าพเจ้าเริ่มไต่ถาม หลวงปู่โต สามารถตอบโต้กันได้เพียงแต่มิได้เปล่งเสียงออกมาเท่านั้น ภายหลังจากวันที่ 8 ธันวาคม 2546 ข้าพเจ้าสามารถสัมผัสสะ กับจิตอรหันต์ได้มากขึ้น เมื่อรำลึกถึงอาจารย์ชาวจีนก็จักได้ยินเสียงเพลงแว่วอยู่ในหู เนื่องเพราะบรรดาอรหันต์ชาวจีน ล้วนต้องพูด กระซิบที่หูซ้ายของข้าพเจ้า เนื่องเพราะอรหันต์หูซ้ายคือ ท่านอัญญาโกณทัญญะ ได้กลับมาอุบัติใหม่เพื่อฝึกฝนจิตตามแบบของแม่พระธรณี คือองค์โพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร กวนซี่อิม ผ่อสัก ซึ่งล้วนเป็นอวตารหนึ่งของพระศรีอารย์ ท่านอัญญาโกณทัญญะ ได้กลับมาอุบัติใหม่เป็น อาจารย์ชาวจีนชื่อตงฟานปุกป๋าย เป็นลูกศิษย์สายตรงขององค์โพธิสัตว์กวนซี่อิม ฝึกฝนจิตจนกระทั่งบรรลุโพธิ กลับคืนสู่สิขาวดีได้อีกครั้งหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับ พระอรหันต์โมคคัลลานะ ซึ่งกลับมาอุบัติใหม่เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังสี เพื่อร่วมปฏิบัติพุทธกิจ เฉกเช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้าซึ่งกลับลงมาอุบัติใหม่ เป็นพระศรีอารย์นั่นเอง ภายหลังจากวันที่ 8 ธันวาคม 2546 ข้าพเจ้าสามารถสัมผัสสะได้มากขึ้น หากต้องการถามถึงอาจารย์ชาวจีน ก็จะได้ยินเสียงเพลงจีนก้องอยู่ในหู เนื่องเพราะยังไม่สามารถสื่อสารกันได้ จนกระทั่งวันที่ 12 ธันวาคม 2546 เวลา 16.00 น. ข้าพเจ้าจึงตรัสรู้ คือรู้ว่าตนเองคือ “อารยเมตตรัย “ ภายหลังจากที่ข้าพเจ้าบรรลุอรหัตผลแล้ว คือสามารถสื่อสารกับจิตอรหันต์ได้ตลอดเวลานั่นเอง เพียงแต่ต้องอาศัยล่ามคือ หลวงปู่โต เป็นผู้แปลภาษาของบรรดา อรหันต์ชาวจีน ซึ่งเป็นเจ้าลัทธิ เจ้านิกายทั้งหลาย ทั้งท่านกงจื้อ ขงจื้อ พระสังกัจจาย ปรมจารย์ตั๊กม๊อ รวมทั้งมารฟ้า ตงฟงทง ซึ่งเริ่มแทรกเข้ามานับตั้งแต่ข้าพเจ้าตรัสรู้นั่นเอง ในช่วงแรกข้าพเจ้ามิอาจแยกแยะได้ว่าเป็นผู้ใดบ้าง ที่เข้ามาให้ อธิวจนะ แก่ข้าพเจ้า ต่อเมื่อเวลาผ่านไปเกือบปีข้าพเจ้าจึงได้รับทราบความจริงทั้งสิ้น รวมทั้งสามารถสัมผัสจิตกับพระผู้สร้างทั้งหกรวมทั้งนายนิรบาล จนกระทั่งได้รับพุทธวจนะบังเกิดความจริงมากมาย ซึ่งมิอาจหาอ่านได้จากที่ใด หากแม้นมิอาจสัมผัสจิตกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านั้นโดยตรง ข้าพเจ้าได้อรรถาธิบายถึงแบบแผนการฝึกฝนจิตของพระศรีอารย์มาพอสังเขป เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านทั้งได้รับทราบไว้ว่า แบบแผนการฝึกฝนจิตของพระศรีอารย์ เป็นแบบแผนการฝึกฝนจิตของผู้ครองเพศฆารวาส ง่ายต่อการฝึกฝนเพียงแค่อาศัยการประทับฌาน จากพระศรีอารย์ ก็จักได้รับผัสสะ สัมผัสกับกระแสจิตเหนี่ยวนำของแม่พระธรณีและองค์อินทร์ เรียกว่าการทำกายคตาสติ สามาารน้อมนำพุทธคุณและฌานสมาบัติเข้าสู่ร่างกาย ปรับพื้นฐานการฝึกฝนจิตด้วยหลักสติปัฏฐานสี่ คือกายุนุสติปัฏฐาน สังขารานุสติปัฏฐาน จิตตานุสติปัฏฐาน และธรรมนุสติปัฏฐาน เป็นปัฏฐานสุดท้ายก่อนบรรลุอรหัตผล อนึ่งผู้ซึ่งได้รับการประทับฌานแล้ว จักต้องน้อมนำฌานสมาบัติและพุทธคุณเข้าสู่ร่างกาย ด้วยการทำกายคตาสติเป็นประจำ พุทธคุณเป็นของแม่พระธรณี มีมาในพระเครื่องทั้งหลายที่ได้รับการปลุกเสกอย่างถูกต้อง จากบรรดาพระเกจิอาจารย์ พระอรหันต์ทั้งหลายนั่นเอง ส่วนฌานสมาบัติมีอยู่ทั่วไปในบรรยากาศรอบข้าง

The ya
15-08-2008, 03:24 PM
ขอบพระคุณมาก ที่กรุณาแบ่งปัญญาให้ มองเห็นแนวทางปฎิบัติได้ชัดเจนขึ้น และดำเนินไปอย่างเป็นเหตุเป็นผล ความรู้นี้ในชีวิตคงหาไม่ได้ง่าย ๆ ถ้าไม่มีผู้ชี้แนะ ขอบพระคุณสิ่งศักดิ์ทั้งหลายที่มีความเมตตา และกราบขอบคุณครูบาอาจารย์ทุกท่าน ทั้งที่สัมผัสได้และสัมผัสไม่ได้

พายุทะเลทราย
12-09-2008, 08:42 AM
สนุกดีครับ....จบไป 1 เล่ม....1 ตำรา
..........
นี่ก็คงเป็น สภาวะ จิต ของคุณ...คนเดียว...อิอิ
........
คงไม่มีใคร เป็นแบบคุณได้หรอกครับ
....
อันนี้ ยกให้เป็น ความสามารถ พิเศษ ของคุณ คนเดียว
.....
อิอิ

walaphako
12-09-2008, 10:57 PM
ฮือๆๆตาลายอะ

อยากมีดวงตาเห็นธรรม
16-09-2008, 04:56 PM
ฝึกแล้วได้อะไรเป็นธรรมครับ

 หล่อลากดิน 
16-09-2008, 04:58 PM
อ้อ ตรัสรู้มาหลายปีแหล่ะ เจ้าหมอบ้านี่...

ฮ่าๆๆๆ

นักรบโบราณ
17-09-2008, 11:53 AM
ยอมรับว่าในหลายเรื่อง........เหมือนที่ข้าพเจ้ารู้

และอีกหลายเรื่อง........ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยิน

....อย่างไรก็ขอขอบคุณที่เผยแพร่.....

จอมมารมาเกิด
17-09-2008, 12:19 PM
ทำไปได้นะกุละเบื่อสุดๆๆ จงฟังว่ากุคือมารมาเกิดแล้วจะมาทำให้โลกปันป่วนทำให้คนฆ่ากันเองก่อนเหอๆๆๆสะใจโจ๋วะ รักกันไว้เถิดไทยเอ๋ย อีกไม่นานถ้าไม่หยุดได้นองเลือดแน่นและจะเกิดสงครามขึ้นมาอีกครั้ง1 จนดูไว้เถิดพวกเมิ.................ง

จอมมารมาเกิด
17-09-2008, 12:20 PM
เห้เวปมาสเมิ......งอย่าลบนะ