PDA

View Full Version : เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์นั้น ชาวพุทธเรามีคนอยู่สองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งเชื่อ


vacharaphol
11-01-2006, 02:16 AM
เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องแยกตอบเป็นสองแง่ครับ ถ้ามองแง่เดียวจะได้ภาพที่ไม่ครบ แล้วก็เกิดความเข้าใจที่แหว่งวิ่น
๑) แง่ของการครองชีพ ธรรมชาติของคนที่ต้องทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนั้น เงินทองทำให้ครองชีวิตได้เป็นปกติสุข ทำมาหาได้เท่าไหร่ก็ต้องวางแผนทั้งในระดับของการใช้จ่ายเฉพาะหน้า และการเก็บออมไว้เผื่อฉุกเฉินในอนาคต หมายความว่าค่าใช้จ่ายส่วนตัวนั้นมีทั้งปัจจุบันที่ต้องใช้เลย และทั้งอนาคตที่ต้องเอาเข้าธนาคารไว้รอจ่ายโดยไม่คาดฝันด้วย
หากทำบุญแบบทุ่มสุดตัว ขาดการไตร่ตรอง ขาดการคิดเผื่อขาดเผื่อเหลือไว้สำหรับเหตุฉุกเฉิน ก็จัดว่าเราครองชีพด้วยความประมาท ไม่ระมัดระวัง ไม่รอบคอบ เป็นที่มาของการเบียดเบียนสองฝ่าย คือเบียดเบียนตนและเบียดเบียนผู้อื่น
การเบียดเบียนตนที่เห็นได้ชัดก็คือบางครั้งเมื่อต้องการได้สิ่งที่สมควรได้ก็จะไม่ได้ หรือจำเป็นต้องใช้ก็จะไม่ได้ใช้ อย่างเช่นเสื้อผ้ารองเท้าเก่าหรือขาดก็อาจต้องรอแล้วรออีกไม่มีจังหวะซื้อหาเสียที หรือพอแก่ตัวลงเริ่มเจ็บไข้บ่อย สังขารโรยราให้ต้องบำรุงมากขึ้น ก็ขาดปัจจัย ค่ายา ค่าหมอ ค่าอุปกรณ์ผ่อนหนักให้เป็นเบาทั้งหลาย หากเกิดความเดือดร้อนขึ้นเพราะวิธีทำบุญแบบทุ่มสุดตัว นี่เป็นตัวอย่างของการเบียดเบียนตนเพราะวิธีทำบุญสุดตัวของเรา
ส่วนการเบียดเบียนผู้อื่นนั้น คือบางครั้งเมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้เงินอย่างยิ่งยวด ก็อาจทำความอึดอัดให้กับญาติสนิทมิตรสหายผ่านการหยิบยืม เขาอยากปฏิเสธใจจะขาดแต่ก็สงสารเรา อดช่วยไม่ได้ หรือบางทีไม่ต้องหยิบยืมใครก็จริง แต่อาจต้องเบียดบังเงินทองของครอบครัว พลอยทำให้ครอบครัวต้องกระเบียดกระเสียรตามเราทั้งที่ไม่ได้อนุโมทนายินดีไปด้วย พวกเขาเลยพานเกลียดศาสนา รังเกียจการทำบุญ ทำให้จิตตกด้วยความคิดอกุศล กลายเป็นภัย หรือกลายเป็นโศกนาฏกรรมทางวิญญาณไป นี่เป็นตัวอย่างการเบียดเบียนผู้อื่นเพราะวิธีทำบุญสุดตัวของเรา
๒) แง่ของวิบากกรรม พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่าถ้าเห็นผลของทานเหมือนอย่างที่ท่านเห็น มนุษย์ทั้งหลายคงแจกอาหารแก่คนและสัตว์ก่อนบริโภคเองเป็นแน่แท้ นั่นเพราะอะไร เพราะผลของทานยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ การให้เปล่านั้นคุ้มเสียยิ่งกว่าลงทุนหว่านเม็ดเงินหวังผลในเชิงธุรกิจเป็นไหนๆ คือถ้าให้ทานด้วยความบริสุทธิ์ใจแล้ว คิดง่ายๆว่าให้หนึ่งบาทอย่างน้อยที่สุดต้องตอบคืนกลับมาร้อยบาท นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ผู้รู้แจ้งทรงยืนยัน
ผลของทานนั้นคนส่วนใหญ่จะได้ยินว่าทำให้เกิดใหม่ร่ำรวย หรือได้ไปเสวยสวรรค์ในภพหน้า ซึ่งก็เป็นความจริง แต่นั่นเป็นความจริงเพียงส่วนเดียว ที่แท้แล้วผลของการทำทานให้ไพบูลย์ยังมีความน่าชื่นใจอีกมาก ไม่จำเป็นต้องตายเสียก่อนจึงจะรู้เห็น
ก่อนอื่นขอให้เล็งไปที่จิตมนุษย์ว่าคับแคบและมืดทึบอยู่ด้วยกิเลสชนิดใดบ้าง ถ้าไม่กล่าวถึงหัวโจกอย่าง ‘ความตระหนี่’ ก็คงเหมือนขาดผู้ร้ายตัวสำคัญไป อันว่าความตระหนี่ถี่เหนียวนั้นมักเข้าคู่กันได้ดีกับความเล็งโลภอยากได้สมบัติผู้อื่น เรียกว่าความงกกับความโกงนั้นเป็นเกลอแก้ว เป็นคู่หูที่เห็นตัวใดก็มักเห็นอีกตัวเป็นเงาตามมาด้วยเสมอ
การคิดสละ การคิดให้ การคิดเกื้อกูล จัดเป็นปรปักษ์กับความตระหนี่โดยตรง ฉะนั้นยิ่งเราให้ทานมากเท่าไหร่ ความตระหนี่ก็ยิ่งถูกกำจัดออกจากใจเรามากเท่านั้น คือถ้าทำทานแบบทุ่มสุดตัว ก็หมายถึงกำจัดความตระหนี่ได้เต็มพิกัดเช่นกัน
และเมื่อความตระหนี่หายหน้าไปอย่างแท้จริง ความอยากโกงก็ต้องพลอยหายหนไปด้วย หรือแม้ยังหลงเหลืออยู่ ก็คงไม่กล้าโผล่หน้าออกมาถนัดนัก เราจึงต้องยกความดีให้กับการทำบุญแบบทุ่มสุดตัวในแง่ที่มันช่วยประกันเราไม่ให้ตกหลุมพรางไปติดเหยื่อล่อให้คิดคดโกงหรือขโมยของใคร เพราะกะแค่สมบัติของตนเองยังยกให้ผู้อื่นได้แทบหมดเกลี้ยง แล้วใจจะมีกำลังไปยกเอาของใครมาให้ตนเองไหว?
อีกประการที่สำคัญคือความสุขทางใจ คนที่ทำทานโดยความเห็นว่าเป็นงานอดิเรก เป็นการรื่นเริง เป็นความบันเทิงใจ จะมีแต่ปีติและสุขอยู่เสมอ เพราะทุกครั้งที่ให้ทานย่อมกำจัดความตระหนี่ออกไปบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งเท่ากับขจัดความหนักและปฏิกูลที่หมักหมมออกจากจิต ยิ่งเอาของหนักออกมากก็ยิ่งเบา ยิ่งชะล้างสิ่งสกปรกออกมากก็ยิ่งสะอาดผ่องใส ก็เกิดธรรมชาติโปร่งโล่งเบิกบานขึ้น เหล่านี้คือความจริงที่แกล้งพูดให้เป็นอื่นไม่ได้
มีความจริงอยู่ประการหนึ่งซึ่งคนทั่วไปไม่รู้ เนื่องจากขาดประสบการณ์ตรง นั่นคือรสของทานจิตนั้นเป็นสิ่งที่เสพแล้วติดได้อย่างหนึ่ง เพราะปีติสุขอันเกิดจากการทำทานดีๆนั้นคล้ายกับปีติสุขของการทำสมาธิ มีความเย็นซ่าน มีรสหวานชื่น และมีความโปร่งเบาไร้กังวล แม้แบกภาระหนักอึ้งอยู่เพียงใด ถ้าได้ทำทานที่ชอบใจแล้ว ก็เหมือนมลายหายไปหมดในไม่กี่พริบตา จึงไม่น่าแปลกใจที่บางคนชอบทุ่มสุดตัว เพราะยิ่งทุ่มมากเท่าไหร่ ยิ่งบังเกิดสุขลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น
ถาม – เงินทำบุญที่ว่านี้ก็แค่ไม่กี่พันบาท แบบนี้จะถือว่าเป็นการผ่อนส่งกรรมเก่าได้ช้าไปไหมคะ?
คำถามซึ่งสะท้อนความในใจคือเกรงจะผ่อนส่งกรรมเก่าช้าไป กลายเป็นตัวตัดสินสุดท้ายทันทีครับว่าทานที่คุณทำอยู่นั้น จัดเป็นทานแบบมีความผูกพัน มีความหวังผลจากทาน จึงไม่อาจจัดเป็น ‘สุดตัว’ หรือ ‘สุดใจ’ สะอาดบริสุทธิ์เต็มร้อยได้ พูดง่ายๆว่านี่ไม่ใช่การสละที่แท้จริง ผลที่พึงเกิดจากการทำทานแบบสุดตัวสุดใจจึงอาจจะไม่ปรากฏเต็มเม็ดเต็มหน่วยนัก
ก่อนอื่นลองเลิกคิดว่าจะผ่อนส่งกรรมเก่าด้วยทาน แต่ให้ทำทานด้วยความคิดว่านี่คือกรรมใหม่ นี่คือเส้นทางใหม่ นี่คือจิตแบบใหม่ ขอให้ผลทานจงงอกเงยอย่างรวดเร็วในรูปของการดลจิตให้สามารถคิดสละสิ่งสกปรกหรือส่วนเกินทั้งปวงออกไปจากชีวิตได้ง่ายๆ รับประกันว่าถ้าอธิษฐานด้วยใจบริสุทธิ์อย่างนี้ทุกครั้ง ก็จะได้ผลตามคำอธิษฐานอย่างรวดเร็ว และคุณจะพบว่ากรรมเก่าให้ผลเบาบางลงไปมาก เนื่องจากความสุขจากกรรมใหม่เข้ามาท่วมทับกองทุกข์แบบเดิมๆ เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบเทียบว่ารสเกลือย่อมเจือจางเมื่อเติมน้ำใหม่เข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ
ถาม – ทานในรูปแบบอื่นๆที่ให้ผลมากกว่าการใช้เงินนี่มีไหมคะ? คือทานแบบอื่นดิฉันก็พยายามทำประกอบไปด้วยค่ะ อย่างเช่นช่วยเหลือผู้อื่น ยินดีในความบุญกุศลของผู้อื่น เป็นต้น แค่ไม่แน่ใจว่าจะเพียงพอรึเปล่าเท่านั้น
พระพุทธเจ้าตรัสว่าการทำบุญบางอย่างตระเตรียมน้อย แต่ให้ผลใหญ่ มีอานิสงส์มาก ซึ่งที่เป็นอย่างนั้นนะครับ มีรายละเอียดให้พูดถึงกันยิบย่อยเยอะแยะ แต่เอาหลักๆแล้ว ไม่ว่าจะให้ทานด้วยเงิน หรือด้วยกำลังสมอง หรือด้วยกำลังแรง ก็จะมีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือใจที่คิดให้นั้นอ่อนโยนหรือกระด้าง กฎแห่งกรรมข้อหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือจิตยิ่งอ่อนโยนเท่าไร ผลของทานก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น
ตัวอย่างเช่นหากเป็นผู้ให้ทานภิกษุสงฆ์ด้วยความเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานด้วยความอ่อนน้อม ให้ทานอย่างเข้าใจ ให้ทานด้วยความเห็นว่ามีผล อาการของใจดังกล่าวเหล่านี้แหละจะทำให้เกิดผลมาก แม้เงินเพียงน้อย แต่อานิสงส์จะไม่น้อยตามเงินเลย
ค่อยๆสำรวจไปทีละข้อว่าเราขาดข้อไหน เช่นยกของประเคนพระด้วยใจเคารพหรือเปล่า ให้ด้วยความเข้าใจหรือเปล่าว่ามีของอะไรถวายให้พวกท่านใช้ประโยชน์แบบไหน หรือในอีกระดับของทาน พอจะให้กระดูกหมาทั้งทีมีอาการอ่อนน้อมหรือแกล้งเอากระดูกปาหัวมัน (สำเร็จกรรมพร้อมกันสองประการ คือให้ด้วย รังแกสัตว์ด้วย) ขาดข้อไหนก็เสริมข้อนั้น จนกว่าจิตจะเต็มบริบูรณ์ด้วยอาการแห่งทานของสัตบุรุษ
อีกประการที่สำคัญ คือทานไม่ใช่กรรมใหม่ที่แก้กรรมเก่าได้ครอบจักรวาล โดยหลักแล้วทานเป็นกรรมที่แก้ความตระหนี่โดยตรง ทว่าทานในแต่ละประเภทจะให้ผลข้างเคียงเฉพาะตัว เช่นให้ทรัพย์จะเป็นผู้มีทรัพย์ ให้ปัญญาจะเป็นผู้มีปัญญา ให้แรงกำลังจะเป็นผู้มีกำลังแรง
สรุปโดยรวมขอให้คิดอย่างนี้ก็แล้วกันครับ การทำบุญแบบทุ่มสุดตัวคือการทำทานแบบมีน้ำจิตอ่อนโยน มีความเต็มใจให้เต็มที่แบบไม่หวงไว้ สามารถกำจัดความตระหนี่ถี่เหนียวและความเล็งโลภอยากได้สมบัติผู้อื่นโดยไม่ชอบธรรม กับทั้งก่อให้เกิดความร่าเริงในทานเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขอให้ดูด้วยตนเองเถิดว่าลงเงิน ลงแรง ด้วยกิริยาอย่างไรแล้วเกิดผลเช่นที่ว่านี้ ก็ถือว่าใช้ได้อย่างที่สุดแล้ว ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านั้นแล้ว ถึงแม้ว่าฐานะจะยังไม่ดีขึ้น แต่ก็ทำให้คิดได้และเป็นสุขมากขึ้นทันใจแน่นอนล่ะครับ

tummaism
03-11-2008, 04:44 AM
ผมไม่รู้ว่าใครว่ายังไง เเต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเเล้วหลายปีนั้น ผมเชื่อว่ามีจริงครับ โลกหลังความตาย วิญญาณ นรก สวรรค์ เเม้ผมไม่เคยเห็น เเต่ผมเชื่อว่าพวกเขามีอยู่จริง บอกได้เเค่นี้ครับ ต้องลองปฏิบัติสมาธิ เเละศึกษาธรรมะกันเป็นประจําดู เดี๋ยวคําตอบก็จะคลี่คลายออกมาเองโดยธรรมชาติครับ