NoOTa
10-01-2006, 12:03 AM
http://www.siamnovella.com/images/books/ssb0318.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>โดย ผู้จัดการออนไลน์</TD><TD class=date vAlign=baseline align=left></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left> พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ หรือ หมอเบิร์ท คุณหมอสาวแสนสวย ผู้มีดีกรีเป็นถึงอดีต นางสาวไทย ประจำปี 2542 ซึ่งนอกจากจะมีรูปร่างหน้าตาสะสวยแล้ว เธอยังเป็นผู้ที่มีจิตใจดีงาม และมากไปด้วยความสามารถ เพราะปัจจุบันนอกจากเธอ จะเป็นจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลศรีธัญญาแล้ว เธอยังเป็นผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์สีช่อง 7 เป็นวิทยากรที่ให้ความรู้ด้านจิตวิทยา และเป็นนักเขียนประจำเวบไซด์ www.dmh.go.th ซึ่งเป็นเวบไซต์ของโรงพยาบาลศรีธัญญา อีกทั้งมีผลงาน พ็อกเก็ตบุคของตัวเองออกสู่แผงหนังสือด้วย
หลากหลายความสำเร็จของคุณหมอสาวสวยวัย 30 ต้นๆนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการสนใจศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรมมาเกือบ 10 ปีแล้ว และตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอได้นำธรรมะมาใช้ในการบำบัดผู้ป่วยทาง จิต ซึ่งเป็นปัญหาที่นับวันแต่จะทวีความรุนแรงมาก ขึ้นในสังคมเมือง
คนส่วนใหญ่จะเริ่มสนใจศึกษาธรรมะเพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังทุกข์ คุณหมอเป็นอย่างนั้นด้วย หรือเปล่าคะ
ไม่นะ ที่มาศึกษาตรงนี้ก็เพราะมีคนชวนให้ไปปฏิบัติธรรม ไม่ได้เป็นเพราะมีปัญหาหรือมีความทุกข์ คือ ตัวเองจะรู้สึกว่าธรรมะเป็นเรื่องยากมาก ถ้าเราไปศึกษาในช่วงที่สภาพจิตใจเราแย่หรือเราไม่พร้อมก็คงยากที่เราจะเข้าใจธรรมะ เหมือนกับเราไปหัดว่าย น้ำตอนที่เราแขนเจ็บ เราก็คงว่ายไม่ได้ เลยคิดว่าถ้า ตั้งใจจะไปศึกษาธรรมะควรไปตอนที่สภาพจิตใจปกติ และพร้อมที่จะเรียนรู้
ถ้าศึกษาด้านสติปัฏฐาน 4 นี่มาเริ่มหลังจากอำลา ตำแหน่งนางสาวไทยแล้ว คือตอนแรกประมาณปี 2538 -2539 พี่สาวไปก่อน ไปแล้วเขาก็บอกว่าดี ก็มาชวนให้ เราไปศึกษาด้านนี้ด้วย ก็ผลัดเขามาเรื่อย เราก็เหมือน วัยรุ่นทั่วไปที่ยังชอบเที่ยวชอบอะไรอยู่ ก็อยู่ในสังคมที่ถูกดึงไปทางนั้นทางนี้ เราก็โอ๊ย..งานเยอะ กำลังรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ยังไม่ว่างไปปฏิบัติธรรม
แต่อยู่มาวันหนึ่งได้อ่านหนังสือของอาจารย์กำพล ซึ่งท่านเขียนเรื่องลาออกจากความพิการ คือท่านเป็น อัมพาตตั้งแต่คอ ไหล่ แขนขาทั้ง 2 ข้างของท่านกระดิกไม่ได้เลย แล้ววันหนึ่งก็มีโอกาสได้คุยกันท่านอาจารย์บอกว่าหมอเบิร์ธ ตอนนี้ผมอยากจะเดินจงกรม อยากจะนั่งสมาธิก็ทำไม่ได้ แค่จะพลิกตัวยังทำไม่ได้เลย ถ้าหมอยังมีร่างกายแข็งแรงอยู่ทำไมไม่รีบขวนขวายปฏิบัติเสียตั้งแต่ตอนนี้
ก็เลยคิดว่าถ้าเรารอให้แก่ ให้ว่างจากงาน ถึงตอน นั้นเราอาจไม่มีแรงจะปฏิบัติธรรมแล้ว หรือทำด้วยความยากลำบาก ก็เลยเริ่มไปปฏิบัติธรรมตั้งแต่ตอน นี้ดีกว่า ไม่ต้องรอให้ทุกข์ แก่ หรือเจ็บป่วย อย่างเวลา เราไปปฏิบัติธรรมเราก็เห็นคุณยายอายุ 70, 80 ท่านนั่งพื้นไม่ได้ นั่งเก้าอี้ก็เมื่อย ลุกก็โอย...นั่งก็โอย... เลยเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องที่จะรอได้ เพราะชีวิตมันไม่แน่นอน เริ่มตั้งแต่ตอนที่เรายังมีแรงอยู่ดีกว่า
คุณหมอเลือกปฏิบัติธรรมแบบไหนคะ
จะชอบการกำหนดอิริยาบถย่อย เพราะเราสามารถ นำไปใช้กับชีวิตประจำวันของเราได้ คือเราไม่ได้นั่งสมาธิอย่างเดียว เพราะเราศึกษาทางสติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นการกำหนดสติ ให้เรารู้ภาวะของ กาย เวทนา จิต ธรรม เช่น กาย ก็จะรู้ว่ากายเราตอนนี้รู้สึกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หรือรู้ว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไร กำลังจะกินอาหาร มีอาหารให้เลือก 4-5 อย่าง เราเลือกอันไหน กินแล้วรู้สึกอย่างไร เรียกว่าการกำหนดอิริยาบถย่อย ซึ่งช่วยทำให้เรามีสมาธิ มีสติ ไม่ฟุ้งซ่านไปกับความคิดที่ลื่นไหลอยู่ตลอดเวลา
ช่วงแรกๆ บอกกับพระอาจารย์ว่าเวลานั่งสมาธิจะง่วงและหลับตลอด เลยรู้สึกว่าไม่ชอบวิธีนี้ แต่จะชอบเดินจงกรมมากกว่า เพราะเวลาเดินจงกรมจะรู้สึกว่าง่ายและก้าวหน้ามากกว่า แต่พระอาจารย์บอกว่า ถ้าจะนำวิธีเดินจงกรมไปใช้ในชีวิตประจำวันจะค่อนข้างยาก เพราะเราไม่สามารถเดินอยู่ได้ทั้งวัน แต่การ กำหนดอิริยาบถย่อยนั้นเราสามารถทำได้ตลอดเวลา ก็รู้สึกว่าจริง เลยนำวิธีนี้มาใช้ตลอด แล้วก็ได้ผลดีเพราะเราจะสามารถกำหนดจิตให้อยู่กับปัจจุบัน
โชคดีที่เขาสอนอะไรมาเราก็รับหมด ก็เลยเรียนรู้ ได้เร็ว คือคิดว่าธรรมะขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอยู่ยืนยงมาได้ถึง 2,500 กว่าปี และยังคงใช้ได้อย่าง ทันสมัยอยู่ ก็เลยไปลองศึกษา
ไปปฏิบัติธรรมบ่อยไหมคะ
ตอนแรกคิดว่าจะไปปฏิบัติธรรมปีละหน แต่มานั่งคิดว่าถ้าปีหน้าเราตาย หรือเราพิการก็คงไม่มีโอกาสปฏิบัติธรรม แล้วช่วง 3-4 ปีมานี่ใจเริ่มหันมา ทางนี้มากขึ้น เพราะมองว่าการปฏิบัติธรรมมีความสำคัญต่อชีวิต ไปปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกว่ามีความสุข ไปแล้วไม่อยากกลับ จะรู้สึกว่าโอย...วันที่ 8 แล้ว จะต้องกลับบ้านแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คิดว่าถ้าเราได้อยู่ใน ทางธรรมตลอดไปก็ดีนะ เดี๋ยวนี้จะหาเวลาว่างไปตลอด คือมันเหมือนไปชาร์จแบตให้ตัวเอง แล้วก็ได้มีเวลากับแก่นสารที่แท้จริงของชีวิต มีเวลาทบทวนตัวเอง ได้ไปดูแลจิตใจตัวเอง พักทั้งกายทั้งใจ เพราะปกติเวลาทำงานก็จะนำธรรมะมาปรับใช้ แต่ถ้าช่วงไหนว่างก็จะหาเวลาไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม
ปกติจะชวนพี่สาว ชวนคุณแม่ไปตลอด อย่างพี่ สาวเขาเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อจรัล (หลวงพ่อจรัล ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี) เรียกว่าเข้าวัดกันทั้งบ้าน ก็ไปหลายที่นะ ของคุณแม่สิริ (คุณแม่สิริ กรินชัย) ก็เคยไป ปัจจุบันนี้จะไปที่สำนักสงฆ์เขาดินหนองแสง จ.จันทบุรี ซึ่งเงียบสงบมาก แวดล้อมด้วยภูเขา ไปศึกษาธรรมกับพระอาจารย์มานพ อุปสโม ซึ่งท่านสอน สติปัฏฐาน 4 เหมือนกับคุณแม่สิริ
ทราบว่าคุณหมอนำธรรมะมาใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคจิตด้วย
ใช่ค่ะ แต่จะนำมาใช้ในช่วงที่อาการเขาเกือบจะหายเป็นปกติแล้ว คือผู้ป่วยที่เราดูแลเป็นผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งประกอบด้วย โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคจิตเภท (มีอาการหวาดระแวง หูแว่ว เห็นภาพหลอน กลัวคน มาทำร้าย หรือหลงผิด เช่น คิดว่าตัวเองเป็นร่างทรง) ซึ่งในทางการแพทย์ระบุว่าอาการป่วยมีสาเหตุ 2 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งมาจากสภาพจิตใจและอีกส่วนหนึ่งมาจากความผิดปกติของสารบางอย่างในสมอง เช่น โรคซึมเศร้า เกิดจากสารเซโรโตนินหลั่งออกมาน้อยผิดปกติ, โรคจิตเภท เกิดจากโดบามีนในสมองหลั่งออก มามากเกินไป
ซึ่งในการรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ แพทย์จะมีการรักษา 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1.การรักษาทางยา 2.รักษาทางจิต และ 3.ทางสังคม อย่างจิตบำบัดนี่จะมีตั้งแต่การให้คำปรึกษาง่ายๆ เช่น มีปัญหาการปรับตัวกับคู่สมรส ก็อาจให้ทำคู่สมรสบำบัด, คนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียว ควบ คุมตัวเองไม่ได้ เราก็ทำจิตบำบัดเพื่อให้เขาเห็นพฤติกรรมของตัวเอง ให้คำชี้แนะและให้กำลังใจเขาในการ เปลี่ยนแปลงตัวเอง ที่สำคัญเราต้องทำให้คนไข้และญาติรู้ว่าโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของสมอง ดังนั้น การรักษาทางยาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก อาการเครียด กับอาการทางจิตนี่แตกต่างกันนะคะ บางคนไม่เข้าใจ พอญาติมีอาการทางจิต มีอาการหูแว่ว ก็เข้าใจว่าเป็นอาการเครียด แทนที่จะพาไปรักษาที่โรงพยาบาล กลับพาไปนั่งสมาธิ คนไข้ก็ยิ่งฟุ้งซ่านและอาการหนักมากขึ้น
แล้ววิธีการในการรักษาผู้ป่วยเป็นอย่างไรคะ
คนที่จะเป็นจิตแพทย์นี่เริ่มต้นเลย ก็ต้องมีเมตตาธรรม นั่งฟังปัญหาของเขาด้วยความเข้าใจเห็นใจ และเต็มใจช่วยเหลือเขา คนไข้แต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือน กัน คนไข้บางเคสจะรักษายากมาก เพราะอาจจะเติบโต มาแบบนั้น มีประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบนั้น ทำให้เขาผิดพลาดซ้ำซาก ถ้าเราไม่มีธรรมะ ไม่มีเมตตา เราก็จะไปตัดสินเลยว่าเขาผิด เพราะไม่ได้พยายามทำความเข้าใจว่าทำไมเขาทำแบบนั้น ก็เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าเปรียบว่าคนเราเหมือนบัวสี่เหล่า มีความคิดและสติปัญญาไม่เท่ากัน ถ้าเราเข้าใจตรงนี้เราก็จะดูแลเขาด้วยความเห็นใจ
การนำธรรมะมาใช้กับผู้ป่วยนี่ไม่ใช่การแสดงธรรม ไม่ได้มาเป็นแพ็คเก็จ หรือไปบอกว่าเขาต้องปฏิบัติ หนึ่ง สอง สาม สี่ แต่เราจะทำให้ผู้ป่วยมองเห็นปัญหาด้วยตัวเอง และมีแรงจูงใจที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ที่สำคัญให้เขาสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเอง นอกจากนั้นก็ให้ข้อคิดและธรรมะแก่เขา เพราะธรรมะจะช่วยให้ผู้ป่วยทุกข์น้อยลง วิตกกังวลน้อยลง ถ้าผู้ป่วยได้ศึกษาหลักธรรม เขาจะมอง ชีวิตอย่างเข้าใจ ทำให้เขาอยู่กับปัจจุบัน และรู้ว่าการฟูมฟายอยู่กับอดีตไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น อย่างผู้ป่วย ที่มีอาการซึมเศร้าเพราะสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ถ้าเขาศึกษาธรรมะว่าชีวิตมันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เขาก็จะเข้าใจว่าทุกชีวิตมีเกิดมีดับ
การนำธรรมะเข้ามาช่วยทำให้การรักษาง่ายขึ้น เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนธรรมะของพระพุทธเจ้าก็ยังทันสมัย และนำมาใช้ประกอบในการ ดูแลผู้ป่วยได้ เราจะให้เขาฝึกธรรมะไปเรื่อยๆ แล้วก็นำมาใช้บ่อยๆ บางทีคนไข้บอกว่าตอนนี้ปฏิบัติธรรม ไม่ได้หรอกเพราะกำลังประสบมรสุมชีวิต เครียดมาก เราก็บอกเขาว่าตรงนี้แหละจะเป็นเวทีให้เขาลองนำหลักธรรมะมาใช้
การทำงานกับผู้ป่วยโรคจิตน่าที่จะมีความ เครียดสูง ต้องเจอปัญหาเยอะ คุณหมอรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร
คนที่จะเป็นจิตแพทย์นี่จะต้องสามารถดูแลตัวเอง ได้ก่อนที่จะไปดูแลคนอื่น อย่างในช่วงฝึกก่อนที่จะมา เป็นจิตแพทย์ จะมีอาจารย์ที่ปรึกษาถึง 3 คน เพื่อฝึก ให้เรารู้จักวิธีดูแลตัวเอง ตอนที่เรียนนี่นอกจากหลัก การด้านจิตเวชแล้ว ก็ยังต้องเรียนวิชาพุทธศาสนาด้วย ซึ่งถ้าศึกษาดีๆจะพบว่ามีหลักจิตวิทยาอยู่ในพุทธศาสนา ปัจจุบันนี้ก็จะใช้ธรรมะในการดูแลตัวเอง เพราะบางทีเราจะรู้สึกโศกเศร้าไปกับคนไข้ด้วย หรืออาจจะรู้สึกอึดอัดกับคนไข้บางคน การศึกษาธรรมะช่วยให้เราเข้าใจชีวิต และปล่อยวางได้มากขึ้น
อย่างการกำหนดอิริยาบถก็ทำให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะรู้สึกโกรธ ผิดหวัง เสียใจ เราจะรู้ตัวตลอดเวลา ปกติถ้าเราโกรธแล้วเราระเบิดอารมณ์ออกไปเลยมันก็มีแต่พังกับพัง แต่พอเรารู้ ทันจิตเราจะสามารถหยุดอารมณ์โกรธได้ เพราะเราไม่ ไปฟุ้งตามอารมณ์ที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่ตอนตรวจคน ไข้ เราก็สามารถวินิจฉัยอาการได้เร็วขึ้นเพราะเรามี สติอยู่ตลอดเวลา เพราะสติปัฏฐาน 4 เป็นการฝึกให้ จิตรับรู้อะไรได้ไว อย่างขณะนั่งสมาธินี่พระอาจารย์จะให้เอาจิตไปรับรู้ว่าขณะนี้บรรยากาศรอบตัวเป็นอย่าง ไร มีลมเย็นพัดวูบ มีเสียงน้ำไหล เสียงปิดประตู มีกลิ่น อะไรโชยมาบ้าง จิตเรารับรู้หมด เราก็เอาตรงนี้มาใช้
นอกจากนั้นเวลาที่เราเจอปัญหาในชีวิตเราก็เอาทั้งธรรมะและวิชาความรู้ทางจิตเวชมาใช้กับตัวเอง ก็ถือว่าเป็นเวทีที่เราได้ฝึก เมื่อเราผ่านมาได้ เราก็เติบโต ขึ้นอีกขั้นหนึ่ง วันที่เราสามารถผ่านพ้นปัญหาหนักในชีวิตมาได้เราเองยังประหลาดใจเลยว่าทำไมเราถึงทำ ได้ ทำไมเรานำธรรมะมาใช้ได้ ที่สำคัญรู้เลยว่าถ้าเรา ไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้เราจะไม่เข้าใจผู้ป่วย ไม่ เข้าใจหลักการของวิชาจิตเวชเลย เพราะวิชานี้ก็คือวิชาที่ใช้ศึกษาจิตใจของมนุษย์ โชคดีที่เราเป็นชาวพุทธ พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงวิเคราะห์ปัญหาและวิธี ดับทุกข์ไว้โดยละเอียดแล้ว
ปีใหม่นี้อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านบ้างคะ
ปกติคนไทยจะถือว่าวันขึ้นปีใหม่เป็นการเริ่มต้นสิ่งดีในชีวิต ฉะนั้นก็อยากให้เราเริ่มต้นทำสิ่งที่ดีๆ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเรา และเป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น ไปปฏิบัติธรรม เลิกสูบบุหรี่ เล่นหวยให้น้อย ลง ความจริงแล้วคนทั่วไปจะรู้อยู่แล้วล่ะว่าอะไรดีหรือไม่ดีต่อชีวิต แต่เรามักจะใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลิน ผัดวันประกันพรุ่งที่จะทำสิ่งดีๆตามที่ตั้งใจไว้ ปีใหม่นี้ทำ ตารางไว้เลยว่าจะทำอะไรบ้าง แล้วก็ลงมือทำ เมื่อเรา ทำแต่สิ่งที่ดีๆ ก็จะมีแต่สิ่งดีๆ กลับเข้ามาในชีวิต
จริงๆแล้วธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ไม่ว่าคุณเป็น ใคร อาชีพอะไร หรือประสบปัญหาแบบไหน ก็สามารถ นำธรรมะมาปรับใช้ได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าคุณจะเริ่มศึกษาหรือนำธรรมะมาใช้เมื่อใดเท่านั้น
.....
นอกจาก พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ จะได้ใช้วิชา ความรู้ทางแพทย์ที่ร่ำเรียนมา รักษาผู้ป่วยให้หายจาก โรคทางกายแล้ว เธอยังได้นำธรรมโอสถ ที่เธอพยายามพากเพียรเรียนรู้มาช่วยในการเยียวยารักษาจิตใจของคนไข้ด้วย เพราะเธอตระหนักด้วยตัวเองแล้วว่าการฝึกหัดปฏิบัติธรรมมีความสำคัญต่อชีวิต แค่ไหน และการนำธรรมะเข้ามาช่วยก็ทำให้การรักษา ง่ายขึ้น ทำให้ผู้ป่วยทุกข์น้อยลง เพราะเข้าใจชีวิตมากขึ้น ดังนั้น วันนี้ของหมอเบิร์ทจึงยังคงมุ่งหน้าเก็บเกี่ยวธรรมโอสถให้ได้มากที่สุดเท่าที่เรี่ยวแรงยังมีอยู่ เพื่อใช้ต่อสู้กับโรคทางจิตใจของผู้คนที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆ
</TD></TR></TBODY></TABLE>http://www.thairunning.com/images/birdkai_stand01.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>โดย ผู้จัดการออนไลน์</TD><TD class=date vAlign=baseline align=left></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left> พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ หรือ หมอเบิร์ท คุณหมอสาวแสนสวย ผู้มีดีกรีเป็นถึงอดีต นางสาวไทย ประจำปี 2542 ซึ่งนอกจากจะมีรูปร่างหน้าตาสะสวยแล้ว เธอยังเป็นผู้ที่มีจิตใจดีงาม และมากไปด้วยความสามารถ เพราะปัจจุบันนอกจากเธอ จะเป็นจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลศรีธัญญาแล้ว เธอยังเป็นผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์สีช่อง 7 เป็นวิทยากรที่ให้ความรู้ด้านจิตวิทยา และเป็นนักเขียนประจำเวบไซด์ www.dmh.go.th ซึ่งเป็นเวบไซต์ของโรงพยาบาลศรีธัญญา อีกทั้งมีผลงาน พ็อกเก็ตบุคของตัวเองออกสู่แผงหนังสือด้วย
หลากหลายความสำเร็จของคุณหมอสาวสวยวัย 30 ต้นๆนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการสนใจศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรมมาเกือบ 10 ปีแล้ว และตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอได้นำธรรมะมาใช้ในการบำบัดผู้ป่วยทาง จิต ซึ่งเป็นปัญหาที่นับวันแต่จะทวีความรุนแรงมาก ขึ้นในสังคมเมือง
คนส่วนใหญ่จะเริ่มสนใจศึกษาธรรมะเพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังทุกข์ คุณหมอเป็นอย่างนั้นด้วย หรือเปล่าคะ
ไม่นะ ที่มาศึกษาตรงนี้ก็เพราะมีคนชวนให้ไปปฏิบัติธรรม ไม่ได้เป็นเพราะมีปัญหาหรือมีความทุกข์ คือ ตัวเองจะรู้สึกว่าธรรมะเป็นเรื่องยากมาก ถ้าเราไปศึกษาในช่วงที่สภาพจิตใจเราแย่หรือเราไม่พร้อมก็คงยากที่เราจะเข้าใจธรรมะ เหมือนกับเราไปหัดว่าย น้ำตอนที่เราแขนเจ็บ เราก็คงว่ายไม่ได้ เลยคิดว่าถ้า ตั้งใจจะไปศึกษาธรรมะควรไปตอนที่สภาพจิตใจปกติ และพร้อมที่จะเรียนรู้
ถ้าศึกษาด้านสติปัฏฐาน 4 นี่มาเริ่มหลังจากอำลา ตำแหน่งนางสาวไทยแล้ว คือตอนแรกประมาณปี 2538 -2539 พี่สาวไปก่อน ไปแล้วเขาก็บอกว่าดี ก็มาชวนให้ เราไปศึกษาด้านนี้ด้วย ก็ผลัดเขามาเรื่อย เราก็เหมือน วัยรุ่นทั่วไปที่ยังชอบเที่ยวชอบอะไรอยู่ ก็อยู่ในสังคมที่ถูกดึงไปทางนั้นทางนี้ เราก็โอ๊ย..งานเยอะ กำลังรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ยังไม่ว่างไปปฏิบัติธรรม
แต่อยู่มาวันหนึ่งได้อ่านหนังสือของอาจารย์กำพล ซึ่งท่านเขียนเรื่องลาออกจากความพิการ คือท่านเป็น อัมพาตตั้งแต่คอ ไหล่ แขนขาทั้ง 2 ข้างของท่านกระดิกไม่ได้เลย แล้ววันหนึ่งก็มีโอกาสได้คุยกันท่านอาจารย์บอกว่าหมอเบิร์ธ ตอนนี้ผมอยากจะเดินจงกรม อยากจะนั่งสมาธิก็ทำไม่ได้ แค่จะพลิกตัวยังทำไม่ได้เลย ถ้าหมอยังมีร่างกายแข็งแรงอยู่ทำไมไม่รีบขวนขวายปฏิบัติเสียตั้งแต่ตอนนี้
ก็เลยคิดว่าถ้าเรารอให้แก่ ให้ว่างจากงาน ถึงตอน นั้นเราอาจไม่มีแรงจะปฏิบัติธรรมแล้ว หรือทำด้วยความยากลำบาก ก็เลยเริ่มไปปฏิบัติธรรมตั้งแต่ตอน นี้ดีกว่า ไม่ต้องรอให้ทุกข์ แก่ หรือเจ็บป่วย อย่างเวลา เราไปปฏิบัติธรรมเราก็เห็นคุณยายอายุ 70, 80 ท่านนั่งพื้นไม่ได้ นั่งเก้าอี้ก็เมื่อย ลุกก็โอย...นั่งก็โอย... เลยเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องที่จะรอได้ เพราะชีวิตมันไม่แน่นอน เริ่มตั้งแต่ตอนที่เรายังมีแรงอยู่ดีกว่า
คุณหมอเลือกปฏิบัติธรรมแบบไหนคะ
จะชอบการกำหนดอิริยาบถย่อย เพราะเราสามารถ นำไปใช้กับชีวิตประจำวันของเราได้ คือเราไม่ได้นั่งสมาธิอย่างเดียว เพราะเราศึกษาทางสติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นการกำหนดสติ ให้เรารู้ภาวะของ กาย เวทนา จิต ธรรม เช่น กาย ก็จะรู้ว่ากายเราตอนนี้รู้สึกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หรือรู้ว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไร กำลังจะกินอาหาร มีอาหารให้เลือก 4-5 อย่าง เราเลือกอันไหน กินแล้วรู้สึกอย่างไร เรียกว่าการกำหนดอิริยาบถย่อย ซึ่งช่วยทำให้เรามีสมาธิ มีสติ ไม่ฟุ้งซ่านไปกับความคิดที่ลื่นไหลอยู่ตลอดเวลา
ช่วงแรกๆ บอกกับพระอาจารย์ว่าเวลานั่งสมาธิจะง่วงและหลับตลอด เลยรู้สึกว่าไม่ชอบวิธีนี้ แต่จะชอบเดินจงกรมมากกว่า เพราะเวลาเดินจงกรมจะรู้สึกว่าง่ายและก้าวหน้ามากกว่า แต่พระอาจารย์บอกว่า ถ้าจะนำวิธีเดินจงกรมไปใช้ในชีวิตประจำวันจะค่อนข้างยาก เพราะเราไม่สามารถเดินอยู่ได้ทั้งวัน แต่การ กำหนดอิริยาบถย่อยนั้นเราสามารถทำได้ตลอดเวลา ก็รู้สึกว่าจริง เลยนำวิธีนี้มาใช้ตลอด แล้วก็ได้ผลดีเพราะเราจะสามารถกำหนดจิตให้อยู่กับปัจจุบัน
โชคดีที่เขาสอนอะไรมาเราก็รับหมด ก็เลยเรียนรู้ ได้เร็ว คือคิดว่าธรรมะขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอยู่ยืนยงมาได้ถึง 2,500 กว่าปี และยังคงใช้ได้อย่าง ทันสมัยอยู่ ก็เลยไปลองศึกษา
ไปปฏิบัติธรรมบ่อยไหมคะ
ตอนแรกคิดว่าจะไปปฏิบัติธรรมปีละหน แต่มานั่งคิดว่าถ้าปีหน้าเราตาย หรือเราพิการก็คงไม่มีโอกาสปฏิบัติธรรม แล้วช่วง 3-4 ปีมานี่ใจเริ่มหันมา ทางนี้มากขึ้น เพราะมองว่าการปฏิบัติธรรมมีความสำคัญต่อชีวิต ไปปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกว่ามีความสุข ไปแล้วไม่อยากกลับ จะรู้สึกว่าโอย...วันที่ 8 แล้ว จะต้องกลับบ้านแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คิดว่าถ้าเราได้อยู่ใน ทางธรรมตลอดไปก็ดีนะ เดี๋ยวนี้จะหาเวลาว่างไปตลอด คือมันเหมือนไปชาร์จแบตให้ตัวเอง แล้วก็ได้มีเวลากับแก่นสารที่แท้จริงของชีวิต มีเวลาทบทวนตัวเอง ได้ไปดูแลจิตใจตัวเอง พักทั้งกายทั้งใจ เพราะปกติเวลาทำงานก็จะนำธรรมะมาปรับใช้ แต่ถ้าช่วงไหนว่างก็จะหาเวลาไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม
ปกติจะชวนพี่สาว ชวนคุณแม่ไปตลอด อย่างพี่ สาวเขาเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อจรัล (หลวงพ่อจรัล ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี) เรียกว่าเข้าวัดกันทั้งบ้าน ก็ไปหลายที่นะ ของคุณแม่สิริ (คุณแม่สิริ กรินชัย) ก็เคยไป ปัจจุบันนี้จะไปที่สำนักสงฆ์เขาดินหนองแสง จ.จันทบุรี ซึ่งเงียบสงบมาก แวดล้อมด้วยภูเขา ไปศึกษาธรรมกับพระอาจารย์มานพ อุปสโม ซึ่งท่านสอน สติปัฏฐาน 4 เหมือนกับคุณแม่สิริ
ทราบว่าคุณหมอนำธรรมะมาใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคจิตด้วย
ใช่ค่ะ แต่จะนำมาใช้ในช่วงที่อาการเขาเกือบจะหายเป็นปกติแล้ว คือผู้ป่วยที่เราดูแลเป็นผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งประกอบด้วย โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคจิตเภท (มีอาการหวาดระแวง หูแว่ว เห็นภาพหลอน กลัวคน มาทำร้าย หรือหลงผิด เช่น คิดว่าตัวเองเป็นร่างทรง) ซึ่งในทางการแพทย์ระบุว่าอาการป่วยมีสาเหตุ 2 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งมาจากสภาพจิตใจและอีกส่วนหนึ่งมาจากความผิดปกติของสารบางอย่างในสมอง เช่น โรคซึมเศร้า เกิดจากสารเซโรโตนินหลั่งออกมาน้อยผิดปกติ, โรคจิตเภท เกิดจากโดบามีนในสมองหลั่งออก มามากเกินไป
ซึ่งในการรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ แพทย์จะมีการรักษา 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1.การรักษาทางยา 2.รักษาทางจิต และ 3.ทางสังคม อย่างจิตบำบัดนี่จะมีตั้งแต่การให้คำปรึกษาง่ายๆ เช่น มีปัญหาการปรับตัวกับคู่สมรส ก็อาจให้ทำคู่สมรสบำบัด, คนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียว ควบ คุมตัวเองไม่ได้ เราก็ทำจิตบำบัดเพื่อให้เขาเห็นพฤติกรรมของตัวเอง ให้คำชี้แนะและให้กำลังใจเขาในการ เปลี่ยนแปลงตัวเอง ที่สำคัญเราต้องทำให้คนไข้และญาติรู้ว่าโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของสมอง ดังนั้น การรักษาทางยาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก อาการเครียด กับอาการทางจิตนี่แตกต่างกันนะคะ บางคนไม่เข้าใจ พอญาติมีอาการทางจิต มีอาการหูแว่ว ก็เข้าใจว่าเป็นอาการเครียด แทนที่จะพาไปรักษาที่โรงพยาบาล กลับพาไปนั่งสมาธิ คนไข้ก็ยิ่งฟุ้งซ่านและอาการหนักมากขึ้น
แล้ววิธีการในการรักษาผู้ป่วยเป็นอย่างไรคะ
คนที่จะเป็นจิตแพทย์นี่เริ่มต้นเลย ก็ต้องมีเมตตาธรรม นั่งฟังปัญหาของเขาด้วยความเข้าใจเห็นใจ และเต็มใจช่วยเหลือเขา คนไข้แต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือน กัน คนไข้บางเคสจะรักษายากมาก เพราะอาจจะเติบโต มาแบบนั้น มีประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบนั้น ทำให้เขาผิดพลาดซ้ำซาก ถ้าเราไม่มีธรรมะ ไม่มีเมตตา เราก็จะไปตัดสินเลยว่าเขาผิด เพราะไม่ได้พยายามทำความเข้าใจว่าทำไมเขาทำแบบนั้น ก็เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าเปรียบว่าคนเราเหมือนบัวสี่เหล่า มีความคิดและสติปัญญาไม่เท่ากัน ถ้าเราเข้าใจตรงนี้เราก็จะดูแลเขาด้วยความเห็นใจ
การนำธรรมะมาใช้กับผู้ป่วยนี่ไม่ใช่การแสดงธรรม ไม่ได้มาเป็นแพ็คเก็จ หรือไปบอกว่าเขาต้องปฏิบัติ หนึ่ง สอง สาม สี่ แต่เราจะทำให้ผู้ป่วยมองเห็นปัญหาด้วยตัวเอง และมีแรงจูงใจที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ที่สำคัญให้เขาสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเอง นอกจากนั้นก็ให้ข้อคิดและธรรมะแก่เขา เพราะธรรมะจะช่วยให้ผู้ป่วยทุกข์น้อยลง วิตกกังวลน้อยลง ถ้าผู้ป่วยได้ศึกษาหลักธรรม เขาจะมอง ชีวิตอย่างเข้าใจ ทำให้เขาอยู่กับปัจจุบัน และรู้ว่าการฟูมฟายอยู่กับอดีตไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น อย่างผู้ป่วย ที่มีอาการซึมเศร้าเพราะสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ถ้าเขาศึกษาธรรมะว่าชีวิตมันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เขาก็จะเข้าใจว่าทุกชีวิตมีเกิดมีดับ
การนำธรรมะเข้ามาช่วยทำให้การรักษาง่ายขึ้น เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนธรรมะของพระพุทธเจ้าก็ยังทันสมัย และนำมาใช้ประกอบในการ ดูแลผู้ป่วยได้ เราจะให้เขาฝึกธรรมะไปเรื่อยๆ แล้วก็นำมาใช้บ่อยๆ บางทีคนไข้บอกว่าตอนนี้ปฏิบัติธรรม ไม่ได้หรอกเพราะกำลังประสบมรสุมชีวิต เครียดมาก เราก็บอกเขาว่าตรงนี้แหละจะเป็นเวทีให้เขาลองนำหลักธรรมะมาใช้
การทำงานกับผู้ป่วยโรคจิตน่าที่จะมีความ เครียดสูง ต้องเจอปัญหาเยอะ คุณหมอรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร
คนที่จะเป็นจิตแพทย์นี่จะต้องสามารถดูแลตัวเอง ได้ก่อนที่จะไปดูแลคนอื่น อย่างในช่วงฝึกก่อนที่จะมา เป็นจิตแพทย์ จะมีอาจารย์ที่ปรึกษาถึง 3 คน เพื่อฝึก ให้เรารู้จักวิธีดูแลตัวเอง ตอนที่เรียนนี่นอกจากหลัก การด้านจิตเวชแล้ว ก็ยังต้องเรียนวิชาพุทธศาสนาด้วย ซึ่งถ้าศึกษาดีๆจะพบว่ามีหลักจิตวิทยาอยู่ในพุทธศาสนา ปัจจุบันนี้ก็จะใช้ธรรมะในการดูแลตัวเอง เพราะบางทีเราจะรู้สึกโศกเศร้าไปกับคนไข้ด้วย หรืออาจจะรู้สึกอึดอัดกับคนไข้บางคน การศึกษาธรรมะช่วยให้เราเข้าใจชีวิต และปล่อยวางได้มากขึ้น
อย่างการกำหนดอิริยาบถก็ทำให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะรู้สึกโกรธ ผิดหวัง เสียใจ เราจะรู้ตัวตลอดเวลา ปกติถ้าเราโกรธแล้วเราระเบิดอารมณ์ออกไปเลยมันก็มีแต่พังกับพัง แต่พอเรารู้ ทันจิตเราจะสามารถหยุดอารมณ์โกรธได้ เพราะเราไม่ ไปฟุ้งตามอารมณ์ที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่ตอนตรวจคน ไข้ เราก็สามารถวินิจฉัยอาการได้เร็วขึ้นเพราะเรามี สติอยู่ตลอดเวลา เพราะสติปัฏฐาน 4 เป็นการฝึกให้ จิตรับรู้อะไรได้ไว อย่างขณะนั่งสมาธินี่พระอาจารย์จะให้เอาจิตไปรับรู้ว่าขณะนี้บรรยากาศรอบตัวเป็นอย่าง ไร มีลมเย็นพัดวูบ มีเสียงน้ำไหล เสียงปิดประตู มีกลิ่น อะไรโชยมาบ้าง จิตเรารับรู้หมด เราก็เอาตรงนี้มาใช้
นอกจากนั้นเวลาที่เราเจอปัญหาในชีวิตเราก็เอาทั้งธรรมะและวิชาความรู้ทางจิตเวชมาใช้กับตัวเอง ก็ถือว่าเป็นเวทีที่เราได้ฝึก เมื่อเราผ่านมาได้ เราก็เติบโต ขึ้นอีกขั้นหนึ่ง วันที่เราสามารถผ่านพ้นปัญหาหนักในชีวิตมาได้เราเองยังประหลาดใจเลยว่าทำไมเราถึงทำ ได้ ทำไมเรานำธรรมะมาใช้ได้ ที่สำคัญรู้เลยว่าถ้าเรา ไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้เราจะไม่เข้าใจผู้ป่วย ไม่ เข้าใจหลักการของวิชาจิตเวชเลย เพราะวิชานี้ก็คือวิชาที่ใช้ศึกษาจิตใจของมนุษย์ โชคดีที่เราเป็นชาวพุทธ พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงวิเคราะห์ปัญหาและวิธี ดับทุกข์ไว้โดยละเอียดแล้ว
ปีใหม่นี้อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านบ้างคะ
ปกติคนไทยจะถือว่าวันขึ้นปีใหม่เป็นการเริ่มต้นสิ่งดีในชีวิต ฉะนั้นก็อยากให้เราเริ่มต้นทำสิ่งที่ดีๆ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเรา และเป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น ไปปฏิบัติธรรม เลิกสูบบุหรี่ เล่นหวยให้น้อย ลง ความจริงแล้วคนทั่วไปจะรู้อยู่แล้วล่ะว่าอะไรดีหรือไม่ดีต่อชีวิต แต่เรามักจะใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลิน ผัดวันประกันพรุ่งที่จะทำสิ่งดีๆตามที่ตั้งใจไว้ ปีใหม่นี้ทำ ตารางไว้เลยว่าจะทำอะไรบ้าง แล้วก็ลงมือทำ เมื่อเรา ทำแต่สิ่งที่ดีๆ ก็จะมีแต่สิ่งดีๆ กลับเข้ามาในชีวิต
จริงๆแล้วธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ไม่ว่าคุณเป็น ใคร อาชีพอะไร หรือประสบปัญหาแบบไหน ก็สามารถ นำธรรมะมาปรับใช้ได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าคุณจะเริ่มศึกษาหรือนำธรรมะมาใช้เมื่อใดเท่านั้น
.....
นอกจาก พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ จะได้ใช้วิชา ความรู้ทางแพทย์ที่ร่ำเรียนมา รักษาผู้ป่วยให้หายจาก โรคทางกายแล้ว เธอยังได้นำธรรมโอสถ ที่เธอพยายามพากเพียรเรียนรู้มาช่วยในการเยียวยารักษาจิตใจของคนไข้ด้วย เพราะเธอตระหนักด้วยตัวเองแล้วว่าการฝึกหัดปฏิบัติธรรมมีความสำคัญต่อชีวิต แค่ไหน และการนำธรรมะเข้ามาช่วยก็ทำให้การรักษา ง่ายขึ้น ทำให้ผู้ป่วยทุกข์น้อยลง เพราะเข้าใจชีวิตมากขึ้น ดังนั้น วันนี้ของหมอเบิร์ทจึงยังคงมุ่งหน้าเก็บเกี่ยวธรรมโอสถให้ได้มากที่สุดเท่าที่เรี่ยวแรงยังมีอยู่ เพื่อใช้ต่อสู้กับโรคทางจิตใจของผู้คนที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆ
</TD></TR></TBODY></TABLE>http://www.thairunning.com/images/birdkai_stand01.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>