vacharaphol
05-01-2006, 02:21 AM
คนทั้งโลกล้วนแต่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจกันแทบทั้งนั้น สาเหตุสำคัญก็เพราะเคยเชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย ลงมาถึงพ่อ แม่ สืบทอดไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานไม่มีวันสิ้นสุด...คิดง่ายๆ ว่าถ้าไม่มีผีจริงๆ จะเอาเรื่องผีที่ไหนมาเล่าสู่กันฟัง?
นอกจากนั้นยังเคยได้ยินเรื่องผีๆ สางๆ จากคนอื่นๆ มาตั้งแต่จำความได้ ฟังแล้วก็น่ากลัวจนขนหัวลุก มิหนำซ้ำยังมีภูตผีหลายชนิด ชอบหลอกหลอนผู้คนได้สารพัดรูปแบบแทบไม่น่าเชื่อ แต่ก็น่ากลัวนักหนา
มีทั้งผีปอบ, ผีกระสือ, ผีกระหัง, ผีโขมด, ผีไพร, ผีตายโหง, ผีตายทั้งกลม, ผีน้ำ, ผีพราย, สัมภเวสี-ผีพเนจร ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดคือเจ้าที่เจ้าทาง และผีบ้านผีเรือน!
ไหนจะผีอำ, ผีเข้า, ผีลักซ่อนอีกล่ะ!
ในเมืองไทยดูเหมือนจะมีผีมากมายหลายชนิดยิ่งกว่าผีชาติอื่น อาจจะเป็นเพราะบ้านเมืองเราเจริญกว่า มีอารยธรรมและวัฒนธรรมรุ่งเรืองมายาวนาน จึงปรากฏว่ามีผีระดับใหญ่อย่าง ผีแถน, ผีฟ้า, เสื้อเมืองทรงเมือง ลงไปถึงผีเล็กผีน้อย ที่นิยมเรียกขานกันอย่างดูแคลนว่า "ผีไม่มีศาล"
คำว่า "ผีเสื้อ" ก็น่าคิดนะครับ
"ผี" นั้นตรงตัวอยู่แล้ว ส่วนคำว่า "เสื้อ" ก็แปลว่าผีได้เช่นกัน
"เสื้อเมือง" จึงแปลว่า "ผีเมือง" หรือ "ผีที่คุ้มครองเมือง" ด้วยความเชื่อถือว่าจะทำให้ฝนตกฟ้าร้องตามฤดูกาล ถ้าทำพิธีพลีบูชาให้ถูกต้อง แต่ถ้าตรงกันข้ามก็อาจดลบันดาลให้เกิดอาเพศ ฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือไม่ก็แห้งแล้งทุรกันดารเสียจนผู้คนหิวโหยบาดเจ็บล้มตายไปตามๆ กัน
ใครเคราะห์ร้าย ทุกข์ยากเดือดร้อนไม่สิ้นสุด นอกจากจะเรียกว่า "เคราะห์ซ้ำ-กรรมซัด" แล้ว ยังเรียกอีกอย่างว่า "ผีซ้ำ-ด้ำพลอย"
"ด้ำ" แปลว่า "ผี"
สรุปแล้ว ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่ผี จะอยู่บ้านหรือไปไหนมาไหนล้วนแต่หนีผีไม่พ้นทั้งนั้น จนกระทั่งเกิดความคุ้นเคยกัน ถึงจะรู้ว่ามีผีก็ไม่ค่อยหวาดกลัวเท่าไรนัก อย่างน้อยก็ไม่กลัวเหมือนตอนเด็กๆ
ปัญหาที่ชอบถกเถียงกันมากก็คือ ทำไมผีจึงไม่อยู่ส่วนผี กลับชอบหลอกหลอนผู้คนให้เกิดความอกสั่นขวัญแขวนตลอดมา
บ้างก็เชื่อว่า ผีที่ล้มตายอย่างเจ็บปวดทรมาน เมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วก็ยังมีความเจ็บปวดผูกพันไม่จบสิ้น เกิดความเคียดแค้นชิงชังต่อมนุษย์ทั่วไป ครั้นสบโอกาสจึงหลอกหลอนเอาให้สะใจ
บ้างก็มีความเชื่อถือแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง!
นั่นคือ เชื่อว่าผีไม่ได้ดุร้ายอะไร ทำอันตรายมนุษย์ก็ไม่ได้ ยกเว้นแต่จะขวัญอ่อนหรือหวาดกลัวไปเองเท่านั้นแหละ
ที่ผีปรากฏกายให้เห็นก็เพื่อขอส่วนบุญส่วนกุศล เพราะเมื่อล้มตายไปเนิ่นนานเข้า แต่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดเสียที ญาติมิตรต่างพากันลืมเลือน มัวแต่ทำบุญกรวดน้ำให้ผู้ที่เพิ่งตายใหม่ ทำให้วิญญาณเก่าๆ ต้องประสบกับความอดอยากหิวโหย จนต้องเที่ยวเร่ร่อนขอส่วนบุญนั่นปะไร
"สัมภเวสี" หรือผีพเนจรก็เช่นกัน!
ส่วนมากจะตายก่อนอายุขัย หรือประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตโดยไม่นึกฝัน วิญญาณเตลิดออกจากร่างด้วยอารามตกใจ เปรียบไปก็คล้ายคนที่กระโดดหนีเมื่อไฟไหม้บ้าน กระเซอะกระเซิงซมซานด้วยอารามตื่นตระหนกจนลืมตัว
วิญญาณเร่ร่อนพวกนี้มีทั้งรอเวลาที่จะไปเกิดใหม่ กับร่อนเร่พเนจรเที่ยวขอส่วนบุญเขาเรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นกรรม
แม้แต่ในป่าเขาเปล่าเปลี่ยว มีผู้ล้มตายด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ถูกงูกัดบ้าง เสือขบหัวบ้าง หรือพลัดตกเขาตกเหว รวมทั้งเจ็บป่วยจนตายโดยไม่มีญาติมิตรรู้เห็น กลายเป็นผีป่าผีดงสิงสู่อยู่ใกล้ๆ แดนตายของตนนั่นเอง
สัมภเวสีเหล่านี้จะขอส่วนบุญได้จากผู้ใดบ้าง?
ผู้ที่เข้าไปหาของป่าบ้าง นักท่องเที่ยวบ้าง ถ้าพบเห็นวิญญาณพเนจรเข้าก็ล้วนแต่ร้องเอะอะโวยวาย วิ่งหนีไม่คิดชีวิตด้วยอารามหวาดกลัวสุดขีด ไม่มีสติที่จะอุทิศส่วนบุญให้อย่างแน่นอน
นอกนั้นก็คือพระธุดงค์ กับฆราวาสที่เข้าไปเสาะหาความสงบในป่าเพื่อชำระจิตใจ
ที่สำคัญคืออริยสงฆ์ผู้ไปจำศีลภาวนาอยู่ตามโคนไม้ รวมทั้งตามเถื่อนถ้ำอันสงบวิเวก เหมาะสำหรับการบำเพ็ญภาวนาให้บรรลุธรรมขั้นสูง เพื่อให้ล่วงพ้นจากวัฏสงสารสืบไป
หลวงปู่แหวนกับหลวงปู่ตื้อยามออกธุดงควัตรเพื่อแสวงโมกขธรรม ก็เคยประสบกับวิญญาณเหล่านี้มาแล้ว ท่านได้นำเหตุการณ์ที่เคยประสบมาเล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง มีผู้บันทึกลงในหนังสือ "พระอริยสงฆ์ไทย" เล่ม 2 ไว้ดังนี้
...มีเรื่องประหลาดดังมาจากป่า มีลมกระโชกเสียงอื้ออึง จนถึงบริเวณถ้ำที่ท่านทั้งสองบำเพ็ญธรรมอยู่ เสียงนั้นโหยหวนเยือกเย็น พอใกล้ถึงบริเวณปากถ้ำก็ปรากฏร่างคล้ายลิงตัวใหญ่ แต่ใหญ่กว่าลิงธรรมดามากมายนัก...ใหญ่กว่าคนถึงเท่าตัว
หลวงปู่แหวนได้ถามหลวงปู่ตื้อเป็นปริศนาธรรมว่า ทุกข์คืออะไร?
หลวงปู่ตื้อตอบว่า ชาติปิทุขา, ชราปิทุขา, พยาธิปิทุขา, มรณัมปิทุขา
หลวงปู่แหวนแปลความว่า เกิด, แก่, เจ็บ, ตาย ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น
วิญญาณผีโขมดจึงได้รับพระธรรม และหลุดพ้นจากทรมานไปแสวงหาแดนเกิดต่อไป
หลวงปู่แหวนถามหลวงปู่ตื้อว่า "เมื่อคืนนี้ตัวอะไร? หลวงปู่ตื้อตอบว่า "โขมดไพร คงเป็นวิญญาณชาวป่า ตายไปแล้วกลายเป็นวิญญาณร้าย แปลงกายเป็นสัตว์ได้"
นอกจากนั้นยังเคยได้ยินเรื่องผีๆ สางๆ จากคนอื่นๆ มาตั้งแต่จำความได้ ฟังแล้วก็น่ากลัวจนขนหัวลุก มิหนำซ้ำยังมีภูตผีหลายชนิด ชอบหลอกหลอนผู้คนได้สารพัดรูปแบบแทบไม่น่าเชื่อ แต่ก็น่ากลัวนักหนา
มีทั้งผีปอบ, ผีกระสือ, ผีกระหัง, ผีโขมด, ผีไพร, ผีตายโหง, ผีตายทั้งกลม, ผีน้ำ, ผีพราย, สัมภเวสี-ผีพเนจร ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดคือเจ้าที่เจ้าทาง และผีบ้านผีเรือน!
ไหนจะผีอำ, ผีเข้า, ผีลักซ่อนอีกล่ะ!
ในเมืองไทยดูเหมือนจะมีผีมากมายหลายชนิดยิ่งกว่าผีชาติอื่น อาจจะเป็นเพราะบ้านเมืองเราเจริญกว่า มีอารยธรรมและวัฒนธรรมรุ่งเรืองมายาวนาน จึงปรากฏว่ามีผีระดับใหญ่อย่าง ผีแถน, ผีฟ้า, เสื้อเมืองทรงเมือง ลงไปถึงผีเล็กผีน้อย ที่นิยมเรียกขานกันอย่างดูแคลนว่า "ผีไม่มีศาล"
คำว่า "ผีเสื้อ" ก็น่าคิดนะครับ
"ผี" นั้นตรงตัวอยู่แล้ว ส่วนคำว่า "เสื้อ" ก็แปลว่าผีได้เช่นกัน
"เสื้อเมือง" จึงแปลว่า "ผีเมือง" หรือ "ผีที่คุ้มครองเมือง" ด้วยความเชื่อถือว่าจะทำให้ฝนตกฟ้าร้องตามฤดูกาล ถ้าทำพิธีพลีบูชาให้ถูกต้อง แต่ถ้าตรงกันข้ามก็อาจดลบันดาลให้เกิดอาเพศ ฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือไม่ก็แห้งแล้งทุรกันดารเสียจนผู้คนหิวโหยบาดเจ็บล้มตายไปตามๆ กัน
ใครเคราะห์ร้าย ทุกข์ยากเดือดร้อนไม่สิ้นสุด นอกจากจะเรียกว่า "เคราะห์ซ้ำ-กรรมซัด" แล้ว ยังเรียกอีกอย่างว่า "ผีซ้ำ-ด้ำพลอย"
"ด้ำ" แปลว่า "ผี"
สรุปแล้ว ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่ผี จะอยู่บ้านหรือไปไหนมาไหนล้วนแต่หนีผีไม่พ้นทั้งนั้น จนกระทั่งเกิดความคุ้นเคยกัน ถึงจะรู้ว่ามีผีก็ไม่ค่อยหวาดกลัวเท่าไรนัก อย่างน้อยก็ไม่กลัวเหมือนตอนเด็กๆ
ปัญหาที่ชอบถกเถียงกันมากก็คือ ทำไมผีจึงไม่อยู่ส่วนผี กลับชอบหลอกหลอนผู้คนให้เกิดความอกสั่นขวัญแขวนตลอดมา
บ้างก็เชื่อว่า ผีที่ล้มตายอย่างเจ็บปวดทรมาน เมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วก็ยังมีความเจ็บปวดผูกพันไม่จบสิ้น เกิดความเคียดแค้นชิงชังต่อมนุษย์ทั่วไป ครั้นสบโอกาสจึงหลอกหลอนเอาให้สะใจ
บ้างก็มีความเชื่อถือแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง!
นั่นคือ เชื่อว่าผีไม่ได้ดุร้ายอะไร ทำอันตรายมนุษย์ก็ไม่ได้ ยกเว้นแต่จะขวัญอ่อนหรือหวาดกลัวไปเองเท่านั้นแหละ
ที่ผีปรากฏกายให้เห็นก็เพื่อขอส่วนบุญส่วนกุศล เพราะเมื่อล้มตายไปเนิ่นนานเข้า แต่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดเสียที ญาติมิตรต่างพากันลืมเลือน มัวแต่ทำบุญกรวดน้ำให้ผู้ที่เพิ่งตายใหม่ ทำให้วิญญาณเก่าๆ ต้องประสบกับความอดอยากหิวโหย จนต้องเที่ยวเร่ร่อนขอส่วนบุญนั่นปะไร
"สัมภเวสี" หรือผีพเนจรก็เช่นกัน!
ส่วนมากจะตายก่อนอายุขัย หรือประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตโดยไม่นึกฝัน วิญญาณเตลิดออกจากร่างด้วยอารามตกใจ เปรียบไปก็คล้ายคนที่กระโดดหนีเมื่อไฟไหม้บ้าน กระเซอะกระเซิงซมซานด้วยอารามตื่นตระหนกจนลืมตัว
วิญญาณเร่ร่อนพวกนี้มีทั้งรอเวลาที่จะไปเกิดใหม่ กับร่อนเร่พเนจรเที่ยวขอส่วนบุญเขาเรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นกรรม
แม้แต่ในป่าเขาเปล่าเปลี่ยว มีผู้ล้มตายด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ถูกงูกัดบ้าง เสือขบหัวบ้าง หรือพลัดตกเขาตกเหว รวมทั้งเจ็บป่วยจนตายโดยไม่มีญาติมิตรรู้เห็น กลายเป็นผีป่าผีดงสิงสู่อยู่ใกล้ๆ แดนตายของตนนั่นเอง
สัมภเวสีเหล่านี้จะขอส่วนบุญได้จากผู้ใดบ้าง?
ผู้ที่เข้าไปหาของป่าบ้าง นักท่องเที่ยวบ้าง ถ้าพบเห็นวิญญาณพเนจรเข้าก็ล้วนแต่ร้องเอะอะโวยวาย วิ่งหนีไม่คิดชีวิตด้วยอารามหวาดกลัวสุดขีด ไม่มีสติที่จะอุทิศส่วนบุญให้อย่างแน่นอน
นอกนั้นก็คือพระธุดงค์ กับฆราวาสที่เข้าไปเสาะหาความสงบในป่าเพื่อชำระจิตใจ
ที่สำคัญคืออริยสงฆ์ผู้ไปจำศีลภาวนาอยู่ตามโคนไม้ รวมทั้งตามเถื่อนถ้ำอันสงบวิเวก เหมาะสำหรับการบำเพ็ญภาวนาให้บรรลุธรรมขั้นสูง เพื่อให้ล่วงพ้นจากวัฏสงสารสืบไป
หลวงปู่แหวนกับหลวงปู่ตื้อยามออกธุดงควัตรเพื่อแสวงโมกขธรรม ก็เคยประสบกับวิญญาณเหล่านี้มาแล้ว ท่านได้นำเหตุการณ์ที่เคยประสบมาเล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง มีผู้บันทึกลงในหนังสือ "พระอริยสงฆ์ไทย" เล่ม 2 ไว้ดังนี้
...มีเรื่องประหลาดดังมาจากป่า มีลมกระโชกเสียงอื้ออึง จนถึงบริเวณถ้ำที่ท่านทั้งสองบำเพ็ญธรรมอยู่ เสียงนั้นโหยหวนเยือกเย็น พอใกล้ถึงบริเวณปากถ้ำก็ปรากฏร่างคล้ายลิงตัวใหญ่ แต่ใหญ่กว่าลิงธรรมดามากมายนัก...ใหญ่กว่าคนถึงเท่าตัว
หลวงปู่แหวนได้ถามหลวงปู่ตื้อเป็นปริศนาธรรมว่า ทุกข์คืออะไร?
หลวงปู่ตื้อตอบว่า ชาติปิทุขา, ชราปิทุขา, พยาธิปิทุขา, มรณัมปิทุขา
หลวงปู่แหวนแปลความว่า เกิด, แก่, เจ็บ, ตาย ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น
วิญญาณผีโขมดจึงได้รับพระธรรม และหลุดพ้นจากทรมานไปแสวงหาแดนเกิดต่อไป
หลวงปู่แหวนถามหลวงปู่ตื้อว่า "เมื่อคืนนี้ตัวอะไร? หลวงปู่ตื้อตอบว่า "โขมดไพร คงเป็นวิญญาณชาวป่า ตายไปแล้วกลายเป็นวิญญาณร้าย แปลงกายเป็นสัตว์ได้"