telwada
03-01-2006, 06:22 PM
ก่อนที่ท่านทั้งหลายทั้งที่เป็นผู้ดูแลเวบฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะอ่านบทความคำสอนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าใคร่ขอเตือนสติพวกท่านทั้งหลายเอาไว้ว่า การหมุนกงล้อพระธรรมจักรแห่งข้าพเจ้าเป็นสิ่งที่ดี สามารถช่วยชาวโลกทุกเชื้อชาติศาสนาได้ อย่างน้อยที่สุดก็ผ่อนหนักให้เป็นเบา
แต่หากพวกท่านไม่เชื่อยังคอยขัดขวางอยู่ พวกท่านก็จะได้เห็นผลลัพธ์อันจักเกิดขึ้นในช่วงต่อๆไปอีก นี้ไม่ใช่เป็นคำขู่ แต่เป็นคำเตือน เตือนให้สำนึกไว้ว่า การหมุนกงล้อพระธรรมจักร ในทางศาสนาพุทธเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องของคนบ้าหรือคนเสียสติที่จะมานั่งเสียเงิน พิมพ์ข้อความต่างๆให้ท่านทั้งหลายได้ศึกษาหาความจริงกัน
ขึ้นอยู่กับพวกท่านแล้วนะขอรับ จงใช้สมองสติปัญญา เถิดท่านเอ๋ย
ข้าพเจ้าเคยเขียนเรื่องทางสายกลางไปแล้วครั้งหนึ่งในปีก่อน (2547-2548) เป็นเรื่องทางสายกลางสำหรับศาสนาพุทธ แต่คงมีคนอ่านน้อย จึงยังมีคนถามอีก
ในปีนี้(2549)ข้าพเจ้าจึงเขียนใหม่อีกครั้ง และก็มิใช่หมายความว่า จะเล็งผลเลิศ หรือเพื่อต้องการให้ท่านทั้งหลายได้เชื่อ แต่ข้าพเจ้าเขียนก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้อ่าน ได้คิด ได้พิจารณา ซึ่งก็นับได้ว่า เป็นการหมุนกงล้อพระธรรมจักรแห่งข้าพเจ้าไปข้างหน้าแม้จะต้องถอยหลังบ้าง ก็ตามที
อันทางสายกลางนั้น นับได้ว่า เป็นคำพูดหรือเป็นประโยคที่ต้องตีความให้ตรงจุด ตรงประเด็น ในทางพุทธศาสนา หากจะตีความหมายตามตัวอักษร ตามคำ ตามประโยคแล้ว ทางสายกลางย่อมหมายถึง การอยู่ตรงกลางระหว่างทาง 3 สาย คือ
สายที่ 1 คือ สายแห่งความดี ตามบรรทัดฐานของการสังคมเป็นอยู่ร่วมกันของสรรพสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
สายที่ 3 คือ สายแห่งความไม่ดี ตามบรรทัดฐานของการสังคมเป็นอยู่ร่วมกันของสรรพสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
สายที่ 2 คือ ทางสายกลาง (เขียนไม่ผิดนะขอรับ) คืออยู่ระหว่างตรงกลาง ของความดี กับความชั่ว ตามบรรทัดฐานของการสังคมเป็นอยู่ร่วมกันของสรรพสิ่ง ทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต
ในทางธรรมะหรือในทางศาสนา ย่อมต้องสอนสรรพสิ่งที่มีชีวิตและสอนได้ ให้หลุดพ้นจากวัฎจักร แห่งความโลภ ความโกรธ และความหลง นั่นก็คือ รู้ว่า อย่างไหนเป็นทางสายที่ดี และอย่างไหนเป็นทางสายที่ไม่ดี เพราะการสังคมเป็นอยู่ร่วมกัน ย่อมมีการปฏิสังคม ติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันอยู่เกือบตลอดเวลา ดังนั้น ศาสนา(ในที่นี้กล่าวเฉพาะในศาสนาพุทธ)จึงสอนให้สรรพสิ่งที่มีชีวิตและสอนได้ แนะนำได้ ได้รู้ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตมีพฤติกรรมทางกาย ทางวาจา และทางใจอย่างไรบ้าง และจะไม่จำเพาะเจาะจงว่า ศาสนาหรือธรรมะแห่งศาสนามุ่งเน้นสอนให้คนทำแต่ความดี ทว่า ธรรมะแห่งศาสนา จะสอนให้รู้ต้นตอแห่งพฤติกรรมทางกาย วาจา และใจ ของสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่สอนได้ และสอนไม่ได้ ว่ามีหัวข้อหลักหรือต้นตออย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น
สรรพสิ่งทั้งหลาย ล้วนย่อมมี การคิด และการระลึกนึกถึง อันนี้นับเฉพาะสิ่งที่มีชีวิต และการคิด รวมถึงการระลึกนึกถึง ย่อมมีทั้งที่ทางสังคมเรียกว่าความดี และย่อมมีทั้งที่ทางสังคมเรียกว่าความไม่ดี
อันนี้เป็นหลักการแห่งศาสนาที่แท้จริง อย่างนี้เป็นต้น ที่ข้าพเจ้ายกตัวอย่างให้ได้ศึกษากันแม้เป็นเพียงข้อเดียว แต่ก็แบ่งเป็นสอง คือ คิด อย่างหนึ่ง ระลึกนึกถึงอย่างหนึ่ง หรือหากจะหมุนไปอีก การคิด และระลึกนึกถึง ก็ย่อมเกิดจากสรีระร่างกาย และ การคิด และระลึกนึกถึงจะเกิดขึ้นได้ เพราะการได้สัมผัสพบเห็น อย่างนี้เป็นต้น
ที่ข้าพเจ้ากล่าวไปเป็นเพียงส่วนน้อย แต่ก็ย่อมสามารถทำให้ท่านทั้งหลายคิดพิจารณาเป็นวงรอบ และต้องคิดพิจารณาให้มีที่สิ้นสุด อย่าคิดในทางที่เป็นไปไม่ได้ เช่น ไก่กับไข่ อันไหนเกิดก่อนกัน โดยไม่มีข้อสรุป ข้อสรุปจะต้องเป็นข้อสรุปที่มีเหตุและผลที่ใครจะคัดค้านไม่ได้ เพราะเป็นหลักความจริง
เอาละขอรับ วันนี้เอาแค่นี้ก่อน หวังว่า คงมีประโยชน์ต่อพระสงฆ์ ต่อบุคคลากรทั้งหลาย ให้ไปคิดพิจารณาให้ดี ก็แล้วกัน ขอรับ
แต่หากพวกท่านไม่เชื่อยังคอยขัดขวางอยู่ พวกท่านก็จะได้เห็นผลลัพธ์อันจักเกิดขึ้นในช่วงต่อๆไปอีก นี้ไม่ใช่เป็นคำขู่ แต่เป็นคำเตือน เตือนให้สำนึกไว้ว่า การหมุนกงล้อพระธรรมจักร ในทางศาสนาพุทธเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องของคนบ้าหรือคนเสียสติที่จะมานั่งเสียเงิน พิมพ์ข้อความต่างๆให้ท่านทั้งหลายได้ศึกษาหาความจริงกัน
ขึ้นอยู่กับพวกท่านแล้วนะขอรับ จงใช้สมองสติปัญญา เถิดท่านเอ๋ย
ข้าพเจ้าเคยเขียนเรื่องทางสายกลางไปแล้วครั้งหนึ่งในปีก่อน (2547-2548) เป็นเรื่องทางสายกลางสำหรับศาสนาพุทธ แต่คงมีคนอ่านน้อย จึงยังมีคนถามอีก
ในปีนี้(2549)ข้าพเจ้าจึงเขียนใหม่อีกครั้ง และก็มิใช่หมายความว่า จะเล็งผลเลิศ หรือเพื่อต้องการให้ท่านทั้งหลายได้เชื่อ แต่ข้าพเจ้าเขียนก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้อ่าน ได้คิด ได้พิจารณา ซึ่งก็นับได้ว่า เป็นการหมุนกงล้อพระธรรมจักรแห่งข้าพเจ้าไปข้างหน้าแม้จะต้องถอยหลังบ้าง ก็ตามที
อันทางสายกลางนั้น นับได้ว่า เป็นคำพูดหรือเป็นประโยคที่ต้องตีความให้ตรงจุด ตรงประเด็น ในทางพุทธศาสนา หากจะตีความหมายตามตัวอักษร ตามคำ ตามประโยคแล้ว ทางสายกลางย่อมหมายถึง การอยู่ตรงกลางระหว่างทาง 3 สาย คือ
สายที่ 1 คือ สายแห่งความดี ตามบรรทัดฐานของการสังคมเป็นอยู่ร่วมกันของสรรพสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
สายที่ 3 คือ สายแห่งความไม่ดี ตามบรรทัดฐานของการสังคมเป็นอยู่ร่วมกันของสรรพสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
สายที่ 2 คือ ทางสายกลาง (เขียนไม่ผิดนะขอรับ) คืออยู่ระหว่างตรงกลาง ของความดี กับความชั่ว ตามบรรทัดฐานของการสังคมเป็นอยู่ร่วมกันของสรรพสิ่ง ทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต
ในทางธรรมะหรือในทางศาสนา ย่อมต้องสอนสรรพสิ่งที่มีชีวิตและสอนได้ ให้หลุดพ้นจากวัฎจักร แห่งความโลภ ความโกรธ และความหลง นั่นก็คือ รู้ว่า อย่างไหนเป็นทางสายที่ดี และอย่างไหนเป็นทางสายที่ไม่ดี เพราะการสังคมเป็นอยู่ร่วมกัน ย่อมมีการปฏิสังคม ติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันอยู่เกือบตลอดเวลา ดังนั้น ศาสนา(ในที่นี้กล่าวเฉพาะในศาสนาพุทธ)จึงสอนให้สรรพสิ่งที่มีชีวิตและสอนได้ แนะนำได้ ได้รู้ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตมีพฤติกรรมทางกาย ทางวาจา และทางใจอย่างไรบ้าง และจะไม่จำเพาะเจาะจงว่า ศาสนาหรือธรรมะแห่งศาสนามุ่งเน้นสอนให้คนทำแต่ความดี ทว่า ธรรมะแห่งศาสนา จะสอนให้รู้ต้นตอแห่งพฤติกรรมทางกาย วาจา และใจ ของสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่สอนได้ และสอนไม่ได้ ว่ามีหัวข้อหลักหรือต้นตออย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น
สรรพสิ่งทั้งหลาย ล้วนย่อมมี การคิด และการระลึกนึกถึง อันนี้นับเฉพาะสิ่งที่มีชีวิต และการคิด รวมถึงการระลึกนึกถึง ย่อมมีทั้งที่ทางสังคมเรียกว่าความดี และย่อมมีทั้งที่ทางสังคมเรียกว่าความไม่ดี
อันนี้เป็นหลักการแห่งศาสนาที่แท้จริง อย่างนี้เป็นต้น ที่ข้าพเจ้ายกตัวอย่างให้ได้ศึกษากันแม้เป็นเพียงข้อเดียว แต่ก็แบ่งเป็นสอง คือ คิด อย่างหนึ่ง ระลึกนึกถึงอย่างหนึ่ง หรือหากจะหมุนไปอีก การคิด และระลึกนึกถึง ก็ย่อมเกิดจากสรีระร่างกาย และ การคิด และระลึกนึกถึงจะเกิดขึ้นได้ เพราะการได้สัมผัสพบเห็น อย่างนี้เป็นต้น
ที่ข้าพเจ้ากล่าวไปเป็นเพียงส่วนน้อย แต่ก็ย่อมสามารถทำให้ท่านทั้งหลายคิดพิจารณาเป็นวงรอบ และต้องคิดพิจารณาให้มีที่สิ้นสุด อย่าคิดในทางที่เป็นไปไม่ได้ เช่น ไก่กับไข่ อันไหนเกิดก่อนกัน โดยไม่มีข้อสรุป ข้อสรุปจะต้องเป็นข้อสรุปที่มีเหตุและผลที่ใครจะคัดค้านไม่ได้ เพราะเป็นหลักความจริง
เอาละขอรับ วันนี้เอาแค่นี้ก่อน หวังว่า คงมีประโยชน์ต่อพระสงฆ์ ต่อบุคคลากรทั้งหลาย ให้ไปคิดพิจารณาให้ดี ก็แล้วกัน ขอรับ