View Full Version : อยากทราบเกี่ยวกับทางสายอนุตตรธรรมน่ะค่ะ
koymoo
15-12-2004, 03:23 PM
ก้อยได้เข้ารับวิถีอนุตตรธรรมที่เป็นทางของพระโพธิสัตว์น่ะค่ะ ก้อยไม่เข้าใจว่าทำไมอะไรๆก็เป็นภาษาจีนหมดเลยคะ ,ถ้ารับวิถีอนุตตรธรรมแล้วต้องไม่ทานเนื้อวัว/เนื้อสัตว์อื่นๆด้วยหรือเปล่า และก้อยอยากทราบเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์น่ะค่ะ คือก้อยได้อ่านในหนังสือ อนุตตรธรรมมารดาสิบบัญญัติน่ะค่ะ ในนั้นเขียนว่า องค์พระมารดา(หรือเปล่า? ไม่แน่ใจนะคะ) ได้ให้ยาที่เหมือนเป็นยานอนหลับแก่เทวดา 2 องค์ เป็นผู้หญิงและผู้ชาย เปลื้องผ้าออกให้หมด แล้วนำเทวดาทั้ง 2 องค์นี้ไปไว้ในสระในโลกมนุษย์ เพื่อที่ให้มาพัฒนาโลกมนุษย์ แล้วก้อยก็คิดว่ามันก็ไปขัดกับที่วิทยาศาสตร์บอกว่า "มนุษย์พัฒนามาจากลิง" สิคะ คำถามนี้ก้อยสงสัยมานานแล้วน่ะค่ะ ก้อยเคยไปถามพี่คนนึงเป็นพี่บรรยายธรรม เค้าบอกว่าทั้ง 2 เรื่อง ความจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ต้องไปประชุมธรรมสามวันถึงจะเข้าใจ แล้วมันยาวขนาดนั้นเลยหรอคะ ผู้ที่มีความรอบรู้ช่วยตอบคำถามให้กระจ่างกับก้อยหน่อยนะคะ ก้อยสงสัยมากๆเลย ขอบพระคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูงค่ะ
jumpman
15-12-2004, 06:45 PM
ผมได้คลุกคลีมาบ้างนะครับ ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน
แต่คิดว่าน่าจะเป็นการบำเพ็ญให้ได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริยเมตตรัย
ซึ่งในยุคนั้นพระศรีฯจะพาคนยุคนั้นไปนิพพานกันหมดครับ
พี่เคยได้รับอนุตรธรรมนานแล้วน่ะ แต่ลืมพระคาถาไปแล้ว ถ้ายังไงน้องก้อย ส่ง personal message มาให้หน่อย จะตอบให้หายสงสัย การรับอนุตรธรรม น่ะ จะอธิบายง่ายๆ คือ
เชื่อว่าทุกคนเป็นเทพบนสวรรค์ลงมาเกิด ช่วงที่เราลงมาเกิดเกิด ในร่างกายเราจะมีช่องทางหนึ่งสำหรับวิญญาณเข้าสู่ร่างกาย หรือจะเรียกว่าประตูก็ได้ เมื่อวิญญาณเข้าสู่ร่างกายทางช่องทางนั้นประตูก็จะปิดสนิด คือปิดตาย นั้นเอง เมื่อประตูปิดตาย ก็ย่อมไม่สามารถกลับสู่สวรรค์ได้ วิญญาณก็จะหาทางออก ตามส่วนร่างกาย ไปตามถพตามถูมิที่ออกเช่น ออกทางขาอาจจะไปเกิดเป็นสัตว์
การรับอนุตรธรรม คือการเปิดประตูที่ปิดตาย ออกเพื่อให้วิญญาณ ออกจากประตูเดียวกับที่เคยเข้ามาเพื่อกลับขึ้นสวรรค์ ผู้ที่รับอนุตรธรรม จะได้เรียนรู้รหัสมือ สัญลักษณ์ รากบัว และ คาถา เหมือนเป็นรหัส และเป็นกุญแจ สำหรับติดต่อองค์เทพเบื้องบน หรือ เพื่อกลับสู่สวรรค์ก็ได้
พี่ลืม รหัวคาถาไปแล้วยังไงน้องก้อยช่วยบอกด้วยน่ะ ทาง private massage น่ะ
Kamen rider
31-12-2004, 08:36 PM
กินเจ กับ ทำความดี 2 อย่าง ไม่เห็นเขาสอนให้ ปล้น หรือ จี้ใคร นี่ครับ
เวสสภู
03-01-2005, 09:05 PM
เรื่องอนุตตรธรรมนี้อย่าวิตกเลย ทำอะไรก็ได้ที่อยู่บนพื้นฐานเมตตาและขันติเป็นหลักสำคัญ อย่าไปยึดเรื่องอนุตรธรรมมากนะครับ
กระสือข้างส้วม
07-02-2005, 01:59 PM
มีของวิเศษแต่ไม่รู้จักใช้ ก็เปรียบเหมือนกับไก่ได้พลอยนะคะ
จงรู้จักคุณค่าของสิ่งที่เราได้รับมา แล้วนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับสิ่งนี้
เราควรจะสงสัยในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญจิตมากกว่านะคะ เรามีเวลาอยู่บนโลกนี้ไม่มากหรอกคะ
ควรใช้เวลาไปพัฒนาจิตดีกว่านะ มาสงสัยจิตตัวเองกันดีกว่า ว่าทำไม่ยังโลภ ยังโกรธ
ยังหลง เราทำได้น้อยลงรึยัง วันนี้เราดีกว่าเมื่อวานแล้วรึยัง... .น่าจะดีกว่านะพี่ว่า :)
<!-- / message --><!-- sig -->
อาเม้ง
10-02-2005, 06:35 PM
ประวัติของวิถีอนุตตรธรรม
ในคัมภีร์เจ้าเต๋อจิง ของทานปราชญ์เหลาจื้อจารึกไว้ว่า ธรรมะอันกล่าวขานได้ มิใช่ธรรมะแท้ นามอันเรียกขานได้มิใช่นามแท้ ที่สุดของความว่างคือจุดเริ่มต้นของฟ้าดิน ชาติภพคือต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง
ท่านปราชญ์จวงจื้อก็กล่าวไว้ในบทต้าจงซือเพียนว่า อันว่าธรรมะนั้น มีสัมพันธภาพ มีสัจจะภาวะอันเที่ยงแท้ แต่ปราศจากรูปลักษณ์การกำหนดหมายถ่ายทอด มอบให้ได้ แต่มิอาจรับมอบได้ ได้รับไว้ แต่มองดูไม่เห็นเป็นกำเนิดเดิมที เป็นรากฐานเดิมที
ก่อนมีฟ้าดินนี้ ธรรมะคงอยู่แล้วก่อนกาลนาน ที่สุดของความลึกล้ำแยบยลทรงไว้ซึ่งมหิทธานุภาพนั้น ก่อกำเนิดฟ้า ก่อกำเนิดแผ่นดิน ภาวะนี้นเหนือกว่าชั้นบรรยากาศแต่มิใช่ด้วยสูง ต่ำกว่าชั้นนรกานต์แต่มิใช่ด้วยลึก มีอยู่ก่อนฟ้าดินแจ่มิใช่ด้วยนาน จำเริญกาลคงอยู่มาแต่มิใช่ด้วยแก่ชรา ในคัมภีร์ชิงจิ้งจิง จารึกไว่ว่า ธรรมะปราศจากรูปลักษณ์ ก่อเกิดฟ้าดิน ธรรมะปราศจากเยื่อใย เคลื่อนโคจรตะวันเดือน ธรรมะปราศจากนาม กำเนิดอุ้มชูสรรพสิ่ง เรามิรู้ชื่อของสิ่งนั้น จำต้องกำหนดชื่อให้ว่า เต๋า ธรรมะ
ในคัมภีร์ธรรมของพระบรรพจารย์หลัว สมัยราชวงศ์หมิงในบทอู่ปู้สิ่วเช่อ จารึกไว้ว่า เบื้องบน ที่สุดแห่งความว่างเปล่าให้กำเนิดฟ้าและดิน ปกครองฟ้าดินไว้ให้เลี่ยงดูนรรพสิ่ง แสงญาณในตัวตนของสรรพชีวิตกำเนิดจากเบื่องบน ที่สุดแห่งความว่างเปล่า
ที่สุดของความว่างเปล่านั้นกำหนดความเป็นฟ้า ความเป็นแผ่นดิน กำหนดรากฐานของคน จึงรู้ได้ว่า ธรรมะคือที่สุดแห่งความว่างเปล่า ธรรมะปกครองมหาจักรวาลเป็นรากฐานต้นกำเนิดก่อเกิดฟ้าดิน สรรพสิ่ง
ธรรมะคือตัวแท้ของจิตญาณ เมื่ออยู่กับฟ้า (ยังไม่เข้าสถิตในตัวตน ) เรียกว่า สัจธรรม โปรดประทานไว้ในคนแล้วเรียกว่า จิตญาณ
ในคัมภีร์จง อ-ยง จารึกไว้ว่า ชีวิตจากฟ้าเรียกว่า จิตญาณ ตัวแท้ที่ปกครองนำพาจิตญาณเรียกว่า ธรรมะ ท่านปราชญ์ จูซี แห่งราชวงศ์ซ่งกล่าวไว้ว่า ก่อนมีฟ้าดินนี้ มีแต่หลักสัจธรรม ด้วยเหตุที่มีหลักสัจธรรมจึงเกิดมีฟ้าดิน กล่าวอีกว่า หลักสัจธรรมคือความเป็นธรรมะอันอยู่เหนือรูปลักษณ์ เป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง คือพลัง (พลังงาน) เป็นกลไกให้แก่สิ่งอันมีรูปลักษณ์ต่อ ๆมา การเกิดของคนจะต้องเป็นไปตามครรลองของหลักสัจธรรมเมื่อมีจิตญาณจะต้องมีพลังและมีสังขารรองรับ
จิตญาณคืออนุภาคส่วนแยกตัวของหลักสัจธรรม ในศาสนาปราชญ์เรียกว่า หมิงเต๋อ ชีวิตบริบูรณ์ธรรม ชีวิตสว่าง ศาสนาพุทธเรียกว่า เจินหยู คถตา หรือ ผูถีซิน โพธิจิต ศาสนาเต๋าเรียกว่า เสวียนพิ่นจือเหมิน ทวารมารดาวิเศษ หรือ เสวียนเชี่ยว โพรงวิเศษ เสวียนกวน ทวารวิเศษ รวมความก็คือ จิตพุทธะ อันเป็นภาวะวิเศษที่เป็นอยู่อย่างนั้นเอง
ภาวะนี้แม้จะใช้ภาษานิยามต่างกันไป แต่ความหมายในความเป็นจริงนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน จิตภาวะสัจธรรมคือรากฐานชีวิตของคนเรา เป็นต้นกำเนิดอันยิ่งใหญ่ของชีวิต เมื่อเกิดเป็นมาเช่นนี้ เมื่อตาย ก็ต้องเป็นไปเช่นนั้น เรียกว่าหนทางของการเกิด-ตาย
ตั้งแต่โบราณกาลมา หนทางตรงของการเกิด-ตาย ศิษย์ของพระวิสุทธิอาจารย์จะได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากปากสู่จิต ในศาสนจักรก็จะได้รับการถ่ายทอดเฉพาะบุคคล เพราะเป็นการ ถ่ายทอดสัจธรรมของจิตภาวะ โดยตรง (ซิ่งหลี่เจินฉวน) ที่มิโปรดแพร่งพรายโดยง่าย อันเป็นการถ่ายทอดหลักสัจธรรมหรือแก่นแม้สูงสุดของศาสนาต่าง ๆ
การถ่ายทอดแก่นแท้โดยตรงนี้ ศาสนาปราชญ์เรียกว่า อี๋ก้วน รู้แจ้งแทงตลอด เรียกว่า เทียนเต้า วิถีแห่งฟ้าหรืออนุตตรวิถี ศาสนาพุทธเรียกว่า เจิ้งฝ่าเอี่ยนฉัง สัทธธรรมอันแฝงไว้ในจักษุครรภ์ ศาสนาเต๋าเรียกว่า จินตันต้าเต้า มหาวิถีของดวงแก้ววิเศษ
คำเรียกขานเหล่านี้ซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลเพิ่งจะสรุปเรียกรวมกันว่า เซียนเทียนต้าเต้า วิถีอนุตตรธรรม โดยศาสนจักรที่เฟื่องฟูขึ้นใหม่มนสมัยราชวงศ์หมิง วิถีอนุตตรธรรม ผู้ใดได้รับ บรรลุได้ พ้นเวียนว่ายเกิดตายได้
ตั้งแต่พระอริยเจ้าฝูซี อุบัติมาในโลกนี้ การถ่ายทอดจิตภาวะสัจธรรม จะถ่ายทอดแต่เฉพาะในศาสนจักรเรื่อยมาแต่ละพระองค์จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระเจ้าชิงซุ่นจื้อ (ค.ศ. 1644-1661) พระบรรพจารย์ หวงเต๋อฮุย สืบต่อตำแหน่งพระธรรมาจารย์สมัยที่เก้า การถ่ายทอดวิถีธรรมนี้จึงได้เผยแพร่ออกไปสู่ชาวโลก
เมื่อศาสนจักรของพระธรรมาจารย์สมัยที่เก้ามีการถ่ายทอดวิถีอนุตตรธรรม ศาสนจักรนั้นจึงได้ชื่อว่า ศาสนจักร อนุตตรธรรม อีกทั้งพระองค์ยังได้แสดงธรรมกถารวบรวมจารึกไว้เป็นพระคัมภีร์ชื่อย่อว่า หวงจี๋จินตันเป่าเจวี่ยน สกลรัตนสูตร
ศาสนจักรของพระองค์จึงได้ชื่ออีกว่า หวงจี๋จินตันเต้า สกลรัตนธรรม ต่อมาในรัชสมัยชิงเต้ากวง ปีที่ยี่สิบสาม (ค.ศ. 1843) พระบรรพจารย์พลังธาตุน้ำ สุ่ยฝ่าจู่ ปกครองธรรมจักรวาล การปฏิบัติบำเพ็ญของชาวอนุตตรธรรมจึงเบนจากธรรมนิการสัทธธรรม (เฉวียนเจิน) บริสุทธิ์เฉพาะตนไปสู่จริยธรรมทั่วหน้าตามแนวคำสอนของศาสนาปราชญ์ของท่านขงจื้อ
คำว่า อี๋ก้วนต้าเต้า จึงเข้ามาแทนที่คำว่า เซียนเทียนต้าเต้า ซึ่งก็มีความหมายว่า อนุตตรธรรม เช่นกัน จึงเป็นที่ยอมรับและใช้กันแพร่หลายในสมัยนั้น
มาถึงพระธรรมาจารย์ หวังเจวี๋ยอี สมัยที่สิบห้าพระองค์ฟื้นฟูธรรมทฤษฎีว่าด้วย สามจักรวาลสืบเนื่องถึงที่สุดด้วยหนึ่งเดียวกัน ซันจี๋อี๋ก้วน (สามจักรวาล คือ อนุตตรจักรวาลสูงสุด เทวจักรวาลชั้นบรรยากาศ และวัตถุธาตุจักรวาลโลกเรา)
มาถึงรัชสมัยชิงกวางสูปีที่สิบสอง (ค.ศ. 1886) พระธรรมาจารย์ หลิวชิงซวี สมัยที่สิบหกประกาศการเรียกขานวิถีธรรมอย่างเป็นทางการว่า อี๋ก้วนเต้า ปีหมินกั๋วที่ยี่สิบเก้า (ค.ศ. 1940) พระธรรมาจารย์จางเทียนหยาน ได้กลับมาใช้คำว่า เทียนเต้า อีก
จากนั้นเป็นต้นมาคำว่าอี๋ก้วนเต้า กับคำว่าเทียนเต้า จึงได้ใช้คู่กันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
หมายเหตุ : อี๋ก้วนเต้า
อี๋ แปลว่า หนึ่งเดียว เอกเดียว
ก้วน แปลว่า ซอกซอนชอนผ่านอยู่ในทุกสภาวะ บริบูรณ์ถึงที่สุด สืบเนื่องเรื่อยไป ฯลฯ
เต้า แปลว่า ธรรมะ อนุตตรภาวะ ตัวแท้ของจิตญาณ วิถีมรรค ฯลฯ
อี๋ก้วนเต้า จึงแปลได้โดยสังเขปว่า เอกอนุตตรมรรค เอกธรรมมรรค เอกอนุตตรวิถี ความเป็นหนึ่งเดียวอันอาจรู้แจ้งแทงตลอด แปลว่า ธรรมปฏิเวธ คือเมื่อรู้ความเป็นหนึ่งจึงเข้าถึงหนทางแห่งการบรรลุได้ ได้ความเป็นหนึ่ง ปัญญาจึงสืบเนื่องเรื่อยไป ฯลฯ
Issara
12-08-2005, 12:24 AM
วิถีอนุตตรธรรม อืมมมม.... (b-green)
อธิบายง่าย ๆ เป็นภาษาชาวบ้านละกัน มันก็คือ เทคนิค,วิธีการ,หนทางสู่การบรรลุธรรมนั่นแหละ
หลัก ๆ ก็คือ ต้องมีอาจารย์สอนวิถี ก่อนเรียนต้องเป็นมังสวิรัต ไม่ทานเนื้อสัตว์ ไม่ทานไข่ทุกชนิด (b-glass)
ซึ่งจริง ๆ คนที่สามารถบรรลุธรรมนี่ก็ต้องไม่ทานเนื้อสัตว์อยู่แล้ว การกินเนื้อผิดศีลข้อที่ 1 ส่วนวิถีนี่จะถูกถ่ายทอดโดยอาจารย์และสำคัญก็ต้องเป็นอาจารย์จริง ๆ หมายความว่า อาจารย์ที่ถ่ายทอดคือพุทธะ (หลุดพ้นแล้ว) จึงจะเป็น วิถีของจริง การเรียนก็บำเพ็ญไปทีละขั้น ต้องบำเพ็ญเอง โดยอาจารย์จะชี้แนะให้ผ่านภพภูมิต่าง ๆ สูงไปเรื่อย ๆ (good)
ความจริงแล้วก็เหมือนกันหมดแหละ ถ้าพูดภาษาไทย ก็นั่งสมาธิเพื่อบรรลุระดับชั้นต่าง ๆ
แต่วิธีอนุตตรธรรมจะถือศีลเคร่งครัด เน้นชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาด เพราะหนทางการบรรลุธรรมยาวไกล ร่างกาย ใจ เราเป็นเครื่องมือหรือพาหนะในการขึ้นชั้นที่สูงไปเรื่อย ๆ
ก็เป็นวิถีที่เรียบง่ายวิถีหนึ่ง เหมาะแก่การฝึก เพราะถึงไม่เจออาจารย์จริง ๆ แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้อยู่ในกรอบศีลธรรมที่ดีเพราะต้องรักษาศีลอย่างเคร่งครัดน่ะ
ประมาณนี่แหละนะ (bb-flower
อักขรสั จร
12-08-2005, 01:07 AM
ระวังโดนกรรมปรามาสนะคุณ Issara
Issara
12-08-2005, 08:57 AM
ระวังโดนกรรมปรามาสนะคุณ Issara
กรรมปรามาสอย่างไรล่ะครับ
Explain to me,please.... [b-wai]
ผู้เดินทาง
12-08-2005, 11:02 AM
ตรงนี้ละครับ >>> "ซึ่งจริง ๆ คนที่สามารถบรรลุธรรมนี่ก็ต้องไม่ทานเนื้อสัตว์อยู่แล้ว การกินเนื้อผิดศีลข้อที่ 1"
ไม่ตรงกับหลักของพุทธฝ่ายเถรวาทครับ ครั้งหนึ่งพระเทวทัตก็เคยทูลขอพระพุทธองค์ว่าให้ภิกษุเลิกฉันเนื้อสัตว์ แต่พระพุทธองค์ก็มิทรงให้ตามที่พระเทวทัตขอ เพราะมันไม่เกี่ยวกับการบรรลุธรรมครับ ใครจะเป็นมังสวิรัตหรือไม่ก็บรรลุธรรมได้เหมือนกัน หรือไปสวรรค์ได้เหมือนกัน หรือลงนรกได้เหมือนกันครับ
เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเหมือนกัน ต้องขอโทษด้วยหากทำให้ท่านลำบากใจ
กรรมปรามาสอย่างไรล่ะครับ
Explain to me,please.... [b-wai]
Issara
12-08-2005, 11:48 AM
โอ๊ โอ มาอ่านดูอีกที อืมมมม..... (ping-love
จริง ๆ ก็ต้องพิมพ์ว่า "ซึ่งจริง ๆ คนที่สามารถบรรลุธรรมนี่ตามหลักการของมหายานก็ต้องไม่ทานเนื้อสัตว์อยู่แล้ว การกินเนื้อผิดศีลข้อที่ 1" (glass)
อืมมม...เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ใช่ ๆ
คือ ผมไม่ได้ลำบากใจอะไรหรอกครับ คือผมอ่านและศึกษาของทุกนิกาย ทุกศาสนานั่นแหละ
บางทีการยกตัวอย่าง หรือ คำสอนก็ต้องอ้างอิงที่มาด้วย หรือ ไม่ก็เป็นความเห็นส่วนตัวไปเลย
เรื่องศีลนี่เดี๋ยวขอไปศึกษาและถามผู้รู้ + ใช้เหตุผลของตัวเองก่อน
Thank you For Explaination (bb-flower
Golf_Kung
12-08-2005, 01:51 PM
เคยได้ยินมาเหมือนกันน่ะว่าทำไมพระฉันเนื้อสัตว์ได้ ถ้าจำไม่ผิดพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ภิกษุคือผู้เลี้ยงง่าย หากเช้าบ้านนำอะไรมาถวายก็ต้องรับเอาไว้ หากจำกัดไม่ให้ฉันเนื้อสัตว์ก็จะเป็นการลำบากแก่ผู้ถวาย คงจะประมาณนั้นมั้ง และอีกอย่างการฉันเนื้อสัตว์ก็เป็นการโปรดสัตว์ที่ฉันไปด้วย คือขอบคุณและแผ่เมตตาที่เนื้อหนังนั้นทำให้เราได้ดำรงชีวิตต่อไปและทำความดีได้ต่อไป คือมีแรง มีกำลังในการทำความดี
ไห่เฉากุหลาบไฟ
09-02-2006, 09:31 AM
พระมารดาคือใคร
GenerationXXX
09-02-2006, 10:55 PM
ผมเองก็เคยไปรับมาเหมือนกัน เท่าที่สัมผัสดูก็น่าจะจริง เนื่องจากผมเองก็ถูกทดสอบและตั้งคำถามที่โดนใจและช่วยให้ปฏิบัติได้ก้าวหน้า ซึ่งตอนนี้มีอยู่หลายแนวมีทั้งที่ผิดและถูก อันนี้ผมคิดว่าเป็นกุศโลบายที่ใช้เพื่อจะได้เข้ากับจริตของคนหลายๆ ประเภท ซึ่งในประเทศไทยก็มีไม่น้อยที่เข้ากับสายทางมหายาน การถือศีลกินเจก็ดี ไม่กินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิตก็ดี ซึ่งคนที่ปฏิบัติได้นั้นเขาก็ไม่ใช่จะทำเพื่อโอ้อวดหรือต้องการภูมิธรรมเท่านั้นเท่านี้ แต่เป็นวิธีที่จะช่วยขัดเกลาจิตใจให้เข้าถึงพุทธะได้ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าดูกันผิวเผินจะเห็นว่าพิธีกรรมแต่ละอย่างไม่เข้าใจว่าทำขึ้นเพื่ออะไร หรือแม้แต่การเข้าทรงเขียนกลอนอันวิจิตรพิศดารก็เป็นเพียงอุบายที่จะดึงจิตผู้คนให้เข้าถึงธรรมเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้มีลักธินอกเหนือเกินพระพุทธเจ้าอยู่บ้างก็ต้องระวังไว้เป็นธรรมดา เรื่องพระมารดานี่ ผมเข้าใจว่าน่าจะเรียกว่าองค์ธรรมมารดา ซึ่งตามเท่าที่ผมเคยสอบถามหลายๆ อาจารย์ในคณะที่ไปด้วยก็ว่าเป็นเหมือน พระแม่แห่งพระพุทธะ หรือถ้าตามที่ผมเข้าใจก็น่าจะเป็นสมเด็จปู่องค์ปฐมนั่นแหละ เขาเชื่อว่าองค์ธรรมมารดาอยู่สูงที่สุดแล้วสูงยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า ถ้าตามแนวทางของเราก็น่าจะหมายถึงสมเด็จปู่องค์ปฐมแน่นอน อันนี้ก็ต้องพิจารณากันเองนะครับ ควรเชื่อไม่เชื่อก็เอาแค่พอดีไม่ต้องไปสนใจอะไรมาก อย่างไรก็ธรรมของพระพุทธเจ้าเหมือนกันหมดทุกยุคทุกกาล ไม่มีแตกต่างผิดเพี้ยน
Enigma
10-02-2006, 12:22 AM
เราคิดว่าองค์ธรรมมารดาน่าจะหมายถึงพระเจ้าในความหมายที่คนเข้าใจมากกว่านะคะ
ตามความรู้สึกเราที่เคยเข้าไปร่วมประชุมธรรม เรามีความเห็นว่าจริง แม้ว่าบางอย่างจะไม่สอดคล้องกับแนวพุทธหินยาน การปฏิบัติธรรม การเลือกว่าเราจะไปในเส้นทางไหน มันแล้วแต่จริตคน เหมือนกับที่สำนักอนุตรธรรมกล่าวไว้ว่า แล้วแต่ว่าท่านจะมีบุญสัมพันธ์กับเราหรือไม่
GenerationXXX
12-02-2006, 06:59 AM
เราคิดว่าองค์ธรรมมารดาน่าจะหมายถึงพระเจ้าในความหมายที่คนเข้าใจมากกว่านะคะ
ตามความรู้สึกเราที่เคยเข้าไปร่วมประชุมธรรม เรามีความเห็นว่าจริง แม้ว่าบางอย่างจะไม่สอดคล้องกับแนวพุทธหินยาน การปฏิบัติธรรม การเลือกว่าเราจะไปในเส้นทางไหน มันแล้วแต่จริตคน เหมือนกับที่สำนักอนุตรธรรมกล่าวไว้ว่า แล้วแต่ว่าท่านจะมีบุญสัมพันธ์กับเราหรือไม่
พระเจ้าตามในพุทธศาสนาแล้วไม่มี มีแต่พระพุทธเจ้า เนื่องจากพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนกันด้วยเหตุและผลของทุกสิ่ง ไม่มีสิ่งใดที่อธิบายไม่ได้ ที่สิ่งมีระบบมีองค์ประกอบขาดอย่างใดอย่างนึงไม่ได้ และเรื่องของพระเจ้าถ้าพูดกันตามนัยความหมายแล้วก็น่าจะหมายถึง พระที่อยู่สูงสุด ซึ่งถ้าตามความหมายพุทธก็มีพระพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่มีพระองค์ไหนสูงสุดไปกว่า
Palmnaraks
12-02-2006, 10:54 AM
อย่าเรียกหินยานครับ หินยานแปลว่ายานอันต่ำไม่ดี บรรลุไม่ได้ทำนองนี้ ให้เรียกว่าเถรวาทครับ จึงจะสมควร...
มรรคผลไม่ได้อยู่ที่นิกายแต่อยู่ที่ผู้ปฏิบัติละกิเลสได้มั้ย ทางไปในการละกิเลสมีหลายวิธีแล้วแต่จริตจริยาของใครๆ ซึ่งย่อมแตกต่างกัน ...แต่สุดท้ายก็จะถึงที่หมายเดียวกัน...ถ้าได้ตั้งเป้าหมายไว้อย่างเดียวกัน...
เตเต้2006
25-02-2006, 01:32 AM
พระมารดาตามที่ผมได้รับรู้มาแต่อาจจะไม่เหมือนกับที่ทุกคนได้ยินมาแต่ขอเอามาแลกเปลี่ยนกันดูนะครับ จาได้เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน ในวิถีอนุตรธรรมนั้น เราจะเรียกว่าอนุตรธรรมมารดา หรือภาษาจีนกลางนั้นจะเรยกว่าเหลาหมู่ หรือภาษาแต้จิ๋วจะเรียกว่าเหล่าบ้อหรือเอี่ยวตี๊กิมบ้อ แต่อีกนามหนึ่งที่เรียกกันมาในสมัยโบราณแต่ปัจจุบันไม่ค่อยมีคนเรียกกันแล้วคือ บ่อเก็กเทียงจุง ซึ่งส่วนใหญ่คนจะคิดถึงว่าท่านนั้นมีตัวตนอยู่ในสวรรค์เป็นใหญ่ที่สุด แต่ในสมัยก่อนรุ่นที่อาม่าผมรับวิถีอนุตรธรรมนั้น ท่านได้เคยเล่าว่าเป็นสภาวะอันก่อกำเนิดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกและในจักรวาลในธรรมชาติเหล่านี้ เป็นสภาวะธรรมที่สถิตอยู่ในตัวเราทุกคน และที่สำคัญที่สุดคือจุดกำเนิดแห่งปัญญาแห่งความรู้แจ้งที่จะนำเราไปสู่ความพ้นจากวัฎฎสงสาร ซึ่งจริงๆแล้วเป็นอุบายธรรมอย่างหนึ่งด้วย ดั่งจะเห็นได้จากสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีสถานที่ไหว้ประดิษฐานท่านอยู่ คือโรงเจเสี่ยงเข่งตึ๊ง ตลาดพลู ซึ่งเหล่าบ้อหรือกิมบ้อสถานที่นั้นจะมีดวงไฟดวงใหญ่สถิตอยู่กลางวงกลมในห้อง แสดงถึงความส่องสว่างแห่งปัญญาที่อยู่ในจักรวาลและพวกเรามนุษย์ทกคนครับ
เตเต้2006
25-02-2006, 01:32 AM
พระมารดาตามที่ผมได้รับรู้มาแต่อาจจะไม่เหมือนกับที่ทุกคนได้ยินมาแต่ขอเอามาแลกเปลี่ยนกันดูนะครับ จาได้เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน ในวิถีอนุตรธรรมนั้น เราจะเรียกว่าอนุตรธรรมมารดา หรือภาษาจีนกลางนั้นจะเรยกว่าเหลาหมู่ หรือภาษาแต้จิ๋วจะเรียกว่าเหล่าบ้อหรือเอี่ยวตี๊กิมบ้อ แต่อีกนามหนึ่งที่เรียกกันมาในสมัยโบราณแต่ปัจจุบันไม่ค่อยมีคนเรียกกันแล้วคือ บ่อเก็กเทียงจุง ซึ่งส่วนใหญ่คนจะคิดถึงว่าท่านนั้นมีตัวตนอยู่ในสวรรค์เป็นใหญ่ที่สุด แต่ในสมัยก่อนรุ่นที่อาม่าผมรับวิถีอนุตรธรรมนั้น ท่านได้เคยเล่าว่าเป็นสภาวะอันก่อกำเนิดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกและในจักรวาลในธรรมชาติเหล่านี้ เป็นสภาวะธรรมที่สถิตอยู่ในตัวเราทุกคน และที่สำคัญที่สุดคือจุดกำเนิดแห่งปัญญาแห่งความรู้แจ้งที่จะนำเราไปสู่ความพ้นจากวัฎฎสงสาร ซึ่งจริงๆแล้วเป็นอุบายธรรมอย่างหนึ่งด้วย ดั่งจะเห็นได้จากสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีสถานที่ไหว้ประดิษฐานท่านอยู่ คือโรงเจเสี่ยงเข่งตึ๊ง ตลาดพลู ซึ่งเหล่าบ้อหรือกิมบ้อสถานที่นั้นจะมีดวงไฟดวงใหญ่สถิตอยู่กลางวงกลมในห้อง แสดงถึงความส่องสว่างแห่งปัญญาที่อยู่ในจักรวาลและพวกเรามนุษย์ทกคนครับ
เตเต้2006
25-02-2006, 01:47 AM
สุดท้ายนี้ผมมีกลอนปริศนาธรรมของเหลาหมู่ กิมบ้อ หรือบ่อเก็กเทียงจุงอยู่บทหนึ่งเอามาให้เพื่อนๆได้ดูกันครับ
เหลาบ้อคือใคร สถิตอยู่ณแห่งหนใด
ที่แสงตะวันสุดขอบฟ้า อยู่เหนือนภา เหนือสวรรค์
ในสายลมแผ่ว ในเสียงดนตรี ในทุกชีวี ทุกชีวิต
เมื่อแสงสุริยาลาจากฟ้า สู่สนธยาฟ้ามืดมิด
เมื่อแสงจันทราส่อง ทั่วท้องห้วงนภา ที่ดวงดาราทั่วทั้งจักรวาล
ที่ในพายุ ในหยดน้ำ ในเสียงฟ้าคำรามดังก้อง
สถิตนิรันดร์ที่ในมวลบุปผา กิ่งใบ เกสร นกน้อยสรรพสัตว์ทั่วท้องไพร
ในพณาสันธ์ ในทุกใบหญ้า ทุกดวงตา ในทุกเวลา ทุกชีวิต
ทุกสิ่งใดใด ในสายธารา มัจฉาว่ายน้ำ ลำรน้ำไหลริน
สถิตในจักรวาล สถิตตลอดกาลไป
เหลาบ้อสถิตอยู่กับเรา
สถิตอยู่ในแววตาผู้ยากไร้ ในหัวใจของผู้จวนจะสิ้นใจ
อยู่ในหัวใจของคนยากเข็ญ สถิตอยู่ในเด็กน้อย หญิงชาย หนุ่มสาว
ในเสียงดนตรี เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้
ในความคิด ร่างกาย และจิตใจ ในความรู้ ปัญญา สมาธิ
สถิตอยู่ท่ามกลางการกระทำของเราทุกคน
สถิตอยู่ในธรรมชาติ ภูเขา แม่น้ำ อิฐ หิน ดิน ทราย ทั่วสรรพสัตว์ในโลกนี้
แล้วพระองค์คือใคร
จงใช้วิจารณญานเอาเถิด
เตเต้2006
25-02-2006, 01:54 AM
อ้อ สรุปอีกครั้งมะกี้ลืมโพส กิมบ้อเป็นสภาวะอันบ่งบอกถึงปัญญาอันจะนำพาให้เรารู้แจ้งในสัจธรรมทั้งหลาย รวมถึงสภาวะแห่งการบรรลุธรรมนั่นเอง หาได้ใช่พระเจ้าสูงสุดอะไรไม่
ดาราจักร
12-08-2007, 08:21 PM
อนุโมทนาครับ กระแสเมตตาธรรมของธรรม
ดูที่แก่น การศึกษาพระธรรม คือ ไตรสิกขา
มี ศีล สมาธิ และปัญญา ครับ
ขอให้ทุกคนมีดวงตาที่เห็นธรรมนะครับ
AJ_Purngkan
21-08-2007, 04:48 PM
เฮ้อ ... กรรมเวร
พูดคุยเป็นของสนุกสนานเลย กระทู้แรก ๆ
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.