PDA

View Full Version : ประโยชน์ของการฝึกฝนจิต


อารยเมตตรัยพุทธเจ้า
14-12-2004, 03:25 PM
อานิสงค์ของการฝึกฝนจิต

การฝึกฝนจิต ตามแบบแผนการฝึกฝนจิต ในทุกๆ แบบ ทั้งแบบแผนการฝึกฝนจิตของท่านกงจื้อ คือฝึกฝนจิตเพื่อบรรลุเต๋า การฝึกฝนจิตตามแบบแผนการฝึกฝนจิตขององค์โพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร กวนซี่อิม ผ่อสัก เพื่อบรรลุ โพธิสัตว์ บรรลุโพธิญาณ บรรลุโพธิ การฝึกฝนจิตตามแบบแผนการฝึกฝนจิตของ พระพุทธศาสนา ทั้งแบบของผู้ครองเพศบรรพชิต เพื่อบรรลุ มรรคผล บรรลุอรหัตผล เรียกว่า “อริยะสงฆ์” แบบแผนการฝึกฝนจิตของผู้ครองเพสฆารวาส ด้วยการทำ “กาย คตาสติ” ตามหลักของพลังจิตเหนี่ยวนำ เป็นแบบแผนการฝึกฝนจิตของ “อารยเมตตรัย พุทธเจ้า” เพื่อบรรลุอรหัตผล เรียกว่า “อริยะเจ้า” ซึ่งนับว่าเป็นแบบแผนการฝึกฝนจิตซึ่งง่ายต่อการฝึกฝนจิต โดยอาศัยหลักเหตุผล กฎของพลังงาน วิทยาศาสตร์ พลังจิต พลังจักรวาล พลังดึงดูดของประจุไฟฟ้าบวก เรียกว่า ฌานหรือปราณ กับประจุไฟฟ้าลบ เรียกว่าพุทธคุณ เป็นพลังจิตเหนี่ยวนำ เป็นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ ผู้ฝึกฝนจิตทั้งผู้ครองเพศบรรพชิต ผู้ครองเพศฆราวาส ทุกชาติ ทุกภาษา สามารถสัมผัสกับความมหัศจรรย์ ของพลังจิตเหนี่ยวนำได้ทั้งสิ้น สามารถฝึกฝนจิตควบคู่กับการดำเนินชีวิต ในยุคของการแข่งขัน ยุคโลกาภิวัฒน์ ยุคที่โลกวิวัฒนาการไปมาก เรียกว่า “วิวัฏฐายีกัป” มนุษย์เชื่อถือเหตุผลเป็นใหญ่ มิได้เชื่ออย่างหมดใจ เชื่อแบบหัวปักหัวปำ ดังเช่นบุราณกาล การฝึกฝนจิตโดยใช้หลักกระแสจิตเหนี่ยวนำ จึงเป็นวิธีการฝึกฝนจิตที่เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน ซึ่งผู้ฝึกฝนจิต สามารถสัมผัสกับความมหัศจรรย์ได้ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฝึกฝนจิต คือได้รับการประทับฌาน จากอารยเมตตรัยพุทธเจ้า สามารถสัมผัสกับพลังดึงดูดของฌานซึ่งเป็นขององค์อินทร์ เป็นพลังชีวิต เป็นสิ่งที่กำหนดอายุขัยของมนุษย์และสรรพสัตว์ และพุทธคุณซึ่งเป็นของแม่พระธรณี เป็นพลังชีวิตเฉกเช่นกัน การน้อมนำฌานสมาบัติและพุทธคุณเข้ามาสู่ร่างกาย นับว่ามีประโยชน์ต่อผู้ฝึกฝนจิตเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าจักได้ยกมาอรรถาธิบายเป็นข้อๆดังนี้.-

การฝึกฝนจิต ด้วยพลังจิตเหนี่ยวนำ การทำกายคตาสติ เพื่อบรรลุอรหัตผล ผู้ซึ่งฝึกฝนจิตจักได้รับประโยชน์ คืออานิสงค์ โดยลำดับดังนี้.-
1.ทำให้อายุขัยยืนยาวขึ้น เนื่องเพราะการทำกายคตาสติ สามารถน้อมนำฌานสมาบัติ ซึ่งเป็นตัวกำหนดอายุขัยของมนุษย์เข้ามาสู่ร่างกายได้ เป็นการเพิ่มอายุขัยให้กับตนเอง ดังนั้นผู้ซึ่งฝึกฝนจิตด้วยการทำกายคตาสติ ตามหลักของพลังจิตเหนี่ยวนำ จักมีอายุยืนยาวกว่ามนุษย์ผู้ซึ่งมิได้ฝึกฝนจิต อย่างแน่นอน ทั้งนี้เนื่องเพราะฌานสมาบัติซึ่งมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้าบวก มีอยู่ทั่วไปในบรรยากาศรอบตัวมนุษย์ พืชสามารถสังเคราะห์แสง เปลี่ยนพลังแสงอาทิตย์มาเป็นพลังชีวิต กอรปกับสามารถดึงออกซิเจนเข้าไปสู่กายสังขารของต้นไม้ทางใบ ทำงานประสานกับพลังงานแสงซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นพลังชีวิตเรียกว่าฌาน หรือปราณ สิ่งที่ขับออกมาจากต้นไม้คือโอโซน เนื่องเพราะออกซิเจน(O2) ได้รับการแตกอะตอมเป็นโอโซน(O) ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์เพียงหนึ่งอะตอมเท่านั้น สิ่งที่คายออกมา จึงเป็นอีกอะตอมหนึ่งของออกซิเจน คือโอโซน คือพุทธคุณของแม่พระธรณีนั่นเอง หากแม้นท่านมีกล้องดิจิตอล ท่านสามารถถ่ายภาพพุทธคุณซึ่งเป็นรังสีแสงสีน้ำเงินซึ่งแผ่ออกมาจากต้นไม้และป่าเขาได้ จักเป็นรังสีแสงสีน้ำเงิน สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าโดยผ่านกล้องดิจิตอล และสามารถอัดภาพเหล่านั้นโดยยังคงเห็นภาพรังสีของพุทธคุณเป็นกลุ่มแสงสีน้ำเงินได้ ซึ่งเป็นรังสีเดียวกับรังสีของหลวงตามหาบัว ซึ่งข้าพเจ้าเคยถ่ายภาพไว้ แล้วปรากฏว่ามีแสงสีน้ำเงินแผ่ออกมารอบผิวกาย อีกทั้งกายถ่ายภาพรูปปั้นของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังสี ซึ่งตั้งอยู่อำเภอสี่คิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ก็มีรังสีแสงสีน้ำเงินแผ่ออกมารอบกาย มิว่าจะถ่ายภาพในมุมใดก็ตาม เป็นสิ่งที่ยืนยันให้เห็นว่า พุทธคุณมีจริง รังสีแสงสีน้ำเงินซึ่งแผ่ออกรอบผิวกาย ทั้งของหลวงตามหาบัว รูปปั้นของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังสี ป่าบริเวณสองฝั่งแม่น้ำสาละวิน ซึ่งข้าพเจ้าได้ไปถ่ายภาพมาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2547 ล้วนแล้วแต่เป็นรังสีชนิดเดียวกัน คือพุทธคุณทั้งสิ้น
2.ทำให้สุขภาพแข็งแรง เนื่องเพราะการทำกายคตาสติ สามารถน้อมนำพุทธคุณ เข้ามาสู่ร่างกายได้ทั้งทางลมหายใจและแทรกซึมเข้ามาสู่ร่างกายทางผิวกาย พุทธคุณ คือโอโซน เป็นประจุไฟฟ้าลบ เป็นอิเล็กตรอนตัวสุดท้ายซึ่งวิ่งวนรอบนิวเครียสของเซลล์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของร่างกายมนุษย์ การน้อมนำพุทธคุณเข้ามาสู่ร่างกาย จึงทำให้เซลล์ของร่างกายไม่ตาย ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง เนื่องเพราะออกซิเจน(O2)ซึ่งหายใจเข้าไป ยังคงต้องนำไปแตกอะตอม ออกเป็นโอโซน(O) จึงจะสามารถส่งไปหล่อเลี้ยงเซลล์ได้ โดยเฉพาะเซลล์ผิวหนังซึ่งอยู่ชั้นนอกสุด มิมีเส้นเลือดฝอยมาหล่อเลี้ยงจักทำให้เซลล์ผิวหนังตายลง เพราะขาดโอโซนซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนพลังงานทำให้เซลล์มีชีวิตนั่นเอง ผู้ซึ่งฝึกฝนจิตจนกระทั่งบรรลุฌานขั้นสูง จักสามารถน้อมนำพุทธคุณเข้ามาสู่ร่างกายได้ ด้วยการแทรกซึมเข้ามาทางผิวหนัง ในหมู่ผู้ปฏิบัติ จักมีผิวพรรณที่สดใส เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ด้วยเหตุผลดังกล่าวนั่นเอง
3.เป็นที่รักของ มวลหมู่ทวยเทพ ได้รับการคุ้มครองจากบรรดาผู้ซึ่งฝึกฝนจิตสำเร็จ ขึ้นไปอุบัติใหม่บนสวรรค์ชั้นกามาวจร กามาวตรี เสวยสุขบนสวรรค์ชั้นสุขาวดี บรรดามวลหมู่ทวยเทพทั้งหลายซึ่งลงมาปฏิบัติพุทธกิจที่ระดับจิตคือสวรรค์ชั้นอาภัสสรพรหม เพื่อดลบันดาลภาพนิมิต ที่เรียกว่า อุคคหนิมิต เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ซึ่งกำลังฝึกฝนจิต ทั้งนี้เนื่องเพราะเมื่อผู้ฝึกฝนจิตล่วงเข้าสู่อรูปฌาน คือฌานที่ 5 จักสามารถสัมผัสกับจิตซึ่งอยู่ในอีกมิติหนึ่งได้ เรียกว่า สัมผัสที่หก โดยจะสัมผัสกับภาพนิมิตคือภาพภาพลวงตาซึ่งบังเกิดจากจิตมาร ดลบัลดาล ให้เกิดขึ้นเพื่อขัดขวางการฝึกฝนจิตของ ผู้ซึ่งกำลังฝึกฝนจิตอยู่ หากแม้นผู้ซึ่งกำลังฝึกฝนจิตอยู่มิรู้เท่าทันเกรงกลัวต่อภาพลวงตาทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาพสิ่งที่น่ากลัว ภาพสัตว์นรก ภาพภูตผีปีศาจ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น “อุคคหนิมิต”ซึ่งบังเกิดจากการดลบันดาลขึ้นของจิตมารทั้งสิ้น การลงมาปฏิบัติพุทธกิจของมวยหมู่ทวยเทพทั้งหลาย คือดลบันดาลภาพลวงตาขึ้น เพียงแต่เป็นภาพสิ่งที่ดีงาม ภาพสวรรค์ เสียงที่ไพเราะเป็นต้น เรียกภาพลวงตารวมทั้งเสียงดนตรีอันไพเราะเหล่านี้ว่า “อุคคตนิมิต” เฉกเช่นกัน
4.มิต้องตกอยู่ในอบายภิม 3 คือ นิรภิม เปรตภิม เดรัจถีภิม กล่าวคือผู้ซึ่งฝึกฝนจิตจนกระทั่งบรรลุโสดาบันขึ้นไป สามารถแผ่เมตตาด้วยเจโตสมาธิ ได้เจโตวิมุติ ล้วนได้รับการอเหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย สามารถส่งวิญญาณสรรพเวสีขึ้นสู่สวรรค์ได้ เป็นที่รักของอมนุษย์ ได้รับพรจากองค์พรหม ภายหลังจากละกายสังขาร จักถูกนำจิตไปอุบัติใหม่บนสวรรค์ชั้นดาวดึง ด้วยการเนรมิตขึ้นขององค์พรหมชายหญิง เป็นนางฟ้า เทวดา จำนวนหนึ่งสังสารวัฏ คือหนึ่งร้อยพรรษา จึงจะนำจิตลงมายังที่ตั้งจิต เพื่อนำมาประจุฌานที่ระดับฌาน 8 ได้อายุขัยเริ่มต้นที่ 80 พรรษา ได้รับพรสวรรค์ติดตัวคือสมาธิ ซึ่งหมายถึงปัญญา ความฉลาด เวียนว่ายตายเกิดใน 2 ภพภิม คือเทวะภิม และมนิษภิม เท่านั้น หากแม้นกระทำความผิดสัญญาเวทนิกนิโรธ ภายหลังจากละกายสังขารจักถูกนำจิตไปอุบัติ ในนิรภิม ด้วยการ”นิรมิต”ขึ้นโดย”นายนิรบาล” เป็น”นิรสัตว์” อีกทั้งเปรตภิมก็เฉกเช่นกัน ล้วนได้รับการนิรมิตขึ้นของนายนิรบาล เรียกว่า อสิรกาย ตามกฎแห่งกรรม หากก่อกรรมทำเข็ญกับผู้อื่น ต้องผจญทุกเข็ญ เป็นบาปกรรมจักถูกนำไปอุบัติเป็นสัตว์สรรพวัฏ จำพวกสัตว์เลี้ยงได้แก่สุนัขและแมว ด้วยการส่งจิตลงไปเกิดในสัตว์ ซึ่งกำหนดขึ้นโดยองค์พรหมนั่นเอง
5.สามารถหลุดพ้นจากกองทุกข์ ในหมู่ผู้ซึ่งฝึกฝนจิตหากแม้นสามารถฝึกฝนจิตจนกระทั่ง บรรลุอรหัตผล เป็นอริยะสงฆ์ อริยะเจ้า ภายหลังจากละกายสังขาร จักถูกนำจิตไปอุบัติใหม่ ด้วยการเนรมิตขึ้นขององค์อินทร์เป็นเทพบุตรบนสวรรค์ชั้น “กามาวจร” เสวยสุขบนสวรรค์ชั้น สุขาวดี หากเป็นอิสตรีหากแม้นฝึกฝนจิตจนกระทั่งบรรลุอรหัตผลเป็น อริยะเจ้า ภายหลังจากละกายสังขาร จักถูกนำจิตไปอุบัติใหม่ด้วยการเนรมิตขึ้นของแม่พระธรณี บนสวรรค์ชั้น “กามาวตรี” อยู่ร่วมกับองค์โพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร กวนซี่อิม ผ่อสัก เสวยสุขบนสวรรค์ชั้น สุขาวดีเฉกเช่นกัน
6.ได้วิชาโสตทิพย์(สัมผัสสะ) ผู้ซึ่งฝึกฝนจิตจนกระทั่งบรรลุโสดาบัน จักเริ่มได้รับอธิวจนะจาก จิตอรหันต์และผู้ซึ่งฝึกฝนจิตสำเร็จตามแบบแผนการฝึกฝนจิตทั้งสามรูปแบบ คือเต๋า โพธิสัตว์ พุทธศาสนา ซึ่งลงมาปฏิบัติพุทธกิจตามหน้าที่ ซึ่งล้วนได้รับมอบหมายจากพระผู้สร้างทั้ง 7 คือ เอกรรตา องค์อินทร์ แม่พระธรณี องค์ศิวะเทพ องค์อุมาเทวี องค์พรหมชาย องค์พรหมหญิง อีกทั้งนายนิรบาล เพื่อสอนสั่ง ให้อธิวจนะ เรียกว่า สัมผัสสะ หรือโสตทิพย์ คือการรับฟังด้วยประสาทสัมผัส ซึ่งจักบังเกิดขึ้นเมื่อระดับของจิตสูงขึ้น ละเอียดขึ้น ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป จนกระทั่งบรรลุอรหัตผล บรรลุมรรคผล บรรลุเต๋า บรรลุโพธิ บรรลุโพธิญาณ บรรลุโพธิสัตว์ ซึ่งผู้ซึ่งฝึกฝนจิตจนสำเร็จทั้งหลายภายหลังจากละกายสังขาร ล้วนได้รับมอบหมายหน้าที่จากพระผู้สร้างให้ลงมาปฏิบัติพุทธกิจแทนพระองค์บนโลกมนุษย์ เรียกว่าการ “ปฏิบัติพุทธกิจ” นั่นเอง
7.สามารถรำลึกชาติได้ ในหมู่ผู้ซึ่งฝึกฝนจิตจนกระทั่งบรรลุโสดาบันขึ้นไป สามารถรำลึกชาติได้ ด้วยการบอกเล่าจากจิตอรหันต์ซึ่งลงมาปฏิบัติพุทธกิจ เรียกว่า อธิวจนะ ซึ่งผู้ซึ่งฝึกฝนจิตจักสามารถรำลึกชาติได้ ด้วยอธิวจนะภายหลังจากฝึกฝนจิตจนกระทั่งล่วงล้ำฌาน 8 เข้าสู่สูญญตฌาน จนกระทั่งบรรลุโสดาบัน เข้าสู่ปัฏฐานที่ 4 ในสติปัฏฐาน 4 คือธรรมนุสติปัฏฐาน ซึ่งจักได้อรรถาธิบายต่อไป การรำลึกชาติได้จักบังเกิดจากญาณทิพย์ ซึ่งบ่งบอกออกมาจากการสนทนากับจิตอรหันต์ ภายหลังจากนั้น องค์พรหมจักเป็นผู้พุทธพจน์ให้ผู้ซึ่งฝึกฝนจิตได้รับฟังผ่านมาทางจิตอรหันต์ซึ่งกำลังให้อธิวจนะอยู่นั่นเอง
8.ได้วิชาจักษุทิพย์ คือสามารถถอดกายทิพย์ มองเห็นนรก สวรรค์ ด้วยกายทิพย์ซึ่งออกจากกายหยาบ ซึ่งการฝึกฝนการถอดกายทิพย์ คือปัฏฐานที่ 2 คือสังขารานุสติปัฏฐาน ในการฝึกฝนจิตตามหลักสติปัฏฐาน 4 ซึ่งการฝึกถอดกายทิพย์จักต้องกระทำภายหลังจากบรรลุอรหัตผลแล้วเท่านั้น เนื่องเพราะ หากแม้นฝึกฝนการถอดกายทิพย์ในขณะที่มิมีพุทธคุณคุ้มครองกาย จักเป็นช่องทางให้สรรพเวสี วิญญาณชั่วร้ายเข้ามาแทรก เรียกว่าผีเข้า อาจทำให้จิตอ่อน บังเกิดจิตวิปลาสขึ้นได้ ดังนั้น จึงมิบังควรฝึกถอดกายทิพย์ คือปัฏฐานที่สองจนกว่าจะบรรลุอรหัตผล บังเกิดพุทธคุณคุ้มครองกาย สามารถสื่อสารกับจิตมวลหมู่ทวยเทพให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นช่วยคุ้มครองกายสังขารไว้ ในขณะที่ถอดกายทิพย์ การถอดกายทิพย์ เรียกว่า บรรลุพุทธ มีประโยชน์กับผู้ซึ่งฝึกฝนจิตมากคือ สามารถหยั่งรู้ได้ ด้วยตาทิพย์คือกายทิพย์ซึ่งออกจากกายหยาบนั่นเอง อีกทั้งภายหลังเมื่อจักละกายสังขารสามารถถอดกายทิพย์ออกจากกายสังขาร โดยมิต้องเจ็บปวดทุกขเวทนา ทางกายก่อนตาย
9.สามารถหยั่งรู้ ผู้ซึ่งสามารถฝึกฝนจิตจนกระทั่งบรรลุอรหัตผล จนกระทั่งบรรลุพุทธ คือสามารถถอดกายทิพย์ได้ จักสามารถหยั่งรู้อนาคตด้วยตาทิพย์ คือสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าจากกายทิพย์ มิใช่จากการบอกเล่าจากจิต อรหันต์ซึ่งเรียกว่า “อธิวจนะ” และการบอกเล่าจากแม่พระธรณี องค์อินทร์ องค์พรหม องค์ศิวะเทพ นายนิรบาล เอกรรตา ซึ่งล้วนเรียกว่า “พุทธวจนะ” จากพระผู้สร้าง แม้กระทั่งเวลาตาย ก็จักสามารถหยั่งรู้ล่วงหน้าได้ สามารถถอดกายทิพย์ออกจากกายหยาบโดยมิต้องเจ็บปวดทุกข์ทรมานก่อนตาย